RSS

ควรจะทำอะไรกันต่อไป

14 ก.พ.

ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายไปได้ระดับหนึ่ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคพลังประชาช น ชาติไทย และมัชฌิมาไม่ให้ลงเล่นการเมือง 5 ปี และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเลิกชุมนุมที่ยืดเยื้อมาถึง 6 เดือน

แต่การเมืองเก่าก็อาจจะเดินหน้าต่อไปได้อีก ส.ส.ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป 5 ปี มีเพียงแค่ 34 คนเป็นส.ส.แบบสัดส่วน 4 คนและส.ส.แบบเขต 30 คน ส.ส. 3 พรรคที่เหลือยังย้ายไปอยู่พรรคใหม่ที่ตั้งสำรองไว้แล้วได้ และถ้าส.ส.จาก 6 พรรคเก่ายังจับมือกันได้ พวกเขาก็จะเป็นเสียงส่วนใหญ่ที่จะเลือกนายกฯจากส.ส.ของพรรคพลังประชาชนโดยคำ ชี้แนะของทักษิณได้อีก

ส.ส.แบบสัดส่วนของ 3 พรรคที่ถูกยุบ ควรหมดสิทธิเป็นส.ส.

ประเด็นที่น่าพิจารณาโดยเร่งด่วนคือกรณีส.ส.แบบสัดส่วนที่เป็นกรรมการบริหารของ 3 พรรคที่ถูกยุบ และถูกตัดสิทธิไป 4 คนนั้นไม่น่าจะให้เลื่อนคนที่มีรายชื่อถัดลงไปขึ้นมาเป็นส.ส.แทนได้ เพราะพรรคทั้ง 3 ถูกยุบไปแล้ว และการเลือกส.ส.แบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อนั้นเป็นการเลือกพรรค ไม่ใช่เลือกตัวบุคคล

ความจริงเมื่อพรรค 3 พรรคถูกยุบแล้ว ส.ส.แบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อทั้งหมดของ 3 พรรคน่าจะหมดสิทธิการเป็นส.ส.ด้วย ถึงจะไม่ใช่กรรมการบริหารและไม่ถูกตัดสิทธิ 5 ปี แต่ไม่ควรมีสิทธิเป็นส.ส.ประเภทสัดส่วน/บัญชีรายชื่อต่อไป เพราะพรรคทั้ง 3 ถูกยุบด้วยความผิดฐานซื้อเสียง พรรคทั้ง 3 จึงไม่ควรมีสิทธิที่จะมีส.ส.แบบสัดส่วนอีกต่อไป ที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ส.ส.พรรคที่ถูกยุบย้ายไปหาพรรคใหม่สังกัดได้ น่าจะหมายถึงส.ส.แบบเขตที่ประชาชนเลือกตัวบุคคลมาโดยตรงเท่านั้น

ถ้าส.ส.แบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อจาก 3 พรรคที่ถูกยุบกลายเป็นโมฆะ คือไม่ได้เป็นส.ส.ต่อไป ก็น่าจะมีการเลือกตั้งแบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อใหม่ทั้งประเทศด้วย พร้อมกันไปกับการเลือกตั้งซ่อมส.ส.แบบแบ่งเขตที่เป็นกรรมการบริหารพรรคและถูกตัดสิทธิไป 30 คน

แต่ปัญหาคือ แล้วพวกส.ส.สัดส่วน/บัญชีรายชื่อจากพรรคที่ไม่ได้ถูกยุบ เช่นประชาธิปัตย์ จะทำอย่างไร เพราะเขายังมีสภาพเป็นส.ส.อยู่ หรือจะปล่อยให้ส.ส.แบบสัดส่วนของ 3 พรรคที่ถูกยุบหมดสิทธิเป็นส.ส.ไปเฉย ๆ ไม่ต้องเลือกตั้งซ่อม มีส.ส.สัดส่วนทั้งสภาเหลือแค่ไหนก็แค่นั้น จนกว่าจะยุบสภา เลือกตั้งใหม่จะได้ไหม?

เรื่องยุ่ง ๆ นี้ทางประธานรัฐสภา หรือกกต. หรือองค์กรอื่นใดก็ตาม ควรยื่นประเด็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตีความโดยเร่งด่วน เพราะถ้าปล่อยให้มีการเปิดประชุมสภาวาระพิเศษเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วอาจ จะมีปัญหาภายหลัง ถ้าส.ส.เลือกคนที่เป็นส.ส.แบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อจากพรรคพลังประชาชนมาเป็น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็จะมีปัญหาว่าจะมีใครฟ้องร้องให้เป็นโมฆะหรือไม่ หรือถึงจะเลือกส.ส.แบบเขตมาเป็นนายกฯ ก็จะมีปัญหาว่าส.ส.แบบสัดส่วน/บัญชีรายชื่อจาก 3 พรรคที่ถูกยุบนั้นยังเป็นส.ส.อยู่และมีสิทธิเลือกนายกฯได้หรือไม่ จะมีใครฟ้องร้องว่าการเลือกดังกล่าวให้เป็นโมฆะต่อไปหรือไม่

การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่าแค่เปลี่ยนตัวนายกฯ
ปัญหาความจริงทางการเมืองข้อหนึ่ง คือถ้าพรรคร่วมรัฐบาลเก่า 6 พรรคยังเลือกนายกฯแบบตัวแทนทักษิณจากพลังประชาชน และดำเนินนโยบายแบบเก่ามุ่งปกป้องทักษิณ มุ่งแก้ไขรัฐธรรมนูญฯลฯ กลุ่มพันธมิตรฯซึ่งเป็นคนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองสูง และมีกำลังทรัพย์แบบพึ่งตนเองได้ก็จะกลับมาชุมนุมคัดค้านได้อีกอย่างแน่นอน ก็จะเกิดภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่อึมครึมแบบไม่รู้จบต่อไปได้อีก

ทางที่ดีที่สุด น่าจะเลือกนายกฯรัฐมนตรีและรัฐบาลขึ้นมารักษาการชั่วคราวและประกาศยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่เลย จะทำให้การเมืองเดินหน้าได้ราบรื่นดีกว่าที่ 6 พรรคเก่าจะตะแบงเอาเสียงข้างมากดันทุรังไปเรื่อย ๆ ที่อดีตนายกฯสมชายอ้างว่าไม่ต้องการยุบสภาเพราะสภาไม่ได้ทำผิด ไม่ใช่ข้ออ้างที่มีเหตุผล การยุบสภาเป็นกระบวนการทางการเมืองที่นา ยกฯตัดสินใจได้ เพื่อเปิดให้ประชาชนตัดสินใจเลือกส.ส.กันใหม่ ไม่เกี่ยวกับว่าสภาทำผิดหรือไม่ทำผิด

รัฐบาลมักคิดเชิงผลประโยชน์เฉพาะหน้าที่ไม่อยากยุบสภาเพราะคิดว่าตนย ังมีเสียงข้างมาก ตนเองยังได้เปรียบสามารถเดินหน้าต่อได้แม้จะเดินได้ลำบากก็ทนเอา ถ้ายุบสภาพรรคร่วมรัฐบาลต้องใช้เงินมากและก็ไม่แน่ใจว่าพวกตนจะได้รับเลือกก ลับเข้ามาอีกหรือไม่ ส.ส.ส่วนใหญ่จึงไม่อยากให้ยุบสภา

แต่คนที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกฯ ควรจะคิดใหม่ว่าการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่น่าจะเป็นการหาทางออกที่ดีกว่าการเล่นการเมืองแบบดันทุรังเอาเสียงข้างมากลากไปวัน ๆ พ รรคร่วมรัฐบาลควรจะยอมรับหรือประเมินความจริงทางการเมืองให้ถูกต้องว่ากลุ่ม พันธมิตรฯและกลุ่มอื่น ๆ จะยังคงเป็นพลังที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคัดค้านอย่างเข้มแข็งต่อไป ไม่มีทางที่พรรคร่วมรัฐบาลจะเอาชนะได้ทุกอย่างอย่างที่พวกตนคาดหมายได้ ถ้าคิดจะสู้กันแบบเก่า นอกจากไม่มีใครเอาชนะใครได้จริงจังแล้ว เศรษฐกิจสังคมของประเทศชาติส่วนรวมจะยิ่งเสียหายหนักขึ้นกว่าที่ได้เสียหายม ามากแล้ว

เราต้องการภาวะการนำและการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์และเป็นธรรมอย่างแท้จริง

เหตุการณ์ที่ผ่านมาน่าจะให้บทเรียนแก่ประชาชนทุกฝ่ายว่าการต่อสู้กัน ระหว่างรัฐบาลที่สนใจแต่ปกป้องผลประโยชน์ของทักษิณและพรรคพวก และกลุ่มพันธมิตรฯแบบต่างคนต่างไปสุดโต่งทั้งคู่โดยไม่สามารถเจรจากันได้เลย นั้น ทำให้เศรษฐกิจสังคมของประเทศเสียหายมากเพียงไรโดยเฉพาะการปล่อยให้เรื่องลุก ลามบานปลายไปถึงขั้นปิดสนามบินทั้ง 2 แห่งทั้งนี้ถ้ามีผู้นำที่มีวุฒิภาวะน่าจะหาทางออกหรือป้องกันได้ก่อนหน้านั้ น

ความเสียหายที่บานปลายนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่เป็นชนชั้นนำ เช่นส.ส. ส.ว. ตำรวจ ทหาร องค์กรอิสระ เช่นกกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจเอกชนฯลฯ ไม่ได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง และรวดเร็วเท่าที่ควร ตำรวจ ข้าราชการส.ส. ส.ว.ส่วนใหญ่ไปเข้าข้างรัฐบาล ทหารแทบไม่พูดไม่ทำอะไร องค์กรอิสระทำงานแบบรี ๆ รอ ๆ ชักช้า นักวิชาการและนักธุรกิจออกมาพูดบ้างแต่พูดอ้อมเกินไป พูดน้อยเกินไป ช้าเกินไป เมื่อคนอื่น ๆ ไม่ได้ตรวจสอบผลักดันชี้แนะทางออกของประเทศอย่างมีวุฒิภาวะเท่าที่ควร ปล่อยให้รัฐบาลทำอะไรทำตามใจชอบสุดโต่งมากไป กลุ่มพันธมิตรฯเลยประท้วงแบบสุดโต่งไปด้วย

เรื่องที่เกิดไปแล้วก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่ประชาชนที่ตื่นตัวรับรู้ปัญหาการเมืองควรจะทำต่อไป ค ือการจัดตั้งองค์กรประชาชน เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้ข้อมูลข่าวสาร รู้เท่าทันในเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจมากขึ้น และน่าจะต้องคิดถึงการผลักดันหรือสร้างพรรคการเมืองที่มีนโยบายก้าวหน้าเชิง ปฏิรูปเศรษฐกิจสังคม หรือสร้างการเมืองเศรษฐกิจสังคมใหม่อย่างแท้จริงมากขึ้น จะไปผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องปฏิรูปตนเองให้เป็นพรรคที่มีนโยบายก้าวห น้าและเป็นพรรคมวลชนมากกว่านี้ หรือจะสร้างพรรคใหม่ขึ้นมาเลย เช่นรวบรวมประชาชนที่ตื่นตัวมาทำพรรคการเมืองใหม่ เป็นเรื่องที่ควรจะต้องคิดต้องหาทางทำถ้าต้องการสร้างการเมืองใหม่ที่ดีกว่า การเมืองเก่าจริง ๆ

ประเทศไทยยังมีปัญหาการขาดภาวะผู้นำและสติปัญญาในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีมาก เราต้องการผู้นำใหม่ ๆ ที่ทั้งฉลาดและมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง จำเป็นต้องระดมความคิดและหาทางสร้างการเมืองใหม่ ซึ่งหมายรวมถึงเศรษฐกิจใหม่และสังคมใหม่อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมากกว่าที่ กลุ่มพันธมิตรฯได้เคยเสนอมา การเรียกร้องให้ประชาชนเลิกชุมนุมแล้วมาสมานฉันท์กันแบบลอย ๆ จะเป็นการมองปัญหาความเป็นจริงทางการเมืองแบบหน่อมแน้มเกินไป ต้อง มีแนวคิดและกลุ่มคนที่ก้าวหน้า กล้าผ่าตัดปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมให้เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ และพัฒนาได้ยั่งยืนอย่างแท้จริง จึงจะสามัคคีคนส่วนใหญ่ และนำพาประเทศไทยให้ไปรอดแบบประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 11 ธันวาคม 2551 09:49 น.

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: