RSS

ความสำเร็จของพันธมิตรในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

02 พ.ย.

ต้องยอมรับว่า สังคมไทยโดยเฉพาะมิติในการเมืองประชาชนชาวไทยได้มีความรับรู้และเกิดส่วนร่ว มทางการเมืองในระดับสูงมาก เป็นเพราะการระดมความคิด การจัดเตรียมแนวทางเผยแพร่ ระดมจัดตั้งของกลุ่มแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติ 2549 เป็นต้นมานั่นเอง

ปรากฏการณ์เหล่านี้ ทำให้อย่างน้อยสังคมมีการรับรู้ ถกเถียงถกแถลงด้านข้อเท็จจริง ด้านแนวคิดของสังคมการเมืองไทยว่า ยังมีสภาวะประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ โดยมีการรวมศูนย์ผูกขาดของปัจจัยเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง จนทำให้กลุ่มเศรษฐกิจเข้ามามีอำนาจทางการเมืองลักษณะครอบงำ และมีแนวโน้มจะสืบทอดอำนาจอย่างถาวร

สังคมไทยส่วนมากจึงยอมรับปรากฎการณ์ดังกล่าวไม่ได้และออกมาร่วมต่อสู ้ เคลื่อนไหวต่อเนื่องยาวนานทั้งในลักษณะสันติและก้าวล่วงไปถึงการใช้พละกำลัง ยึดทำเนียบรัฐบาล ซึ่งก็กระทำเพื่อเป้าประสงค์ให้สภาวะการเมืองไทยพัฒนาไปสู่สภาพที่ดีขึ้น ตามอุดมการณ์จุดยืนร่วมกันของผู้ร่วมชุมนุม

อ ย่างไรก็ตามการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาทางการเมืองหาทางออกให้กับการปฏิรูปปร ะเทศไทยที่ดำรงอยู่นั้น ยังต้องประสบกับปัญหาของ “วิธีการ” เนื่องจากปัญหาความเป็นตัวแทนราษฎรที่ได้จากการเลือกตั้งภายใต้ภาวะรวมศูนย์ ผูกขาดเชิงโครงสร้างนั้น เป็นปัญหาที่มองจากภายนอกไม่เห็น ดังนั้น สังคมไทยส่วนหนึ่งจึงยังติดยึดและให้ความสำคัญกับแนวทางการเลือกตั้ง นับว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย

มองเห็นการยึดทำเนียบรัฐบาล การชุมนุมปิดถนน ฯลฯ เป็นการกระทำที่ร้ายแรง ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ เข้าข่ายเป็นพวกกบฎในราชอาณาจักรอะไรทำนองนั้น จนทำให้สถานการณ์พัฒนาไปสู่จุดที่แกนนำพันธมิตรถูกตั้งข้อหา “กบฎในราชอาณาจักร” และปัจจุบันพัฒนาการไปถึงขั้นมีการจับกุม คุมขัง 2 แกนนำหลักกันแล้ว

ผู้เขียนเห็นว่า รัฐไทยไม่เคยใช้ประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยแก้ปัญหาความขัดแย้งในมิติการเมือ ง มิติทางเลือกของการพัฒนาได้อย่างสำเร็จมาเป็นตัวแบบในการแก้ปัญหาเลย

กล่าวคือในช่วงสงครามเย็น ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นกลางและนักศึกษา นักวิชาการกลุ่มนำของรัฐไทย ได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ทำการต่อสู้กับรัฐบาลไทยโดยใช้กำลัง รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาจากการวิเคราะห์ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นค ง จึงใช้ “แนวทางปราบปราม” และ “มิติกฎหมาย” ตราพระราชบัญญัติการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ออกมาเพื่อใช้ปราบปรามดังกล่าว

ผลคือการรุกลามขยายตัวของปัญหาทั้งเชิงผู้เข้าร่วมขบวนการและเชิงพื้นที่ปฏิบัติการ

โชคดีที่ผู้ปฏิบัติงานของรัฐไทยมีพัฒนาการและปรับเปลี่ยนวิธีคิดโดยม องเห็นปัญหาหลักว่าเป็นปัญหาที่มีรากเหง้ามาจากมิติภายในประเทศด้านต่าง ๆ จึงปรับเปลี่ยนวิธีการแก้ไขปัญหา

มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นมิติทางการเมือง ชนชั้นนำทางปัญญาที่เข้าต่อสู้ในป่าก็เป็นคนไทย รักชาติ รักสังคม เพียงแต่มีอุดมการณ์จุดยืนจะพัฒนาประเทศในอีกทิศทางหนึ่ง จึงรักและหวงแหนสังคม การใช้กำลัง และความรุนแรงก็เพราะมีเป้าประสงค์ที่ดีต่อชาติอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ด ีเช่นกัน

การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าว เป็นการกระทำทางการเมืองมากกว่าเป็นอาชญากรรม จึงต้องแก้ปัญหาด้วยมิติทางการเมือง หากผู้กระทำไม่ได้มีการปฏิบัติที่ร้ายแรงเช่นฆ่าคนตาย สังหารชีวิต ฯลฯ ก็จะถูกพิจารณาในมิติการเมืองแบบสมานฉันท์

เทียบกับแนวคิดของรัฐไทยที่ตั้งข้อหา “กบฏในราชอาณาจักร” ให้กับแกนนำพันธมิตรฯ แล้ว เห็นได้ว่า รัฐไทยปัจจุบันถอยหลังลงคลอง ไม่เคยใช้ประสบการณ์กรณีดังกล่าวที่สามารถยุติปัญหาในสมัยนั้นมาเป็นตัวแบบก ารแก้ไขปัญหาให้ปัจจุบันเลย

ต้องทบทวนแนวคิดและตั้งคำถามกันในสังคมไทยว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว หากนับเอาวัตถุประสงค์เป็นตัวตั้งแล้วจะคิดว่าเรื่องดังกล่าวเป็นมิติทางการ เมืองหรือเป็นการกระทำของอาชญากรที่มีความมุ่งหมายจะล้มล้างการปกครองของรัฐ ไทย

และแน่นอนการปฏิบัติการทางการเมืองกับผู้ที่มีอำนาจรัฐควบคุมกลไกรัฐ มากมายขนาดนี้ ย่อมต้องมีการผิดพลาด บกพร่อง นำไปสู่การใช้ความรุนแรงหรือกำลังแต่ก็ควรจะทำการแยกแยะระหว่างเป้าประสงค์แ ละวิธีการปฏิบัติของกลุ่มพันธมิตรให้ชัดเจนไม่เหมารวม

เจ้าหน้าที่รัฐเช่นตำรวจเองเป็นผู้ปฏิบัติ เมื่อมีการตั้งข้อหาโดยฝ่ายบริหารเขาเหล่านั้นก็ต้องกระทำไปตามขอบเขต อำนาจหน้าที่ และอยู่ในสภาวะต้องตัดสินใจบนข้อจำกัดต่าง ๆ มากพอควร

ก ารไม่ลดราวาศอกของรัฐบาลต่อกรณีการกล่าวหาว่า กลุ่มผู้ต้องการปฏิรูปมีสภาวะเป็นกบฎในราชอาณาจักรรวมถึงการกระทำภายใต้กฎหม ายด้วยการควบคุมตัวแกนนำภายใต้ข้อหาดังกล่าว ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างรัฐบาลและผู้ประท้วงขยายวงรุก ลามไปสู่การใช้กำลังคนเข้ากีดขวางยึดทางเข้ารัฐสภา

ฝ่ายรัฐก็จำนนอีกเช่นกันเพราะในวันดังกล่าวเป็นกำหนดการที่รัฐบาลจะแ ถลงนโยบายต่อรัฐสภา ฝ่ายรัฐจึงอ้างความชอบธรรมตามกฎหมาย (ซึ่งในทางหลักการแล้วเป็นฐานแห่งความชอบธรรมที่ต่ำที่สุด) ด้วยการใช้ความรุนแรงสลายฝูงชน ซึ่งในขณะเขียนบทความนี้ยังไม่เห็นว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปสู่จุดใด

ค วามหวังที่จะเห็นการปฏิรูปประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปสู่การเมืองใหม่และอื่น ๆ อาจจะเกิดขึ้นได้ยากและที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีสันติอันเป็นเป้าหมาย ที่สังคมต้องการนั้น อาจจะไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะผู้เกี่ยวข้องไม่เรียนรู้จากอดีต ดังนั้นความรุนแรงจึงเหมือนจะเป็นหนทางเดียวที่เหลืออยู่

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 9 ตุลาคม 2551 09:41 น.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

One response to “ความสำเร็จของพันธมิตรในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย

  1. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:44 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: