RSS

เมื่อรัฐไร้น้ำยา อุตสาหกรรมก็ใกล้ล้มละลาย

11 ธ.ค.

การพึ ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ แม้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธในเชิงทฤษฏี แต่ทางปฏิบัติดูจะเป็นเรื่องยากยิ่งยกตัวอย่างโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ซึ่งเป้าหมายเพื่อลดการนำเข้า หลายโครงการต้องสะดุดเพราะปัญหาการต่อต้านโดยเหตุผลเรื่อง สิ่งแวดล้อมและชุมชน

ทางออกข้อเสนอ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ จะไปสร้างที่ไหนก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ข้างบ้านเขาซึ่งโดยนัยยะก็คือการคงสภาพนำ เข้าจากต่างประเทศเพราะการเลือกพื้นที่พัฒนาต้องดูเงื่อนไขประกอบหลายอย่าง อาทิ โครงการที่ต้องอาศัยวัตถุดิบจากต่างประเทศ ก็จำเป็นต้องมีท่าเรือน้ำลึก ซึ่งก็มีไม่กี่แห่งที่เหมาะสมอย่างไรก็ตาม หากเหตุผลเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นธงหลัก โดยโครงการพัฒนาสร้างผลกระทบจริง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในประเทศใดก็ล้วนก่อผลกระทบเพราะเป็นโลกใบเดียวกัน

ปัญหาหลักจึงน่าจะเป็นเรื่องของการไม่รับฟังข้อมูลซึ่งกันและกันมากก ว่าที่สำคัญคือการขาดเวทีสานเสวนาเพื่อหาทางออกซึ่งเงื่อนไขปัจจุบันนี้เลี่ ยงไม่พ้นว่าเป็น บทบาทของภาครัฐ

ในเวทีสัมมนาหลายครั้ง อาทิ กรณีโครงการอุตสาหกรรมต้นน้ำที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือเอกชน ทุกคนไม่ปฏิเสธบทบาทของแต่ละฝ่ายที่มีข้อได้เปรียบคนละด้าน เอกชนสันทัดในเรื่องเศรษฐกิจ องค์กรพัฒนาเอกชนสันทัดในเรื่องความเข้มแข็งของชุมชนและสิ่งแวดล้อม แต่การจะนำข้อได้เปรียบของแต่ละฝ่ายมาบูรณการนั้น หนีไม่พ้นต้องมีบทบาทของภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง

การปล่อยให้เอกชนและชุมชน เอ็นจีโอ หาทางออกกันเองนั้น แนวโน้มมีแต่เพิ่มความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันยกตัวอย่างซึ่งข่าวลือโครงการโ รงถลุงเหล็กที่บางสะพาน จะมีการย้ายชุมชนและวัดกว่า 1,000 ครัวเรือนนั้นความจริงเป็นการสับสนของข้อมูล เพราะล่าสุดแกนนำม็อบค้านโรงถลุงเหล็กทับสะแก นางกรณ์อุมา พงษ์น้อย ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี ออกมาระบุว่าเหตุผลหนึ่งในการคัดค้านก็เพราะจะมีการกฎหมายเวนคืนที่ดินเพื่อ ก่อสร้างอุตสาหกรรมเหล็กกุยบุรี ช่วงที่ 1 ประมาณ 5,000 ไร่ ซึ่งต้องอพยพชาวบ้าน ต.เขาแดง ประมาณ 1,000 ครัวเรือนที่บางสะพานเอกชนจัดเตรียมที่ดินไว้เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อมีข่าวลือนี้เกิดขึ้น ก็เลยช่วยสุมไฟการคัดค้านให้โหมแรงขึ้นไปอีกหนักเข้าการคัดค้านบานปลายถึงขั ้นเสนอให้ยกเลิกแผนพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันตกและภาคใต้โดยปฏิเสธการ พัฒนาอุตสาหกรรมอย่างสิ้นเชิง

นี่คือ ตัวอย่างการปล่อยปละของภาครัฐ
ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิ นางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าการลงทุนสูง เป็นเพียงการลงทุนในรูปแบบการขยายกิจการ หรือการลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ซึ่งมีมูลค่าไม่มากนัก ดังนั้นหากมีการขยายการลงทุน ภาครัฐต้องมีคำตอบให้ชัดเจน ทั้งการขยายพื้นที่ในอีสเทิร์นซีบอร์ดและเซาเทิร์นซีบอร์ด โดยต้องเร่งตัดสินใจเร็ว เพราะขณะนี้สิงคโปร์เริ่มถมพื้นที่ทะเลในนิคมอุตสาหกรรมจูล่ง เพื่อรองรับการลงทุนปิโตรเคมี

ถามว่า รัฐบาลกำลังทำอะไร ?ถ้าพิจารณาจาก ตัวอย่างกรณีของกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่ง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นั่งเป็นเจ้ากระทรวงคนล่าสุด ซึ่งออกมาเปิดเผยภายหลังนายเคียวจิ โคะมะชิเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยเข้าพบเมื่อช่วงกลางเดือนตุลาคมท ี่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นยืนยันความสนใจที่จะลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสัง คมแห่งชาติ โดยต้องพิจารณารายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อม และชุมชนอย่างรอบคอบนั้นก็จะพบว่าความไม่แน่นอนทางการเมืองในการบริหารรัฐนา วาพรรคพลังประชาชน มีการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมไปแล้ว 3 คน นั่นหมายความว่า คนใหม่เข้ามาก็เริ่มนับหนึ่งกันใหม่ ทั้งๆที่เรื่องนี้สภาพัฒน์ส่งเข้าคณะรัฐมนตรี รอบรรจุวาระเพื่อให้พิจารณาเท่านั้นแต่น่าแปลกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตส าหกรรมจากอดีตอธิบดีกรมตำรวจ จะเดินก้าวแรกในความรับผิดชอบของตนเองด้วยการไปดูงานอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำท ี่ญี่ปุ่น

ถอดรหัสก็คือ รัฐบาลขอซื้อเวลาต่อทั้งๆที่โครงการอนุมัติมาตั้งแต่ปี 2548 รัฐบาลกลางไม่ขยับ กลไกลราชการส่วนภูมิภาคเองก็ต้องตีกรรเชียงหนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายปานชัย บวรรัตนปราณ ซึ่งเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากกลุ่มคัดค้านหลังจากที่มีการปิดถนน ประกาศว่า จะขอทำหน้าที่เป็น “ไปรษณีย์” ส่งประเด็นคัดค้านเข้าส่วนกลางอย่างดีที่สุด

จึงไ ม่ใช่เรื่องน่าแปลก ที่นักลงทุนจะฟันธงกันว่า “ภาคอุตสาหกรรมอยู่ในสภาวะล้มละลาย” สัญญาณที่เริ่มส่งกันก็คือกระแสข่าวการลดต้นทุนการผลิต อาทิ การคุมรายจ่ายในส่วนพนักงานไม่ว่าจะเป็นการลดเวลาทำงาน การตัดโอที ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกันเป็นลูกโซ่

ความชัดเจนจากรัฐบาลจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญไม่ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณบว กหรือลบต่อการลงทุนเพราะภาคเอกชนสามารถปรับตัวเร็ว หากสัญญาณชัดเจนว่า รัฐบาลไม่สนับสนุนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ การปรับตัวตั้งรับก็จะได้ดำเนินการไปในอีกทิศทาง
อาทิย้ายไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านหรือการกำหนดแผนทางธุรกิจในกรณีขอ งอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่นอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ เมื่อไม่มีการลงทุน อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องอาทิ รถยนต์ อาหารกระป๋อง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะปรับตัวกันอย่างไรเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดโลก

ถ้าฟังจาก ดร.วิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ก็จะพบว่า ประเทศไม่มีได้มีแผนสำรองกรณีไม่มีอุตสาหกรรมเหล็กต้นนำไว้รองรับแต่อย่างใด

แผนรองรับสำคัญก็คือเมื่อตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมหมดไป ภาคเกษตร ภาคบริการ ภาคท่องเที่ยวสามารถรองรับแรงงานจากภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่

ทุกวันนี้ จีดีพี ของภาคเกษตรมีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีทั้งประเทศหรือประมาณกว่า 874 พันล้านบาทจะสามารถรองรับระบบเศรษฐกิจของประเทศได้หรือไม่

เราไม่อาจโทษแนวคิดแบบแยกส่วนของกลุ่มคนที่คัดค้านการพัฒนาอุตสาหกรร มได้ เพราะบทเรียนผลกระทบอย่างโครงการพัฒนาก็มีบทเรียนค่อนข้างมาก

ทั้งๆที่ความจริงชุมชนและภาคประชาสังคม ยอมรับได้ว่า ไม่มีโครงการพัฒนาใดไม่ก่อผลกระทบ เพียงคำถามที่ตั้งก็คือ ประสิทธิภาพความชัดเจนในการรับมือ ลดผลกระทบตลอดจนเยียวยา มีมากน้อยแค่ไหน

ถ้าไม่อยากเห็นภาคอุตสาหกรรมล้มละลายภาครัฐควรเร่งกระบวรการสานเสวนาโดยเร็ว

ที่มา นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ | บทความ
บทความ เวทีทัศนะ

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: