RSS

การเมือง (สังคม) ใหม่จะต้องปฏิรูปอย่างน้อย 5 ด้าน

27 ต.ค.

วิทยากร เชียงกูล

ทางออก คือ ต้องปฏิรูปให้ภาคประชาชนเข้มแข็งอย่างแท้จริง

การเมืองใหม่ใ นความหมายกว้าง คือการปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนกำหนดอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่มีการเลือกตั้งผู้แทนที่มาจากการซื้อขายเสียง การใช้อิทธิพลและระบบอุปถัมภ์

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เพิ่มการเลือกผู้แทนจากกลุ่มอาชีพต่างๆ อาจจะช่วยให้มีผู้แทนที่หลากหลายขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ผู้แทนที่ดีขึ้นทั้งหมด หากประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ขาดข้อมูลความรู้ ข่าวสาร ก็จะมีช่องโหว่ให้คนที่อยากเป็นผู้แทนเพื่อตัวเอง เพื่อพรรคพวกซึ่งมีอยู่ในทุกกลุ่มอาชีพหาทางแทรกมาได้อยู่ดี
ดังนั้นจึงต้องปฏิรูปการเมืองพร้อมกันไปอีก 4 ด้าน คือ

1. ปฏิรูปการศึกษาและสื่อสารมวลชนให้มีคุณภาพ ช่วยให้เด็กเยาวชนประชาชนทั่วทั้งประเทศใฝ่รู้ รักการอ่าน คิดวิเคราะห์เป็น ฉลาดเพื่อส่วนรวม

2. จัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อส่งเสริมพัฒนาความเข้มแข็งของการเมืองภาคพลเมือง เช่น ให้ข้อมูลข่าวสารและช่วยประชาชนจัดตั้งสหภาพแรงงาน สหพันธ์เกษตร สมาคมกลุ่มอาชีพ สหกรณ์ องค์กรประชาชนรูปแบบต่างๆ ยื่นฟ้อง ถอดถอน เสนอแก้ไข, กฎหมายใหม่ ฯลฯ

3. ปฏิรูประบบ กกต. และการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ ปฏิรูป ปปช. สตง. และองค์กรอิสระอื่นๆ ให้เป็นองค์กรที่ตรวจสอบนักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างมีคุณภาพ

4. ปฏิรูปการกระจายอำนาจ ทรัพยากร และรู้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง เป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ ปฏิรูปสภาชุมชนขนาดเล็ก สมาชิก 100-200 ครัวเรือนที่ประชาชนในชุมชนทุกคนสามารถเข้าร่วมประชุมแบบประชาธิปไตยทางตรงไ ด้ และมีงบประมาณเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนด้วย

เฉพาะด้านที่ 1 เรื่องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งผู้แทน ผู้เขียนขอเสนอวิธีการเลือกตั้งแบบใหม่ 2 เรื่อง ซึ่งคิดว่าน่าจะได้ผู้แทนที่ดีกว่าแบบเก่ามาก คือ

1. ให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีและทีมคณะรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงไม่ใช่การเลือกประธานาธิบดี และไม่เกี่ยวกับระบอบสาธารณรัฐ เพราะพระมหากษัตริย์ไทยเป็นประมุขของประเทศตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว นายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้นำฝ่ายบริหาร ซึ่งระบบเก่านายกฯก็มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม คือเลือก ส.ส.ก่อน แล้ว ส.ส. ทั้งสภาค่อยมาเลือกนายกฯ อีกครั้ง แต่ระบบเก่านั้นประชาชนมักเลือกส.ส.โดยพิจารณาแค่หวังพึ่งส.ส. เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าในท้องถิ่นของพวกเขา แต่ส.ส.เหล่านั้นกลับมามีอำนาจเหนือนายกฯ โดยการรวมกลุ่มกันเรียกร้องโควต้าตำแหน่งรัฐมนตรี ทำให้ได้คณะรัฐมนตรีที่ขี้เหร่และรัฐบาลที่ต้องคอยเอาใจ สส.

การเลือกนายกรัฐมนตรีและทีมคณะรัฐมนตรีโดยตรงประชาชนจะได้พิจารณาถึงผู้ที่จะมาเป็นผู้นำในการบริหารประเทศอย่างรอบคอบจริงจังมากขึ้น คนที่สมัครเป็นนายกฯและทีมของเขา จะหาเสียงในด้านนโยบายและทำงานรับผิดชอบกับประชาชนได้โดยตรง นายกฯ จะเลือกและปรับเปลี่ยนรัฐมนตรีได้เอง โดยไม่ต้องอ้างว่าที่ตนยังแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้เพราะเป็นรัฐบาลผสมต้องเก รงใจคนโน้นคนนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น ผู้สมัครนายกฯ อาจจะเสนอชื่อทีมของตนแค่ 5-10 คนที่เหลือ นายกฯ จะเลือกจากคนนอกหรือส.ส.ที่มีความสามารถบางคนได้ แต่รัฐมนตรีไม่ต้องมาจากส.ส. ทั้งหมดหรือส่วนใหญ่ ควรจะเน้นให้ส.ส. ทำหน้าที่นิติบัญญัติให้ดีมากกว่า คนจะได้ไม่ทุ่มเงินเล่นการเมืองเพื่อหวังให้ส.ส.เป็นบันไดสู่รัฐมนตรี

เราอาจจะกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครนายกฯ ให้สูงขึ้น เช่นเฉพาะหัวหน้าพรรค ไม่เคยทำผิดกฎหมายใด ๆ ฯลฯ และ กกต. สนับสนุนให้มีการใช้วิทยุโทรทัศน์จัดให้ผู้สมัครนายกฯ และทีมคณะรัฐมนตรีอภิปรายแข่งขันกันในเรื่องนโยบาย จะทำให้การเลือกตั้งนายกฯโดยตรง (เหมือนการเลือกผู้ว่า กทม.) มีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมากกว่าแค่การเลือก ส.ส. นายกฯ อาจจะถูกควบคุม ตรวจสอบทั้งโดย สส., องค์กรอิสระ และประชาชน เช่นให้ประชาชน 20% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงชื่อยื่นให้กกต. จัดมีการลง ประชามติเพื่อเรียกตำแหน่งคืน (ถอดถอน) นายกฯ รัฐมนตรี เหมือนกับการลงมติไม่ไว้วางใจของส.ส. ได้

2. ให้มีสภา ส.ส. สภาเดียว แต่ให้มีที่มา 3 ทางคือ 1.ส.ส.แบบแบ่งเขต, 2.ส.ส.แบบสัดส่วน และ 3.ส.ส. จากกลุ่มอาชีพ (แทนส.ว.)

1. ส.ส. แบบแบ่งเขต เป็นเขตเดียว เบอร์เดียว ถ้าลดจำนวนทั้งประเทศลงเหลือ 150 คน เขตก็ใหญ่พอสมควรหรือคิดง่าย ๆ จังหวัดเล็กได้ 1 คน จังหวัดใหญ่อยู่ระหว่าง 2-3 คน ที่สำคัญคือคนชนะต้องได้คะแนนเกิน 50% ของผู้ใช้สิทธิ จึงจะได้เป็น ส.ส. ถ้าเลือกรอบแรก คนที่ได้คะแนนสูงสุดได้ไม่เกิน 50% ต้องคัดคนที่ได้ที่ 1 และที่ 2 มาให้ประชาชนเลือกรอบ 2 ในสัปดาห์ถัดไป ว ิธีนี้จะทำให้ประชาชนเลือกได้รอบคอบขึ้น เป็นการเลือกโดยเสียงส่วนใหญ่อย่างแท้จริง ไม่ใช่ได้คะแนน 30% แต่สูงสุดก็ชนะแล้ว การจะซื้อเสียงให้ถึง 50% ทำได้ยากกว่าการซื้อเสียงแค่ 20%-30% ก็ชนะได้แบบเก่า ส.ส.ประเภทนี้จะเปิดกว้างแบบสมัครอิสระโดยไม่ต้องสังกัดพรรคก็ได้

2. ส.ส.แบบสัดส่วนค วรจะมีต่อไปเพราะจะส่งเสริมการแข่งขันในเรื่องนโยบาย การทำงานเป็นทีมเวิร์ก และการพัฒนาพรรคการเมือง ประชาชนก็จะได้เรียนรู้การเลือกเชิงนโยบายหรือดูผลงานทั้งพรรคมากขึ้น ควรคิดคะแนนรวมทั้งประเทศ และไม่กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำ 5% แบบที่เคยให้ ถ้าคะแนนรวมเข้าเกณฑ์ มีสิทธิได้ ส.ส. 1 คน ก็ให้เป็นไปตามนั้น พรรคจะได้แข่งขันกันในเรื่องนโยบาย และเปิดโอกาสให้พรรคเล็กที่เป็นตัวแทนเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นักสังคมนิยมฯลฯ มีสิทธิได้ส.ส. 1-2 คน หรือมากกว่านั้นได้ และมีทางเติบโตต่อไปได้

3. ส. ส. ที่มาจากกลุ่มอาชีพ อาจจะถือว่ามาแทน ส.ว.ก็ได้ การแบ่งกลุ่มอาชีพ ควรแบ่งตามสถานะการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตและลักษณะงานใหญ่ ๆ เป็น 5 กลุ่มใหญ่ เพราะถ้าไปแบ่งตามกลุ่มอาชีพย่อย ๆ ซึ่งมีหลายร้อยหลายพันอาชีพจะยุ่งยากซับซ้อนมาก และอาชีพที่เด่นดังและมีฐานะทางสังคมสูงจะได้เปรียบ ทั้ง ๆ ที่มีประชากรทำอาชีพนั้นเป็นสัดส่วนน้อย

5 กลุ่มใหญ่คือ 1.เกษตรกร 2.พนักงาน,ลูกจ้าง รวมทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เพราะเป็นพวกกินเงินเดือนเหมือนกัน 3.ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย เช่น ช่าง คนรับจ้างทำงานทั่วไป พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ศิลปิน นักแสดงฯลฯ 4.เจ้าของกิจการ นักวิชาการ/นักวิชาชีพ 5.ประชาชนกลุ่มพิเศษ เช่น นักศึกษา แม่บ้าน ผู้เกษียณอายุ คนว่างงาน ชนกลุ่มน้อย ผู้พิการฯลฯ

ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เลือกลงทะเบียนว่าตนอยู่ในกลุ่มไหนใน 5 กลุ่มนี้ และสมัครเลือกตั้งและลงคะแนนเลือกตั้งผู้นำประเภทนี้ตามกลุ่มอาชีพ จะให้องค์กรต่าง ๆ เป็นผู้เสนอชื่อผู้สมัคร หรือให้แต่ละคนสมัครเองก็ได้ถ้ามีคนในกลุ่มอาชีพเดียวกันรับรองอย่างน้อย 200 คนขึ้นไป ใน 4 กลุ่มแรกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละกลุ่มเป็นคนลงคะแนนแบบเลือกได้ทั้งพว ง อาจจะแยกเป็นภูมิภาคหรือใช้ทั่วประเทศเป็นเขตเลือกตั้งก็ได้ สำหรับกลุ่มที่ 5 คือกลุ่มพิเศษ ควรมีโควต้าสำหรับชนกลุ่มน้อย ผู้หญิง ผู้พิการฯลฯ ด้วย

ถ้าคิดว่าการให้ประชาชนเลือกตั้งตามกลุ่มอาชีพ ยุ่งยาก อาจจะใช้วิธีเลือกทางอ้อม แบบให้ผู้ที่สมัครมาประชุมกันลงคะแนนเลือกกันเองในแต่ละกลุ่มอาชีพเหมือนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็น่าจะได้

ขณะเดียวกันควรปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งด้วยการ แก้ไขกฎหมายทำให้ ส.ส.มีโอกาสโกง หาผลประโยชน์ทับซ้อนได้ยากขึ้น เช่น ห้าม ส.ส.ดำรงตำแหน่งอื่น ห้ามทำธุรกิจหรือถือหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรัฐ ฯลฯ และทำให้ ส.ส.มีโอกาสถูกลงโทษ ถูกถอดถอนได้ง่ายกว่าเดิม ปฏิรูป กกต.ให้เข้มแข็ง เป็นอิสระ แบบในอินเดียและประเทศอื่น ปฏิรูปปปช. (ป้องกันและปราบปรามการทุจริต) ให้เป็นองค์กรอิสระที่เข้มแข็งแบบในฮ่องกง สิงคโปร์ มีการคัดเลือกตรวจสอบคนที่เข้ามาทำงานอย่างเข้มงวด ให้ผลตอบแทนสูง มีงบดำเนินการสูง มีอำนาจเพิ่มขึ้น

จัดสรรงบและให้อำนาจหน้าที่ให้อ งค์กรพัฒนาเอกชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งทำงานคู่ไปกับ กกต. มีศาลเลือกตั้ง เพื่อลดและคานอำนาจ กกต. ลงทุนพัฒนาระบบการลงคะแนนด้วยคอมพิวเตอร์ควบคู่ไปกับการใช้การนับบัตร ที่ต้องทำให้โปร่งใสตรวจสอบได้ ส่งเสริมให้คนงาน นักศึกษา ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิเลือกตั้งที่โรงงานและมหาวิทยาลัยได้ กำหนดโทษผู้ซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น เช่น ปรับจำนวนมากขึ้น ถูกจำคุก ถูกตัดสิทธิการมีบทบาททางการเมืองรวมทั้งกรรมการบริหารพรรคด้วย 10 ปี ส่วนผู้ขายเสียงอาจจะมีโทษน้อยกว่า หรือเปิดช่องให้มาเป็นพยานได้โดยไม่มีความผิด และให้มีโครงการการปกป้องพยานด้วย

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

2 responses to “การเมือง (สังคม) ใหม่จะต้องปฏิรูปอย่างน้อย 5 ด้าน

  1. centuryboy

    ตุลาคม 27, 2008 at 5:07 pm

    ข้อเขียนนี้น่าสนใจครับท่าน

     
  2. ชอบ

    ตุลาคม 29, 2008 at 10:59 am

    โดนใจ………………………

    แนวคิดนี้น่าจะนำไปเผยแพร่ให้ทราบกันมากๆ

    ขณะเดียวกันการพัฒนาแนวคิดการพึ่งตนเอง

    และยึดมั่นในคุณธรรมและศีลธรรม

    ให้ฝังอยู่ในจิตสำนึกของคนไทย

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: