RSS

ใช้วิกฤติทุนนิยมโลกให้เป็นโอกาสในการฟื้นประเทศไทยใหม่

19 ธ.ค.

โดย วิทยากร เชียงกูล
ระบบทุนนิยม คือตัวการสร้างวิกฤติความขัดแย้งและความไม่สมดุล

ปัญหาวิกฤติระบบการเงินการธนาคารในสหรัฐฯที่ลามเป็นวิกฤติเศรษฐกิจถด ถอยทั่วโลก เกิดจากความโลภและความโง่เขลาของนโยบายพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่เน้นการแข่งขันหากำไร / การบริโภคสูงสุดของเอกชน จนมีการเก็งกำไร การใช้จ่ายและการบริโภค มากกว่าการผลิตและความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชน

เมื่อเกิดวิกฤติ รัฐบาลสหรัฐฯใช้เงินของคนทั้งประเทศมาอุ้มธนาคารและบริษัทประกันภัยของคนรวย เพื่อพยุงให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเดินหน้าต่อไป แต่จะเดินได้อย่างเชื่องช้า เศรษฐกิจทั้งโลกจะหดตัวลง และจะเกิดวัฎจักรของวิกฤติที่รุนแรงกว่านี้ได้อีก ถ้าไม่มีการแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ

นักวิจัยพบว่าร ะดับความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อคนอื่นและความสุขความพอใจของประชาชนในกลุ่ม ประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกลดลงจากเมื่อ 40 ปีที่แล้วมาก โดยเฉพาะในสหรัฐและอังกฤษ ทั้งที่เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้เติบโตและคนมีเงินและปัจจัยทางวัตถุเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 40 ปีก่อนมาก

ปัญหาคือ การพัฒนาแบบมุ่งความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การแข่งขันกันหาเงินเพื่อการบริโภคแบบตัวใครตัวมัน แบบต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้น ทำให้คนมีความสุขความพอใจแบบฉาบฉวยระยะสั้น แต่มีความเครียด ความเบื่อและความทุกข์มากขึ้น คนเห็นแก่ตัว อยากรวย อยากได้เปรียบมากขึ้น ครอบครัวหย่าร้างเพิ่มขึ้น และชุมชนอ่อนแอลง สังคมมีปัญหาความขัดแย้ง อาชญากรรม และปัญหาทางจิตเพิ่มขึ้น

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐและอังกฤษไม่ได้เกิดเพียงเพราะธนาคารปล่อยหนี้และขายตราสารหนี้แบบเก็งกำไรมากเกินไป แต่เพราะโ ครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเองคือตัวสร้างปัญหาความขัดแย้ง สร้างปัญหาการเอาเปรียบทั้งมนุษย์และธรรมชาติ จนไปถึงจุดที่ทำให้โลกขาดความสมดุลจนเกิดวิกฤติ การคิดแก้ปัญหาระยะสั้นแบบใช้เงินรัฐบาลและกองทุน IMF ไปอุ้มธนาคารและสถาบันการเงิน เป็นการคิดในกรอบการพัฒนาแบบทุนนิยมที่อาจบรรเทาปัญหาธนาคารขาดสภาพคล่องและ เศรษฐกิจถดถอยได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นตอรากเหง้าอย่างแท้จริง

เศรษฐศาสตร์แนวพุทธและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือการพึ่งตนเองมากขึ้น น่าจะเป็นทางออกที่สำหรับประเทศไทยได้ดีกว่านโยบายการพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม แต่จะต้องตีความปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแนวก้าวหน้า เช่นจะต้องปฏิรูปการคลังด้วยการเก็บภาษีทรัพย์สิน (และมรดก) และภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้า และก ระจายทรัพย์สินรายได้ให้คนจนมีโอกาสอยู่ได้อย่างพอเพียงได้ก่อน รวมทั้งต้องพัฒนาระบบสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค ระบบรัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองระดับประเทศมากขึ้น มาแทนที่ระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารประเทศทุนนิยมศูนย์กลางในปัจจุบัน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจึงจะเกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่คำขวัญ

นโยบายการคลังของประเทศต้องนำเอาต้นทุนทางสังคม (สิ่งที่สังคมต้องเสีย เช่นธรรมชาติ สภาพแวดล้อม, การเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรม ค่านิยมดั้งเดิม) มาคิดด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้ธุรกิจหากำไรส่วนตัวได้อย่างเสรี แต่สังคมเป็นผู้แบกรับภาระต้นทุน นโยบายของรัฐจะต้องเน้นความเป็นธรรม ประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรเก็บภาษีโรงงานอุตสาหกรรมและสถานบริการประเภทที่ทำให้สภาพแวดล้อมแ ละสังคมส่วนรวมเสียหาย เช่นการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย สินค้าประเภทเหล้า บุหรี่ การพนันฯลฯ เพิ่มขึ้น และให้เงินสนับสนุนสินค้าและบริการที่เป็นประโยชน์ เช่นการศึกษา สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรม การออกกำลังกายและนันทนาการ

การเก็บภาษีคนรวยคนชั้นกลางและธุรกิจบางอย่างเพิ่ม และนำไปลงทุนในโครงการ เช่น ปฏิรูปการเกษตร การปลูกป่าให้โตเร็วทั่วประเทศ การปฏิรูปศึกษา สาธารณสุข ศิลปวัฒนธรรมฯลฯ จะทำให้เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยปัจจัยที่จำเป็น กระตุ้นให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตจากภายในประเทศได้มากขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งแต่การส่งออกเป็นด้านหลักอย่างที่ทำกันอยู่ การพัฒนาเศรษฐกิจแบบใหม่ที่พึ่งแรงงาน พึ่งทรัพยากรในประเทศจ ะมั่นคงและยั่งยืนมากกว่าเศรษฐกิจแบบเก่าที่เน้นการเพิ่มการลงทุนและการค้าก ับต่างประเทศ ซึ่งในยุควิกฤติทุนนิยมโลกจะลดลงมาอย่างมาก (รวมทั้งการท่องเที่ยวด้วย) เพราะแต่ละประเทศจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของชาติตัวเอง

แนวทางพัฒนาประเทศเพื่อสร้างเศรษฐกิจสังคมใหม่ที่จะทำให้คนส่วนใหญ่มีความสุขเพิ่มขึ้น

1. เปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาประเทศเป็นเพื่อคุณภาพชีวิตและความสุขของคนส่วนใหญ่ แทนการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมหลายอย่าง เช่น การซื้อรถส่วนตัวมาก ทำให้รถต้องเผาผลาญน้ำมันมาก รถติดมาก เกิดมลภาวะมาก การกินเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ยาเพิ่ม ก็ทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมเพิ่มขึ้น แต่ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ควรเปลี่ยนนโยบายไปส่งเสริมใช้รถสาธารณะ รถจักรยาน การเดิน ลดการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษ และปฏิรูปเศรษฐกิจขนานใหญ่เพื่อช่วยให้คนจนมีปัจจัยพื้นฐานที่พอเพียง

2. เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจใหม่ให้เป็นระบบผสมระหว่างตลาดเสรีที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ รื้อฟื้นเศรษฐกิจชุมชนขนาดเล็กท ี่ผู้ประกอบการรายย่อยและสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค สามารถผลิตอาหารและปัจจัยที่จำเป็นอื่นแบบพึ่งพาแลกเปลี่ยนกันภายในชุมชนและ ชุมชนใกล้เคียงได้เพิ่มขึ้น ลดการสั่งเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น จะทำให้เกิดการจ้างงาน เกิดการกระจายรายได้และการพัฒนาประเทศที่เน้นชุมชนมากกว่าในเมืองใหญ่ที่เป็ นศูนย์กลาง ลดการเดินทางและการขนส่ง (ประหยัดพลังงาน) ลดปัญหาความแออัดและปัญหาต่าง ๆ ของเมืองใหญ่ได้

3. เปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศไปเน้นความรักชาติ ความเป็นธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เน้นการพัฒนาคนและการใช้ทรัพยากรความรู้ในประเทศ ช่วยพัฒนาคนจนที่เป็นคนส่วนใหญ่ทั้งทางด้านสาธารณสุข การศึกษา และการเพิ่มการจ้างงานที่ให้ค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ให้คนมีรายได้ในระดับที่จะใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพพอเพียง

รณรงค์ให้คนรวยคนชั้นกลางเป็นผู้ให้ โดยการช่วยคนจนโดยตรง เช่น การจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น บริจาคให้มูลนิธิ การทำงานอาสาสมัคร คนรวยคนชั้นกลางจะเป็นผู้ได้ความสุขจากการได้ช่วยคน ได้ทำสิ่งที่มีความหมาย มีประโยชน์อย่างเห็นได้ในชาตินี้ และเมื่อคนจนลดลง คนจะมีความสุขเพิ่มขึ้น ปัญหาสังคมโดยรวมจะลดลง ช่วยให้คนทั้งสังคมรวมทั้งคนรวยคนชั้นกลางมีชีวิตที่มีสภาพแวดล้อมทางสังคมท ี่ดีขึ้น

4. เก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีรายได้ในอัตราก้าวหน้า และหารายได้จากสาธารณสมบัติของรัฐ เช่นคลื่นความถี่ การขุดเจาะน้ำมัน แก๊สธรรมชาติฯลฯ อย่างเป็นธรรมต่อส่วนรวม เพื่อกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรม และรัฐบาลใช้งบประมาณไปช่วยให้คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มีชีวิตความเป็นอยู่ที ่ดีขึ้นและมีความสุขเพิ่มขึ้น

5. ผลักดันการปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นการให้เด็กมีความสุขในการเรียน เกิดแรงจูงใจภายในตัวเองที่จะรักการอ่าน การเรียนรู้ เน้นการพัฒนาทักษะทางสังคมและอารมณ์ รวมทั้งให้เด็กเรียนรู้จักจุดแข็งจุดอ่อนของตน พัฒนาชีวิตภายใน มีความภาคภูมิใจยอมรับตัวเองมองโลกในแง่บวก รู้สึกในทางที่ดีต่อคนอื่น เข้าใจเรื่องจริยธรรม/ศีลธรรม เพื่อสร้างพลเมืองดีที่มีความสุข และฉลาดแบบรอบด้าน มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

จัดให้มีการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยสำหรับคนออกจากโรงเรียนกลางคั นและผู้ใหญ่ ผ่านสื่อมวลชนและสื่อต่าง ๆ ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตน โดยเฉพาะทางจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์การเมือง ปรัชญา ศาสนา เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง

6. นโยบายและโครงการการพัฒนาต่างๆต้องเน้นการลดอัตราการว่างงานหรือเพิ่มการจ้างงานเป็นเป้าหมายที่สำคัญท ี่สุด เพราะคนที่ว่างงานไม่ได้ทุกข์ เพราะไม่มีรายได้เท่านั้น แต่ยังทุกข์เพราะความรู้สึกว้าเหว่ ว่างเปล่าไม่มีคุณค่า ไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม และมีโอกาสสร้างปัญหาทางสังคมเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ควรส่งเสริมงานบางเวลา งานอาสาสมัครเพื่อสังคม สำหรับแม่บ้าน คนเกษียณอายุ ซึ่งหลายคนอาจไม่ได้ต้องการรายได้เท่ากับต้องการการได้ใช้เวลาว่างทำสิ่งที่ เป็นประโยชน์ และได้สัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเราเกิดความสุข

7. เปลี่ยนกรอบวิธีคิดจากพัฒนาที่เน้นผลผลิตสูงสุด กำไรสูงสุด เป็นการพัฒนา เพื่อคุณภาพชีวิตและอนุรักษ์สภาพแวดล้อม การรู้จักแบ่งเวลาระหว่างงานกับชีวิตให้เหมาะสม และเพิ่มการพัฒนาทางด้านอารมณ์ และ จิตใจ ศิลปวัฒนธรรม แทนการบริโภคทางวัตถุ เปลี่ยนความสนใจเรื่องค วามสำเร็จแบบร่ำรวย มีตำแหน่ง มีอำนาจ มาเป็นความสำเร็จแบบมีครอบครัวที่อบอุ่น เลี้ยงลูกให้มีความสุข เก่งและดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ มีเพื่อนมาก มีคนรักชื่นชมมาก เปลี่ยนความนิยมเรื่องการพัฒนาวัตถุเรื่องการพัฒนาความทันสมัย เช่น การสร้างทางด่วนเพื่อรถส่วนตัว เป็นการนิยมใช้การขนส่งสาธารณะ จักรยาน พลังงานทางเลือก เทคโนโลยีทางเลือก และการสร้างเมืองให้มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่ มีมลภาวะน้อย

ที่มา นสพ.ผู้จัดการรายสัปดาห์ | บทความ
บทความ ทางออกของปัญหา

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: