RSS

การศึกษาช่วยแก้ปัญหาสังคมหรือเป็นตัวปัญหาเสียเอง?

11 ต.ค.

การศึกษามีบทบาทในการพัฒนาคนและพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองเป็นประชาธ ิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้นในประเทศส่วนใหญ่ แต่ในประเทศไทยทั้ง ๆ ที่รัฐลงทุนทางการศึกษาปีละ 2 แสนล้านบาทหรือราว 20-25 ของงบประมาณประจำปีมานับสิบปีแล้ว ขณะนี้เรามีแรงงานที่จบปริญญาตรี 5 ล้านกว่าคน และที่จบระดับการศึกษาอื่น ๆ อีกมาก แต่ทำไมสังคมไทยซึ่งรวมทั้งเศรษฐกิจ การเมืองกลับยิ่งตกต่ำลงและมีปัญหามากขึ้น?



โอกาสในการได้รับการศึกษาของประชาชนไทย

ประชากรวัยเรียน 3-17 ปี ในปี 2551 มีโอกาสได้รับการศึกษาร้อยละ 88.77 ของประชากรวัยเดียวกันสูงขึ้นกว่า 1-2 ปีก่อน แต่ยังมีประชากรวัยนี้ที่ไม่ได้เรียนสูงถึง 1.67 ล้านคน ทั้ง ๆ ที่มีกฎหมายภาคบังคับให้ประชาชนต้องเรียน 9 ปี (จบม.3) และรัฐธรรมนูญระบุว่ารัฐต้องจัดการศึกษาให้ประชาชนเรียนฟรี 12 ปี (จบม.6)

ปัญหาคนจนไม่ค่อยได้เรียนและออกกลางคัน ยังเป็นปัญหาที่ไม่มีการคิดแก้ไขอย่างจริงจัง นโยบายให้เรียนฟรี 12 ปีเพียงแต่ไม่เก็บค่าเล่าเรียน แต่พ่อแม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายอื่น เช่นค่าแต่งตัว ค่าเดินทาง การกินอยู่ ค่าหนังสือ อุปกรณ์ ซึ่งเป็นภาระมากสำหรับคนจน โรงเรียนที่มีคุณภาพหน่อยก็จะเก็บค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มเติมด้วย โดยรวมแล้วถึงปี 2551 คนไทยทั้งประเทศได้รับการศึกษาคิดเฉลี่ยแค่ 8.6 ปี ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นที่มีการพัฒนาเศรษฐกิจระดับใกล้เคียงกับไทย

แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 56.1 มีการศึกษาแค่ประถมและต่ำกว่า สัดส่วนของแรงงานที่จบชั้นมัธยมปลายซึ่งรวมทั้งสายอาชีวศึกษาร้อยละ 12.8 ยังต่ำกว่าหลายประเทศ สัดส่วนของแรงงานที่จบอุดมศึกษาขั้นปริญญาตรีค่อนข้างสูงราวร้อยละ 12.8 และเป็นกลุ่มผู้ว่างงานสูงด้วย (ราวร้อยละ 20 ของผู้ว่างงานหรือ 1 แสนคนจากผู้ว่างงาน 5 แสนคน)

การจัดการศึกษาโดยภาคเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยของไทยยังมีสัดส่วนต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่ นๆ ทำให้การศึกษาไม่มีการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์และไม่มีความหลากหลาย

ความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษา

โครงสร้างการบริหารการจัดการศึกษาแบบราชการรวมศูนย์ และการจัดสรรงบประมาณและกำลังคนตามอำนาจต่อรองของหน่วยงาน ทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษาระหว่างคนรวยกับคนจนอ ย่างชัดเจน สถานศึกษาขนาดเล็กในเขตยากจน ในชนบทจะได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยกว่า มีครูอาจารย์ตามวุฒิน้อยกว่า ทำให้นักเรียนในสถานศึกษาเหล่านี้มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าส ถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ในกรุงเทพ และเมืองใหญ่

ปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมสูง ยังมีส่วนสำคัญทำให้ลูกคนจนมีโอกาสได้รับการศึกษาต่ำกว่าลูกคนรวย เพราะพ่อแม่คนจนไม่สามารถสนับสนุนให้ลูกได้เรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพดี ๆ ได้ไปเรียนเสริม มีหนังสืออุปกรณ์การเรียน และมีเวลาว่างเท่าลูกคนรวย

ค่าใช้จ่ายส่วนที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องจ่าย เช่นค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแต่งตัว และค่าเสียโอกาสในการทำงานสำหรับเด็กระดับมัธยม สูงกว่าที่คนจนจำนวนหนึ่งจะรับได้ ทำให้ลูกหลานคนจนออกกลางคัน และเรียนได้ไม่ถึง 12 ปี คือไม่จบชั้นมัธยม 6 เป็นสัดส่วนสูง นักเรียนที่เข้าป. 1 ในปี 2539 จำนวน 1.08 ล้านคนได้เรียนถึงชั้นม.6 (ทั้งสามัญและอาชีว) ในปี 2550 เพียง 5.07 แสนคน และออกกลางคัน 5.75 แสนคน คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของนักเรียนที่เข้าป.1 พร้อมกัน

การมีกองทุนให้กู้ยืมสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลายและอุดมศึกษาและตอน หลังจะเน้นอุดมศึกษา ช่วยบรรเทาปัญหาได้บางส่วน แต่การแข่งขันทางเศรษฐกิจแบบคนรวยได้เปรียบคนจน และการแข่งขันทางการศึกษาแบบแพ้คัดออก ทำให้เด็กลูกหลานคนจนได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่า มีสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เสียเปรียบกว่าลูกหลานคนชั้นกลางและคนรวย ดังนั้นลูกคนจนจึงมักจะแพ้ถูกคัดออกมาตั้งแต่ระดับต้นๆ แล้ว

ลูกคนจนที่เหลือรอดไปเข้ามหาวิทยาลัยได้คือส่วนน้อย และมักจะเข้ามหาวิทยาลัยเปิดและมหาวิทยาลัยที่เติบโตมาจากสถาบันราชภัฎและสถ าบันราชมงคลที่เก็บค่าเล่าเรียนต่ำกว่า, เข้าได้ง่ายกว่าแต่มีคุณภาพโดยเฉลี่ยต่ำกว่ามหาวิทยาลัยเก่าที่มีงบประมาณแล ะอาจารย์พรั่งพร้อมมากกว่า

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: