RSS

การปฏิรูปประเทศไทย : กรณีการเมืองใหม่

01 พ.ย.

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 2 ตุลาคม 2551 08:24 น.

ดังได้เคยแสดงความเห็นในบทความที่ผ่านมาสัปดาห์ที่แล้วว่า ปรากฏการณ์ความเป็นจริงเชิงโครงสร้างอำนาจของรัฐไทย ทำให้ปัญหากระทบต่อกระบวนการประชาธิปไตยในรัฐไทยทั้งกระบวนการ เพียงแต่กลุ่มต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งกลุ่มพันธมิตรมักกล่าวและเน้นประเด็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพียงแค่กระ บวนการสรรหาผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งและใช้อำนาจทางการเมืองเป็นด้านหลักเท่า นั้น

ไม่ค่อยมีใครเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ระดับรากเหง้าของปัญหาอันได้แก่กา รรวมศูนย์ผูกขาดเชิงโครงสร้างอำนาจเศรษฐกิจการเมืองกันอย่างจริงจัง

ก ารเน้นหรือปฏิเสธกระบวนการได้มาของนักการเมืองโดยระบบตัวแทนว่ามีที่มาจากสภ าพการนอมินีอำนาจในท้องถิ่น แล้วเสนอแนวทางแก้ไขเป็นแบบคัดสรรจากกลุ่มหรือองค์กรของประชาชนในระดับต่าง ๆ นั้นมีความเป็นไปได้หากแต่ควรศึกษาจากบทเรียนของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสัง คมแห่งชาติที่กฎหมายระบุขั้นตอนและวิธีการคัดสรรไว้ค่อนข้างเป็นระบบว่ามีอุ ปสรรคใดบ้าง

พระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 มาตรา 5 กำหนดให้มีสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ได้จำนวน 99 คน ซึ่งระบุว่าจะต้องได้รับการเลือกจากบุคคลที่เป็นตัวแทนของกลุ่มในภาคเศรษฐกิ จ และกลุ่มในภาคสังคม งานทรัพยากร และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นกลุ่มตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญเท่าจำนวนที่กำหนดไว้ ในบัญชีท้าย พ.ร.บ.

ซึ่งกลุ่มที่ปรากฏชื่อในท้ายบัญชี เช่น ในกลุ่มภาคเศรษฐกิจเองก็แบ่งรายละเอียดปลีกย่อยออกได้อีก 3 ประเภทคือ ประเภทแรก กลุ่มการผลิตด้านเกษตรไล่เรียงมาตั้งแต่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เพาะขยายปรับปรุงพันธุ์พืชและสัตว์ ประมง แปรรูปสินค้าเกษตรชุมชน หรือเกษตรกรรมอื่น ๆ

ประเภทที่สอง ในกลุ่มภาคเศรษฐกิจได้แก่
การทำเหมือง ระเบิดหรือย่อยหิน การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง การผลิตไม้และเฟอร์นิเจอร์ กระดาษ การผลิตเคมีภัณฑ์ ยา ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ยางธรรมชาติ แก้ว ซีเมนต์ ปูน เซรามิค วัสดุก่อสร้าง อัญมณี เครื่องประดับโลหะ เครื่องจักรกล อุปกรณ์ยานยนต์ อะไหล่ยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเลคทรอนิคส์ ฯลฯ เป็นต้น

ประเภทที่สาม ของกลุ่มในภาคเศรษฐกิจได้แก่ กลุ่มผลิตด้านการบริการ เช่น กิจการด้านคมนาคมขนส่ง การสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ การนำเข้า- ส่งออก การค้าสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศ การท่องเที่ยว การบริการทางกฎหมาย การบริการทางบัญชี การบริการทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม การก่อสร้าง การกีฬาและนันทนาการ ศิลปินและนักประพันธ์ ข้าราชการ ธุรกิจกร้านอาหาร สื่อมวลชนหรือการบริการอื่น ๆ เป็นต้น

เพียงแค่ไล่เรียงรายชื่อเฉพาะกลุ่มในภาคเศรษฐกิจก็จะหมดเนื้อที่การเ ขียนแล้ว ดังนั้นเรียนตรง ๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงระบบคิดการเลือกตั้งแบบพื้นที่ไปสู่การคัดสรรตัวแทนบนตรรกะที ่มาของกลุ่มสาขาอาชีพนั้น เอาเข้าจริง ๆ จะประสบปัญหาความยุ่งยากมากกว่า

ในภาพรวมแล้วกลุ่มในภาคเศรษฐกิจประเภทแรก คือด้านเกษตรเองนั้นในสังคมไทยเราจะพบเข้าเท็จจริงว่า เกษตรกรไทยเป็นเกษตรรายย่อยไม่มีการรวมตัวกันเท่าที่ควร หากจะมีการรวมตัวกันเป็นองค์กร ก็น่าจะเป็นองค์กรที่ถูกชี้นำโดยกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมท้องถิ่นรูปแบบต่าง ๆ อยู่ดี

นอกจากนั้นกลุ่มการผลิตด้านอุตสาหกรรมก็มีความหลากหลายและยากที่จะระ บุขอบเขต ประเภทขององค์กร รวมถึงการคัดสรรจะหลีกไม่พ้นที่จะได้ตัวแทนจากเจ้าขององค์กร ที่มีกิจการการผลิตรายใหญ่มาเป็นสมาชิกอยู่ดี และแม้แต่กระทั่งกลุ่มในภาคบริการ เช่น สาขาสื่อสารมวลชน ประสบการณ์ ของสภาที่ปรึกษาฯ ยังชัดเจนว่าได้ยินข้อร้องเรียน ดำเนินการคัดสรรแบบนี้เป็นประจำว่า ไม่สามารถเอาชนะปัจจัยหรือตรรกะเชิงโครงสร้างอำนาจที่ทุนสื่อที่หนาแน่นว่า จากส่วนกลางมักได้ชัยชนะ แม้จะเปิดโอกาสให้มีการคัดสรรกันเองแล้วก็ตาม

ที่สังคมเฝ้ามอง รับรู้ และคอยรับฟังข่าวอยู่ก็คือ ความสำคัญของการคัดสรรในกรณีต่าง ๆ ที่ผ่านมา อยู่กับกฎเกณฑ์ วิธีการ และตัวกรรมการคัดสรร ซึ่งในกรณีของสภาที่ปรึกษาฯ ขนาดมีระบุไว้ในกฎหมายว่าต้องมีกรรมการจากตัวแทนต่าง ๆ ที่เหมาะสมยังมีปัญหาอุปสรรคได้เลย กรรมการดังกล่าวระบุไว้ใน พ.ร.บ.สภาที่ปรึกษาฯ มาตรา 6 ให้มีคณะกรรมการสรรหาอันมีที่มาจาก ปลัดกระทรวงทุกกระทรวงเลือกกันเองให้เหลือ 4 คน อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งเลือกกันเองให้เหลือ 3 คน อธิการบดีสถาบันราชภัฎและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล เลือกกันเองให้เหลือ 1 คน ผู้แทนสถาบันภาคการผลิต เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม ผู้แทนสมาคมธนาคาร ผู้แทนชุมนุมเกษตรกรอย่างละ 1 คน เป็นต้น

กลุ่มต่อไปเป็นผู้แทนสหภาพแรงงาน ภาคเอกชนที่ไม่หวังผลกำไร ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ที่กล่าวมาการคัดสรรเข้าเป็นกรรมการก็จะมีปัญหามากตรงกลุ่มจากสหภาพแรงงาน และกลุ่มองค์กรเอกชน ในเรื่องที่มาของกลุ่ม ข้อเท็จจริงของการดำเนินงาน การก่อเกิดกลุ่ม เป็นต้น

เ นื้อที่บทความวันนี้ส่วนใหญ่ถูกอุทิศไปกับรายละเอียดของกระบวนการสรรหา ที่มาของผู้จะถูกเลือกตั้งและที่มาของกรรมการสรรหา ในภาพรวมแล้วการสรรหาวุฒิสมาชิกชุดปัจจุบัน ยังถูกข้อครหาและตอบคำถามผู้คนในสังคมไม่ได้ว่าคนอย่าง น.พ.ประกิต วาทีสาธรกิจ น.พ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม หรือนายสวัสดิ์ โชติพานิช ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ทำไมไม่ถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกวุฒิสภา แล้วกลับมีตัวแทนของกลุ่มผู้เลือกเข้าไปนั่งทำหน้าที่แทน โดยยิ่งนับวันยิ่งเห็นบทบาทการเป็นตัวแทนเด่นชัดทุกที

การคัดสรรจะเกิดคุณค่าถ้าทำให้เห็นได้ว่า เลือกได้ตัวแทนของราษฎรมากกว่าเลือกได้ผู้แทนราษฎรในความหมายเดิม!!!!

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

One response to “การปฏิรูปประเทศไทย : กรณีการเมืองใหม่

  1. รีสอร์ทเชียงใหม่

    กุมภาพันธ์ 27, 2010 at 10:30 am

    ขอบคุณครับสำหรับบทความ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: