RSS

มองมุมใหม่ด้วยใจรัก:จะต้องลงทุนประเทศไทยอีกเท่าไร เพื่อคนเพียงคนเดียว ?

30 พ.ย.

ท่ามกลางการถูกทำให้รู้สึกว่า สังคมไทย “แตกแยก” มีแต่กลุ่มคนทะเลาะกัน ผมอยากให้ “มองมุมใหม่ด้วยใจรัก” ครับ

ในสังคมใดๆ อยากจะให้รักกัน คนในสังคมนั้นๆ ก็ต้องไม่คดโกงเอาเปรียบกัน คนคดโกงก็ต้องรับโทษตามสมควร แต่ถ้าวางอำนาจ ทำผิด เอาเปรียบภาครัฐ เอาเปรียบประชาชน เพียงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว สังคมก็จะรักษาความพึงพอใจ และความสงบสุขได้ยาก

แต่คนๆเดียว กล้าโกงมาก เอาพวกมาก ถนัดเกมส์ผูกขาด เกมส์เอาเปรียบ และพัฒนาถึงขั้น กล้าพยายามผูกขาดอำนาจ เพื่อเปลี่ยนความผิดของตนและพวก ให้เป็นความถูกต้องให้ได้ เพียงเพื่อปกป้องตนเท่านั้น ท่านได้ลงทุนประเทศไทยมากมาย หลายประการดังนี้

1. ลงทุนบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมใ นสังคมตั้งแต่เล็กจนใหญ่ คนโกงก็คือคนที่เอาเปรียบคนอื่นๆ และทำให้คนอื่นเดือดร้อน กระบวนการยุติธรรมจึงเป็นความหวังที่จะรักษาความถูกต้องยุติธรรม การที่คนๆหนึ่งจะทุจริต ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามนักธุรกิจโดยเฉพาะผู้เป็นเจ้าของกิจการสัมปทานผูกขา ด ซึ่งทำธุรกิจโดยมีการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวข้องเข้ามาปกครองบ้านเมือง เมื่อกฎหมายห้าม ก็เอาหุ้นไปไว้ที่ลูก แต่อ้างว่าพ่อแม่โอนให้ที่ราคาพาร์ มูลค่ารวม 733.95 ล้านบาท ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ 1 วันก่อนหน้านั้นในวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ลูกชายกลับต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินให้แม่อีก 4,500 ล้านบาท ซึ่งไม่มีใครเคยยอมตอบคำถามว่าเป็นหนี้ค่าอะไร และต่อมาเป็นเครื่องมือในการโอนย้ายผลประโยชน์จากหุ้นทั้งหมดกลับไปที่แม่

ในภายหลังเมื่อลูกขายหุ้นแล้ว ตนลงจากตำแหน่งแล้ว ก็มีการโอนเงินค่าขายหุ้นของลูกไปต่างประเทศ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็เปิดเผยความจริงว่า “ตนเป็นผู้ใช้ไปซื้อสโมสรฟุตบอล โดยปรากฏเป็นข่าวอย่างเป็นทางการโดยใช้คำกล่าวว่า “When I bought Manchester City…” และยังบอกอีกว่า “We invested in new talent and management…” สารภาพถึงการลงทุนเพิ่มในตัวนักกีฬา และผู้บริหารทีม เพื่อเพิ่มมูลค่า เงินส่วนเพิ่มนี้มาจากไหน เมื่อเติมตัวนักกีฬาเข้า เติมผู้บริหารเข้าไป ได้ค่าเพิ่มขึ้น ขายได้กำไรในภายหลัง มันก็คือ การฟอกเงินนั่นเอง โดยเงินก้อนแรกที่เกิดจากการโอนหุ้นไปซ่อนที่ลูก ก็ผิดรัฐธรรมนูญ เงินที่เหลือที่ซ่อนในต่างประเทศ โดยไม่ได้เปิดเผยต่อ ปปช. ก็เป็นเงินที่ผิดกฎหมาย เข้าข่ายร่ำรวยผิดปรกติอีก นี่คือเหตุที่ท่านจ้องจะต้องเอาอำนาจปกป้องความผิดใช่หรือไม่

ล่าสุด สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แถลงการณ์ไม่ฟ้อง พ.ต.ท. ทักษิณ กับภรรยา ในคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้น บมจ. เอสซี แอสเสท ซึ่งแตกต่างกับเรื่องที่ดีเอสไอสมัยท่านสุนัย มโนมัยอุดม แถลงร่วมกับสำนักงาน กลต. กล่าวโทษจำเลยไว้ชัดเจน โดยการกระทำของสำนักงาน อสส. แปลกมากในฐานะทนายความแผ่นดิน เพราะละเว้นข้อกล่าวหาหลักที่เปิดเผยเป็นเนื้อหาเท็จชัดเจนในหนังสือชี้ชวนว ่า

“กลุ่มตระกูลชินวัตรถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 76 และ 61 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทก่อนและหลังการขายหุ้นสามัญใ นครั้งนี้ จึงทำให้กลุ่มตระกูลชินวัตรสามารถควบคุมเสียงของที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้เกือ บทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งตั้งกรรมการ หรือการขอมติในเรื่องอื่นที่ต้องใช้เสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ยกเว้นเรื่องที่กฎหมายหรือข้อบังคับบริษัทกำหนดให้ต้องได้รับเสียง 3 ใน 4 ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น”

โดยการเปิดเผยดังกล่าวมิได้นำหุ้นที่ถือแทนโดย OGF และ ODF มานับรวมกับการถือหุ้นของครอบครัว ซึ่งหากนับรวมแล้ว จะทำให้ครอบครัวชินวัตรถือหุ้นรวมทั้งหมดร้อยละ 79.87 จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อมูล ซึ่ง ดีเอสไอ และกลต. ได้ชี้ความผิดว่า ผิด พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 278 ซึ่งตราไว้ชัดอยู่แล้วว่า “ผู้ใดแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลัก ทรัพย์และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นตาม มาตรา 65 ในสาระสำคัญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับ…” จะอ้างประกาศ กลต. ที่ออกมาภายหลังที่ให้เปิดเผยชื่อเจ้าของแท้จริงของผู้ถือหุ้นกองทุนด้วยก็ฟ ังไม่ขึ้นเพราะประกาศนั้นก็ไม่ได้เปิดช่องให้จงใจแยกหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่อ อกไป และปกปิดต่อประชาชน ฝ่าฝืน พ.ร.บ. ปี 2535 อยู่ดี

2. ลงทุนสร้างความ “แตกแยก” ให้แบ่งข้างในสังคม โดยหลักประชาธิปไตยดังที่กล่าวตอนต้น การแบ่งหน้าที่บริหารและการตรวจสอบจึงไม่ใช่ “ความแตกแยก” การป้องกันไม่ให้คนฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาเปรียบประชาชน ก็ไม่ใช่ “ความแตกแยก” แต่ … การปิดหูปิดตาประชาชน โกงให้มาก หาพวกให้มาก แล้วยุให้คนรู้สึกว่า เป็นเรื่องของ “คนเกลียดกัน” แย่งชิงอำนาจกันเท่านั้น นั่นจึงคือ การสร้าง “ความแตกแยก” นายกฯโนมินี การยุให้คนแบ่งข้าง จัดจ้างกลุ่มคนอีกกลุ่ม ส่งเสริมแต่ความเกลียด และการมองข้ามหลักฐานและเหตุผล และมักแสดงความก้าวร้าวเกลียดชัง การใช้ความรุนแรงจัดการประชาชนผู้มาเสียสละด้วยความรักชาติ จึงเป็นเพียงกลอุบาย ให้ประชาชนละเลยการทำผิดกฎหมาย ละเลยหลักฐาน และทำให้สังคมตกต่ำ เพราะหลงเชื่อว่าเป็นการต่อสู้เอาแพ้ชนะกัน ก็เป็นอีกต้นทุนที่สูงเพื่อคนๆเดียว

3. ลงทุนลดมาตรฐาน “จริยธรรม” ของสังคมส นับสนุนอดีตผู้นำมักไม่ถกเถียงหลักฐานว่าโกง แต่ถูกทำให้เชื่อว่า “ทุกคนก็โกงกันทั้งนั้น” ประมาณว่า “โกงกันเป็นเรื่องธรรมดา” ต่างกับพระราชดำรัสที่ว่า “การซื่อสัตย์เป็นเรื่องธรรมดา”โดยสิ้นเชิง สังคมลูกหลานที่ถูกทำให้เชื่อว่า “โกงกันเป็นเรื่องธรรมดา” นั้นจะเป็นนรกขนาดไหน การทำให้คนมีมาตรฐานจริยธรรมต่ำลง ก็เป็นต้นทุนที่สูงเพื่อคนๆเดียว

4. ลงทุนลดมาตรฐาน ประชาธิปไตย ของไทย ให้กลายเป็นเพียง “เกมส์การเข้าสู่อำนาจผูกขาดการเมือง” ก็เป็นธุรกิจการเมืองที่น่าเศร้าใจ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เข้ารับตำแหน่ง หลายครั้งที่สภาผู้แทนราษฎรมีการตั้งกระทู้และอภิปรายตรวจสอบ ท่านก็ไม่เคยเข้าไปตอบคำถาม เมื่อมีประเด็นอื้อฉาวในการขายหุ้น ฝ่ายค้านจะอภิปราย ก็ชิงยุบสภาก่อนอภิปราย จะปกปิดอะไรกันนักกันหนา เราเห็นประชาธิปไตยแท้ๆอย่างที่อเมริกา มีเรื่องต้องถูกตรวจสอบ เช่นกรณีอื้อฉาวของอดีตประธานาธิบดี กรณีการดูแลทหารเชลยศึก ก็ถูกตรวจอย่างละเอียด

ในฐานะคนไทย 1 ใน 63 ล้านคน ขอสิทธิคนไทยถามว่า “จะต้องลงทุนประเทศไทย เพื่อคนๆเดียว อีกนานเท่าใด” ขอให้คนไทยรักกัน ไม่แตกแยกกัน รู้รักสามัคคี ถูกหรือผิด ให้ติดตามหลักฐานและเหตุผล เชื่อและช่วยกันปกป้องให้เกียรติกระบวนการยุติธรรม สังคมจะร่มเย็น และจะผ่านวิกฤตนี้ไปสู่ความสันติสุขไพบูลย์ต่อไปครับ

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

One response to “มองมุมใหม่ด้วยใจรัก:จะต้องลงทุนประเทศไทยอีกเท่าไร เพื่อคนเพียงคนเดียว ?

  1. แรนเถื่อน

    มิถุนายน 20, 2009 at 11:22 am

    Thank for content kubb….

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: