RSS

ประเทศต้องมีกลไกยุติความขัดแย้ง

25 พ.ย.

ในยุคที ่ทรัพยากรมีจำกัด การขยายตัวและเติบโตของสังคมและกลุ่มคนที่หลากหลายมากขึ้น ทำให้มองเห็นพลังปะทะบางประการของสังคมสมัยใหม่ นักวิชาการบางคน ใช้คำเรียก Clash of Civilizations สังคมมีมิติชนความขัดแย้ง

รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มีบทบัญญัติที่สะท้อนพลังของภาคประชาชนในบทบาทของการกำหนดนโยบายแห่งรัฐได้ห ลายประเด็น อาทิ การการเสนอข้อเรียก

ในมิติความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับการพัฒนา เราได้เห็นพลังและความเคลื่อนไหวที่ยกระดับขึ้นมาในเวทีของนโยบายรัฐ ที่ชัดเจนเมื่อพิจารณาจาก ม.๖๗ ซึ่งระบุ เรื่อง สิทธิของบุคคลและชุมชมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ส่วนหนึ่งของบทบัญญัติระบุว่า”การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อ ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาช นในชุมชนและจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เส ียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรม ชาติหรือด้านสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว”

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนที่ปัจจุบันเชื่อมโยงทำงานกันชนิดที่ ผู้คนในแวดวงธุรกิจเกิดความกังขาในพลังการกดดันต่อรองเคยประกาศ เมื่อครั้งจัดสัมมนาเชิงวิชาการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ม.๖๗ จะเป็นอาวุธสำคัญสำหรับภาคประชาชนในการคัดค้านโครงการพัฒนา

ไม่กี่วันมานี้ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ออกมาเปิดเผยว่า ได้เข้าพบ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โดยเสนอให้ออกกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญใน ม.๖๗ เพราะขอบเขตบทบัญญัติที่กว้างนี้ส่งผลให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่จากต่างประเทศ วงเงินหลายแสนล้านบาท เช่น โรงถลุงเหล็ก โรงไฟฟ้า ชะลออย่างไม่มีกำหนด เพราะกลัวผิดกฎหมายและการต่อต้านจากชุมชน นอกจากนี้ หน่วยงานหลายกระทรวงไม่สามารถทำงานได้ เพราะกลัวละเมิดรัฐธรรมนูญ

ประเด็นของประธานกรรมาธิการการพลังงานวุฒิสภาก็คือควรกำหนดรายละเอียดให้ชัด ว่าจะห้ามจะไม่ห้ามอย่างไร โดยตุ๊กตาที่เสนออาทิ ควรเน้นรายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณมลพิษต่อชุมชนและรัฐบาลควรตั้งกองทุนโดยสน ับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่ง เพื่อชี้แจงให้ชาวบ้านรู้ข้อเท็จจริงถึงผลประโยชน์ของโครงการ

แม้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญจะสะท้อนดุลอำนาจของกลุ่มพลังในสังคมความจริงในทางปฏ ิบัติแต่ก็มีการกำหนดกลไกทางออกไว้เช่นกันว่าโครงการจะเดินหน้าหรือยกเลิกก็ ให้ตัดสินกันด้วย กระบวนการศึกษาและประเมินผลกระทบ รวมถึงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้เสียตลอดจนองค์การอ ิสระต่างๆ

การรับฟังความคิดเห็นนั้นล่าสุดร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกา รออกประชามติก็กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ก็แสดงว่า ประเทศมีเครื่องมือสำคัญที่จะยุติความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ซึ่งไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องการเมืองเพราะบทบัญญัติในร่างพระราชบัญญัติ ประชามติระบุชัดเจนว่า ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า กิจการในเรื่องใดอาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติและประชาชน นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาจส่งเรื่องให้มีการทำประชามติได้

นี่อาจเป็นข้อเสนอทางออกกับกรณีตัวอย่างความขัดแย้งที่ประจวบคีรีขัน ธ์ ซึ่งเครือข่าย ๕ องค์กรพันธมิตรสิ่งแวดล้อมประจวบคีรีขันธ์ เรียกร้องเมื่อครั้งปิดถนนเพชรเกษมเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคมที่ผ่านมาโดยมีสาระสำคัญของข้อเรียกร้องคือ ให้สภาพัฒน์ฯยกเลิกยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันตกและพื้นที่ภ าคใต้ โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่

แม้ข้อเรียกร้องซึ่งเข้าใจว่าเครือข่าย ๕ องค์กรพันธมิตรสิ่งแวดล้อมประจวบคีรีขันธ์ยังมีการปฏิเสธข้อเสนอแนวทางเบญจภ าคีของผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นายปานชัย บวรรัตนปราณ ที่หวังให้กลุ่มคนที่หลากหลาย มีความเป็นอิสระเข้ามามีส่วนร่วมตัดสินใจด้วยนั้นแต่ก็น่าจะเป็นข้อเรียกร้อ งเชิงกลยุทธสำหรับการดึงมวลชนมากกว่า

เพราะหากพิจารณาแนวทางของสภาพัฒน์ฯยุทธศาสตร์พัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเ ลตะวันตกรวมถึงภาคใต้ก็ไม่ได้พูดถึงเฉพาะอุตสาหกรรมหากมีการพูดถึงการพัฒนาด ้านการเกษตร ท่องเที่ยวซึ่งเป็นต้นทุนของพื้นที่อีกด้วย

ปัญหาจึงอาจเป็นด้วยว่า ข้อจำกัดเงื่อนไขต่างๆจึงทำให้ไม่มีการแบไต๋ข้อมูลพูดกันให้ถึงแก่นซึ่งก็เข ้าใจว่า ถึงที่สุด ๕ องค์กรพันธมิตรสิ่งแวดล้อมประจวบคีรีขันธ์ ก็ยังเห็นด้วยกับการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ตลอดถึงการเปิดให้ทำประชามติในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

ต้องยอมรับว่า ความขัดแย้งในสังคมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การจะตัดสินว่าสังคมนั้นเป็นอารยะหรือไม่นั้น พิจารณาจากแนวทางการยุติความขัดแย้งนั้นๆ

หนทางนี้ต่างหากคือความมั่นใจของคนในประเทศรวมตลอดถึงสายตาของประชาคมโลกที่กำลังจับตาดูอยู่

ป ัญหาจึงอยู่ที่การผลักดันให้เครื่องมือเหล่านี้และกระบวนการเหล่านี้ ออกมาใช้ได้จริงมากกว่าซึ่งแน่นอนว่าหนีไปพ้นภาระหน้าของฝ่ายการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา และรัฐบาล

ที่มา นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ | บทความ
บทความ เวทีทัศนะ

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: