RSS

ศักดิ์ศรี “นายกรัฐมนตรีไทย” ไม่ควรรับใช้ “นักโทษแผ่นดิน”

18 พ.ย.

ไทยยา มถูกสอนมาให้เชื่อในส่วนดีของคนเสมอ พระอาทิตย์ก็ยังส่องสว่าง ให้กับคุณชอบธรรมและคนอธรรมเสมอกัน พระเจ้าก็ทรงสละชีวิตให้ทุกๆคนเช่นเดียวกัน แม้กระทั่งคนที่ทำผิดไปแล้ว หากกลับใจ ก็สามารถกลับมาเป็นคนชอบธรรมได้ แต่ถ้าไม่กลับใจ ทำบาปมากขึ้น โกหกมากขึ้น สร้างความแตกแยกมากขึ้น โกงเพื่ออำนาจมากขึ้น ก็แสดงว่าไม่เกิดการ “กลับใจ” และพระเจ้าย่อมประสงค์ที่จะให้ทำร้ายคนดีๆต่อไปไม่ได้

อดีตผู้นำที่หนีคดีไปต่างประเทศ ก็กลับใจได้ หากอยากจะมีศักดิ์ศรีเป็นตัวแทนระบอบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ควรมุ่งสื่อความข้างเดียว

สำหรับอดีตผู้นำไทย

…ไม่เคยตอบกระทู้ในสภา ยุบสภาหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หนีศาลไปต่างประเทศ ไม่ยอมตอบคำถาม

อ ดีตผู้นำไม่เคารพอำนาจสภา ไม่เคารพอำนาจศาล มุ่งครองอำนาจบริหาร และใช้อำนาจเพื่อตนเอง เช่นการใช้สื่อสารมวลชนเพียงด้านเดียว มองประชาธิปไตยเป็นเพียงธุรกิจให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์และความได้เปรียบของธุรกิจส่วนตัว และหวังใช้อำนาจรัฐบิดเบือนความถูกต้อง ปกปิดความผิด ก็น่าจะสรุปได้ว่า อดีตผู้นำไม่มีศักดิ์ศรีที่จะอ้างว่า ท่านเป็นถึง “ตัวแทนระบอบเสรีประชาธิปไตย” ได้เลย

และเมื่อไม่ตอบในสภา ไม่ตอบในศาล ไม่พูดคุยพร้อมคนรู้ทัน ก็ไม่ควรมีศักดิ์ศรีจะขอพูดกับ “ประชาชนของท่าน” เพียงด้านเดียว

เราได้เห็นกลุ่มผู้แสดงเจตนาบริสุทธิ์เรียกร้องการ “สานเสวนา” เพื่อความสันติ ไทยยามเห็นว่า เสวนาเดียวที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ คือการที่อดีตนายกฯตอบข้อซักถามเรื่องประเด็นทุจริตทุกๆเรื่อง และเป็นการสื่อสาร 2 ทาง อย่างที่อารยชนเขาทำกัน ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผู้นำอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทุกๆประเทศเขาทำกัน และแรงกดดันของผู้เรียกร้องให้ “สานเสวนา” ควรไปอยู่ที่อดีตผู้นำ ศูนย์กลางของปัญหา ซึ่งฝ่าฝืนหลักการ “สานเสวนา” เพื่อสันติ โดยมุ่งสื่อความด้านเดียว กับ “ประชาชนของท่าน” รวมทั้ง รายการ “ความจริง(ครึ่งเดียว และเท็จอีกครึ่ง) วันนี้”เช่นเดียวกัน

รัฐบาล จึงควรเป็นรัฐบาลของประชาชน มีศักดิ์ศรีเป็นรัฐบาลไทย ไม่ก้มหัวรับใช้นักโทษผู้หนีคดีไปต่างประเทศ เขาออกจดหมายไปทั่วโลก หมิ่นกระบวนการยุติธรรมไทย เขาสร้างความแตกแยก อ้างว่า คนไทยเป็นประชาชนของตน รัฐบาลทำอะไรบ้าง เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของประเทศไทย

นายกฯไทย ยอมเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เพียงเพื่อปกปิดความผิดของอดีตผู้นำ ยอมยิงแก๊สน้ำตาขาขาดทำร้ายประชาชนไทย ยอมให้ผู้เป็นนักโทษ มีอภิสิทธิ์ ไม่เคยต้องตอบสภา ไม่ตอบศาล แต่จะมาพูดกับประชาชนโดยใช้ความจริงบางส่วนสร้างความวุ่นวายก็นับได้ว่าเป็น หลักฐานของการรับใช้นักโทษพิเศษอย่างชัดเจน

สำนักงานอัยการสูงสุด ที่สั่งไม่ฟ้องอดีตผู้นำก็ดูจะเป็นหลักฐานว่าเป็นการทำไปเพื่อประโยชน์ของอด ีตผู้นำ เหลือเชื่อว่า ดีเอสไอ และกลต. ได้ชี้ความผิดแล้วว่า อดีตผู้นำและภรรยาเป็นเจ้าของที่แท้จริงของกองทุน Win Mark (WM), Value Assets Fund (VAF ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น VIF), Overseas Growth Fund (OGF) และ Offshore Dynamics Fund (ODF) แต่อัยการกลับกลายเป็นสั่งไม่ฟ้อง

ทั้งที่ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2551 นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า “การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งสองไม่ได้เป็นซื้อ-ขายหุ้นด้วยตัวเอง แต่ซื้อผ่านกองทุน

สิ่งที่อัยการทำ ด้วยฐานะทนายความแผ่นดิน กลับเป็นพฤติกรรมน่าสงสัยว่าเข้าข่ายรับใช้ผู้ต้องหาหรือไม่ ? ดังนี้

1. ละเว้นข้อกล่าวหาหลักที่แสดงข้อมูลเท็จในหนังสือชี้ชวนว่า “ครอบครัวมีหุ้นประมาณ 61% ไม่ถึง 3 ใน 4” และปกปิดข้อความจริงว่า “ครอบครัวมีหุ้น 81%” ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้น

2. ละเว้นหลักฐานประกอบมากมาย เช่นการที่วินมาร์คซื้อหุ้นจากอดีตผู้นำและภรรยาไว้ 6 บริษัทเพื่อรอทำกำไรตอนเข้าตลาด แต่มีเพียงบริษัทเดียวเข้าได้ คือ SC แต่กลับขายออกไปก่อนยื่นไฟลิ่งเพียง 3 สัปดาห์ และ สละสิทธิ์หุ้นซึ่งเสียประโยชน์ประมาณ 71 ล้านบาทให้ลูกสาวฯลฯ ซึ่งตามข้อสรุปที่โฆษกอธิบายในวันแถลงข่าวก็ชัดอยู่แล้วว่า “ไม่ได้เป็นซื้อ-ขายด้วยตัวเอง แต่ซื้อผ่านกองทุน” ก็ยังละเลยการฟ้องเอาผิดตามข้อกล่าวหาหลักข้างต้น และละเว้นหลักฐานมากมาย

3. อ้างเรื่องการไม่ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 278 ซึ่งระบุว่า “ผู้ใดแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลัก ทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นตาม มาตรา 65 ในสาระสำคัญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับ…” โดยอ ้างว่าเพราะไม่ต้องทำตามประกาศฯ ที่กจ. 28/2546 ซึ่งลงนามโดย ร.อ. สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ที่ออกมาภายหลัง ซึ่งฟังไม่ขึ้นว่า ประกาศฯจะมีผลลบล้างความผิดของ พ.ร.บ. ได้อย่างไร? ประกาศฯ ที่ กจ.44/2543 ก่อนหน้านี้ที่ทุกคนรวมถึงท่านต้องใช้ ก็ไม่อนุญาตให้แสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงตามกฎหมายอยู่แล้ว ท่านก็ไม่ควรมีอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย

4. อ้างเรื่องการไม่ผิด พ.ร.บ. หลักทรัพย์มาตรา 246 โดยอ้างถึง ประกาศฯ ที่ กจ. 58/2545 (ประกาศฯซึ่งลงนามโดย นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) ซึ่งอนุญาตให้คนต่างกลุ่มตาม มาตรา 258 ให้แจ้งนับรวมกันได้ ซึ่งไม่เคยมีใคร บังอาจคิดเข้าใจว่า ประกาศฯนี้ ทำให้บุคคลกลุ่มเดียวกันตามมาตรา 258 อยู่แล้ว แบ่งหุ้นไปซุกในชื่ออื่น แล้วจะไม่ถือเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันได้ตามกฎหมาย หากเป็นเช่นนั้นมาตรา 246 และ 258 ก็ไม่มีความหมาย

จึงเป็นหลักฐานอีกครั้งว่า ทนายความของชาติทำไม จึงทิ้งข้อกล่าวหา ทิ้งหลักฐาน อ้างถึงประกาศ (ซึ่งลงนามโดยพวกพ้อง ทรท. / พปช.) มาลบล้างความผิดตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ พ.ศ. 2535 มันไม่น่าจะเป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นทนายความแผ่นดินเช่นนั้น นอกจากเหตุผลสำคัญคือ การรับใช้

น ั่นทำให้ไทยยามอึดอัด และอยากเรียกร้องให้นึกถึง “ศักดิ์ศรีนายกรัฐมนตรีไทย” ไม่ควรรับใช้ “นักโทษแผ่นดิน”เมื่อเมืองไทยเลือกเดินทางสว่าง บ้านเมืองจะกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคง ยั่งยืนครับ

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์     30 ตุลาคม 2551 11:00 น.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: