RSS

บทที่ 1 (สภาวะการศึกษาปี 50-51)

25 ก.พ.

บทที่ 1

การเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย และความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

บทนี้ต้องการเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมซึ่งมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการจัดการศึกษาและโอกาสในการได้รับการศึกษาของประชาชน และถ้ามองย้อนกลับไป การจัดการศึกษาก็มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ การที่เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมของไทยยังมีปัญหาในหลายด้าน แสดงว่าเรายังจัดการศึกษาให้ประชาชนมีความฉลาดและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมได้ยังไม่ดีพอ

1.1 การเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทยช่วงปี 2550-ครึ่งแรกของปี 2551

การเมือง

การเมืองปี 2550 อยู่ภายใต้การบริการของรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฎิรูปการปกครองตั้งแต่เดือนตุลาคม 2549 คณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ หลายคนเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน รวมทั้งนายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ

คณะรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ ทำงานแบบ ข้าราชการประจำและรัฐบาลรักษาการ ไม่มีผลงานโดดเด่นที่มีผลกระทบก่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมมากนัก สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้ง ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและอดีตข้าราชการ(รวมทั้งทหาร ตำรวจ นักกฎหมาย อาจารย์มหาวิทยาลัย) มีบทบาทอยู่บ้างในการเสนอกฎหมายบางฉบับ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยในเดือนพฤษภาคม 2550 ให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรคไม่ให้ลงสมัครหรือดำรงตำแหน่งการเมืองใดได้เป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากผู้บริหารพรรคทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มีเนื้อหาบางส่วนที่ก้าวหน้า เช่น การให้สิทธิภาคประชาชนและองค์กรอิสระในการตรวจสอบและถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐที่ประพฤติมิชอบได้เพิ่มขึ้น แต่บางส่วนก็ให้อำนาจไปทางฝ่ายตุลาการค่อนข้างมาก เช่น ในเรื่องการคัดเลือกและร่วมเป็นคณะกรรมการองค์กรอิสระ และการเป็นผู้คัดเลือกวุฒิสมาชิกแบบคัดสรรครึ่งหนึ่งของวุฒิสภา

ในปลายปี 2550 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปออกเสียงในการทำประชามติว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ผลการลงประชามติ เสียงส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีการประกาศใช้ และมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ผลการเลือกตั้งทั่วไป ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ถูกยุบไปได้รับเลือกตั้งเข้ามามากที่สุด พวกเขาได้ร่วมมือกับพรรคอื่นๆ 5 พรรค จัดตั้งรัฐบาลขึ้นในต้นปี 2551 โดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (อดีตข้าราชการกระทรวงยุติธรรม) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา คณะรัฐมนตรีมาจากเครือญาติของนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไป สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอิทธิพลจากภูมิภาคต่างๆ และคนที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ไว้วางใจ

การที่คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่เป็นตัวแทนของกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่ถูกตัดสิทธิไม่ให้เล่นการเมือง 5 ปี และเป็นนักการเมืองจากท้องถิ่นที่ไม่ได้มีความรู้ความชำนาญในการบริหารกระทรวงนั้นๆ รวมทั้งการเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ที่ไม่ได้มียุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศที่เป็นเอกภาพ ทำให้คณะรัฐบาลชุดนี้แก้ปัญหาใหญ่ๆ เช่น ค่าครองชีพสูง อันเกิดจากราคาน้ำมันสูงขึ้น ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น แต่เกษตรขายข้าวได้ราคาต่ำฯลฯ ได้ผลน้อย และไปสนใจเรื่องเพื่อช่วยปกป้องอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและพวกพ้องมากกว่า เช่นการเตรียมยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยมุ่งเน้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และมาตรา 390 ซึ่งเป็นเรื่องการที่ศาลสามารถยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคที่ทำผิด และกระบวนการที่คตส. สอบสวนและยื่นฟ้องนักการเมืองที่มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล

ตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้จัดชุมนุมคัดค้านกรณีที่สส. พรรคพลังประชาชนเตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพวกพ้อง การชุมนุมประท้วงขยายไปสู่การตรวจสอบรัฐบาลในเรื่องอื่น ๆ เช่นเรื่องที่รัฐบาลไม่ดูแลการกระทำของรัฐมนตรีคนหนึ่งที่มีลักษณะเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องพฤติกรรมของรัฐมนตรีที่ส่อเค้าการทุจริตฉ้อฉลไม่ชอบมาพากลในเรื่องต่างๆ การประท้วงการตัดสินใจของรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีที่ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชายอมรับการขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของรัฐบาลกัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ขอมติจากรัฐสภา

การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในกรุงเทพฯ แบบตลอด 24 ชั่วโมงดำเนินไปอย่างยืดเยื้อ รวมทั้งมีการชุมนุมเป็นครั้งคราวในต่างจังหวัด ซึ่งบางแห่งถูกฝ่ายตรงกันข้ามรุมทำร้ายด้วย กระบวนการตรวจสอบและฟ้องร้องนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทำให้รัฐมนตรีถูกสถานะการณ์บีบให้ต้องลาออกไปหลายคน มีการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ และอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และภรรยาหลบหนีไปต่างประเทศไม่กลับมาสู้คดีความในเดือนสิงหาคม 2551 การขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งเป็น 2 ขั้วสุดโต่งระหว่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชาชนคงดำเนินต่อไปจนถึงขณะที่เขียนต้นฉบับอยู่นี้ ความขัดแย้งดังกล่าวคงมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนและประชาชนในทางใดทางหนึ่ง เช่นบางกลุ่มตื่นตัวทางการเมืองเข้าข้างหรือฟังข้อมูลจากกลุ่มพันธมิตรฯ มากขึ้น บางกลุ่มก็เลือกสนับสนุนฝ่ายรัฐบาล บางกลุ่มก็เฉย ๆ บางกลุ่มเบื่อหน่ายและหรือมีความเครียดต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีที่ขึ้นอยู่กับภาคธุรกิจเอกชนและเศรษฐกิจทุนนิยมโลกมากกว่าขึ้นอยู่กับภาครัฐบาล ดังนั้นแม้การเมืองไทยจะมีปัญหาความขัดแย้งรุนแรงตั้งแต่ปี 2549 จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีรัฐบาลเฉพาะกาลช่วงปลายปี 2549- ถึงปลายปี 2550 ที่เป็นรัฐบาลแบบรักษาการประคับประคองการบริหารบ้านเมืองตามระบบราชการไปวันๆ เศรษฐกิจไทยก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยการผลิตและการส่งออกของภาคธุรกิจเอกชน และการผลิต การบริโภคและการค้า ของประชาชนทั่วไป

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2550 เติบโตในอัตรา 4.8 %เนื่องมาจากการส่งออกยังเพิ่มขึ้นในอัตราสูงราว 7.1% แม้อุปสงค์ความต้องการภายในประเทศจะชลอตัวเนื่องจากปัญหาน้ำมันขึ้นราคาทำให้สินค้าต่างๆ มีราคาสูงขึ้นอย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจส่วนที่เติบโตนั้นส่วนใหญ่จะอยู่สาขาอุตสาหกรรม การค้าและบริการมากกว่าสาขาเกษตร และการเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้ประโยชน์กับผู้ส่งออก นักธุรกิจ พ่อค้าและคนรวยคนชั้นกลางบางกลุ่มมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมแห่งชาติ คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2551 คงเติบโตระหว่าง 4.5-5.51 แม้ว่าราคาน้ำมันและอาหารจะสูงขึ้น และอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจ และการค้าโลกจะชะลอตัวลง แต่เศรษฐกิจภาคเอกชนรวมทั้งการส่งออกยังคงไปได้ดี ราคาข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ที่สูงขึ้นน่าจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตามเนื่องจากโครงสร้างการผลิตและการค้าของสินค้าเกษตรของประเทศไทยในปัจจุบัน เกษตรกรต้องพึ่งพาน้ำมัน ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชและต้องเป็นหนี้มาก การค้าพืชผลเกษตรมีลักษณะผูกขาดกลุ่มและผ่านคนกลางหลายทอด ทำให้เกษตรกรไทยได้ประโยชน์จากราคาพืชผลเกษตรในตลาดโลกที่สูงขึ้นไม่มากนัก ขณะที่เกษตรกรกลุ่มที่ไม่มีข้าวพอกิน คนงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยซึ่งเป็นผู้บริโภคข้าว กลับเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายค่าข้าวและอาหารอื่นๆ เพิ่มขึ้น ปัญหาค่าครองชีพสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นจากปีทึ่แล้วมาก ทำให้ค่าเดินทาง ค่าขนส่งและสินค้าอื่น ๆ สูงตาม ดัชนีผู้บริโภคหรืออัตราเงินเฟ้อ 5 เดือนแรกในปี 2551 เฉลี่ยอยู่ที่ 5.8% และในเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนถึง 8.9%1

ภาวะเงินเฟ้อของแพงในปี2551 มีผลกระทบต่อผู้มีรายได้ปานกลาง และรายได้น้อยมากที่สุด เพราะพวกเขาต้องใช้จ่ายด้านอาหารเป็นสัดส่วนต่อรายได้สูง คนในเมือง(และชานเมือง)มีค่าใช้จ่ายเดินทางเพิ่มมากขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อมีผลกระทบต่อการศึกษาในแง่ที่ว่า ค่าใช้จ่ายในการส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือที่ไม่ใช่ค่าเล่าเรียน เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าเสื้อผ้าเครื่องใช้ไม้สอยซึ่งปรกติมีสัดส่วนสูงอยู่แล้วยิ่งเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนค่าเล่าเรียนที่แม้รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 จะกำหนดให้คนไทยมีสิทธิได้เรียนฟรี 12 ปี แต่ในทางปฏิบัติสำหรับโรงเรียนในเมืองที่มีคุณภาพสูงกว่าโรงเรียนนอกเมืองก็มักจะเรียกเก็บค่าบำรุงพิเศษค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับรายได้ของผู้ปกครองกลุ่มใหญ่ที่มีรายได้ปานกลาง และรายได้น้อย ส่วนโครงการให้เงินกู้เรียนซึ่งเริ่มให้ชั้นมัธยมปลายถึงอุดมศึกษาก็มีไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง และเท่ากับเป็นสร้างภาระหนี้สินให้กับผู้มีรายได้น้อยเมื่อเทียบกับผู้มีรายได้สูงที่ไม่จำเป็นต้องกู้เพื่อการศึกษา

การกระจายรายได้และการเป็นหนี้ของประชาชน

การที่เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมในช่วงปี 2550-2551โตราวปีละ 5% ไม่ได้แปลว่าคนไทยจะรวยขึ้น 5% เท่ากัน เพราะอัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าทั้งปี 2551 น่าจะอยู่ระหว่าง 7-10% จะทำให้รายได้ที่แท้จริงที่ประชาชนสามารถใช้ซื้อสินค้าและบริการได้ต่ำกว่ารายได้ที่เป็นตัวเงินถึงขั้นติดลบ กล่าวคือ ผู้ที่มีรายได้เพิ่มขึ้นต่ำกว่า 5% จะใช้รายได้ดังกล่าวซื้อสินค้าและบริการได้ลดลงจากปีที่แล้ว โครงสร้างการกระจายรายได้ในหมู่ประชาชนกลุ่มต่างๆ ของประเทศไทยที่มีความเลื่อมล้ำต่ำสูงต่างกันมากอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่เดือดร้อนจากปัญหาของแพงเพิ่มขึ้น

ในปี 2550 ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายได้ต่อคนต่อเดือนสูงสุด 20% แรกมีสัดส่วนในรายได้สูงถึง 49.2% ของรายได้ของครัวเรือนทั้งประเทศ ขณะที่ครัวเรือนกลุ่มที่มีรายต่ำสุด 20% สุดท้ายมีสัดส่วนในรายได้เพียง 5.7% 2 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นแล้วประเทศไทยมีการกระจายรายได้ที่ไม่เสมอภาคมาก คือ คนส่วนน้อยรวยมากไป คนจนจนมากไป นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รวมทั้งเรื่องพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย เพราะทำให้ผู้มีรายได้น้อยและคนจนพลาดโอกาสที่จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างยุติธรรม และพลาดโอกาสที่จะได้ก้าวพ้นความยากจนและพัฒนาฐานะทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเทียบกับประชาชนในประเทศพัฒนาและค่อนข้างพัฒนาอื่น ๆ

แม้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจในรอบ 6 ปี ที่ผ่านมาที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตพอสมควร แต่ประชาชนส่วนใหญ่มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นสูงกว่ารายได้ และครัวเรือนมากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ ซึ่งเป็นภาระที่ประชาชนจะต้องจ่ายคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อไป ประชาชนไทยมีหนี้สินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 55.1 ของครัวเรือนทั้งประเทศในปี 2545 เป็นร้อยละ 63.3 ของครัวเรือนทั้งประเทศในปี 2550 จำนวนเงินที่เป็นหนี้โดยเฉลี่ยเพิ่มจากครัวเรือนละ 82,405 เป็น 116,684 บาทในช่วงระยะเวลาเดียวกัน3 เหตุผลของการเป็นหนี้ส่วนใหญ่คือหนี้เพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค รองลงมาคือใช้ในการซื้อบ้านที่ดิน การทำเกษตร ธุรกิจอื่นๆ และใช้เพื่อการศึกษา

การพัฒนาเศรษฐกิจที่ภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการในเมืองเติบโตมากกว่าชนบท ทำให้แรงงานอพยพการย้ายถิ่น และการย้ายสถานศึกษามีมาก ประชากรที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ทำให้โรงเรียนในชนบทมีนักเรียนลดลง มีงบประมาณครูและคุณภาพการสอน การเรียนลดลงไปด้วย บางโรงเรียนก็มีปัญหานักเรียนจากเชื้อชาติ ภาษาและวัฒนธรรมที่ต่างไปเข้ามาเรียนด้วยเพิ่มขึ้น

เศรษฐกิจและสังคม-การพัฒนาคนและชุมชน

การพัฒนาคนและชุมชนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาอย่างสำคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเรายังจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาคนและชุมชนได้ไม่ดีเพียงพอ ขณะเดียวกันปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งทำให้การจัดการศึกษาทำให้ดีได้ยากขึ้น ผู้บริหารการศึกษาครูอาจารย์ต้องตระหนักถึงปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมด้วย จึงจะสามารถคิดและจัดการศึกษาได้อย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น

การประชุมสัมนาเรื่อง หนทางสร้างสุขของคนในชุมชนและสังคมไทยที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในปี 2550 4มีข้อสรุปเรื่องการพัฒนาคนและชุมชนที่น่าสนใจ คือ

หากวัดระดับความอยู่ดีมีสุขของคนไทยโดยจำแนกตามองค์ประกอบทั้ง 6 ด้าน ณ ปี 2549 พบว่า ไม่มีองค์ประกอบด้านใดอยู่ในระดับดีมาก หรือระดับดีเลย ซึ่งควรจะต้องปรับปรุงให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่ดีขึ้น โดยเฉพาะประเด็นดังต่อไปนี้ คือ

(1) การมีสุขภาวะที่ดี ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การมีสติปัญญาใฝ่รู้ มีคุณธรรมจริยธรรม คนไทยยังมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและตายด้วยโรคที่ป้องกันได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานเพิ่มขึ้น ทำให้เด็กไทย (โดยเฉพาะวัยประถมศึกษา) มีแนวโน้มป่วยเป็นโรคอ้วนหรือมีภาวะโภชนาเกินมากขึ้น เนื่องมาจากพฤติกรรมการเลี้ยงดู พฤติกรรมการบริโภคและพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ขาดการออกกำลังกาย

การให้บริการการศึกษาประชาชนทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศเอเชียอื่นๆ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนโดยเฉลี่ยทั้งประเทศมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ผ่านร้อยละ 50 สถานศึกษาที่ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานของสถานศึกษามีน้อย ภาครัฐยังคงผูกขาดการจัดการศึกษา รวมทั้งไม่มีแผนการผลิตกำลังคนในสาขาต่างๆ ที่ชัดเจน ขณะที่ประชาชนและตัวผู้เรียนให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรมากกว่าคุณภาพและความรู้ความสามารถที่จะได้รับ โอกาสของประชาชนในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีพยังมีค่อนข้างจำกัด

(2) ครอบครัวอบอุ่น การที่พ่อแม่ต้องเน้นการทำงานหาเงินแบบเคร่งเครียดทำให้มีเวลาที่จะให้กับครอบครัวอย่างมีคุณภาพลดลง รวมทั้งขาดสัมพันธภาพที่ดี มีอัตราหย่าร้างแยกกันอยู่สูงขึ้น ครอบครัวที่มีแม่เป็นผู้ดูแลลูกอยู่คนเดียวหรือฝากไปให้ปู่ย่าหรือตายาเลี้ยงเพิ่มขึ้น มีเด็กถูกทอดทิ้งอัตรา 48.5 คน และผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง 7.5 คนต่อประชากรแสนคน จำนวนเด็กและเยาวชนกระทำผิดถูกจับกุมและคุมขังในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี

(3) ชุมชนเข้มแข็ง ดัชนีความเข้มแข็งของชุมชนต่ำสุดใน 6 องค์ประกอบที่ใช้วัดความอยู่ดีมีสุขของคนไทย ชุมชนพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจได้น้อย ต้องพึ่งระบบทุนภายนอกมาก การดำเนินงานขององค์กรชุมชนยังไม่เข้มแข็งเพียงพอที่จะสนับสนุนให้ชุมชนเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ องค์กรชุมชนร้อยละ 63 ยังไม่มีความมั่นคงทางการเงิน ขณะที่มีหมู่บ้านประมาณร้อยละ 60 ยังขาดการเรียนรู้หรือมีการจัดการความรู้โดยชุมชน มีหมู่บ้านมากกว่าร้อยละ 50 ยังไม่สามารถจัดระบบสวัสดิการต่างๆ ให้ประชาชนหรือสมาชิกภายในหมู่บ้านได้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐซึ่งมีให้แบบจำกัด

(4) เศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเป็นธรรม แรงงานไทยมีอัตราการว่างงานต่ำเพียงร้อยละ 1.4 ในปี 2549 และร้อยละ 1.6 ในปี 2550 ส่งผลให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น และจำนวนคนจนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือรายได้พอยังชีพลดลงจากปีก่อน ๆ หน้านี้ แต่ครัวเรือนมากกว่าครึ่งหนึ่งของครัวเรือนเป็นหนี้ และจำนวนเงินกู้หนี้เพิ่มขึ้น กำลังแรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 60 ของกำลังแรงงานที่มีงานทำทั้งหมดเป็นแรงงานนอกระบบ ยังเข้าไม่ถึงระบบการประกันทางสังคมของรัฐ การกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มชนต่างๆ มีความไม่เป็นธรรมสูง

(5) สภาพแวดล้อมระบบนิเวศที่สมดุล และความปลอดภัย มีการเสื่อมลงของทรัพยากร สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ และทางสังคมวัฒนธรรม การแพร่ระบาดของอาชญากรรมและยาเสพติดยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลต่อความอยู่เย็นเป็นสุขของคนในสังคม ช่วงปี 2544-2549 จำนวนคดียาเสพติดที่ได้รับแจ้งเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 23 ต่อปี คดีอาชญากรรมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 13 ต่อปี ที่น่าห่วงคือ เกิดในหมู่วัยรุ่นและเยาวชนเป็นสัดส่วนต่อประชากรที่ทำผิดทั้งประเทศเพิ่มขึ้น

(6) สังคมประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล และความสมานฉันท์ในสังคม คนในสังคมไทยยังขาดการศึกษาที่มีคุณภาพ มีการพัฒนาคนทั้งด้านปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อสังคม การตระหนักและมีส่วนร่วมในการสร้างความสมานฉันท์ให้แก่สังคมน้อย การเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นและเคารพกฎระเบียบของสังคมอยู่ในระดับต่ำ มีปัญหาทุจริตฉ้อฉล และการหาผลประโยชน์ทับซ้อนมาก ในช่วงปี 2544-2549 จำนวนเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 12.7 ต่อปี สถิติอาชญากรรมความรุนแรงเพิ่มขึ้น จำนวนคนทำผิดวินัยจราจรเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 1.5 ต่อปี และมีเหตุการณ์รุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเมืองตั้งแต่ปี 2549 มีวิกฤติขัดแย้งแบบ 2 ขั้วอย่างรุนแรง สภาพทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันของคนในชุมชนและสังคมไทย

สภาวะสังคม

รายงานสภาวะสังคมในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2551 โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ5 มีประเด็นที่สำคัญ คือ

แรงงานมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น อัตราว่างงานอยู่ในระดับต่ำที่ 1.6% ผู้สูงอายุเกิน 60 ปี มีส่วนร่วมในการทำงานสูงขึ้น ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร และมีระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพในภาคเกษตรเป็นไปได้ยาก แรงงานโดยรวมย้ายไปทำงานนอกภาคเกษตรสูงขึ้น ครัวเรือนที่มีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ และต้องเป็นหนี้สินยังมีสัดส่วนต่อครัวเรือนทั้งประเทศสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนงานทั่วไปซึ่งเป็นกลุ่มมีรายได้น้อย แต่นิยมบริโภคแบบผ่อนส่งและเป็นหนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะค่าตอบแทนแรงงานที่แท้จริงในหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้างและค้าปลีกเมื่อปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว เพิ่มขึ้นน้อยกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพแรงงาน

สารเคมีทางการเกษตรเป็นภัยคุมคามต่อสุขภาพคนไทยเพิ่มขึ้น ปี 2550 มีการนำเข้าปุ๋ยเคมีเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 25% และนำเข้าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น 21.5% ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนโดยทั่วไปลดลง เนื่องจากปัญหายาเสพติดและความยากจนทวีความรุนแรงมากขึ้น จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังจำนวน โรคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคมือเท้าปากและไข้เลือดออก สำหรับโรคเรื้อรังที่มาจากพฤติกรรมสูบบุหรี่และดื่มแอลกฮอลสูงขึ้น การเกิดอุบัติเหตุทางบกมีมูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นสูงขึ้น คนทั้งประเทศยังออกกำลังกายน้อย รู้จักการป้องกันสุขภาพตัวเองน้อย

สภาพแวดล้อมที่มีมลภาวะยังเป็นปัญหา ทั้งคุณภาพอากาศที่มีฝุ่นขนาดเล็กและก๊าซที่เป็นพิษสูงในหลายพื้นที่ในกรุงเทพ สมุทรสาคร นนทบุรี และสระบุรี ปัญหาระดับเสียงรบกวนในเมืองใหญ่ที่เกิดขึ้น เนื่องจากมีการใช้รถยนต์และรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น ขยะในเขตเมืองเพิ่มขึ้น แหล่งน้ำมีคุณภาพดีลดลง เกิดไฟป่า การเผาไหม้และการปล่อยควันอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น

ด้านคุณภาพการศึกษาของเด็ก ผลการประเมินความรู้เพิ่มทักษะของนักเรียนกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปของประเทศกลุ่ม OECD และประเทศที่พัฒนาปานกลางรวมทั้งไทย ในช่วงปี 2543-2549 ปรากฎว่าคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การอ่านได้ต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกประเทศรวมกัน และได้ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียหลายประเทศ รวมทั้งยังได้คะแนนเฉลี่ยลดลงจากปีก่อน ๆ อย่างต่อเนื่อง ผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(O-NET) ระดับป.6 และม.6 คะแนนวิชาหลักส่วนใหญ่ของนักเรียนสอบได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน คือต่ำกว่า 50% โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในระดับม.6 ส่วนระดับ ป.6 นั้น ภาษาไทยได้คะแนนเฉลี่ยต่ำที่สุด

เด็กและเยาวชนมีกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ยาเสพติด ชีวิตและร่างกายเพิ่มขึ้น รวมทั้งการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอลสูงขึ้น นอกจากรายงานฉบับนี้แล้ว โครงการCHILDWATCH ซึ่งทำวิจัยติดตามสภาวะการณ์เด็กและเยาวชนยังพบว่าเด็กและเยาวชนไทยมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสังคมด้านต่างๆ เช่น การพนัน หมกหมุ่นมั่วสุมเรื่องเพศ ขายบริการเพศ การทะเลาะวิวาท การประสบอุบัติเหตุจากการขับขี่จักรยานยนต์ ฯลฯ เพิ่มขึ้นอย่างน่าห่วงใยด้วย6

1.2 เปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยกับประเทศอื่น

การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ โดยองค์กรทางธุรกิจระหว่างชาติ เช่น สถาบันเพื่อการพัฒนาการจัดการ(Institute for Management Development :IMD) และ World Economic Forum เน้นการใช้ดัชนีชี้วัดในเรื่องความสามารถของประเทศในการบริหารจัดการความสามารถและทักษะความชำนาญต่างๆ ในการปรับตัวเพื่อรับตลาดเสรี หรือเพื่อแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่หรือประเทศรายได้ปานกลาง เช่น ไทย ซึ่งส่วนหนึ่งจะวัดจากดัชนีทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยถูกจัดอันดับสมรรถนะหรือความสามารถในการแข่งขันอยู่กลางๆ ค่อนไปทางท้าย โดยเปรียบเทียบแล้วอยู่ต่ำกว่าสิงค์โปร ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฮ่องกง มาเลเซีย การจัดลำดับประเทศไทย โดย IMD ในปี ค.. 2007 (..2550) ให้ไทยอยู่อันดับที่ 33 จาก 55 ประเทศ7 ส่วน World Economic forum จัดอันดับปี ค.. 2007-2008(..2550-2551) ให้ไทยอยู่อันดับที่ 28 เท่ากับปีก่อนหน้านั้น

IMD จะวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 ด้านและนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวม สำหรับไทยได้คะแนนด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจดีที่สุด รองลงมาคือสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาครัฐ และสมรรถนะด้านประสิทธิภาพภาคธุรกิจตามลำดับ โดยมีสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยได้คะแนนต่ำหรือถือเป็นจุดอ่อนที่สุด[1]

เฉพาะอันดับความสามารถในด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยใน พ.. 2550 อยู่ในอันดับที่ 48 (จาก 55 ประเทศ) และในช่วง 4 ปี อันดับสมรรถนะด้านโครงสร้างพื้นฐานของไทยอยู่ในกลุ่มล่างของประเทศที่ประเมินตลอด โดยคะแนนที่ได้รับได้ต่ำกว่าครึ่งและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องด้วย

กลุ่มโครงสร้างด้านวิทยาศาสตร์เป็นจุดอ่อนที่สุด รองลงมาคือโครงสร้างเทคโนโลยี สุขภาพและสภาพแวดล้อม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป ตามลำดับ ทั้งนี้ เกณฑ์ที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดคือ การลงทุนด้านสุขภาพเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จำนวนบุคลากรด้านการแพทย์น้อย การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ และผู้ใช้อินเตอร์เน็ตน้อย แต่ประเทศไทยยังคงมีจุดแข็งในเรื่องอัตราการพึ่งพิงของประชากร (มีแรงงานเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับเด็กและผู้สูงอายุ) และต้นทุนอินเตอร์เน็ตต่ำ จุดแข็งเรื่องอัตราการพึ่งพาของประชากรจะค่อย ๆ ลดลง เพราะประเทศไทยกำลังจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

สมรรถนะการศึกษาไทย

สมรรถนะด้านการศึกษาในภาพรวมของไทย ระหว่างพ.. 2547 – 2550 อยู่ในอันดับที่ 48, 46, 48 และ 46 จากจำนวน 60, 60, 61 และ 55 ประเทศตามลำดับ ในพ.. 2550 การศึกษาไทยยังคงมีอันดับต่ำกว่า 45 ประเทศ และเหนือกว่าเพียง 9 ประเทศ

โอกาส ความเสมอภาค และความทั่วถึงทางการศึกษา อัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาอยู่ในกลุ่มล่างและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาจัดอันดับ 55 ประเทศ และไทยมีปัญหาในเรื่องโอกาสการเข้ารับการศึกษาอย่างเสมอภาคในเชิงพื้นที่ แม้อัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาของไทยในปี 2550 จะเท่ากับปีก่อน ๆ แต่อันดับสมรรถนะการศึกษาเทียบกับประเทศอื่นกลับลดลง เนื่องจากอัตราการเพิ่มของอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาในประเทศอื่น ๆ เพิ่มได้มากและรวดเร็วกว่าอัตราการเพิ่มของไทย

อัตราการไม่รู้หนังสือของวัยผู้ใหญ่ของไทยอยู่ที่ร้อยละ 7.4 อยู่ในอันดับที่ 43 ของกลุ่มประเทศที่ถูกนำมาจัดอันดับ 55 ประเทศ

คุณภาพการศึกษา

ผลการประเมินวิชาคณิตศาสตร์และวิชาวิทยาศาสตร์ในโครงการ Program for International Student Assessment (PISA) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทยโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และทักษะการอ่าน ดัชนีชี้วัดของ IMD ด้าน ผลสัมฤทธิ์ของการอุดมศึกษาการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันของมหาวิทยาลัยไทยอยู่ในอันดับที่ 39 คืออยู่ในกลุ่มล่างที่ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทุกประเทศรวมกัน

ผู้วิเคราะห์รายงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เรื่อง สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล พ.. 2550 ได้ให้ข้อสังเกตในด้านคุณภาพการศึกษาที่น่าสนใจ คือ

1) อัตราส่วนนักเรียนต่อครูของไทยอยู่อันดับที่ 43 คืออยู่ในกลุ่มล่าง แต่ถ้าเทียบกับสิงคโปร์ (อันดับที่ 47) และเกาหลี (อันดับที่ 52) ปรากฎว่าครูของ 2 ประเทศนี้ต้องรับภาระในการดูแลนักเรียนมากกว่าครูของหลายประเทศ แต่นักเรียนของ 2 ประเทศนี้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนค่อนข้างสูง

2) ประเทศส่วนใหญ่ มีอัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาแตกต่างกัน ในลักษณะที่ครูระดับมัธยมศึกษาจะรับภาระนักเรียนน้อยกว่า ในขณะที่ประเทศไทยกลับมีลักษณะแตกต่างออกไป โดยครูระดับมัธยมศึกษาจะรับภาระนักเรียนพอ ๆ กับระดับประถมศึกษา ซึ่งแสดงว่าครูมัธยมไทย ต้องทำงานหนักกว่าครูมัธยมประเทศอื่นและอาจทำให้การศึกษาระดับมัธยมมีประสิทธิภาพน้อยกว่าประเทศอื่น

3) การกระจายตัวของอัตราส่วนนักเรียนต่อห้องในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยมีลักษณะที่แตกต่างกันมากระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา ดังนั้น แม้อัตราส่วนนักเรียนต่อครูทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาของไทยในภาพรวมทั้งประเทศจะค่อนข้างดี แต่ในสภาพความเป็นจริง พบว่า ยังมีปัญหาขาดแคลนครู อาจารย์ในทุกระดับ/ประเภท ทั้งตามสาขาวิชาและตามพื้นที่ ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพในลักษณะต่าง ๆ รวมไปถึงการมีครูไม่ครบชั้นในโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ซึ่งส่งผลต่อผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

4) การพิจารณาคุณภาพการศึกษานั้น ไม่สามารถพิจารณาเฉพาะอัตราส่วนนักเรียนต่อครูเนื่องจากมีดัชนีที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมอีกเช่น ภาระงานของครู ซึ่งพบว่าครูไทยจำนวนมากที่ต้องทำหน้าที่อื่นนอกเหนือจากการเป็นครูผู้สอน ได้แก่ การทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร และงานธุรการ นอกจากนี้ครูส่วนใหญ่ทำการสอนมากกว่า 1 สาระการเรียนรู้ (มีจำนวนมากที่สอนสาขาวิชาที่ไม่ตรงกับวุฒิของสาขาวิชาที่เรียนจบมา)

ประสิทธิภาพการศึกษา

สมรรถนะการถ่ายโอนความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจของไทยไม่ดีนัก งบประมาณที่ไทยลงทุนเพื่อการศึกษาค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศและงบประมาณแผ่นดิน แต่ส่วนใหญ่ใช้เป็นงบประมาณด้านบุคลากร ในขณะที่งบลงทุนเพื่อพัฒนามีสัดส่วนค่อนข้างน้อย ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในส่วนที่มุ่งยกระดับความสามารถของผู้เรียนโดยตรงมีค่อนข้างน้อย

การลงทุนเพื่อการศึกษาเป็นภาระของรัฐถึงร้อยละ 75.5 ในขณะที่ภาคเอกชนมีส่วนร่วมค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาจากภาคเอกชนและสังคม[2]

สรุป

ประเด็นหลักๆ ที่เป็นจุดอ่อนของไทยจากการวิเคราะห์ของ IMD และ WORLD ECONOMIC FORUM สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารโลก คือ ไทยยังจัดการศึกษาฝึกอบรมแรงงานให้มีความรู้ความสามารถตอบสนองความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะแรงงานระดับกลาง เช่น มัธยมปลายทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา ยังขาดแคลนและยังมีคุณภาพต่ำ แรงงานอุดมศึกษาเติบโตเชิงปริมาณ แต่มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ บัณฑิตส่วนใหญ่ยังคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เป็น เรียนแต่ท่องจำตามตำรา ไม่สามารถพัฒนาเป็นแรงงานที่มีฝีมือได้มากเท่าที่ควร


1 ธนาคารโลก ตามติดเศรษฐกิจไทย เมษายน 2551.http://www.worldbank.or.th

2 สำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย พ..2550 http://www.nso.go.th

3 เล่มเดียวกัน

4 WWW.NESDB.GO.TH

5 WWW.NESDB.GO.TH

6WWW.CHILDWATCHTHAI.COM

ดร.จุฬาภรณ์ มาเสถียรวงศ์ เด็กไทยบนทางสามแพร่ง บทสังเคราะห์ กรณีศึกษา เด็กและเยาวชนระดับจังหวัดในโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด สถาบันรามจิตติ สกว.2550

7 IMD WORLD COMPETITIVENESS YEARBOOK 2008

[1] สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล พ.ศ.2550 สมศ.2551

[2] เล่มเดียวกัน

Advertisements
 

One response to “บทที่ 1 (สภาวะการศึกษาปี 50-51)

  1. ภัทรษมน

    กุมภาพันธ์ 25, 2009 at 9:41 pm

    โดนใจบทสรุปมากค่ะ วิเคราะห์ได้ตรงเผงค่ะ

    กรณีเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาล ว่าแต่จะมีแนวโน้มเพิ่มบุคคลากรเชิงปริมาณ หรือ

    คุณภาพนะคะอาจารย์ เพราะต้นทุนสูงเหลือเกิน…

    ยังงัยอยากฝากรัฐบาลอย่าลืมมาตรฐานการศึกษาไทยด้วยนะคะ เด็กไทยคิด

    วิเคราะห์เชิงบูรณาการกันได้น้อยเหลือเกิน หากทิศทางการเติบโตได้แต่เชิง

    ปริมาณล่ะก็ แน่นอนค่ะปัญหาเศรษฐกิจและคนว่างงานตามมาเป็นทวีคูณอีก

    ขอบพระคุณอาจารย์วิทยากร สำหรับข้อมูลบูรณาการที่เป็นประโยชน์นะคะ
    ภัทรษมน

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: