RSS

ปรับรื้อระบบราชการให้เล็กลง และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

13 ต.ค.

วิทยากร เชียงกูล

ปัจจุบันเรามีข้าราชการและลูกจ้างรัฐบาลทุกประเภทรวมกันอยู่ประมาณ 2 ล้านคน รัฐต้องจ่ายเฉพาะเงินเดือนและค่าจ้างประจำให้กับข้าราชการและลูกจ้างแต่ละปี ราว 1 ใน 3 ของงบประมาณประจำปี คิดเป็นเงิน 2 แสนกว่าล้านบาท ข้าราชการมักจะอ้างว่าตนเองได้เงินเดือนน้อยกว่าภาคเอกชน ซึ่งจริงในแง่อัตราเงินเดือน แต่เคยมีคนวิจัยว่าเทียบค่าใช้จ่ายต่อบุคคลของภาครัฐกับเอกชนในจำนวนผลงานที่เท่ากัน ภาครัฐจ่ายงบเงินเดือนค่าจ้างสูงกว่าภาคเอกชน

ทั้งนี้ก็เนื่องจากภาครัฐใช้คนทำงานในแต่ละหน่วยงานมากกว่าภาคเอกชน ข้าราชการไม่ค่อยมีงานทำ อู้งาน ฉ้อฉล ไร้ประสิทธิภาพมากกว่าคนทำงานในหน่วยงานเอกชน (นี่กล่าวภาพรวม แม้จะมีบางหน่วยงานหรือบางคนที่ทำงานมาก แต่ก็เป็นส่วนน้อย) ถ้าหน่วยงานเอกชนต้องจ่ายค่าจ้างคิดยอดรวมสูงมากเหมือนหน่วยงานรัฐ ป่านนี้คงขาดทุนล้มละลายไปนานแล้ว แต่หน่วยงานราชการอยู่ได้ด้วยการแบมือของบประมาณจากรัฐบาล โดยไม่มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายกับผลของงานของแต่ละหน่วยงานแต่อย่างใด

คนส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าปัญหาระบบราชการในปัจจุบันว่าเป็นระบบที่ใหญ่โตเทอะทะ ชักช้า อืดอาด เป็นเจ้าขุนมูลนาย คอรัปชั่น ไม่มีประสิทธิภาพ ฯลฯ แต่สิ่งที่คนยังมองต่างกัน คือ จะแก้ที่ตรงไหน จะแก้อย่างไร

ควรปฏิรูปโครงสร้างการจัดองค์กร โดยจัดหมวดหมู่ กรมกองที่ทำงานประเภทเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกันให้มาอยู่กระทรวงหรือทบวงเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนไม่ประสานกัน เช่น รวมกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติเข้าด้วยกัน และไม่ควรคิดในเชิงที่จะเพิ่มกระทรวง ทบวงขึ้นมา ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ เพราะจะยิ่งทำให้ระบบราชการใหญ่โต และสร้างปัญหาอื่นๆตามมามากกว่าที่จะทำให้ระบบราชการทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น

ในสภาพที่ระบบราชการในปัจจุบัน ยังมีปรัชญา ระเบียบประเพณี ที่ค่อนข้างเป็นเจ้าขุนมูลนาย หรือมีลักษณะแบบชนชั้นนำนิยม มีการปฏิบัติงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ การสร้างระบบราชการให้ใหญ่โตขึ้น นอกจากไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแล้ว ยังสร้างปัญหาที่เกิดจากตัวระบบราชการเอง และปัญหาอื่นตามมาอีกด้วย ทางแก้ที่ถูกคือ ทำให้ระบบข้าราชการเล็กลง และทำให้การบริหารการทำงานมีความเป็นข้าราชการ (บูโรเครซี่) ลดลง มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

การแก้ปัญหาในสังคมไทย ควรเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบและโอกาสของสมาชิกในสังคมทุกคนนั่นก็คือ จะต้องให้คนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 97 ที่อยู่นอกระบบราชการมีส่วนกำหนดการใช้ทรัพยากร (หรืองบประมาณ) และแก้ปัญหาของเขาเอง การคิดว่าปัญหาทุกอย่างจะต้องให้ราชการเป็นผู้แก้หรือผู้นำในการแก้นั้นเป็นวิธีคิดแบบเจ้าขุนมูลนาย ซึ่งคนส่วนใหญ่รวมทั้งปัญญาชนมักถูกครอบงำโดยไม่ค่อยรู้ตัว และเป็นวิธีคิดที่ไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมได้อย่างแท้จริง

ปัญหาของสังคมไทยในวันนี้ สาเหตุที่สำคัญอันหนึ่งมาจากการที่ระบบข้าราชการใหญ่โตและมีอำนาจมากเกินไป ข้าราชการเป็นกลุ่มคนเพียงร้อยละ 2 ของคนทั้งประเทศ แต่เป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง (เงินเดือน-ค่าจ้าง) จากงบประมาณของรัฐที่ได้มาจากภาษีประชาชนทั้งประเทศถึงราวร้อยละ 36 ของงบประมาณทั้งหมด (ยังไม่ได้รวมที่พักฟรี ใช้ของหลวงฟรี ฯลฯ) และยังได้ประโยชน์ทางอ้อมจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์อีกมากมายมหาศาล ทำให้ข้าราชการซึ่งรวมทั้งตำรวจทหาร เป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชน และเป็นกลุ่มชนที่มีส่วนสร้างปัญหาความไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตยให้กับสังคมที่สำคัญกลุ่มหนึ่ง

ระบบราชการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการบริหารสังคมเศรษฐกิจสมัยใหม่ และข้าราชการที่ซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงานคุ้มค่ากับเงินเดือนที่เขาได้รับ หรือทำประโยชน์ให้ประเทศชาติมาก ก็มีอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่ามีคนเลวปะปนอยู่ในหมู่คนดีเหมือนในสังคมทุกแห่งเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าระบบราชการปัจจุบันส่งเสริมคนส่วนน้อย (3% ของประชากร) ให้สามารถได้ผลตอบแทน ได้อำนาจ อภิสิทธิ์มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่ (97% ของประชากร) อย่างแท้จริง ข้าราชการอาจจะอยู่ดีกินดีกว่าประชาชนได้อย่างชอบธรรม ถ้าพวกเขาทำงานหนักซื่อสัตย์ทำงานคุ้มค่าช่วยแก้ปัญหา

ดังนั้น เวลาเราวิจารณ์ระบบราชการ ประเด็นสำคัญคือการวิจารณ์ระบบ ไม่ใช่วิจารณ์แค่ตัวบุคคล อย่างเวลาใครวิจารณ์ว่าตำรวจเลว ฆาตกรรมอำพรางเพราะความโลภ รีดไถบ่อนการพนัน ซ่อง ธุรกิจผิดกฎหมาย หรือเลี่ยงกฎหมายต่างๆ ตำรวจที่พอจะดีอยู่บ้างก็ดูเหมือนจะพากันเดือดเนื้อร้อนใจ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่วงการตำรวจมีคนเลวมากกว่าวงการทหารหรือข้าราชการพลเรือน ประเด็นอยู่ที่ระบบการเมือง ระบบราชการปัจจุบันให้อำนาจ และให้โอกาสในการแสวงหาประโยชน์แก่ตำรวจมากเกินไป ทางแก้คือ ต้องลดอำนาจ ลดโอกาสในการฉ้อฉลของตำรวจลง ให้มีการตรวจสอบตำรวจจากองค์กรผสมระหว่างตำรวจกับประชาชนอย่างซื่อตรง มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น (เช่น ให้ตำรวจท้องถิ่นขึ้นกับเทศบาลแบบในต่างประเทศ)

การที่ระบบราชการเป็นระบบที่ใหญ่โตเทอะทะ มีอำนาจมาก มีลักษณะการบังคับบัญชา ลดหลั่นกันมาเป็นชั้นๆแบบรวมศูนย์อำนาจอยู่ในผู้บังคับบัญชาระดับสูง เป็นตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาในตัวเองมากมาย เพราะองค์กรที่ใหญ่โตเกินไป มักจะไม่มีประสิทธิภาพ ควบคุมตรวจสอบได้ยาก คนหรือองค์กรที่มีอำนาจมากเกินไปมักจะฉ้อฉล องค์กรที่มีการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์อำนาจมากไป มักนำไปสู่การใช้อำนาจพลการ การเล่นพรรคเล่นพวก การประจบประแจงและการร่วมมือกันฉ้อฉลเป็นทีม

การแก้ปัญหาของระบบราชการจึงต้องแก้ให้ตรงจุด คือ ทำให้ระบบข้าราชการเล็กลงมีอำนาจน้อยลง มีการตรวจสอบจากหน่วยงานอื่นรวมทั้งการตรวจสอบในแง่ประสิทธิภาพโดยการวิเครา ะห์ค่าใช้จ่ายกับผลของงานด้วย (เหมือนกับที่หน่วยงานเอกชนต้องวิเคราะห์เรื่ องต้นทุน กำไร หรือรายรับ-รายจ่าย) ประเด็นต่อมา คือ ต้องปฏิรูประบบบริหารประเทศ กระจายอำนาจในการบริหารทรัพยากรส่วนรวมไปสู่องค์การบริหารท้องถิ่นอย่างเป็น ประชาธิปไตย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เราจะส่งเสริมให้ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการมีขอบข่าย อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบกว้างขวางขึ้น และส่งเสริมให้งานบางอย่าง เช่น การศึกษา ศาสนา ศิลปะวัฒนธรรม การสื่อสารมวลชน เป็นอิสระออกไปจากระบบราชการ คือ เป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอิสระที่มีรูปแบบการบริหารที่มีการตรวจสอบควบคุมโดยประชาชนได้รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง งานด้านสังคมสงเคราะห์บางอย่าง เช่น สงเคราะห์เด็ก และสตรีด้อยโอกาสหรือมีปัญหาก็ควรตั้งงบประมาณสนับสนุนให้องค์กรพัฒนาเอกชนรับไปทำเพิ่มขึ้น จะเป็นวิธีใช้งบประมาณและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่รัฐจะขยายหน่วยงานด้านนี้เอง

กองทัพของเราค่อนข้างใหญ่ และใช้งบประมาณสินเปลืองมาก (งบความมั่นคงแห่งชาติตกปีละ 1 แสนกว่าล้านบาท หรือราว 15% ของงบทั้งหมด) สำหรับประเทศที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่ได้ดีมากนักอย่างประเทศไทยเรา ซึ่งคนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่ กองทัพนอกจากเป็นของแพงแล้วยังทำให้นายทหารมีอำนาจ และเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้อยู่เสมอมา ยุคปัจจุบันเป็นยุคหลังสงครามเย็นไม่มีการคุกคามจากคอมมิวนิสต์ แล้วจะมีก็แต่ความขัดแย้งในเรืองผลประโยชน์ น่านน้ำและชายแดน ซึ่งอาจตกลงกันได้ด้วยการเจรจากันเป็นส่วนใหญ่

ดังนั้น เราควรทำกองทัพประจำการให้เล็กลงแต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันตัวมากขึ้น ลดจำนวนนายพล นายพัน นายร้อยลง โดยเริ่มลดการรับนักเรียนนายร้อย เน้นการรับและฝึกนายสิบให้มีคุณภาพมากขึ้น ส่วนทหารระดับพลทหารก็น่าจะลดจำนวนทหารประจำการและทหารเกณฑ์ลงได้อีกมาก โดยใช้วิธีการฝึกอาสาสมัครดินแดนระยะสั้นแทน ถ้าเกิดสงครามค่อยเรียกระดมพล ถ้าไม่มีสงครามก็ไม่ต้องมีกองทัพใหญ่โตให้เปลืองงบประมาณ ควรเน้นการป้องกันพิทักษ์ผลประโยชน์น่านน้ำและชายแดนมากกว่าคิดจะไปรบกับใคร เพราะสมัยนี้เป็นสมัยสงครามเศรษฐกิจ มากกว่าสงครามใช้อาวุธตามรูปแบบเก่า

กรมตำรวจก็น่าจะทำให้เล็กลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ โดยใช้หน่วยงานการปกครองท้องถิ่นเข้าช่วยรักษาความสงบภายใน ทั้งนี้จะต้องทำกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นมาเฟียใหญ่ให้เล็กลง โดยการกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น ให้ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัดและมีสิทธิเลือกสภาระดับท้องถิ่นที่สามารถควบคุมตรวจสอบ ฝ่ายบริหารรวมทั้งควบคุมดูแลตำรวจท้องถิ่นได้อย่างเป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่การส่งเจ้านายหรือข้าราชการ นักปกครองจากส่วนกลางไปปกครองท้องถิ่น และการบริหารยังรวมศูนย์อยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกับยังอยู่ในสมัยเจ้าขุนมูลน ายแบบโบราณ

การจะพัฒนาประชาธิปไตย นอกจากจะขึ้นอยู่กับการแก้รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้งให้การศึกษาและข่าวสารประชาชนอย่างเสรีแล้ว ทีสำคัญคือต้องให้โอกาสประชาชนเรียนรู้ที่จะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยการยินยอมให้ส่วนท้องถิ่นสามารถปกครองตนเองได้อย่างเป็นประชาธิปไตยเหมือนประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย เลิกการปกครองภูมิภาคเหลือแต่การปกครองท้องถิ่น ให้ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เป็นผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระการครบตำแหน่งและต้องเลือกตั้งใหม่ทุก 3-5 ปี ให้สภาตำบลเป็นนิติบุคคล ที่ไม่ต้องขึ้นกับนายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง และมีขอบเขตอำนาจหน้าที่ และบทบาทในการบริหารงบประมาณเพื่อพัฒนาตำบลมากขึ้น ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอื่นๆ นอกจากกรุงเทพฯ มาจากการเลือกตั้งและจังหวัดสามารถบริหารทรัพยากรท้องถิ่นเก็บภาษีค่าธรรมเนียมต่างๆได้เอง และมีงบสนับสนุนจากส่วนกลางด้วย เพราะภาษีหลายอย่าง รัฐบาลกลางยังเป็นผู้เก็บอยู่ เทศบาล สุขาภิบาลต่างๆที่ดีอยู่ก็ควรปฏิรูปให้สอดคล้องกับการบริหารท้องถิ่นแบบใหม่โดยจะต้องจัดให้มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล คานอำนาจที่ดีด้วย

นอกจากการปกครองบริหารท้องถิ่นให้เป็นประชาธิปไตยแล้ว สภานิติบัญญัติระดับชาติเอง ก็น่าที่จะได้รับการส่งเสริมให้มีบทบาทหน้าที่ในการตรวจสอบควบคุมข้าราชการประจำมากขึ้น หน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผนและตรวจสอบ เช่น สำนักงบประมาณ คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หน่วยงานเกี่ยวกับการตรวจสอบเรื่องการเงิน และการประพฤติมิชอบของข้าราชการ ฯลฯ ควรจะเป็นหน่วยงานอิสระที่การแต่งตั้ง ถอดถอน ควบคุมดูแล ทำโดยสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าที่จะเป็นหน่วยงานขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร

การเพิ่มเงินเดือนข้าราชการไม่ควรเพิ่มแบบให้ทุกคน ไม่ว่าใครจะทำหรือไม่ทำงาน เพราะยิ่งเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่ได้ทำให้ผลงานดีขึ้น คุ้มค่า ควรปฏิรูปราชการก่อน คนที่ทำผิดและด้อยประสิทธิภาพควรปลด ไม่ใช่แค่การสั่งย้าย และควรสนับสนุนให้ข้าราชการโยกย้ายหน่วยงานเพื่อให้มีงานทำเพิ่มขึ้นตลอดจนเลือกเกษียณได้เร็วขึ้น การจะปรับเงินเดือนข้าราชการควรใช้นโยบาย เลือกเพิ่มเงินเดือน ผลตอบแทน ให้กับคนที่ทำงานดี ทำงานหนัก คือ ต้องเพิ่มคุณภาพการทำงานให้สมกับเงินเดือนด้วย ไม่ใช่เพิ่มไปแล้วแต่งานเท่าเดิมหรือยิ่งทำงานน้อยลง ยกตัวอย่างการให้เงินประจำตำแหน่งวิชาการแก่อาจารย์ทุกคน ไม่ว่าคนผู้นั้นยังทำงานวิชาการต่อหรือไม่ ไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ดี เพราะหลายคนพอได้ตำแหน่งวิชาการแล้วก็เลิกทำงานวิชาการต่อ ควรให้เป็นทุนวิจัย ทุนเขียนตำรา ทุนไปอบรมสัมมนา ศึกษาระยะสั้น ทุนจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ ฯลฯ จะดีกว่า คือควรให้เพิ่มเฉพาะคนที่ทำงาน ไม่ใช่ให้เพิ่มทุกคน

การทำระบบข้าราชการให้เล็กลง ตรวจสอบได้มากขึ้น และทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรประชาชนและภาคเอกชนเติบโตขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศมากขึ้น เป็นวิธีการสำคัญที่จะแก้ปัญหาความไร้ประสิทธิภาพและความฉ้อฉลของระบบราชการ และพัฒนาระบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้

ที่มา …จาก
วิทยากร เชียงกูล – ปฏิรูปการเมือง.– กรุงเทพฯ : มิ่งมิตร, 2540.
152 หน้า
ISBN 974-89872-7-2

+ +

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: