RSS

คนไทย ต้องทนกับผู้นำ “จอมปลอม” อีกนานเท่าไร ?

31 ต.ค.

เศรษฐกิจสะท้อนฐานะความเป็นอยู่ของประชาชน การเมืองเป็นเรื่องที่กระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เราจึงหวังจะมีการเมืองที่ดี เพื่อจะได้มีเศรษฐกิจที่สดใส มั่นคงยั่งยืน

นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์รู้ดีว่า การเมืองจะส่งสัญญาณชี้วัดต่อตลาดหลักทรัพย์ หากการเมืองไม่สามารถรักษาศรัทธาประชาชนได้ มักจะนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนตกต่ำซบเซาไปด้วย

ทุกคนจึงอยากเห็นการเมืองดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบ ปราศจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และไม่อยากเห็นคนเห็นการเมืองเป็นธุรกิจ ลงทุนเพื่อเอาอำนาจมาหาผลประโยชน์ให้กลุ่มตนเองและพวกพ้อง

ผมสงสารประเทศไทย ที่หลายคนต้องตั้งคำถามว่า “คนไทยต้องทนกับผู้นำ “จอมปลอม” อีกนานเท่าไร ?”

ปลอมชื่อผู้ถือหุ้น เอาคนรถ คนใช้ คนยามถือหุ้นแทน

ปลอมซื้อขายหุ้น จากคนรับใช้ ให้พี่ชายภรรยา โดยภรรยาจ่ายเงินแทนพี่ แล้วนำเช็คในบัญชีคนรับใช้ เข้าบัญชีของตัว จนศาลพิพากษาว่า เป็นการเลี่ยงภาษีโดยกลอุบาย และน่าจะเป็นการย้ายความเป็นผู้ถือหุ้นปลอม มาเป็นญาติผู้ใกล้ชิดหลังถูกเปิดโปง

ปลอมหนี้ลูก โดยพ่อ แม่ โอนหุ้นให้ลูกชาย มูลค่า 734 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ 1 วันก่อนหน้านั้น ลูกต้องทำหนี้ค้างแม่อีก 4,500 ล้านบาท แต่ไม่เคยสามารถจะอธิบายได้ว่าค่าอะไร แต่เป็นเงื่อนไขให้หุ้นนั้น ลูกไม่สามารถนำไปทำอะไรได้ตามใจ และทำให้ปันผลต้องส่งคืนแม่แทบทุกงวด เป็นหลักฐานว่าโอนกันปลอมมากกว่า ผลสุดท้ายที่เป็นหลักฐานอีกกรณีก็คือ เงินที่ผ่านบัญชีของลูก ก็นำไปใช้ซื้อสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่มีใครในอังกฤษ และในโลกนี้รับทราบได้เลยว่าเป็นสโมสรของลูก แต่รับทราบกันว่าเป็นของตัวจริงคือพ่อทั้งสิ้น แสดงว่า ที่ให้ลูกถือไว้ ก็เพียงเพราะรัฐธรรมนูญห้ามถือหุ้น จึงเอาออกไปพักไว้ที่ลูกเท่านั้น เมื่อพ้นตำแหน่งก็เผยโฉมเจ้าของที่แท้จริง โดยเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า “When I bought Manchester City…” แสดงการซื้อสโมสรฟุตบอลโดยตนเอง

ปลอมว่า ทำธุรกิจอะไรก็กำไร ลงทุน 81.6 ล้านปอนด์ แล้วขายได้ 170 ล้านปอนด์ แต่จริงๆแล้ว ก็ได้กล่าวเองว่า “We invested in new talent and management…” เอาเงินที่ไหนมาซื้อ เงินที่ซุกซ่อนในต่างประเทศซึ่งผิดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ได้เปิดเผย และอาจผิดกฎหมายจึงได้ซ่อนไว้ มาใช้จ่ายเพิ่มในการซื้อตัวนักกีฬาและผู้จัดการทีมหรือไม่ ? ก็เท่ากับเป็นการฟอกเงินปกปิดให้เป็นเงินที่ดูสะอาดใช่หรือไม่ ?

ปลอมว่าลูกเป็นเจ้าของกองทุนต่างประเทศ แต่ตนเป็นผู้มีอำนาจลงนามถอนหลักทรัพย์เพียงผู้เดียวในแอมเพิลริช และยังซ่อนวินมาร์ค โดยบัญชีเลขที่ 121751 ซึ่งปรากฏเป็นหลักฐานว่า ถือหุ้นสัมปทานอย่างผิดกฎหมาย ปปช. และรัฐธรรมนูญ

ปลอมว่าเป็นนายกฯเศรษฐีประสบความสำเร็จในธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยีสมัย ใหม่ เสียสละเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อส่วนรวม แต่ที่จริง เป็นนายกฯที่มาเอาอำนาจเอื้อประโยชน์ส่วนตัว ร่ำรวยเพราะเอาอำนาจรัฐมาเอื้อธุรกิจผูกขาด และมีอำนาจรัฐทำให้ได้เปรียบคู่แข่ง และเอาเปรียบลูกค้าได้ ส่วนเทคโนโลยีก็ซื้อเอา

ปลอมว่าเป็นประชาธิปไตย เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่ไม่ยอมให้สภาอภิปรายกรณีทุจริตโดยชิงยุบสภา

ปลอมพรรคการเมืองมาแข่งขัน และปลอมการเลือกตั้ง จนพรรคต้องถูกยุบไป

ปลอมพรรคใหม่มายึดอำนาจแทน แม้ผู้บริหารพรรคเดิมจะต้องโทษห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง 5 ปี ก็ไม่ยุ่งเกี่ยวแบบปลอมๆ แต่ยังปรากฏตัวจริงเย้ยกฎหมายเป็นระยะๆ ส่งคู่สมรสและลูกหลานมาปลอมตัวรับตำแหน่งแทน

ปลอมนายกฯโนมินี ว่าทำงานเป็นอิสระ แต่งานแรกๆที่ทำคือย้ายดีเอสไอ ปกป้องผู้หนีคดีไปต่างประเทศ

นายกฯโนมินีก็ปลอมการรับจ้าง หรือหุ้นส่วนธุรกิจ โดยทำเป็นรับค่าน้ำมัน ทั้งๆที่ถ่ายทำถึงที่บ้าน

ปลอมน้องเขยมาเป็นนายกฯ แต่มีรีโมตสั่งการจากลอนดอน

ปลอมว่าบ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตย แต่ใช้สื่ออย่างเผด็จการ ไม่เคยเห็นผู้เห็นต่าง มาออกสื่อของรัฐด้วยตนเอง มักเป็นคนของรัฐเอง ปลอมรายการ “ความจริงวันนี้” แต่ที่จริงคือ “ความจริงครึ่งเดียว วันนี้” โดยเป็นครึ่งที่เอามาใช้ประโยชน์ปกป้องพรรคพวกของตัวเท่านั้น และเป็นเท็จอีกครึ่งหนึ่งโดยประมาณ

ปลอมว่า “น้องโบว์” วีรสตรีใจบริสุทธิ์หนีบระเบิดไปเอง จนระเบิดเสียชีวิต แต่ก็พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีแผลเหวอะหวะแบบที่จะเป็นลักษณะหนีบระเบิดมาระเบิดคาอก แต่เป็นแรงระเบิดที่กระแทกเข้ามา

ปลอมว่าใช้แก๊ซน้ำตาเท่านั้น ปลอมการถ่ายทอดทีวีให้ชาวบ้านดูว่าใช้แล้วจะไม่มีเหตุขาขาด แต่พิสูจน์แล้วว่า มีบางรุ่นที่อาจมีอำนาจรุนแรงถึงขั้นขาขาดได้ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า รัฐบาลไทยจะมีใจอำมหิตต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ขนาดนี้

ตำรวจคงเป็นตำรวจปลอม เพราะตำรวจจริงมีศักดิ์ศรี ต้องทำหน้าที่เพื่อปกป้องประชาชน ไม่ใช่ทำร้ายประชาชน ตำรวจยศ พ.ต.ท. ก็ควรมีสำนึกพิทักษ์กฎหมาย ไม่ใช่มีทนายหิ้วกล่องขนมใส่เงิน 2 ล้านบาทหวังเป็นสินบนศาล แต่เมื่อศาลมีศักดิ์ศรี ตรงไปตรงมา ก็กลับหนีคดีไปต่างประเทศ

อดีตผู้พิพากษาผู้เป็นนายกฯ ก็อาจเป็นอดีตผู้พิพากษาปลอม เพราะผู้พิพากษาที่แท้จริง รักความยุติธรรม เหนือประโยชน์ของตนและพวกพ้อง ไม่ใช่มาเพื่อบิดเบือนเรื่องผิดให้เป็นถูกอย่างที่พยายามทำ
ถ้าเมืองไทยหลุดพ้นจาก ผู้นำ “จอมปลอม” สังคมก็จะโปร่งใส เชื่อถือได้ มีความสงบสุข และเศรษฐกิจก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงครับ

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 16 ตุลาคม 2551 08:58 น.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: