RSS

mass production และ 30 คำศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่น่ารู้จัก

16 ต.ค.


1. mass production การผลิตขนานใหญ่ การผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องจักรที่ได้มาตรฐานเดียวกันเป็นจำนวนมากเพื่อประสิทธิภาพหรือความประหยัด ข้อดีคือ สินค้ามีราคาต่ำลง ข้อเสียคือ เป็นระบบการผลิตที่เอื้อประโยชน์บริษัทขนาดใหญ่ ทำให้ผู้ผลิตแปลกแยก และผู้บริโภคไร้รสนิยม ไร้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเอง

2. mass society สังคมทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่ประชาชนถูกแบ่งแยกโดยหลักการแบ่งงานกันทำให้เป็นปัจเจกชนอิสระแบบกระจัดกระจาย (Automism) และตัดขาดจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมและการเมืองของชุมชนหรือของชาติมากขึ้น กลายเป็นสังคมผู้ผลิตและผู้บริโภคที่ถูกบงการและครอบงำโดยบริษัทขนาดใหญ่

3. merit  goods (public goods) สินค้าที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม ที่ระบบตลาดเสรีล้มเหลวในการัดสรรอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการผลิตหรือบริโภคน้อย เช่น การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การสาธารณสุข การให้การศึกษาและฝึกอบรม จึงเป็นหน้าที่ที่รัฐจะต้องเข้ามาให้การสนับสนุน เพราะการผลิตสินค้าที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มีราคาตกต่ำลง คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่าที่จะปล่อยให้การผลิตและการกระจายสินค้าประเภทนี้เป็นไปตามกลไกตลาดที่คนรวยจะได้เปรียบคนจน

4. meritocracy ระบบที่ให้ความสำคัญดับความสามารถและความพยายามส่วนบุคคล (merit) มากกว่าการสืบทอดมรดก สืบทอดอำนาจหรือการเล่นพรรคพวก ระบบนี้เป็นระบบที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและความเป็นธรรมมากกว่าระบบเจ้าขุนมูลนาย และระบบทุนนิยมผูกขาด

5. microcredit โครงการให้สินเชื่อขนาดเล็ก ระยะสั้น เพื่อช่วยให้คนลงทุนไปดำเนินอาชีพอิสระราบย่อยได้ เช่น โครงการธนาคารกรามีนในบังคลาเทศซึ่งปล่อยสินเชื่อขนาดเล็กให้กับกลุ่มผู้หญิ งนชนบทโดยไม่ต้องมีที่ดินมาจำนอง ใช้บุคคลค้ำประกันเองและผลัดกันกู้ โครงการนี้ประสบความสำเร็จและขยายไปทั่วประเทศ เนื่องจากทางกลุ่มสมาชิกช่วยกันดูแลกันและกัน ให้ผู้กู้นำเงินไปลงทุนมีศักยภาพที่จริงๆไม่ใช่แค่เพื่อนำไปบริโภค โครงการแบบนี้นี้มีการจัดทำในหลายประเทศ  รวมทั้งในสหรัฐฯ ด้วย

6. Micro entrepreneur ผู้ประกอบการขนาดย่อม ซึ่งไม่ได้เรียนเรื่องการบริหารมาและไม่ได้มีทุน เริ่มจากธุรกิจขนาดเล็กที่ส่วนใหญ่ไม่ได้รับสินเชื่อจากธนาคาร เนื่องจากธนาคารมักมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่พวกเขาคือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ซึ่งมีส่วนช่วยการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างมาก รัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนา เช่น บังคลาเทศ อินเดีย โคลัมเบีย ได้เห็นความสำคัญของคนเหล่านี้ และสนับสนุนการให้สินเชื่อขนาดเล็กเพิ่มขึ้น

7. millenium development goals -MDG เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ แนวทางและเป้าหมายสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต ซึ่งที่ประชุมผู้นำประเทศสมาชิกสหประชาชาติจาก 189 ประเทศได้ร่วมกันกำหนดในการประชุมสุดยอดแห่งสหัสวรรษในเดือนกันยายน ปี ค.ศ.2000 (พ.ศ.2543) เพื่อหาทางลดช่องว่างจากผลพวงของการพัฒนา และมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนาคนในช่วงปี พ.ศ.2533-2558 โดยมีเป้าหมายหลัก 8 ข้อ คือ
1) ขจัดความยากจนและหิวโหย
2) ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา
3) ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและส่งเสริมบทบาทสตรี
4) ลดอัตราการตายของเด็ก
5) พัฒนาสุขภาพสตรีมีครรภ์
6) ต่อสู้กับโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ
7) รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
8) ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาประชาคมโลก

8. minimum wage ค่าจ้างขั้นต่ำ การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่พอจะช่วยให้คนงานยังชีพอยู่ได้เพื่อป้องกันความล้มเหลวของระบบตลาด (Market failure) ป้องกันการกดขี่ขูดรีดที่มากเกินไป และช่วยให้คนงานมีมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ที่พอยังชีพและทำงานต่อไปได้

9. mixed economy ระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมกับสังคมนิยมหรือการให้เอกชนและรัฐเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตควบคู่กันไป

10. modernization theory ทฤษฎีการ ทำให้ทันสมัย ทฤษฎีการพัฒนาที่มองว่า สังคมที่ล้าหลังในประเทศพัฒนาน้อยกว่าทั้งหลายจะต้องผ่านกระบวนการพัฒนาประเ ทศให้ทันสมัยในทำนองเดียวกันกับที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันเคยผ่านม า นั่นก็คือ การพัฒนาแบบอุตสาหกรรม (industrialization) และการใช้เครื่องจักรกลแทนแรงงานคนและสัตว์ (mechanization) นักทฤษฎีทันสมัยมองว่า ที่สังคมบางสังคมพัฒนาช้า เป็นเพราะปัจจัยภายใน เช่น ปัจจัยทางวัฒนธรรมไม่เอื้ออำนวย แต่ในที่สุดแล้ว ทุกสังคมก็จะพัฒนาไปในทำนองเดียวกัน พวกเขามองว่าเมื่อสังคมทันสมัยขึ้น การเลื่อนชั้นทางสังคมจะเป็นไปได้ง่ายขึ้น เส้นแบ่งทางชนชั้นจะลดลง มีการพัฒนาทางการศึกษาและบริการทางสังคมมากขึ้นประชาชนมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น มีการพัฒนาวิธีการต่อรองระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างมากขึ้น ฯลฯ
ทฤษฎีนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากว่าเป็นการมองสังคมประเทศพัฒนาน้อยกว่าโดยใช้กรอบคิดแบบตะวันตกมากไป และเป็นการครอบงำทางความรู้ ทำให้คนไม่เห็นสาเหตุของปัญหาความยากจนอันเนื่องมาจากการกดขี่ขูดรีดของบริษัทข้ามชาติในระบบทุนนิยมโลก

11. monoculture การปลูกพืชเดี่ยวหรือพืชชนิดเดียวกันในแปลงใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาการเกษตรให้เป็นแบบอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิตและขายทำกำไร แต่เป็นผลเสียคือทำลายดินสูง และทำให้แมลงและศัตรูพืชเข้าโจมตีได้ง่าย ต้องใช้สารเคมีมาก เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม ซึ่งต่างจากการปลูกพืชแบบผสมผสานหลากหลาย (Diversification)

12. moral economy เศรษฐกิจแบบชาวนาดั้งเดิม ซึ่งผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ เพื่อความสงบสุขของชีวิตและชุมชน มากกว่าการเสี่ยงเป็นหนี้ แข่งขันลงทุนเพื่อขายมุ่งกำไรสูงสุด เศรษฐกิจแบบนี้เน้นการผลิตตามความจำเป็นเพื่อการเลี้ยงชีพ การช่วยเหลือพึ่งพากันและกันในชุมชนและความสุขความพอใจ มากกว่าการผลิตเพื่อขายหากำไรและสะสมทุน เป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเหตุผลตรรกวิทยาของตนเองที่สอดคล้องกับการพัฒนาที่สมดุ ยั่งยืน กว่าระบบเศรษฐกิจแบบทุนิยมอุตสาหกรรม แต่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าเป็นเศรษฐกิจแบบล้าหลัง

13. moral entrepreneur ผู้ประกอบการด้านศีลธรรม คนที่รณรงค์ผลักดันนโยบายสังคมเพื่อปกป้องหรือสร้างศีลธรรม เช่น กลุ่มที่คัดค้านการที่รัฐปล่อยให้คนเมาขับรถ กลุ่มต่อต้านการขายสื่อลามกอนาจาร กลุ่มต่อต้านการผลิต ขาย ดื่มเหล้าและสูบบุหรี่

14. multiculturalism แนวคิดที่ว่าสังคมควรประกอบด้วยหรืออย่างน้อยยอมรับกลุ่มที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ให้มีสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดแบบ Monoculturalism ของรัฐชาติยุโรปซึ่งเน้นความเป็นเอกภาพทางวัฒนธรรมของคนในประเทศ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้มองในแง่บวกว่า เป็นเรื่องของสิทธิพลเมือง ความเสมอภาคทางวัฒนธรรมและจะเป็นประโยชน์ต่อการที่คนในสังคมจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมของกันและกันเพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายค้านมองในแง่ลบว่า การยอมรับในเรื่องนี้จะนำไปสู่การสร้างชุมชนวัฒนธรรมย่อยของผู้อพยพจากประเทศอื่น ที่ลดทอนเอกลักษณ์และความเข้มแข็งของชาติ เช่น ชาวยุโรปบางส่วนที่กลัวการขยายตัวของอิสลามในยุโรป เนื่องจากมีแรงงานอพยพที่นับถืออิสลามเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีวัฒนธรรมเป็นตัวของตัวเองสูง

15. multinational company บริษัทขนาดใหญ่ซึ่งไปลงทุนในหลายประเทศและส่งผลผลิตไปขายทั่วโลก โดยที่เจ้าของบริษัทอาจเป็นนายทุนชาติใดชาติหนึ่งหรือหลายชาติก็ได้ ปัจจุบันนิยมเรียกว่า transnational company บริษัทลงทุนข้ามชาติมากกว่า

16. mutual credit ระบบการแลกเปลี่ยนกันและกันด้วยเงินตราทางเลือกอื่น นอกจากเงินที่รัฐบาลเป็นผู้ออก เช่น เงินชุมชน (LETS) การคิดเวลาทำงาน (time dollars) จุดมุ่งหมายก็เพื่อให้มีสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนอย่างพอเพียงในชุมชน ไม่ต้องพึ่งพาเงินรัฐบาลซึ่งหายาก หรือไม่เกี่ยวข้องกับชุมชน

17.nanotechnology เทคโนโลยีที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสิ่งของที่เล็กมากคือ ระดับ nano ซึ่งหมายถึง เศษส่วนล้านของมิลลิเมตร เช่น การจัดเรียงอะตอม การสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจาก แผงวงจรรวม (silicon chips) ที่เป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการจัดตั้งสถานีอวกาศ เนื่องจากเป็นการทำงานในระดับโมเลกุล จึงไม่มีอันตรายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเท่ากับเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และก็ลดโอกาสของการผลิตสิ่งที่ทำลายสภาพแวดล้อมลงด้วย

18. nationalization การโอนกิจการของเอกชนเป็นของรัฐ  โดยการจ่ายค่าชดเชยให้เจ้าของกิจการเดิมหรือไม่จ่ายค่าชดเชย ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมรัฐบาลอาจโอนกิจการบางอย่างที่สำคัญอย่าง เช่น การกลั่นน้ำมัน เหมืองแร่มาเป็นของรัฐ โดยไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจไปด้วย

19. natural capital ทุนทางธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเช่น น้ำ ธาตุ ต้นไม้ ปลา แนวปะการัง ฯลฯ คือ ทุนทางธรรมชาติที่เราควรคำนึงถึงการพึ่งพากันระหว่างการผลิตและการใช้ทุนที่มนุษย์สร้างขึ้น และการรักษาไว้ซึ่งทุนทางธรรมชาติอย่างเหมาะสม ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มุ่งผลิตและขายเพื่อผลกำไรทางด้านการเงินด้านเดียวจะเติบโตได้ไม่ยั่งยืน เพราะสภาพแวดล้อมถูกทำลายมาก เนื่องจากไม่ได้นำต้นทุนทางธรรมชาติและต้นทุนทางสังคมเข้ามาคิดด้วย

20. natural resource ทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบด้วย ทรัพยากรที่ผลิตทดแทนใหม่ได้ (renewable) เช่น น้ำ ชีวมวลรวมบนบกและในน้ำ ทรัพยากรที่หมดไป (Non-renewable) โดยผลิตทดแทนใหม่ไม่ได้ เช่น แร่ธาตุ โลหะ เชื้อเพลิงจากฟอสซิล (ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติ) และกึ่งผลิตทดแทนใหม่ได้ (semi-renewable) เช่น คุณภาพดิน ความสามารถในการผสมผสานกลมกลืนของสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องใช้เวลาหรือต้องมีการลงทุนในการจัดการสูง

21. neoclassical school เศรษฐศาสตร์สำนักนีโอคลาสสิค แนวคิดเศรษฐศาสตร์ที่เสนอโดยพวกนักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สำนักนี้ได้เอาแนวความคิดแบบการค้าเสรีของนักเศรษฐศาสตร์คลาสสิคในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มาขยายปรับปรุงแก้ไข พวกเขามักจะเน้นวิธีการวิเคราะห์แบบอาศัยคณิตศาสตร์และแนวความคิดเกี่ยวกับอรรถประโยชน์หน่วยสุดท้าย (marginal utility) พวกเขาเชื่อว่าหากปล่อยให้พลังของตลาดทำงานได้อย่างเสรี พลังตลาดจะแก้ปัญหาการว่างงานและเศรษฐกิจถดถอยได้เอง

22. neocoperatism (liberal corporatism, societal corporatism) คติบรรษัทนิยมใหม่ การที่องค์กรที่มีการจัดตั้งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น ธูรกิจอุตสาหกรรม, สหภาพแรงงาน เข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายระดับภาครัฐ โดยภาคเอกชนมีบทบาทเพิ่มขึ้นและมีนโยบายไปทางตลาดเสรี เมื่อเทียบกับบรรษัทนิยมแบบอำนาจนิยม (Authoritarian Corporatism) ในอิตาลีสมัยฟาสซิสม์ ซึ่งรัฐบาลมีบทบาทในการควบคุมธุรกิจอุตสาหกรรมและสหภาพแรงงานเพื่อนโยบายชาตินิยมและทุนนิยมโดยรัฐ

23. neo-liberalism เสรีนิยมใหม่ แนวคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจการเมือง ซึ่งพัฒนาขึ้นในทศวรรษ 1970 ในยุคนางมากาเร็ต แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ แนวคิดนี้สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจระบบตลาดเสรี หรือระบบทุนนิยมอย่างแข็งขัน แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เป็นของเอกชน คัดค้านการแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐ สร้างเสถียรภาพของค่าเงิน ลดกฎเกณฑ์และอุปสรรคที่ขัดขวางการค้าระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดเสรีให้กับการค้าและการลงทุนจากทั่วโลก

24.neopluralism คติพหุนิยมใหม่ การปรับแนวคิดพหุนิยม (ทฤษฎีซึ่งมองว่า สังคมการเมืองสมัยใหม่เป็นสังคมของคนหลายกลุ่ม  ที่มีการร่วมมือและการต่อรองกันอย่างหลากหลาย) ให้ทันสมัยขึ้น  โดยยอมนับว่าสังคมสมัยใหม่เปลี่ยนไปเป็นสังคมยุคหลังอุตสาหกรรม (Post industrial) และยุคหลังทุนนิยม (Post capitalist) มากขึ้น แต่บริษัทขนาดใหญ่ยังมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลมากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า ขณะที่รัฐยังมีอยู่และเจ้าหน้าที่รัฐ (นักการเมืองและข้าราชการ) ยังคงปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอยู่

25. network farming เทคนิคการส่งเสริมการทำฟาร์มแบบอินทรีย์ (ไม่ใช่สารเคมี) โดยมีบริษัทแม่เป็นศูนย์กลาง ทำการตลาดให้กับฟาร์มเล็กๆที่อยู่ข้างเคียงกัน เพื่อให้ฟาร์มเล็กๆอยู่ได้โดยไม่ต้องขายที่ดินให้กับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่

26. networking
1) การเชื่อมโยงคนที่อยู่ต่างที่กันให้มาทำงานร่วมกัน โดยใช้เครื่องมือสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่
2) สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนหรือองค์กรแบบกึ่งทางการ คือมีอุดมการณ์หรือกิจกรรมบางอย่างรวมกัน แต่ต่างองค์กรต่างดำเนินกิจการอย่างเป็นอิสระเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

27. neuroeconomics สาขาความรู้แบบพหุวิทยาการที่ผสมผสานประสาทวิทยา (neuroscience) เศรษฐศาสตร์ และจิตวิทยา เพื่อศึกษาว่าคนตัดสินใจเลือกอย่างไรในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ โดยพิจารณาทั้งในเรื่องของเซลล์ประสาท (neuron) ในสมองของคนเรา กระบวนการตัดสินใจเลือก และการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ซึ่งสัมพันธ์กับการเลือก การศึกษาทางประสาทวิทยา พบว่า มีปัจจัยทางชีววิทยาในสมองของมนุษย์ที่เป็นผลมาจากวิวัฒนาการ ทำให้เขาเลือกสิ่งที่เขาเชื่อว่า จะทำให้เขามีโอกาสอยู่รอดและสืบเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่อไปได้มากที่สุด ขณะที่การศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า อารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกทางเศรษฐกิจ สาขาวิชานี้ช่วยขยายความรู้ให้กับเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) โดยการเพิ่มความรู้ด้านประสาทวิทยาเข้ามาเป็นปัจจัยแปรผันที่อธิบายได้ ปัจจุบันมีการทดลองและพัฒนาสาขาวิชานี้เพิ่มขึ้น และคาดว่าน่าจะช่วยให้เรามีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์เพิ่มขึ้นในหลายด้าน

28. new age (new age movement) วัฒนธรรมแบบทวนกระแสในทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา (counterculture) คัดค้านวิถีชีวิตและค่านิยมที่เน้นการพัฒนาทางวัตถุและการบริโภคของวัฒนธรรมทุนนิยมตะวันตก และเสนอสังคมทางเลือก (alternative society) ที่เน้นเรื่องคุณภาพชีวิต สภาพแวดล้อที่ดี สนับสนุนการมองแง่มุมต่างๆของสังคม เรื่องศาสนา การแพทย์? ปรัชญา สภาพแวดล้อม โหราศาสตร์ ดนตรี ฯลฯ อย่างเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม และแสวงหาความสมดุลระหว่างจิตใจ ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมทั้งหมด

29. New Economics Foundation มูลนิธิเพื่อเศรษฐศาสตร์ใหม่ กลุ่มนักวิชาการอิสระในอังกฤษที่มีเป้าหมายต้องการเผยแพร่แนวคิดก้าวหน้าในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองสภาพแวดล้อมนิยม และแนวทางการพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน ก่อตั้งในปี ค.ศ.1986  โดยกลุ่มที่จัดประชุม The other economic summit เพื่อท้าทายการประชุมของกลุ่มประเทศร่ำรวย G 8 ในปี ค.ศ.2000  กลุ่มนี้ได้รณรงค์ให้รัฐบาลประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมยกหนี้ให้ประเทศที่ยากจนที่สุด ส่งเสริมการค้าที่เป็นธรรม ให้ความช่วยเหลือแก้ปัญหาความยากจนในประเทศกำลังพัฒนา มีผู้ร่วมลงชื่อทั่วโลก 24 ล้านคน ปี ค.ศ.2006 ได้นำเสนอใช้ดัชนีชี้วัดความสุขของโลก (happy planet index) พวกเขาลองใช้ดัชนีแบบใหม่นี้วัดประเทศต่างๆ และพบว่าประเทศที่เป็นหมู่เกาะ ทำเกษตรและใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม ประชาชนพอใจชีวิตแบบเรียบง่าย มีคะแนนดัชนีความสุขสูงกว่าประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่แม้ประชาชนจะมีรายได้สูง แต่ต้อทำงานหนัก เครียดมีปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม และมลภาวะมากกว่า

30. new economy เศรษฐกิจแบบใหม่ เศรษฐกิจในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับทรัพย์สินทางปัญญาที่มาจากเทคโนโลยีสารสนเทศ, ภาคบริการด้านการเงิน, ฐานข้อมูลความรู้และบันเทิง และเทคโนโลยีชีวภาพ มากกว่ามาจากภาคอุตสาหกรรมการผลิตเหมือนในเศรษฐกิจแบบเก่า

31. new environmental paradigm กรอบคิดสภาพแวดล้อมแบบใหม่ กรอบคิดที่เสนอว่า มนุษย์เราแม้จะมีคุณสมบัติพิเศษเป็นเพียงสายพันธุ์หนึ่งในโลกนี้ ซึ่งประกอบไปด้วยสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมากที่มีสิทธิ์อยู่ในโลกนี้เช่นเดียวกันกับมนุษย์ การที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรรวมทั้งสิ่งมีชีวิตอื่นๆเพื่อการผลิตและบริโภคมากไป  เป็นการทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นๆอย่างไม่เป็นธรรมและไม่ยั่งยืน มนุษย์เราถูกกำหนดโดยสภาพแวดล้อมด้วย มนุษย์เราจึงควรตระหนักถึงความจริงข้อนี้ และเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมได้ยาวนานขึ้น

ที่มา
วิทยากร เชียงกูล
อธิบายศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา, – – กรุงเทพฯ : สายธาร, 2550.
ISBN : 978-974-94365-7-8

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

One response to “mass production และ 30 คำศัพท์สังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่น่ารู้จัก

  1. http://greentoneproreview.com/

    กรกฎาคม 12, 2013 at 12:24 pm

    Spot on with this write-up, I absolutely feel this
    amazing site needs a great deal more attention.
    I’ll probably be returning to read through more, thanks for the information!

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: