RSS

บทที่ 3 ปัญหาความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษา

27 ก.พ.


s

บทที่ 3 ปัญหาความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษา

บทนี้เสนอรายงานและการวิเคราะห์เรื่อง ความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษาแบบทางการของภูมิภาค จังหวัดและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ โดยสรุปวิเคราะห์จากสถิติการสำรวจประเมินและงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาฉบับต่าง ๆ มีทั้งเปรียบเทียบกับต่างประเทศและการวิจัยเรื่องการจัดสรรงบประมาณ กำลังคน และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากการสอบระดับชาติของนักเรียนจากเขตพื้นที่การศึกษาที่มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด


สภาพความจริงที่ยังมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาน้อย

ถ้าเราดูจากรัฐธรรมนูญ (เช่น ปี 2540, 2550) กฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา นโยบายรัฐบาลชุดต่าง ๆ สถิติจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นในรอบ 4-5 ปีที่ผ่านมา เรามักจะคิดว่าประชาชนไทยในยุคปัจจุบันน่าจะมีโอกาสได้รับการศึกษาที่เสมอภาคกัน อย่างน้อยก็ในระดับการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี(ถึงมัธยมต้น) บางคนก็คิดว่านโยบายเรียนฟรี 12 ปี (ถึงมัธยมปลาย) จะทำให้เด็กทั้งประเทศรวมทั้งเด็กจากครอบครัวยากจนมีโอกาสได้เรียนชั้นมัธยมปลายเป็นสัดส่วนต่อประชากรวัยเดียวกันเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริง เด็กจากครอบครัวที่ยากจนทั้งในชนบทและในเมืองมีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าและมักจะมีคุณภาพต่ำกว่าเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่าอย่างสำคัญ ปัญหาความยากจน, การไม่สามารถเรียนได้ดี และปัญหาสภาพแวดล้อมอื่น ๆ ทำให้เด็กจากครอบครัวยากจนมักจะออกกลางคัน หรือจบแค่ชั้นประถมหก บางส่วนจบแค่ชั้นมัธยมสาม ไม่ได้เรียนต่อในระดับสูงกว่านั้น

ปัญหาความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาได้รับการยืนยันจากสถิติ การสำรวจและการวิจัยทางเศรษฐศาสตร์การศึกษาจำนวนมาก ดังจะยกตัวอย่างเท่าที่ผู้วิจัยค้นได้ล่าสุดดังต่อไปนี้

3.1 นักเรียนที่ต้องออกกลางคัน

ผลการสำรวจข้อมูลนักเรียนออกกลางคันปี 2550 ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายในสถานศึกษาสังกัด 178 เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 1พบว่ามีนักเรียนออกกลางคัน จำนวน 119,626 คน หรือ 1.4% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 8,513,828 คน โดยน่าสังเกตว่านักเรียนที่ออกกลางคันเป็นนักเรียนชายมากกว่านักเรียนหญิง คือเป็นนักเรียนชาย จำนวน 69,244 คน และนักเรียนหญิง จำนวน 50,382 คน

ผู้ที่ออกกลางคันไม่ได้เรียนต่อแยกตามสาเหตุได้ตามลำดับดังนี้ ฐานะยากจน 39,700 คน กรณีอื่น ๆ 30,474 คน อพยพตามผู้ปกครอง 18,133 คน มีปัญหาครอบครัว 12,600 คน มีปัญหาในการปรับตัว 7,403 คน หาเลี้ยงครอบครัว 5,114 คน สมรส 4,898 คน เจ็บป่วย/เกิดอุบัติเหตุ 1,052 คน ต้องคดี/ถูกจับ 252 คน

เมื่อแยกจำนวนนักเรียนที่ออกกลางคันตามระดับชั้น ในระดับอนุบาล 1 ถึงป.6 มีนักเรียนออกกลางคันอยู่ระหว่างระดับชั้นละ 4,300 – 7,400 คน และมีจำนวนเพิ่มขึ้นในระดับมัธยมต้น คือ ม.1 จำนวน 13,774 คน ม.2 จำนวน 18,158 คน ม.3 จำนวน 20,069 คน ในชั้นมัธยมปลาย จำนวนค่อยลดลง คือ ม.4 จำนวน 10,833 คน ม.5 จำนวน 6,917 คน และม.6 จำนวน 4,672 คน

เมื่อแยกจำนวนนักเรียนที่ออกกลางคันตามเขตพื้นที่การศึกษา พบว่าสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มีนักเรียนออกกลางคันมากที่สุด ส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดทางภาคอีสานที่ยากจน เช่น สุรินทร์ อุดรธานี ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ดฯลฯ และบางจังหวัดในภาคเหนือ เช่น เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ เขต 3 นอกจากนั้นก็มีจังหวัด เพชรบุรี สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี ปทุมธานี กระบี่

สาเหตุของปัญหา สาเหตุที่ทำให้เด็กจากครอบครัวยากจนไม่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงข้อแรก คือ นโยบายเรียนฟรี 12 ปี ไม่ได้เรียนฟรีจริงและไม่ได้ช่วยคนจนได้จริง เนื่องจากรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไว้ไม่พอเพียง โรงเรียนขนาดใหญ่หลายแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนในเมืองที่มีชื่อเสียงเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งการส่งลูกหลานไปเรียนหนังสือยังมีค่าใช้จ่ายอื่นนอกจากค่าเล่าเรียน ทั้งค่าเดินทาง ค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ รวมทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก(สำหรับบางคน) ค่าเสื้อผ้า ค่าเสียโอกาสในการทำงาน ทำให้คนจนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายการศึกษาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของพวกเขา และคนจนไม่สามารถลงทุนทางการศึกษาแข่งขันกับคนชั้นกลางและคนรวยได้อย่างเท่าเทียม ทั้งคนจนที่ต้องอพยพโยกย้ายที่ทำงานบ่อย เช่น แรงงานก่อสร้าง ก็มักจะทำให้ลูกไม่ค่อยได้เรียนอย่างต่อเนื่อง

สาเหตุข้อต่อมา คือ การจัดสรรงบประมาณและการกระจายครูอาจารย์สู่สถานศึกษาต่าง ๆ ของรัฐบาลมีความไม่เป็นธรรมสูง เอื้อต่อโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองมากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท ทำให้โรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกัน ทั้งการจัดสรรงบประมาณก็เอื้อต่อการศึกษาระดับสูง(มัธยมปลายและอุดมศึกษา) ซึ่งคนรวยและคนชั้นกลางมีโอกาสสอบแข่งขันไปเรียนต่อระดับสูงได้มากกว่าคนจน

3.2 ความเสมอภาคและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายทางการศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น

การวิจัยเรื่องความเสมอภาคและประสิทธิภาพของการใช้จ่ายทางการศึกษาของประเทศไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ โดยโครงการความร่วมมือระหว่างธนาคารโลกและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา 2พบว่าประเทศไทยจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาให้การมัธยมศึกษา 20% ของงบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น (ยกเว้นฟิลิปปินส์) ที่จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาระดับมัธยมศึกษาประมาณ 34-47% ของงบประมาณการศึกษาทั้งสิ้น

นอกจากนั้นการวิจัยยังพบว่า งบประมาณทางการศึกษาที่จัดสรรให้จังหวัดที่ยากจนได้รับงบประมาณต่อหัวต่ำกว่าจังหวัดที่รวย ส่วนการจัดสรรงบประมาณตรงให้แก่เขตพื้นที่การศึกษาพบว่าเขตที่ได้รับงบประมาณสูงสุดคือ สิงห์บุรี สมุทรปราการ เพชรบุรี เขต 1 และลพบุรี เขต 1 ส่วนเขตที่ได้รับงบประมาณน้อยที่สุดคือ นครพนม เขต 2 ตาก เขต 2 กาญจนบุรี เขต 3 และสุรินทร์ เขต 3

ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาภาคครัวเรือนเอกชน จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าถ้าเฉลี่ยทั้งประเทศแล้วมีอัตราส่วนเพียงเล็กน้อย ประมาณ 1.13 – 2.7% เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนจ่ายเพื่อการอื่น แต่ถ้าเทียบส่วนที่ครัวเรือนต้องจ่ายต่อค่าใช้จ่ายการศึกษาทั้งหมด ก็อยู่ในอัตราสูงพอสมควร โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายส่วนที่เป็นเงินติดกระเป๋า (pocketmoney) ที่ผู้ปกครองให้กับนักเรียนไปโรงเรียนจะมีสัดส่วนราว 40% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาภาคครัวเรือนทั้งประเทศ โดยเฉพาะครัวเรือนในกรุงเทพและปริมณฑลมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้มากที่สุด

เปรียบเทียบครัวเรือนที่ยากจนกับครัวเรือนที่ร่ำรวย ครัวเรือนที่ยากจนจะจ่ายเงินติดกระเป๋าให้นักเรียนไปโรงเรียนคิดเป็นสัดส่วนราว 57% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งสิ้นของครัวเรือน ขณะที่ครัวเรือนที่ร่ำรวยจ่ายในส่วนนี้ประมาณ 24% ของค่าใช้จ่ายทางการศึกษาทั้งสิ้น แต่เมื่อคิดเป็นจำนวนเงินออกมาแล้ว ครัวเรือนที่ยากจนจ่ายเพื่อการศึกษาน้อยกว่าครัวเรือนที่ร่ำรวย เพราะมีความสามารถในการจ่ายน้อยกว่า และสิ่งนี้น่าจะมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนที่แตกต่างกันด้วย

เกือบ 3% ของเด็กที่มีอายุระหว่าง 6-14 ปี ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาภาคบังคับทั้งในปี 2543 และ 2545 เมื่อแยกดูข้อมูลเฉพาะของครัวเรือนที่ยากจน ยังพบว่าอัตราการไม่เข้าเรียนของเด็กในครัวเรือนเหล่านี้แตกต่างกันไปตามพื้นที่ เช่น ภาคเหนือมีสัดส่วน 6.64% ของเด็กกลุ่มอายุ 6-14 ปี ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้มีอัตราการไม่เข้าเรียนของเด็กครัวเรือนยากจน 3.45% และ 5.29% ตามลำดับ

เปรียบเทียบการอุดหนุนต่อหน่วยตามระดับการศึกษา ระดับการอุดมศึกษาได้รับการอุดหนุนเป็น 3 เท่าของระดับก่อนประถมและประถมศึกษา และการอุดหนุนต่อหน่วยในระดับมัธยมศึกษาสูงกว่าระดับก่อนประถมศึกษาเล็กน้อย การอุดหนุนการศึกษาระดับก่อนประถมและประถมศึกษามีารกระจายค่อนข้างดี และทำให้ครัวเรือนที่มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ ส่วนการอุดหนุนระดับมัธยมศึกษาไม่มีการกระจายอย่างก้าวหน้าและไม่ตรงเป้านัก การอุดหนุนระดับอุดมศึกษามีการกระจายแบบถดถอยไม่เป็นสัดส่วนกับประชากรกลุ่มต่าง ๆ ดังนั้นประโยชน์ของการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของรัฐจึงเป็นลักษณะแบบสนับสนุนคนรวย

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน การใช้จ่ายทางการศึกษาภาครัฐของไทยอยู่ในระดับที่เพียงพอ แต่เมื่อพิจารณาด้านคุณภาพการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์ทางการศึกษาของไทยยังต่ำ โดยเฉพาะผลการสอบระหว่างประเทศตามโครงการประเมินนักเรียนนานาชาติ PISA ของกลุ่มประเทศ OECD ด้านประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานแสดงส่วนแบ่งงบด้านการลงทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อบุคลากร และงบดำเนินการ ขณะงบประมาณด้านการลงทุนถูกจัดสรรเป็นงบประมาณส่วนกลาง ทำให้ต้องมีการแข่งขันของระดับล่างเพื่อให้ได้มาซึ่งงบประมาณส่วนกลางซึ่งมีน้อย

ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในแง่ของโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานและโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพยังคงเป็นปัญหา เช่นเดียวกับความเสมอภาคระหว่างคนจนกับคนรวยที่ยังปรากฏว่า 1.1% ของนักเรียนวัยประถมศึกษาของครอบครัวยากจน/ด้อยโอกาสไม่ได้เข้าโรงเรียน และราว 15% เรียนไม่จบการศึกษาภาคบังคับ

การวิจัยเรื่องระบบบริหารการเงินในระดับโรงเรียนพบว่าไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดความเสมอภาค และไม่เพียงพอ โรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับเดียวกัน มีขนาดใกล้เคียงกัน แต่ที่ตั้ง และสถานภาพของผู้เรียนแตกต่างกัน ได้รับการจัดสรรงบประมาณแตกต่างกัน นอกจากนั้น ค่าใช้จ่ายดำเนินการต่อหัวและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูของโรงเรียนขนาดที่ใกล้เคียงกัน ยังได้รับการจัดสรรต่างกัน การจัดสรรงบประมาณแก่โรงเรียนในส่วนภูมิภาคโดยเฉพาะระดับอนุบาลและประถมมีลักษณะถดถอย กล่าวคือ การใช้จ่ายต่อหัวในโรงเรียนที่เป็นจังหวัดยากจนจะต่ำกว่าโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร

สัดส่วนสูงของเงินเดือนครูเป็นสัดส่วนที่สำคัญของต้นทุนทางการศึกษา อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนที่เป็นเงินเดือนเมื่อเทียบตามระดับการศึกษาและสังกัดมีความแตกต่างกันมาก วิธีการจัดสรรงบประมาณ ตามหลักทฤษฎีและประสบการณ์ของประเทศอื่น การใช้บุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมกับครู เป็นปัจจัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในระบบการศึกษา ดังนั้นเงินเดือนครูจึงควรรวมอยู่ในการคำนวณค่าใช้จ่ายรายหัวเพื่อสร้างประสิทธิภาพการจัดสรรงบประมาณ กรอบการจัดสรรงบประมาณปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างของต้นทุนที่เป็นผลมาจากขนาดและที่ตั้งของสถานศึกษา และไม่ครอบคลุมส่วนที่เป็นเงินเดือน หากครอบคลุมเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินเดือนโดยคิดเป็นอัตราคงที่ต่างไปตามระดับการศึกษา การจัดสรรงบประมาณลักษณะนี้ไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายด้านคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการ

ศึกษาได้

งานวิจัยชิ้นนี้ทำในราวปี 2548 แม้จะใช้ข้อมูลที่เก่าไปหน่อย แต่ก็เป็นการวิจัยเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นโดยนักเศรษฐศาสตร์การศึกษาที่ชี้ให้เราเห็นปัญหาความไม่เสมอภาคและการประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารที่ผู้วิจัยเข้าใจว่าถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

3.3 การประเมินโอกาสและคุณภาพการศึกษาของคนไทยในระดับการศึกษาภาคบังคับและการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ข้อมูลที่ใช้ในการประเมิน เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่รวบรวมจากแหล่งต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จัดการศึกษาหรือเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ทั้งหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานนอกกระทรวงศึกษาธิการ ผลการประเมิน พบว่า3

1. โอกาสในการได้รับการศึกษาของประชากร

1.1 ประชากรอายุ 3-5 ปี มีโอกาสได้รับการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาอย่างสุทธิเและร้อยละ 53.8 ในระดับภาค ประชากรกลุ่มนี้ในกรุงเทพ/ปริมณฑลมีโอกาสมากที่สุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสน้อยที่สุด

1.2 ประชากรอายุ 6-11 ปี มีโอกาสได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษาอย่างสุทธิร้อยละ 88.7 ในระดับภาค ประชากรในภาคตะวันออกมีโอกาสมากที่สุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสน้อยที่สุด

1.3 ประชากรอายุ 12-14 ปี มีโอกาสได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอย่างสุทธิเท่ากับร้อยละ 73.2 ในระดับภาค ประชากรกลุ่มนี้ในภาคตะวันออกมีโอกาสมากที่สุด กรุงเทพ/ปริมณฑลมีโอกาสน้อยที่สุด ข้อมูลนี้น่าวิจัยต่อว่าเป็นเพราะอะไร เพราะปกติกรุงเทพ ปริมณฑลมีสถานศึกษามาก ประชากรวัยอื่นได้เรียนเป็นสัดส่วนสูง แต่ประชากรวัยนี้อาจจะมีปัญหา เช่น เพราะลูกคนจนในกรุงเทพในวัยนี้ต้องออกไปช่วยพ่อแม่ทำงานมาก หรือมีปัญหาออกกลางคันไม่ได้เรียนต่อเพราะสาเหตุต่าง ๆ มากเป็นต้น

1.4 ประชากรอายุ 15-17 ปี มีโอกาสได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างสุทธิเท่ากับร้อยละ 52.1 ในระดับภาค ประชากรกลุ่มนี้ในภาคตะวันออกมีโอกาสมากที่สุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสน้อยที่สุด ประชากรในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสน้อยกว่าโอกาสรวมของภาคใต้ถึงร้อยละ 10

1.5 ประชากรที่เป็นผู้พิการ มีโอกาสได้รับการศึกษาค่อนข้างน้อย ผู้พิการอายุ 6-17 ปี ได้รับโอกาสได้รับการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานร้อยละ 17.7 ในระดับภาค ผู้พิการในภาคเหนือมีโอกาสมากที่สุด ผู้พิการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสน้อยที่สุด

1.6 อัตราการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นของผู้จบชั้นประถมศึกษา ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมามีอัตราการเรียนต่อโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 94.4 ภาคที่มีผู้จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยที่สุด คือ ภาคใต้

อัตราการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของผู้จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเรียนต่อโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 85.4 โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ภาคที่มีผู้จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มากที่สุด คือ กรุงเทพฯ/ปริมณฑล น้อยที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

1.7 สำหรับอัตราการคงอยู่ของนักเรียนที่เข้า ป.1 จนถึงชั้น ป.6 เป็นประมาณร้อยละ 90.7

อัตราการคงอยู่ของนักเรียนที่เข้าม.4 จนถึงชั้นม.6 เป็นประมาณร้อยละ 64.2

1.8 จำนวนปีที่ได้รับการศึกษาของคนไทยอายุ 15 ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณปีละ 0.11 จำนวนปีที่ประชาชนได้รับการศึกษาในปี 2549 โดยเฉลี่ยแล้วเท่ากับประมาณคนละ 7.8 ปี ประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลมีจำนวนปีที่ได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยสูงสุด(9.7 ปี) ต่ำสุดคือประชาชนในภาคเหนือ

(7.1 ปี)

2. คุณภาพของการศึกษาที่ได้รับ

2.1 ผลการทดสอบระดับชาติ ปีการศึกษา 2544-2546 ชี้ให้เห็นว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สอบได้ระดับ ดี ในแต่ละปีโดยเฉลี่ยมีประมาณร้อยละ 14.3 ถึง 17.4 ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประมาณร้อยละ 11.4 ถึง 17.4 ถ้าเฉลี่ยรวมทั้งสามปีของทั้งสองชั้นพบว่า นักเรียนที่สอบได้ระดับ ดี มีประมาณร้อยละ 14.9 ซึ่งน้อยกว่าเกณฑ์ปกติที่ควรจะมีร้อยละ 16 สำหรับความแตกต่างระหว่างนักเรียนแต่ละโรงเรียนอยู่ในระดับสูงมาก

เมื่อจำแนกเป็นรายภาค พบว่า นักเรียนในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลสอบได้ระดับ ดี มากที่สุด และนักเรียนในภาคใต้สอบได้ระดับ ดี น้อยที่สุด ในขณะที่นักเรียนในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลมีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนน้อยที่สุด และนักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนมากที่สุด

2.2 ผลการทดสอบระดับชาติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่าในภาพรวมทั้งประเทศ มีนักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สอบได้คะแนนระดับ ดี น้อยมากเพียงร้อยละ 5.9 โดยประมาณ และมีความแตกต่างระหว่างโรงเรียนสูงมาก

เมื่อจำแนกเป็นรายภาค พบว่า ผู้จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลสอบได้ระดับ ดี มากที่สุด และผู้จบ ม.6 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ระดับ ดี น้อยที่สุด ส่วนความแตกต่างระหว่างโรงเรียน โรงเรียนในกรุงเทพฯ/ปริมณฑลแตกต่างกันน้อยที่สุด และโรงเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแตกต่างกันมากที่สุด สำหรับผู้จบ ม.6 ในสามจังหวัดชายแดนาคใต้ได้ระดับ ดี น้อยมาก คือ มีไม่ถึงหนึ่งในสามของค่าเฉลี่ยรวมของภาคใต้

อภิปรายผลการประเมิน

1. อัตราการเข้าเรียนในระดับก่อนประถมศึกษาของเด็กอายุ 3-5 ปี ในปี 2549 แม้จะพบว่า จำนวนนักเรียนในระดับก่อนประถมศึกษาทั้งหมดจะมีประมาณเกือบร้อยละ 74 ของเด็กอายุ 3-5 ปีทั้งหมดก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ในกลุ่มนักเรียนระดับก่อนประถมศึกษานั้นมีเด็กที่อายุ 6 ปี รวมอยู่ด้วยจำนวนมาก เมื่อหักเด็กกลุ่มนี้ออก พบว่า มีเด็กอายุ 3-5 ปี เรียนอยู่ในระดับก่อนประถมศึกษาเพียงร้อยละ 54 เท่านั้น ซึ่งนับว่าค่อนข้างน้อย ถ้าพิจารณาในด้านของความสำคัญของการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา ซี่งเด็กทุกคนควรจะได้รับ

ยิ่งถ้าพิจารณาในระดับกลุ่มย่อยลงไปก็จะพบความแตกต่างระหว่างกลุ่มอย่างชัดเจน เช่น อัตราการเข้าเรียนระดับก่อนประถมศึกษาของเด็กในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีประมาณร้อยละ 70 ในขณะที่เด็กในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีโอกาสเพียงร้อยละ 46 เท่านั้น หรือเด็กเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีโอกาสถึงร้อยละ 72 แต่เด็กในจังหวัดบุรีรัมย์มีโอกาสเพียงร้อยละ 40 แสดงให้เห็นถึงความไม่เสมอภาคระหว่างภาคและระหว่างจังหวัดอย่างชัดเจน

2. จากข้อมูลปีการศึกษา 2549 อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาสุทธิของเด็กอายุ 6-11 ปีอยู่ประมาณร้อยละ 89 ถ้ารวมเด็กอายุ 6-11 ปีที่เรียนอยู่ในระดับอื่นด้วยเพราะบางคนเข้าเรียนช้า โอกาสได้รับการศึกษาจริงของเด็กอายุ 6-11 ปี จะเท่ากับร้อยละ 96 โดยประมาณ แสดงว่ายังมีเด็กอายุ 6-11 ปี ยังไม่ได้รับการศึกษาอีกประมาณร้อยละ 4 ซึ่งถ้าคิดเป็นจำนวนเด็กก็จะเป็นประมาณสองแสนสองหมื่นคนเศษ

ในด้านความไม่เสมอภาคระหว่างภาค พบว่า อัตราการเข้าเรียนระดับประถมศึกษาสุทธิของเด็กในภาคตะวันออกซึ่งมีอัตราสูงสุด กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีอัตราต่ำสุดมีความแตกต่างกันประมาณร้อยละ 15 ส่วนในระหว่างจังหวัด พบว่า จังหวัดสมุทรสงคราม (สูงสุด) กับจังหวัดบุรีรัมย์ (ต่ำสุด) มีความแตกต่างกันถึงเกือบร้อยละ 34

3. โอกาสการได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ในภาพรวมทั้งประเทศ ผู้มีอายุ 12-17 ปีมีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาประมาณร้อยละ 76.5 ซึ่งอัตราของประเทศไทยถือว่าไม่ต่ำจนเกินเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในทวีปเอเชียด้วยกัน ประเทศที่มีอัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาสูงกว่าประเทศไทย (ตามรายงานของ IMD ปี 2007 อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาของประเทศไทยเท่ากับร้อยละ 72 ซึ่งต่ำกว่าที่พบในรายงานฉบับนี้) ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ เกาหลี และมาเลเซีย แต่ของประเทศไทยก็ยังสูงกว่าอินเดีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

สำหรับความแตกต่างระหว่างภาคสูงสุดกับต่ำสุดเป็นประมาณร้อยละ 12 ระหว่างจังหวัดสูงสุดกับต่ำสุดเป็นประมาณร้อยละ 38 นับว่ายังมีความไม่เสมอภาคระหว่างพื้นที่ค่อนข้างมาก

4. ในระดับการศึกษาภาคบังคับซึ่งของประเทศไทยในปัจจุบันเท่ากับ 9 ปี (ตั้งแต่ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น) พบว่า อัตราการเข้าเรียนสุทธิในปี 2549 มีเพียงร้อยละ 91 เศษ

5. การศึกษาขั้นพื้นฐานปี 2549 พบว่า เด็กไทยมีโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีประมาณเกือบร้อยละ 89

6. กลุ่มผู้พิการยังมีโอกาสได้รับการศึกษาน้อยมากเมื่อเทียบกับคนปกติ ส่วนกลุ่มผู้ด้อยโอกาสนั้นยังไม่สามารถพิจารณาโอกาสได้อย่างชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีการระบุจำนวนประชากรผู้ด้อยโอกาสที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณโอกาสทางการศึกษาอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับการศึกษาแล้ว

7. การนับจำนวนผู้ได้รับบริการการศึกษานอกโรงเรียนเป็นรายปีที่แท้จริงใน

ปัจจุบันยังทำไม่ได้ เนื่องจากการลงทะเบียนปีละสองครั้ง ยังไม่มีการแยกระหว่างนักศึกษาเก่ากับนักศึกษาใหม่ จึงทำให้จำนวนผู้ได้รับบริการการศึกษาสูงเกินจริง

8. อัตราการคงอยู่ของนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาเมื่อปีการศึกษา 2544 และเรียนอยู่จนถึงชั้นประถมปีที่ 6 ในปี 2549 มีเพียงร้อยละ 90.7 จำนวนที่หายไปเกือบร้อยละ 10 เป็นได้สองกรณี คือ ส่วนหนึ่งยังเรียนอยู่ในชั้นต่ำกว่าประถมปีที่ 6 และอีกส่วนหนึ่งออกจากระบบโรงเรียนไปแล้ว

สำหรับอัตราการคงอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (.1 ถึง ม.3) และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (.4 ถึง ม.6) ซึ่งแต่ละระดับเป็นช่วงเวลาสั้นเพียง 3 ปี พบว่า อัตราการคงอยู่เท่ากับร้อยละ 94.3 และร้อยละ 81.3 ตามลำดับ ถ้านับตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีอัตราเหลือรอด หรือคงอยู่เพียงร้อยละ 64.2 เท่านั้น

9. จำนวนปีที่ได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนไทยวัย 15 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นประมาณปีละ 0.11 ปีในช่วงปี 2544-2549 ว่าถ้าต้องการจะให้จำนวนปีได้รับการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนไทยเพิ่มขึ้น 1 ปี ต้องใช้เวลาประมาณ 9 ปี หากต้องการให้จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยสูงขึ้นมากกว่าปีละ 0.11 ปี จะต้องเพิ่มจำนวนผู้เรียนในแต่ละปีให้มากกว่าการเพิ่มตามปกติ

10. ในกรณีของคุณภาพการศึกษา พบความแตกต่างระหว่างกลุ่มต่าง ๆ อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะพิจารณาจากผลการทดสอบระดับชาติหรือจากผลการประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ก็ตาม แสดงว่านอกจากปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ยังไม่ค่อยชัดเจนมากนักแล้ว ปัญหาด้านความไม่เสมอภาคมีความชัดเจนมากกว่า

3.4 การศึกษาภาคบังคับและโอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจน

การวิจัย ของวรัญญา เตียวกุลและคณะ เรื่อง บทบาทของการศึกษาภาค

บังคับต่อการแก้ปัญหาความยากจน : โอกาสทางการศึกษาของเด็กยากจนและเด็กด้อยโอกาส 4ได้ข้อค้นพบที่น่าสนใจหลายข้อ คือ

1. รายได้เฉลี่ยของผู้สำเร็จแค่การศึกษาภาคบังคับไม่พอที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวให้พ้นจากภาวะความยากจน ผู้มีงานทำทั้งชายและหญิงจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 7-8 ปี หรือสูงกว่าระดับประถมศึกษาเพียงเล็กน้อยกว่าครึ่งอยู่ในภาคเกษตร ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เปราะบางต่อภาวะความยากจน รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของผู้มีงานทำที่จบระดับประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลายจะมีรายได้ต่ำกว่ารายได้เฉลี่ยของแรงงานทั่วทั้งประเทศ ประมาณ 0.6-0.8 เท่า ขณะที่ผู้มีงานทำที่จบอาชีวศึกษา หรือวิชาชีพชั้นสูง จะมีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศ ประมาณ 1.2 – 1.3 เท่า และผู้ที่จบระดับอุดมศึกษาจะมีรายได้สูงกว่ารายได้เฉลี่ยของแรงงานทั้งประเทศประมาณ 2.3 เท่า ทั้งนี้ผู้มีงานทำที่จบระดับประถมศึกษาจะมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าผู้จบระดับอุดมศึกษาประมาณ 3.9 เท่า

การศึกษาภาคบังคับจึงเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีโอกาสไปศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์โดยตัวของมันเอง ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งที่มีผลต่อการกระจายรายได้ เมื่อเทียบรายได้เฉลี่ยต่อเดือนกับเส้นความยากจน ผู้ที่สำเร็จแค่การศึกษาภาคบังคับ แม้มีรายได้เฉลี่ยเพียงพอสำหรับเลี้ยงตัวเอง แต่หากมีภาระในการดูแลครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคนแล้ว ด้วยระดับรายได้เฉลี่ยที่ได้รับนี้ไม่เพียงพอที่จะยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวให้พ้นจากภาวะความยากจนได้ ยิ่งครอบครัวมีขนาดใหญ่มากก็ยิ่งเปราะบางต่อภาวะความยากจน

2. ความยากจน ผนวกกับภาวะความเป็นกำพร้าและพิการทำให้เด็กเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับช้ากว่าเกณฑ์หรือไม่เข้าเรียน ในปี 2549 รัฐยังไม่สามารถให้บริการการศึกษาภาคบังคับได้ครอบคลุมเด็กไทยทุกคน โดยเด็กวัยเรียนอายุ 6 – 11 ปีมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับประถมศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 88.7 และเด็กวัยเรียนอายุ 12 – 14 ปีมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ที่ร้อยละ 73.2 โดยเด็กวัยเรียนในภาคอีสานมีอัตราการเข้าเรียนต่ำสุดทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น เด็กยากจนมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิและอัตราการเข้าเรียนจริงในระดับการศึกษาภาคบังคับต่ำกว่าเด็กทั่วไป นอกจากนี้ปัจจัยทางสังคมเศรษฐกิจที่พบในเด็กที่เข้าเรียนช้ากว่าเกณฑ์อายุ เช่นมักอยู่ในครอบครัวที่มีขนาดใหญ่ ยากจน เด็กพิการและเด็กกำพร้า

การเข้าเรียนชั้นประถมช้าของเด็กราว 20% ในปี 2545, 2547 และของกลุ่มเด็กยากจน 5% ในปี 2549 ทำให้เด็กมีความเสี่ยงที่จะไม่เรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยมักจะขาดเรียนบ่อยและออกกลางคันไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวเมื่ออายุย่างเข้าวัยแรงงาน แม้จะยังไม่สำเร็จมัธยมต้น

เด็กอายุ 6 – 14 ปีส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เข้าโรงเรียนนั้นเป็นกลุ่มที่ครอบครัวมีฐานะยากจนมาก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเกี่ยวกับสภาพครอบครัวเช่นเป็นเด็กกำพร้า หรือพิการ

ประเทศไทยมีเด็กกำพร้าอยู่ร้อยละ 4.7 ของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เด็กกำพร้าจะมีอัตราการเข้าเรียนที่ต่ำกว่าเด็กที่ไม่กำพร้า และเด็กกำพร้าที่มีความเสี่ยงต่อการขาดโอกาสทางการศึกษาสูงคือกลุ่มเด็กกำพร้ายากจนที่ขาดทั้งพ่อและแม่

สำหรับเด็กพิการนั้นไม่อาจใช้ระดับอายุที่แน่ชัดสำหรับเทียบเกณฑ์วัยเรียนได้เช่นเด็กปกติ การจัดการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับเด็กพิการมีหลายรูปแบบ คาดว่ายังมีเด็กพิการอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสทางการศึกษาแม้เป็นการศึกษาภาคบังคับ และเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็น นอกจากนี้ ยังขาดข้อมูลทรัพยากรในการจัดบริการการศึกษาแก่เด็กพิการที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถประมาณการความต้องการทรัพยากรได้ อย่างชัดเจน

ในเรื่องทุนสนับสนุนการศึกษา และโครงการการเลี้ยงอาหารกลางวันในโรงเรียนการดำเนินงานที่เอื้อให้เด็กยากจนเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงยังค่อนข้างจำกัด จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2549 พบว่าเด็กนักเรียนที่ยากจนและได้รับทุนการศึกษามีเพียงร้อยละ 11 ของเด็กนักเรียนที่ได้รับทุนการศึกษาทั้งหมด และคิดเป็นร้อยละ 3.7 ของเด็กนักเรียนที่ยากจนทั้งหมด

3. เด็กนักเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการอุดหนุนรายหัวต่ำสุดในเกือบทุกระดับการศึกษา ในปี 2549 รัฐใช้จ่ายงบประมาณเพื่อจัดบริการการศึกษาทั้งหมด 267,430 ล้านบาทคิดเป็น ร้อยละ 21.0 ของรายจ่ายรวมทั้งประเทศ เป็นรายจ่ายเพื่อจัดบริการการศึกษาในระดับอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาราวสองในสามของร่ายจ่ายเพื่อการศึกษาทั้งหมด แต่นักเรียนสายสามัญได้รับงบสนับสนุนมากกว่าสายอาชีพ และระดับอุดมศึกษาได้งบค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนทัศนคติสังคมที่มุ่งปริญญา ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายเพื่อการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถึงร้อยละ 30 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 28.1 ภาคเหนือและภาคใต้ร้อยละ 16.1 และร้อยละ 12.1 ตามลำดับ

เมื่อนำรายจ่ายงบประมาณดังกล่าวมาคำนวณเงินอุดหนุนรายหัวแก่นักเรียนพบว่าในปี 2549 รัฐอุดหนุนรายจ่ายจำนวน 12,855 บาทต่อนักเรียนหนึ่งคนสำหรับจัดการศึกษาในระดับอนุบาลและประถมศึกษา และ 20,986 บาทต่อนักศึกษาหนึ่งคนสำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับการอุดหนุนรายหัวต่ำสุดในเกือบทุกระดับการศึกษายกเว้นระดับก่อนประถมและประถมศึกษาซึ่งสูงกว่าภาคใต้เล็กน้อย ทั้งนี้การอุดหนุนต่อหัวนักเรียนในทุกระดับการศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงว่าการกระจายรายจ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษายังไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร

ภาคครัวเรือน มีรายจ่ายเพื่อการศึกษารวม 91,209 ล้านบาท เกือบครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาหรือร้อยละ 48.6 เป็นการใช้จ่ายโดยครัวเรือนที่รวยมาก ส่วนใหญ่เป็นค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชน ในขณะที่ครัวเรือนที่ยากจนมากมีรายจ่ายเพื่อการศึกษาเพียงร้อยละ 5.7 ทั้งนี้ครัวเรือนที่รวยมากใช้จ่ายเพื่อการศึกษาสูงกว่าครัวเรือนที่จนมากถึง 8.6 เท่า

โดยเฉลี่ยครัวเรือนทั่วไปต้องใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเฉลี่ย 10,270 บาทต่อคนปี สำหรับเด็กที่เรียนในระดับศึกษาภาคบังคับทั่วไป ซึ่งเป็นภาระที่ทำให้คนจนอาจจะเรียนไม่สำเร็จแม้แต่ชั้นมัธยม 3 ซึ่งถือเป็นภาคบังคับ โดยเฉพาะหากครอบครัวมีภาระการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวสูง หรือมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงในครอบครัวเช่นกำพร้า พิการ มีสมาชิกในครอบครัวที่พิการ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นต้น เด็กเหล่านี้ก็เสี่ยงที่จะขาดโอกาสที่จะเข้าถึงหรือเรียนจบการศึกษาภาคบังคับได้

3.5 บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา

การวิจัยของ วิโรจน์ ณ ระนอง เรื่อง บทบาทของรัฐในด้านการศึกษา : โจทย์หลักและบทวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง 5ได้เสนอข้อค้นพบโดยสรุปได้ว่า

แม้ว่าจะมีเหตุผลน่าเชื่อว่าการศึกษามีส่วนช่วยเพิ่มทุนมนุษย์และช่วยให้คนหลุดพ้นจากความยากจนได้ แต่ก็มีตัวอย่างเช่น ลูกหลานคนจนอาจจบปริญญาตรีพร้อมกับการเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่ลูกหลานคนรวยถีบตัวขึ้นไปเรียนปริญญาโทเป็นส่วนใหญ่ ชวนให้คิดว่า การศึกษาอาจมีบทบาทเป็นเครื่องส่งสัญญาณเกี่ยวกับคุณภาพของคนให้กับตลาดแรงงาน ทำให้นายจ้างซึ่งมีข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์หันมาใช้ระดับการศึกษาเป็นเครื่องมือในการคัดกรองผู้สมัครงาน ซึ่งทำให้คนที่มีการศึกษาระดับที่ต่ำกว่าเสียเปรียบ ข้อมูลการกระจายตัวของคนจนตามระดับการศึกษาต่าง ๆ บ่งชี้ว่าสัดส่วนของคนจนที่มีการศึกษาสูงกว่า ป.4 และ ป.6 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในระหว่างปี 2529-2549 นั้น ซึ่งแสดงว่าการลงทุนทางการศึกษาในระดับหนึ่งไม่ได้ช่วยลดความยากจน

ทั้งนโยบายเรียนฟรี 12 ปีและกองทุนเงินกู้ด้านการศึกษาที่มีการนำมาใช้อาจจะไม่เพียงพอที่จะลดช่องว่างระหว่างลูกคนจนและลูกคนรวย เพราะรัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบให้โรงเรียนอย่างเพียงพอที่จะจัดการศึกษาฟรีอย่างมีคุณภาพได้จริง ทำให้ค่าใช้จ่ายที่ครัวเรือนต้องจ่ายแทบไม่ต่างไปจากเมื่อก่อนมีโครงการนี้ ส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มุ่งเป้าไปที่คนจน ผู้ที่จะขอกู้มีความเสี่ยงกับการกู้ไม่ได้หรือได้น้อยกว่าที่จำเป็นต้องใช้ค่อนข้างมาก จึงอาจจะทำให้โครงการนี้ช่วยในด้านโอกาสการศึกษาของคนจนได้ไม่เต็มที่ สำหรับโครงการกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ที่จะให้กู้ไม่เฉพาะคนจนเท่านั้นอาจนำไปสู่การขยายช่องว่างทางฐานะรายได้ของคนมากกว่าการลดช่องว่าง เช่น คนจนที่กู้เรียนต้องมาทำงานใช้หนี้ภายหลัง แต่คนรวยที่ไม่จำเป็นต้องกู้ ไม่ต้องมาทำงานใช้หนี้

ผู้วิจัยได้เสนอความเห็นในตอนท้ายว่า ถ้ารัฐหวังที่จะใช้การศึกษาเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ก็ควรจะหันไปใช้นโยบายตั้งราคาที่แตกต่างกันสำหรับคนรวยและคนจน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นนโยบายที่ไม่ใช่พึ่งพาเงินกู้แต่เพียงอย่างเดียว หากต้องมีองค์ประกอบที่เป็นทุนการศึกษาหรือเงินให้เปล่ารวมอยู่ด้วย

3.6 ความไม่เสมอภาคในด้านผลสัมฤทธิ์การเรียนของนักเรียนจังหวัดต่าง ๆ

ผลทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน (NT) ชั้นม.3 และ การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (Onet) ระดับม 6 แสดงความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยระหว่างเขตพื้นที่การศึกษาและจังหวัดต่าง ๆ อย่างสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์กับระดับการพัฒนาและทางเศรษฐกิจของประชาชน กล่าวคือ จังหวัดใหญ่ ๆ ที่ฐานะทางเศรษฐกิจดี มีสถานศึกษาดี ๆ นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าจังหวัดทางภาคอีสาน และบางจังหวัดที่ยากจนในภาคต่าง ๆ รวมทั้ง 3 จังหวัดภาคใต้ที่จนที่สุด ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์หลายคนที่ผู้วิจัยได้ยกมาก่อนหน้านี้ว่าการจัดสรรงบประมาณและครูอาจารย์ระหว่างกรุงเทพ เมืองใหญ่ และจังหวัดที่ยากจนมีความไม่เป็นธรรมอย่างเห็นได้ชัด

ตัวอย่างเช่น ผลสอบ NT คณิตศาสตร์ชั้น ม.3 ปี การศึกษา 2550 6ซึ่งมีสถิติแยกตามเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 178 เขต กรุงเทพมหานคร เขต 1 ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุด ร้อยละ 45.39 เขตพื้นที่การศึกษาที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงรองลงมา 16 เขตส่วนใหญ่เป็นจังหวัดที่เศรษฐกิจดีและมักอยู่ในเขต 1 เขต 2 ซึ่งเป็นเขตในเมืองและใกล้เมือง เช่น เชียงใหม่ นนทบุรี ตรัง ชลบุรี แพร่ สงขลา พิษณุโลก ลำปาง ภูเก็ต สมุทรสงคราม (โดยมีข้อยกเว้นคือมีนราธิวาสเขต 2 และน่านเขต 1 ติดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย)

ขณะที่เขตการศึกษาที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุดตั้งแต่ร้อยละ 30.95 ลงไป 18 เขตพื้นที่การศึกษานั้นส่วนใหญ่เป็นจังหวัดทางภาคอีสานในเขต 2 และเขต 3 นอกจากนั้นก็มีสระบุรี เขต 2 พิษณุโลกเขต 2 อุตรดิตถ์เขต 2 แม่ฮ่องสอนเขต 2 สงขลาเขต 3 นราธิวาสเขต 1 เลยเขต 3

สำหรับผลการทดสอบการศึกษาระดับชาติระดับม.6 ในปี 2549 7ซึ่งมีสถิติแยกเป็นรายจังหวัด คะแนนเฉลี่ยของจังหวัดต่าง ๆ แตกต่างกันมาก โดยเฉพาะวิชาสำคัญ 3 วิชาที่นักเรียนทั่วประเทศสอบได้คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศน้อย คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ นั้นมีความแตกต่างกันอย่างเด่นชัดระหว่าง 15 จังหวัดที่ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดและ 15 จังหวัดสุดท้ายที่ได้คะแนนต่ำสุด

เช่น กรุงเทพได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดของทุกจังหวัดทั่วประเทศทั้ง 3 วิชา ภาษาอังกฤษ ร้อยละ 43.79 วิทยาศาสตร์ ร้อยละ 42.25 คณิตศาสตร์ ร้อยละ 38.53 ส่วนจังหวัดที่ได้คะแนนรองลงไป 15-16 จังหวัดในแต่ละวิชา มีแตกต่างกันไปในแต่ละวิชาบ้าง แต่กล่าวโดยรวมคือมักอยู่ในกลุ่ม 15 จังหวัดที่ใหญ่และหรือฐานะทางเศรษฐกิจดี คือ ภูเก็ต สมุทรปราการ นนทบุรี สงขลา เชียงใหม่ สมุทรสงคราม ชลบุรี แพร่ ราชบุรี ตรัง เพชรบุรี ลพบุรี ฉะเชิงเทรา นครปฐม ระยอง

ส่วนจังหวัดที่อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำสุดใน 3 วิชานี้ ก็คือจังหวัดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจยากจนทางภาคอีสานรอบนอก เช่น สุรินทร์ เลย บุรีรัมย์ มหาสารคาม อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด นครพนม ศรีสะเกษ ชัยภูมิ หนองคายฯลฯ และสตูล แม่ฮ่องสอน สระแก้ว และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี โดยวิชาเช่น คณิตศาสตร์นักเรียนใน 15-16 จังหวัดนี้ได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่า ร้อยละ 26.23 ลงไป

ในระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันแพ้คัดออก ความไม่เสมอภาคในด้านผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักเรียนจากจังหวัดและเขตต่าง ๆ มีผลให้นักเรียนจากจังหวัดและเขตที่ยากจนมีโอกาสสอบแข่งขันไปเรียนต่อในระดับการศึกษาขั้นสูงขึ้นได้น้อยกว่านักเรียนจากจังหวัดและเขตที่ร่ำรวยกว่า และทำให้เกิดปัญหาความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาและโอกาสในการหางานที่มีรายได้ดี เพิ่มขึ้น

ปัญหาความไม่เสมอภาคในโอกาสทางการศึกษา เป็นปัญหาใหญ่ที่สัมพันธ์กับคุณภาพการจัดการศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทต่อไป


1 มติชน 13 มีนาคม 2551

2 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานฉบับสิ้นสุดโครงการ โครงการความร่วมมือระหว่างธนาคารโลกและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ภายใต้กองทุน ASEM สกศ. 2549

3 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานผลการประเมินโอกาสและคุณภาพการศึกษาของคนไทย สมศ. 2550

4 บทความเสนอในการสัมมนาวิชาการ ประจำปี 2550 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เรื่อง จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร : แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ วันที่ 10 – 11 พฤศจิกายน 2550 WWW.TDRI.OR.TH

5 บทความเสนอในการสัมมนา วิชาการประจำปี 2550 ของมูลนิธิสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย เรื่อง จะแก้ปัญหาความยากจนกันอย่างไร : แข่งขัน แจกจ่าย หรือสวัสดิการ 10-11 พฤศจิกายน 2550

6 สกศ. ผลการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เอกสารถ่ายสำเนา สกศ.2551

7 เล่มเดียวกัน

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

3 responses to “บทที่ 3 ปัญหาความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษา

  1. กมล วิชิตสรสาตร์

    กุมภาพันธ์ 27, 2009 at 7:16 pm

    ปัญหาที่ถูกมองข้ามกันไป คือปัญหาการเปลี่ยนแปลงระบบสังคมไทยจากสังคมมุขปาฐะ(เล่าสู่กันฟัง)ซึ่งไม่รู้หนังสือ เพื่อให้เป็นสังคมใหม่ที่เป็นสังคมของการเรียนรู้หนังสือ แต่มีการกระทำที่ผิด ผิดทั้งวิธีการ และผิดขั้นตอน ขาดการสืบสาวราวเรื่องประวัติและคุณสมบัติของหนังสือไทยเชิงอักษรศาสตร์ กรุณาอ่านบล๊อกของผม ใช้คำ”สอนอ่านไทย”หรือนามแฝง piyayanti คลิกดูที่ กูเกิ้ล ครับผม ขอบคุณ

     
  2. ภัทรษมน

    กุมภาพันธ์ 27, 2009 at 9:52 pm

    Nice article! thanks for sharing. I always follow

    which your knowledge sharing 😉

    phatrasamon

     
  3. นส มยุรี จิตเริง

    กุมภาพันธ์ 1, 2017 at 2:15 pm

    อยากให้ทางภาครัฐช่วยสนับสนุนเด็กผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาเช่นมีโรงเรียนของรัฐแบม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใหีเด็กที่เค้าอยากเรียนจริงๆ จบออกมาให้เด็กเหล่านั้นมีงานทำเช่นงานเกี่ยวกับข้าราชการเช่น ครู หมอ ตำรวจและทหาร เพื่อให้เขาได้ทดแทนบุญคุณของชาติและช่วยเหลือสังคมต่อไปภายภาคหน้า #ไม่แน่เด็กเหล่านี้อาจจะมีหนึ่งหรือหลายร้อยพันคนที่จะมาพัฒนาปรับปรุงประเทศให้ดีขึ้นและเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ดังเดิม และสามัคคีกันรู้จักช่วยเหลือแบ่งปันกันเหมือนในอดีต ยกตัวอย่างเช่น *ชีวิตของคนในครอบครัวเรา ฐานะค่อนข้างหามื้อกินมื้อต้องเช่าบ้านอยู่ ลูกชายของดิฉันเป็นคนเรียนเก่งและตั้งใจเรียนช่วยเหลือทางโรงเรียนมาตลอด แต่เขาต้องหยุดเรียนเพราะ เงินความเป็นอยู่ ดิฉันทำงานหาเลี้ยงเด็กๆ ทั้ง3คนเพียงคนเดียว เราต้องการความช่วยเหลือจากทางรัฐเพื่อการศึกษาของเด็กด้อยโอกาสคะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: