RSS

ชีวิตและทัศนะของวิทยากร เชียงกูล

03 ต.ค.

ตัดทอนเรียบเรียงขึ้นใหม่จากคำสัมภาษณ์ของคณะวิจัยจากจุฬาฯ เรื่อง “ประชาธิปไตยจากคำบอกเล่า” โครงการของอาจารย์กนก วงศ์ตระหง่าน ผู้สัมภาษณ์มี 3 คน เป็นนักกิจกรรมรุ่น 14 ตุลาคม หรือหลังจากนั้น บรรยากาศจึงเป็นการคุยกันใช้เวลาหลายชั่วโมง คำสัมภาษณ์ทำไว้ราวปลายปี 2524 หรือต้นปี 2525 นำมาแก้ไขและเรียบเรียงใหม่เดือนสิงหาคม 2533)

ภูมิหลัง

+ ขอทราบประวัติส่วนตัวเกี่ยวกับครอบครัว ชีวิต ตอนเรียนหนังสือ แล้วก็ตอนที่อยู่มหาวิทยาลัย

ผมเกิดปลายปี 2549 ที่อำเภอบ้านหม้อ จังหวัดสระบุรี เป็นอำเภอเล็กๆ มีทางรถไฟสายเหนือผ่าน ที่บ้านเป็นห้อง แถวสร้างด้วยไม้ เป็นร้านค้า ส่วนหนึ่งขายยา ส่วนหนึ่งแม่ผมรับตัดเสื้อ พ่อผมขายยา พ่อถึงแก่กรรมตั้งแต่ผมอายุ 2-3 ปี การขายยาก็เลิกไป เหลือแต่ตัดเสื้ออย่างเดียว ผมเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำอำเภอจนถึง ม.3 สมัยก่อน (ป.6 สมัยนี้) แล้วย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ ช่วงก่อนที่ผมจะย้ายมานั้นแม่ผมเขาย้ายมากรุงเทพฯก่อน มาทำงานรับจ้างเย็บเสื้อผ้า เพราะที่นั่นอำเภอเล็กๆ กิจการมันไปไม่ค่อยได้ แล้วก็แต่งงานใหม่ รวมทั้งคงอยากให้ลูกๆได้เรียนต่อ ผมมีพี่สาวอยู่คนหนึ่ง พี่สาวกำลังจะจบ ม.6 ก็คือชั้น ม.3 เดี๋ยวนี้ พี่สาวผมย้ายตามไปก่อน แต่ผมยังอยู่ที่บ้านหม้อกับน้าสาว

ตั้งแต่ตอนเป็นเด็กผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือพอสมควร คือห้องสมุดโรงเรียน หรือบ้านข้างเคียงเขารับนิตยสารสกุลไทย เดมิเมล์ รวมทั้งหนังสือการ์ตูนเด็กของตุ๊กตาชัยพฤกษ์ อะไรพวกนี้ ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาแต่เด็ก ก็อ่านหนังสือมาเรื่อยๆ ผมจบ ม.3 ราวปี 2503 ก็มาสอบเข้าที่ ร.ร.สวนกุหลาบ ที่สวนกุหลาบนี่พวกหนังสือ พวกกิจกรรมต่างๆมีมาก ห้องสมุดก็ดีมาก มีห้องสมุดที่คงจะดีกว่าโรงเรียนมัธยมทั่วไปในสมัยนั้น มีเพื่อนฝูงที่ดี นักเรียนมาจากที่ต่างๆมาสอบแข่งขัน คนที่ผ่านการแข่งขันส่วนใหญ่ คือ คนเรียนดี ผมก็มีกลุ่มเพื่อนที่สนใจเรื่องหนังสือหนังหานะ ก็หัดทำหนังสือกัน ตอนแรกใช้เขียนกันเล่มเดียวให้เพื่อนในห้องอ่าน ต่อมาก็เขยิบทำหนังสือเป็นเล่มเล็กๆ ชื่อว่า อนุสารสวนกุหลาบ จ้างโรงพิมพ์พิมพ์กันเลย เขียนหนังสืออะไรกันใหญ่ ตอนนั้นเราชอบอ่านพวก ดรุณสาร ชัยพฤกษ์ แสตนดาร์ด ฉบับเยาวชน ยาขอบ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ความรู้ทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยของนักเรียนสมัยนั้นยังไม่มี มันถุกปิดกั้น ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการบ้านการเมืองเท่าไหร่ มันก็มีความรู้สึกรางๆนะ คือ มีความรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบลักษณะการปกครองแบบใช้อำนาจ หมายถึงที่เราเห็นได้ในโรงเรียน อย่างเช่น เวลาครูลงโทษตีนักเรียนรุนแรงอะไรอย่างนี้ รู้สึกไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เรื่องข้างนอกเรื่องรัฐบาลสมัยนั้นเป็นอย่างไรไม่ค่อยมีความรู้ รู้สึกมีความรู้น้อยมาก แล้วหนังสือพิมพ์สมัยนั้นไม่ค่อยลงข่าวการเมือง มันก็ไม่มีอะไรให้เรียนรู้ใช่มั้ย

+ ตอนนั้น ..

สมัยจอมพลสฤษดิ์ ผมเรียนสวนกุหลาบ 5 ปี ตั้งแต่ 2503-2508 ที่ผมเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่สวนกุหลาบ มีเพื่อนผมคนหนึ่งนะ ตอนอยู่สวนกุหลาบปีท้ายๆ ตอนอยู่ ม.ศ.4- ม.ศ.5 คือ สำเริง คำพะอุ ผมรู้สึกว่าเขาเข้าใจปัญหาการเมือง เข้าใจอะไรต่างๆมากกว่า

+ รุ่นเดียวกับคุณสำเริงหรือ

ฮะ เขาเรียนก่อนปีหนึ่ง แล้วเขาตกมาอยู่ชั้นเดียวกัน เขาเป็นคนที่มีลักษณะหัวรุนแรงทางการเมืองมากกว่าใครเพื่อน เขารู้ปัญหาการเมืองอะไรต่างๆมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน แล้วเขาทำหนังสือสวนกุหลาบสารออกมา เขาเขียนออกมาแรงๆ รู้สึกว่าตำรวจเคยมาค้นทีหนึ่งที่โรงเรียน ตอนนั้นไม่ค่อยเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้น หนังสือที่พวกเราทำคือ สมานมิตร หนังสือประจำปีของโรงเรียนก็มีข้อความวิจารณ์ชีวิตในโรงเรียนแบบทำให้ตลก ถุกครูประจำชั้นฟ้องครูใหญ่ ถูกฉีกออกมาเผา เราเองรู้สึกว่าผู้ใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจเด็ก ไม่เปิดกว้าง แต่จริงๆแล้วยังไม่มีความคิดทางการเมืองเลย ตอนอยู่ปีสุดท้ายที่สวนกุหลาบ เริ่มมีหนังสือ เจ็ดสถาบัน ของพวกนักศึกษามหาวิทยาลัยออกมา เจ็ดสถาบัน รุ่นแรก พวกพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประพันธ์ ผลเสวก เขาทำนะ เริ่มออกมาแล้ว เอาไปวางขายตามแผง เราได้เห็นหนังสือก็ชอบ นี่เป็นหนังสือแบบที่เราต้องการ รู้สึกบรรยากาศในมหาวิทยาลัยน่าจะมีเสรีภาพมากกว่าโรงเรียนมัธยม ดูจากหนังสือเล่มนั้น เพราะว่าอยู่ในโรงเรียนนี่มันน่าเบื่อ การเรียนวิชาอะไรต่างๆ มันน่าเบื่อ ต้องเรียนทั้งวันออกไปไหนไม่ได้ รู้สึกว่าจำกัดมาก ก็นึกว่ามหาวิทยาลัยน่าจะดีกว่านั้น มหาวิทยาลัยอิสระกว่านั้น ครูบาอาจารย์น่าจะฉลาดกว่านั้น วิธีการสอนไม่น่าจะสอนแบบท่องจำอะไรอย่างนั้น
+ แล้วตอนที่เรียนนี่ อยู่ชมรม อยู่กลุ่มหรือทำกิจกรรมอะไรบ้าง

ตอนที่อยู่สวนกุหลาบ เราเริ่มทำกิจกรรมกันแล้ว ครั้งที่ผมทำหนังสือนั้นมันไม่ได้เป็นชมรมอะไรเลย ผมก็รวมกลุ่มทำเอง เสร็จแล้วไปคุยกับครูคนหนึ่งชื่อครูวรากร เป็นครูภาษาไทยฮะ ท่านก็ไปคุยกับอาจารย์ใหญ่ให้ขออนุญาตใช้ชื่อ หนังสือมันก็ออกมาได้อยู่ปีหนึ่ง แต่พออยู่ ม.ศ. 4 – ม.ศ.5 นี่ เริ่มมีกลุ่มกิจกรรม เริ่มมีชมรมภาษาไทย ชมรมภาษาอังกฤษ จัดโต้วาทีบ้าง โต้กลอนสดบ้าง กิจกรรมลักษณะสมัยก่อนไม่มีอะไรมาก เป็นจุดที่เริ่มต้นทำกิจกรรม ผมยังทำหนังสือประจำปีของโรงเรียนด้วย เสร็จแล้วมันมีส่วนหลังที่เราทำในเชิงตลก ทำเป็นเสียดสีล้อเลียนอะไรต่างๆ แล้วไปเขียนเรื่องกระทบโรงเรียนบ้าง เรื่องโรงอาหารบ้าง เรื่องอะไรต่างๆบ้าง พอถึงวันออกจริงๆ มีคนเขาไปรายงานครูประจำชั้น ท่านก็โวยวาย สั่งให้ฉีกส่วนนั้นออกเผาในวันงาน ตอนนั้นก็รู้สึกโมโหกัน รู้สึกว่าที่โรงเรียนมีการจำกัดเสรีภาพอะไรต่างๆ ที่ร่วมทำด้วยกัน มี วินัย อุกฤษณ์, ปิยพันธ์ จำปาสุต, ประเสริฐ จันดำ ตอนหลังก็มาเป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์หลายคนนะ

+ การเข้าไปอยู่กลุ่มหรือทำหนังสือพิมพ์ รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิด หรือว่าอะไรทางอื่นไหม

ครับผมว่าการอ่านหนังสือ การทำกิจกรรมนอกหลักสูตร การทำหนังสือนี่มันทำให้ความคิดต่างๆ กว้างขึ้น พอเราเข้าธรรมศาสตร์ปีแรก เราก็ทำหนังสือออกมาเพราะเรามีประสบการณ์จากโรงเรียนมัธยมแล้ว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
+ทำไมเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์

สมัยก่อน ความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์นี่ยังมีน้อยมาก ค่านิยมของคนที่จบสายศิลปะส่วนใหญ่ คือ ไปเรียนรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เพื่อเป็นปลัดอำเภอหรือผู้พิพากษา พวกเรียนสายวิทย์ก็นิยมเรียนหมอ เรียนวิศวะ ผมเลิกเรียนสายศิลปะ ต่อมาผมได้ไปอ่านหนังสือในห้องสมุดเรื่อง หลักเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ของ เจริญ ไชยชนะ ซึ่งก็ไม่ใช่หนังสือที่ดีมากมายนัก แต่เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์เล่มแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าเศรษฐศาสตร์น่าสนใจ ผมก็เลยเลือก ที่เลือกก็มีความคิดในเชิงพัฒนาประเทศบ้างเหมือนกัน มีความคิดใจเชิงอยากจะทำประโยชน์เพื่อสังคมบ้างเหมือนกัน ถึงไม่ชัดเจนนัก สมัยนั้นคนยังเรียนมหาวิทยาลัยน้อย จบไปแล้วมักมีงานทำทั้งนั้น จึงไม่ได้คิดเรื่องการหางานเท่าไหร่ ความจริงผมสนใจด้านวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์ด้วย ตอนที่ผมจะเข้ามหาวิทยาลัย ผมคิดเหมือนกันว่า เอ๊ะ ผมควรไปเรียนอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ดีไหม ผมรู้สึกว่า การเป็นนักเขียนไม่จำเป็นต้องเรียนอักษรฯ เสมอไป คิดว่าคงอ่านหนังสือเอาได้ ได้ยินกิตติศัพท์ว่ามีแต่ผู้หญิงเรียน (หัวเราะ) แล้วคิดว่าคงเรียนแต่พวกภาษาวรรณกรรมอะไรอย่างนี้ ซึ่งคงอ่านเองได้ และถ้าจบอักษรฯ อาจต้องไปเป็นครู ซึ่งตอนนั้นรู้สึกไม่ค่อยชอบ วิชาหนังสือพิมพ์ก็คิดว่าไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ ผมรู้สึกว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาใหม่กว่า น่าสนใจมากกว่าก็เลยมาเรียนเศรษฐศาสตร์ แต่ไปเรียนจริงๆ ผมอ่านนิยายมากกว่าหนังสือเศรษฐศาสตร์ เพราะวิชาเศรษฐศาสตร์ที่สอนกันสมัยนั้น เป็นแบบ นีโอคลาสสิกตามตำราอเมริกันทั้งแท่ง และสอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงด้วย

ที่เศรษฐศาสตร์เขาสอนแบบเก่า แบบตำราฝรั่งมาว่า มันไม่ค่อยน่าสนุก แล้วก็เลกเชอร์ห้องใหญ่ๆ คนเป็นร้อย บรรยากาศบางทีมันน่าเบื่อ ผมจึงโดดเรียน โดดเรียนก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าไม่มีการเช็กชื่อ โดดเรียนก็ไปนั่งอ่านหนังสืออ่านเล่นอยู่ในห้องสมุด มีหนังสือเยอะ พวกหนังสือภาษาอังกฤษ พวกนิยายภาษาอังกฤษเยอะ เพราะนิยายภาษาไทยมีไม่มาก เรื่องแปลก็น้อย อ่านจนหมดไม่ค่อยมีอะไรเหลือให้อ่าน ก็พยายามฝึกหัดอ่านภาษาอังกฤษ

+ เข้าร่วมกิจกรรมอะไรบ้าง เข้าชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์ใช่ไหม

ตอนที่ผมเข้าไปปี 1 ผมก็ไปร่วมแข่งขันแต่งกลอนสด มีแข่งแต่งกลอนชาวบ้านออกทีวีด้วย สมัยก่อนเขาชอบแข่งกัน บอกหัวข้อมาแล้วให้เราแต่งสักวา 1 บท ภายใน 5 นาที พออยู่ปี 3 ผมเข้าไปเป็นกรรมการชุมนุม เข้าไปทั้งกลุ่มเลยนะ ก็กลุ่มพระจันทร์เสี้ยว นี่แหละ พอพวกเราเข้าไปทำวรรณศิลป์ ก็เปลี่ยนแปลงเยอะ เราทำหนังสือลักษณะวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม และเน้นเรื่องสั้น บทกวีที่มีเนื้อหาสาระ มีการวิจารณ์หนังสืออะไรต่างๆมากขึ้น สมัยก่อนเขามักนิยมกลอนโรแมนติก หรือเรื่องสั้นประเภทหักมุมสนุกๆ แต่พวกเราเริ่มสนใจปัญหาสังคมมากขึ้น

+ ตอนนั้นกิจกรรมของชมรมพระจันทร์เสี้ยวทำอะไร

ส่วนใหญ่นั่งคุยกัน ออกหนังสือ เขียนหนังสือ เน้นด้านหนังสือ

+ สภาหน้าโดมหรือเปล่า

สภาหน้าโดมจะเป็นอีกรุ่นหนึ่งฮะ สภาหน้าโดมตั้งขึ้นตอนผมจะจบแล้ว รุ่น 2512 สภาหน้าโดมเป็นพวกสนใจการเมืองมากกว่า พวกชมรมพระจันทร์เสี้ยวจะเป็นพวกสนใจศิลปะวรรณกรรมล้วนๆ เลย สนใจการเขียนเรื่องสั้น บทกวี ศิลปะวรรณกรรม หนัง ละคร

+ มีความคิดหรือทัศนะอย่างไรกับสภาพมหาวิทยาลัยตอนอยู่ธรรมศาสตร์
ช่วงที่ผมอยู่ธรรมศาสตร์ ผมรู้สึกผิดหวังนะ มหาวิทยาลัยต่างจากที่ผมคาดไว้ คือ รู้สึกมันไม่ต่างจากโรงเรียนมัธยมมากนัก อย่างปีแรกไปเรียนศิลปะศาสตร์ วิชาความรู้พื้นฐานต่างๆ โดยหลักการของศิลปศาสตร์มันฟังดูดีนะ เพราะว่าเรียนหลายอย่าง เรียนปรัชญา ศาสนา ศิลปะ ดนตรี อะไรต่างๆ ฟังดูเป็นวิชาปัญญาชนดี เราก็อยากเป็นปัญญาชนที่มีวัฒนธรรม มีอะไรต่างๆ แต่โดยเนื้อหาจริงๆ ไม่ค่อยลึกซึ้งหรือท้าทายนัก เพราะผู้สอน ยังสอนตามตำรา ไม่รู้สึกสัมพันธ์ ไม่ผูกพันกับสังคมจริงๆ เราเรียนเรื่องปรัชญา เรื่องเสรีภาพ แต่เราถูกบังคับให้ต้องผูกเนทไท (นักศึกษาชายปีหนึ่ง) ซึ่งผมเห็นว่า ร้อนน่ารำคาญ และตามก้นฝรั่งอย่างไม่มีเหตุผล ผมจึงเป็นกบฏทางความคิด

+ ในช่วงนั้น มีงานอะไรขึ้นมาบ้าง เขียนหนังสือหรือว่าทำอะไรบ้าง

เขียนกลอนก่อน แล้วเขียนเรื่องสั้น ที่จริงงาน “ฉันจึงมาหาความหมาย” เขียนในช่วงที่เป็นนักศึกษาทั้งสิ้น บางชิ้นได้ตีพิมพ์ บางชิ้นก็ไม่ได้ตีพิมพ์ การรวมเล่มจริงๆมารวมทีหลัง มาพิมพ์เมื่อปี 2514 หลังจากที่ผมจบมาแล้ว พวกสภาหน้าโดมเป็นคนรวบรวมจัดพิมพ์

+ อยากทราบเบื้องหลังการเขียนกลอนชุด “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน

มีเพื่อนที่วารสารศาสตร์มาขอให้ผมเขียนลงใน หนังสือพิมพ์ยูงทองที่จะออกในวันสถาปนามหาวิทยาลัย ความรู้สึกนี้ก็ฝังลึกมานานนะ ความไม่พอใจในมหาวิทยาลัยอะไรต่างๆ ตอนนั้นผมอยู่ปี 3 แล้ว บางครั้งผมนึกถึงขนาดว่า จะเลิกเรียนต่อดีหรือไม่ดี มันเบื่อมากขณะนั้น แต่ก็ทนคิดว่าทนๆเรียนไปอีกปีเดียวอะไรอย่างนั้น แล้วมานั่งคิดว่าตั้งแต่เราเข้ามา เราได้ประโยชน์อะไรบ้าง คิดว่ามันก็ได้บ้างเหมือนกัน ได้อ่านหนังสือในห้องสมุด ได้เจอเพื่อนฝูงประสบการณ์ต่างๆ คิดว่าสิ่งเหล่านี้ได้เหมือนกัน และมันไม่ใช่เพียงแต่ปริญญาอย่างเดียว ประสบการณ์เป็นเรื่องสำคัญกว่า ก็เลยเขียนมาทำนองนั้น ทำนองเยาะเย้ยด้วยอะไรด้วย ช่วงที่นั่งเรียนอยู่เป็นช่วงที่ดอกหางนกยูงในมหาวิทยาลัยกำลังบานเต็มที่ (หัวเราะ) เลยใช้เป็นสัญลักษณ์ หมายถึงว่าให้คนเก็บเกี่ยวสิ่งอื่นๆนอกจากปริญญาบัตร แต่คนบางทีไม่เข้าใจคิดว่าผมต่อต้านการเรียนมหาวิทยาลัยโดยสิ้นเชิง

+ มองจากห้องสมุดลงมาหรือเปล่า

ไม่ นั่งอยู่แถวข้างล่าง แถวนิติศาสตร์ แถวโรงอาหาร ก่อนนี้โรงอาหารเคยอยู่ที่ศูนย์ภาษาอังกฤษในปัจจุบันนี้

+ เรื่องนี้รู้สึกติดปากคนหลายคน

คงเป็นเพราะงานชิ้นนี้สะท้อนความรู้สึกของคนอื่นๆที่เขาติดอยู่ แต่เขาไม่ได้เขียนออกมา หรือคิดไม่ชัดเจน เพียงแต่รู้สึกๆอยู่ พอผมเขียนออกมาคนก็ฮือฮากันมาก แต่คนที่ไม่พอใจก็มีอาจารย์บางคน เขารับคำว่า “เถื่อน” ไม่ได้ สำหรับตัวผมหมายถึง เพลงที่ไม่ใช่ทางการของมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพลงทางการก็คือ เพลงพวกยูงทอง เพลงเชียร์ต่างๆ

+ ตอนนั้นมีความมุ่งหมายจะให้เป็นคำประพันธ์ประเภทใดหรือเปล่า ที่แสดงความรู้สึก

ตอนนั้นเราเริ่มมีความรู้สึกแล้วว่า กลอนไม่จำเป็นต้องเขียนในแบบกลอนแปดเสมอไป เลยเขียนแบบไม่ค่อนแคร์ฉันทลักษณ์เท่าไร คล้ายๆกลอนหก แต่ไม่ได้แคร์ว่าต้องเป็นกลอนหก ตอนนั้นอังคารก็เริ่มเป็นที่นิยม (อังคาร กัลยาณพงษ์)

+ แล้วเกี่ยวกับกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างเช่น การไปค่าย รู้สึกมีงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการไปค่ายอยู่ด้วย

ผมไปค่ายอาสาสมัครพัฒนาชนบทตอนปี 1 เขาประกาศรับคนไปค่าย ก็สนใจอยากไปดู ก็ไป ไปกลับมารู้สึกว่าเราไปแบบนักสังคมสงเคราะห์ พอไปถึงแล้วไปสร้างๆอย่างเดียว เราไปมั่วสุมกันในกลุ่มนักศึกษา ถึงเวลาเย็นค่ำก็เฮฮาสนุกสนานกันมาก เล่นเกมโน่นเกมนี่ ร้องเพลงอะไรอย่างนี้ รู้สึกไม่ค่อยสัมพันธ์กับชาวบ้านเลย ไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมขึ้นเท่าไหร่เลยเขียนเรื่องนั้นออกมา คือเห็นเด็กมายืนมองๆ แล้วไม่กล้าเข้ามาอะไรอย่างนี้ เด็กชาวบ้านเราก็ไม่รู้จะคุยกับเขาอย่างไร รู้สึกว่ามันมีช่องว่างเหมือนกัน

+ เรื่องสั้นที่มีเด็กเป็นภาพจริงหรือว่าสมมติ

เป็นภาพที่ผมมองเห็นแล้วก็แต่ง ผมคิดจินตนาการแล้วก็เขียนออกมา

+ทำไมตอนนั้นเขาเรียกกันว่า ยุคแสวงหาของพวกนักศึกษา ตอนนั้นคิดว่าการพัฒนาความคิดในยุคแสวงหาของตัวเองในยุคนั้นเป็นอย่างไร ทำไมจึงกลายเป็นมองสังคมด้วยความคิดด้วยสายตาอย่างนี้

ผมว่าคนส่วนใหญ่ไม่แสวงหา คนในช่วงนั้นไม่แสวงหาเลย สนุกสนานกันเต็มที่ เขาใช้ชีวิตกันสบาย นอกจากคนที่มีปัญหาบางคนอะไรอย่างนี้ เป็นคนที่ช่างคิดช่างฝัน ที่ไม่ค่อยพอใจก็มี แต่เป็นส่วนน้อยมาก ประการแรก มันเริ่มจากมหาวิทยาลัยก่อน เช่น บางทีรู้สึกว่ากฎเกณฑ์บางอย่างมันเหลวไหล เช่น ปี 1 บังคับให้ผูกเนกไทอะไรอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จะมีเรื่องสั้นของผมที่ผมต่อต้าน มีความรู้สึกต่อต้านเรื่องนี้มาก อากาศมันร้อนจะตาย แล้วผูกเนกไท ทำไมต้องเลียนแบบฝรั่งไม่เห็นจำเป็นประเภทนี้ แล้วก็เรื่องรับน้องใหม่ เรื่องระบบอาวุโของมหาวิทยาลัยอื่น ตอนนั้นธรรมศาสตร์ไม่มี มีเฉพาะที่รัฐศาสตร์ แต่ที่คณะอื่นไม่มีเลย ได้ยินข่าวเกี่ยวกับที่ต่างๆ เรื่องรับน้องใหม่ เรื่องว้ากอะไรต่างๆ เรารู้สึกว่า เอ๊ มันเหลวไหล มันเด็กมาก อะไรต่ออะไรแบบนี้ มีความรู้สึกว่า ถ้าการศึกษายังเป็นแบบนี้ แล้วคนแบบนี้จะไปช่วยพัฒนาประเทศได้อย่างไร เราก็เริ่มมีความรู้สึกว่า ประเทศเรากำลังเป็นประเทศด้อยพัฒนา เห็นว่าในชนบทคนยังยากจนล้าหลัง เห็นการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมอะไรต่างๆ มันเห็นอยู่เรื่อยๆ คืออย่างตอนผมเป็นเด็ก ผมก็เห็นตอนไปซื้อหมูที่ร้านขายหมู ตำรวจไปเอาหมูกินฟรี อะไรอย่างนี้ ถึงเวลาตำรวจหรือเมียตำรวจมาก็มาเอาไปเฉยๆ เห็นปลัดอำเภอเมาอาละวาด อะไรต่างๆ รู้สึก เอ๊ะ ยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่อีก การใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่เป็นธรรม คือผมเริ่มมองจากปัญหาเศรษฐกิจ ตอนแรกคิดแบบนักเศรษฐศาสตร์ล้วนๆ คิดว่าทุกอย่างเป็นปัญหาด้านเทคนิค คิดว่าประเทศเรายังด้อยพัฒนา เพราะว่าเราขาดแคลนคน ขาดแคลนคนที่มีความรู้ที่จะไปคิดโน่นคิดนี่ วางแผนทำอะไรต่างๆ ต่อมาจึงเริ่มรู้มากขึ้นๆว่ามันไม่ใช่ มันเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาพวกเผด็จการที่ยึดอำนาจไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามอย่างที่นักวิชาการเสนอ ผมค่อยๆเรียนรู้มากขึ้นแล้วเริ่มสนใจการเมืองในความหมายกว้างมากขึ้น

+นักศึกษาธรรมศาสตร์โดยเปรียบเทียบแล้ว เป็นนักศึกษาที่มีการต่อสู้ทางการเมืองมาตลอด ยกตัวอย่าง เช่น การคัดค้านการเลือกตั้งสกปรก 2500 หรืออะไรต่างๆเหล่านี้ ในทัศนะมองนักศึกษาธรรมศาสตร์กับการเมืองอย่างไรบ้าง

ตอนผมเข้าธรรมศาสตร์ก็ได้ยินกิตติศัพท์ แต่เป็นกิตติศัพท์รางๆนะ ซึ่งมันเลือนรางมาก ไม่ค่อยรู้แน่ เพราะไม่เคยคุยกับรุ่นพี่ที่จบไปแล้วเลย ผมว่า สมัยที่ผมเข้ามา (ปี 2508) มันเป็นมหาวิทยาลัยแบบทั่วๆไปแล้ว ตั้งแต่เริ่มมีศิลปศาสตร์ เริ่มมีการสอบเข้า สมัยก่อนเป็นตลาดวิชา ใครก็เข้ามาได้ ตอนที่ผมเข้านี่ ผมคิดว่ามันเหมือนกับที่อื่น ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ อาจจะแตกต่างกันบ้างแต่คงไม่มาก เพราะว่าต้องสอบเข้าเหมือนกัน ลูกคนรวยอาจจะเลือกจุฬาฯมากกว่า หรืออะไรก็ตาม ที่จริงแล้วคนที่สอบเข้าต้องแข่งขันกันสูง คิดว่าลูกหลานชาวไร่ชาวนาคงได้เข้าไปไม่เท่าไร เป็นเปอร์เซ็นต์น้อยมาก แต่นักศึกษาอาจจะไม่รวยเหมือนจุฬาฯ ซึ่งขับรถไปมหาวิทยาลัยอะไรต่างๆ ธรรมศาสตร์อาจไม่ถึงขนาดนั้น

+ แล้วมีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับการเดินขบวนคิดค้านเรื่องที่จะไม่ให้นักศึกษาจากสถาบันอื่นย้ายเข้าธรรมศาสตร์

ใช่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ปี พ.ศ.2511 ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของนักศึกษา พวกที่คิดกลัวคนอื่นจะมาเรียนหรือจะมาแย่งงานอะไรต่างๆทำนองนั้น ตอนนั้นคนร่วมไม่มาก มันเป็นเรื่องของคณะนิติศาสตร์ล้วนๆ ตอนนั้นผมอยู่เศรษฐศาสตร์เลยไม่ได้สนใจมากนัก

+เมื่อเทียบกับนักศึกษาต่างประเทศ เช่น เขาเดินขบวนคัดค้านสงคราม เดินขบวนอะไรต่ออะไร มีความรู่สึกอย่างไรตอนนั้น

ตอนนั้นผมเทียบเหมือนกัน ตอนนั้นเริ่มสงครามเวียดนามแล้ว ผมคิดว่า นักศึกษาไทยที่สนใจหรือรู้เรื่องสงครามเวียดนามมีน้อยมาก ที่สนใจอะไรต่ออะไรไม่ค่อยมี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่นักศึกษาทั่วโลกกำลังตื่นตัว นักศึกษาในต่างประเทศเขาเดินขบวนคัดค้านสงครามเยอะ แต่นักศึกษาไทยยังสนใจอยู่แต่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เรื่องความสนุกสนานในงานฟุตบอลประเพณีงานเต้นรำอะไรต่างๆมากกว่า

+ ขอทราบทัศนวิจารณ์เรื่องเกี่ยวกับขบวนการนักศึกษาเท่าที่เห็นตั้งแต่ต้น นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจจะเป็นเหตุการณ์ก่อน 14 ตุลาฯ และหลัง 14 ตุลาฯ แล้วก็หลัง 6 ตุลาฯ ว่าเป็นอย่างไร

รุ่นผม นักศึกษาเพิ่งเริ่มตื่นตัวทางความคิด ยังไม่เป็นกลุ่มเป็นขบวนการ แต่มันก็ค่อยเติบโตมาอย่างช้าๆ แต่รุ่นหลังผมนี่รู้สึกว่ามีคนสนใจการเมืองอะไรต่างๆมากขึ้น พวกเข้าไปรัฐศาสตร์ที่ไม่พอใจระบบอาวุโสอะไรต่างๆ มีพวก เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เข้าไปก็ไปต่อยกับรุ่นพี่ เรื่องบังคับรับน้องใหม่อะไรนี่ก็เริ่มมีพวกนี้ที่สนใจการเมืองและที่ตั้งสภาหน้าโดม อะไรขึ้นมา รวมทั้งมีการต่อต้านฟุตบอลประเพณี ความฟุ่มเฟือยต่างๆ แล้วเริ่มมีคนออกหนังสือต่อต้านจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจ เรื่องภัยขาวคงจะราวๆปี 2513 – 2514 กลุ่มสภาหน้าโดมนี้เขาก็จัดคุยกัน เชิญคนมานั่งคุยกัน คุยเรื่องการเมืองอะไรต่างๆ เสร็จแล้วในมหาวิทยาลัยอื่นก็เริ่มเกิดกลุ่มอิสระ ที่จุฬาฯ มีพวกต่อต้านระบบโซตัสอะไรพวกนี้ คือ พวกพิรุณ ฉัตรวนิชกุล ที่เกษตรมี สภากาแฟ ที่เชียงใหม่ก็มี กลุ่มสนใจหนังสือ สมัยนั้นมักจะเริ่มจากผู้ที่สนใจหนังสือนะ พวกเขียนหนังสือทำหนังสืออะไรต่างๆ พวก นิสิต จิรโสภณ สถาพร ศรีสัจจัง เป็นกลุ่มอิสระ รู้สึกนักศึกษาในช่วงปี 2512-2515 เขาก็พัฒนามาเรื่อย ที่เป็นกลุ่มอิสระเพราะว่าชมรมในมหาวิทยาลัยในเวลานั้น ส่วนใหญ่เป็นชมรมด้านกีฬาหรืออย่างมากก็แค่โต้วาที ปาฐกถา วรรณศิลป์อะไรอย่างนี้ ชมรมด้านวิชาการด้านอะไรต่างๆไม่มี และนักศึกษาไม่ได้ปกครองตนเอง ยังถูกอาจารย์หรือข้าราชการประจำคุม พวกนี้ก็เลยตั้งกลุ่มอิสระ ตั้งกลุ่มของตัวเองขึ้นมา เพราะว่าระบบสโมสรในมหาวิทยาลัยยังโดนคุมโดยอาจารย์และข้าราชการ เขาเลยตั้งกลุ่มอิสระของเขาขึ้นมาเอง แล้วยังไงล่ะ พอเติบโตเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ผมว่ามันเติบโตเร็วมากจนกระทั่งไม่มีเวลาคิดเลยว่า จะทำอะไรต่อไป คือ ตอนนั้นพวกนักศึกษามีความคิดเพียงอยากจะเรียกร้องรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่เคลื่อนไหวเข้าชื่อกัน เข้าชื้อแล้วไปเดินแจกใบปลิว ตอนนั้น 2516 บางคนจบแล้ว บางคนยังเรียนอยู่ จริงๆแล้วระดับความรับรู้ ความคิดอะไรต่างๆ มันยังแตกต่างกันเยอะ บางคนบางส่วนยังเป็นพวกโรแยลลิสต์ เป็นนักชาตินิยมอะไรต่างๆ ระดับความคิดยังแตกต่างกันเยอะ
ที่มา
ทำไม “ฉันจึงมาหาความหมาย” ชีวิต งานและทัศนะของ วิทยากร เชียงกูล
กันยายน 2536
ISBN 974-89151-1-5

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: