RSS

บทที่ 7 แนวทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความสุขของทั้งบุคคลและประเทศ

03 มี.ค.

บทที่ 7  แนวทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความสุขของทั้งบุคคลและประเทศ

บทนี้เสนอแนวคิดของผู้วิจัยว่าหากเราเน้นการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความสุขทั้งสำหรับผู้เรียน ครูอาจารย์และเพื่อความสุขประชาชาติ คือของคนทั้งประเทศหากเรามุ่งจัดการศึกษาให้ผู้เรียนมีความสุข และตั้งเป้าหมายการศึกษาว่าเพื่อความสุขของชุมชนและประเทศแล้ว เราจะมีโอกาสทำให้ผู้เรียนทั้งเรียนได้เก่งและเป็นคนดีเพื่อสังคม และสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพไปช่วยพัฒนาสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน มากกว่าการตั้งเป้าหมายทั้งในส่วนบุคคลและสำหรับประเทศเพื่อการแข่งขันเอาชนะ และเพื่อสร้างความสำเร็จแบบเน้นความมั่งคั่งและอำนาจ1

7.1 การส่งเสริมการเตรียมพร้อมและทำให้เด็กเล็กมีความสุขในการเรียนรู้ คือ พื้นฐานที่สำคัญ

                        การศึกษาเปรียบเทียบนักเรียนชั้นมัธยมในอังกฤษ ฝรั่งเศสและเดนมาร์ค  พบว่า นักเรียนอังกฤษ ซึ่งเริ่มเรียนหนังสือในระบบโรงเรียนอย่างเป็นทางการตอนอายุน้อยที่สุด(4-5 ขวบ) เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป มีความกระตือรือร้นในการเรียนน้อยที่สุด นักเรียนเดนมาร์ก  ซึ่งไปเข้าเรียนหนังสือในระบบโรงเรียนอย่างเป็นทางการตอนอายุ 6 – 7 ขวบ  มีแรงจูงใจในการเรียนรู้มากที่สุดในตอนวัยรุ่น  และมีทัศนคติต่อครูในทางบวกมากที่สุด นักเรียนมัธยมชาวเดนมาร์คที่ตอบว่าชอบเรียน  มีเกือบ 70% เมื่อเทียบกับนักเรียนมัธยมชาวอังกฤษที่ตอบว่าชอบเรียนแค่ 50% กว่านิดหน่อย การวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ยังรายงานว่าการที่โรงเรียนในอังกฤษเน้นการสอนให้เด็กสอบให้ได้คะแนนดี  ทำให้ครูที่อังกฤษพอใจอาชีพการเป็นครูน้อยกว่าครูในเดนมาร์ค  ครูที่ไม่มีความสุข ยากที่จะจัดการศึกษาชนิดที่ดีที่สุดได้

                        งานวิจัยระยะยาวชิ้นหนึ่งในประเทศอังกฤษเองพบว่า  โรงเรียนอนุบาลที่เน้นการเล่นและการเตรียมพร้อมมากกว่าวิชาการ   สามารถพัฒนาให้เด็กมีทักษะทางสังคมและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานต่อมาได้ดีกว่าโรงเรียนอนุบาลที่เน้นการสอนวิชาการ  เด็กที่ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลแบบเน้นการเล่น  ยังมีความกังวลน้อยกว่า  มีความมั่นใจมากกว่า  และชอบการเรียนรู้ต่อมากกว่า  เป็นพลเมืองดีที่ไปออกเสียงเลือกตั้งมากกว่า  และมีโอกาสติดคุกน้อยกว่า  คนที่มาจากโรงเรียนอนุบาลแบบเน้นวิชาการ 

สารที่งานวิจัยนี้และงานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นคือ  เด็กที่ถูกส่งไปเรียนทักษะทางวิชาการตั้งแต่อายุยังน้อยนั้น  มีน้อยคนที่จะได้ประโยชน์ในระยะยาว  เด็กอายุ 3 – 4 ขวบยังไม่พร้อมสำหรับการศึกษาในระบบโรงเรียนอย่างเป็นทางการ เด็กที่มีประสบการณ์ไม่ดีกับการถูกบังคับให้เข้าโรงเรียนตั้งแต่ยังไม่พร้อม  จะเก็บความไม่พอใจฝังไว้  และทำให้เขาไม่ค่อยชอบโรงเรียนและการเรียนรู้เท่ากับเด็กที่พร้อมและมีความสุขที่ได้ไปโรงเรียน

 

7.2 การจัดการศึกษาที่ดีต้องมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองทุกด้านอย่างมีความสุข และ

เพื่อความสุข

                         การจัดการศึกษา เพื่อยกระดับมาตรฐานการอ่านออกเขียนได้  การคิดเลขเป็น และทักษะความรู้ทางวิชาการอื่น เป็นประโยชน์สำหรับการจบออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ  แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ การศึกษามีความหมายกว้างใหญ่ลึกซึ้งมากกว่าความรู้และทักษะเฉพาะทางที่เราวัดผลได้ด้วยการสอบ

                        ประโยชน์หลายอย่างที่เด็กและเยาวชนจะได้จากการศึกษาที่ดีเป็นสมบัติที่มองไม่เห็นที่อยู่ภายในจิตใจของผู้เรียน  ไม่ได้อยู่บนกระดาษคำตอบ  ประโยชน์เหล่านี้อาจจะวัดผลเชิงปริมาณได้ยาก เช่น ความรักในการอ่าน การใฝ่การเรียนรู้  การรู้วิธีเรียนต่อ การคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น  การมีความฉลาดทางสังคมและอารมณ์ การมีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกเป็นพลเมืองที่ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ในการช่วยพัฒนาระบอบประชาธิปไตย 

                        คุณสมบัติดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่า การท่องจำความรู้และการมีทักษะอยู่จำนวนหนึ่ง  แต่รัฐบาลและผู้บริหารการศึกษาไม่ค่อยเข้าใจ  ไม่สนใจ ไม่ถือว่าการปฏิรูปการเรียนรู้ให้ประชาชนมีคุณสมบัติดังกล่าวเป็นนโยบายสำคัญเท่ากับการผลิตคนจำนวนหนึ่งให้มีทักษะพอที่ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรรม

                        ในโลกทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเราวัดความสำเร็จคนด้วยรายได้  และวัดความสำเร็จของประเทศด้วยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ  การศึกษาถูกถือว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ผู้เรียนถูกถือว่าเป็นเพียงทรัพยากรมนุษย์ เป็นปัจจัยการผลิตอย่างหนึ่งในบรรดาปัจจัยการผลิตอื่น ๆ เช่น ที่ดิน แร่ธาตุ  วัตถุดิบ  เครื่องจักร  พลังงาน  พ่อแม่ต้องการให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้ใบประกาศนียบัตร/ปริญญาบัตรไปหางานดี ๆ ทำ  รัฐบาลต้องการให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเป็นเครื่องจักรสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เป็นโรงงานผลิตพลเมืองที่มีความรู้และทักษะที่เป็นประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ

                        คนหนุ่มสาวไปเข้าเรียนมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งเพราะเชื่อว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ที่จะทำให้พวกเขามีโอกาสทำงานที่มีรายได้สูงกว่าคนจบมหาวิทยาลัย  ซึ่งไม่เป็นจริงเสมอไป การสำรวจของรัฐบาลอังกฤษแสดงว่า  คนจบมหาวิทยาลัยสายศิลปะ การศึกษาและสังคมศาสตร์  ได้งานที่มีรายได้ใกล้เคียง  หรือไม่ได้ดีไปกว่าคนทำงานที่ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย

                        ถ้าหากว่ารัฐบาลต้องการให้การศึกษาช่วยส่งเสริมความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจริง ๆ รัฐบาลน่าจะจัดการศึกษาที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์, ความคิดริเริ่มและความสามารถคิดได้เองอย่างอิสระของผู้เรียน  มากกว่าการสอนแบบเน้นการฝึกทักษะและสะสมความรู้สำเร็จรูปที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  เพราะความคิดริเริ่ม  ความสามารถที่จะประเมิน  และริเริ่มสิ่งต่าง ๆ ได้เองอย่างอิสระ  เป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดในเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ต้องพึ่งความรู้มากขึ้น (Knowledge  Economy)  แต่ในการจัดการศึกษาจริง ๆ  นักเรียนกลับมีโอกาสเรียนรู้และฝึกฝนความคิดริเริ่มที่น้อยมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนรู้ท่องจำความสำเร็จรูปและฝึกทักษะไปเพื่อสอบ นักเรียนที่ใช้เวลาในการพักผ่อน  ด้วยการดูโทรทัศน์ ยิ่งมีโอกาสฝึกฝนเรื่องความคิดริเริ่มน้อยลงไปอีก เมื่อเทียบกับการเล่นกีฬา ดนตรี ทำงานศิลปะ ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ

                        การศึกษานอกจากจะเป็นการเตรียมคนไปประกอบอาชีพแล้ว ควรมีเป้าหมายในการช่วยให้เด็กและเยาวชน พัฒนา ทักษะ  ทัศนคติ  ความรู้ และ ประสบการณ์ ความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์, ทักษะทางการสื่อสาร  และปัญญา  ช่วยให้พวกเขามีโอกาสที่จะทำกิจกรรมที่มีความหมาย และพัฒนาความรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและความหมาย  รวมทั้งสามารถสร้างความสัมพันธ์ส่วนตัวกับเพื่อน ๆ  ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้คนมีความสุข ความสำเร็จอย่างแท้จริง ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า การมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจหรือมีตำแหน่งฐานะทางสังคม

                        การศึกษาที่ดีควรจะช่วยป้องกันให้เราไม่ได้รับภัยอันตรายจากความโง่เขลา เข้าใจเรื่องธรรมชาติของโลกและมนุษยชาติมากขึ้น กลัวแบบไร้เหตุผลหรือเชื่อโชคลางที่ไร้ประโยชน์น้อยลง ช่วยให้เราได้รู้เท่าทันพวกนักขายของที่เก่งในทางหลอกล่อให้เราซื้อสินค้าบริการต่าง ๆ  ได้รู้เท่าทันนักการเมือง และบุคคลสาธารณะอื่น ๆ ได้ดีขึ้น รู้จักที่จะเข้าไปมีบทบาททางการเมืองและสังคม เพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตยทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้มากขึ้น การศึกษาควรจะช่วยให้เรามีความรู้และแรงจูงใจที่จะดูแลสุขภาพตัวเองทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้น มีชีวิตที่สร้างสรรค์มั่งคั่ง (ในทางประสบการณ์) และยืนยาวขึ้น โดยรวมแล้ว  การศึกษาที่ดีควรมีส่วนช่วยให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้น แทนที่จะเพิ่มความเครียดและความทุกข์

                        การวิจัยพบว่าเด็กที่มีความสุขจะเรียนและสอบได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีความสุขด้วยเหตุผลนานับประการ  พวกเขาจะกระตือรือร้นมากกว่า  มีความมานะอดทนมากกว่า  มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า  มีสมาธิมากกว่า และเข้ากับทั้งเพื่อนและครูได้ดีกว่า ดังนั้นพ่อแม่และครูน่าจะถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่จะทำให้เด็กมีความสุขทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

การเน้นให้ผู้เรียนมีความสุข  ไม่ได้แปลว่า  เราจะเปลี่ยนให้โรงเรียนเป็นสนามเด็กเล่น  เพื่อที่เด็กจะได้สนุกสนานกันทั้งวันโดยไม่มีวินัยและโดยไม่ต้องเรียนหนัก  นั่นเป็นความคิดแบบสุดโต่งที่เกินจริงไป  ความจริงคือมีวิธีการจัดห้องเรียน หลักสูตร กระบวนการเรียน การแบ่งเวลาที่จะทำให้เด็กสนใจในการเรียน เรียนได้อย่างสนุกโดยไม่เคร่งเครียดมากได้และเด็กที่มีความสุขจะสนใจอยากเรียนรู้ และจะเรียนได้ดีกว่าเด็กที่ไม่มีความสุข

เรื่องนี้นักวิจัยด้านการทำงานของสมองยืนยันว่า  หากบรรยากาศในห้องเรียนเป็นมิตร ทำให้ผู้เรียนมีอารมณ์ดี  ไม่กลัวไม่กังวล  รู้สึกท้าทายหน่อย ๆ แต่ไม่ถึงกับเครียด  ผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดีกว่าในบรรยากาศที่ครูสอนแบบเข้มงวด หรือ ชอบว่าชอบกระแหนะกระแหนเด็ก2

การเน้นเป้าหมายให้เด็กมีความสุข จึงไม่ได้ขัดแย้งกับเป้าหมายให้เด็กเรียนเก่ง  การพยายามทำให้เด็กมีความสุข   จะมีโอกาสทำให้เด็กเรียนเก่งได้มากกว่าการพยายามทำให้เด็กเรียนเก่งแบบทำข้อสอบได้ดี โดยไม่เข้าใจและไม่สนใจว่าพวกเขาจะเรียนได้อย่างมีความสุขหรือไม่ เป้าหมายการศึกษาที่ว่าต้องการให้ผู้เรียน เก่ง ดี มีความสุขนั้นน่าจะจัดลำดับใหม่เป็นมีความสุข เก่งและดีตามลำดับ

                        ปัจจัยที่จะทำให้คนมีความสุขที่แท้จริงประกอบด้วย ความสามารถทางสังคมและทางอารมณ์  การไม่ติดกับการวิตกกังวลมากเกินไป  การมีทักษะในการสื่อสารที่ดี  การปรับตัวกลับคืนสภาพเดิมได้เร็ว  การมีกรอบคิดที่มองออกไปในอนาคต  และปัญญา  โดยทั่วไปแล้วคือปัจจัยชุดเดียวกันที่ทำให้คนเราประสบความสำเร็จในการเรียนและการทำงาน  นักเรียนที่มีความสุข จะเรียนได้ดีกว่าและสอบได้ดีกว่า 

ดังนั้นการศึกษาที่ยึดถือความสุขเป็นศูนย์กลาง (Happiness Centred  Education)  น่าจะมีแนวทางดังต่อไปนี้

1. ส่งเสริมความรักในการเรียนรู้ (รวมความรักในการอ่าน)  ตลอดชีวิต   โดยไม่ต้องมีจุดมุ่งหมายอื่นใด  นอกจากเพื่อความรักในการเรียนรู้โดยตัวของมันเอง

2. ลดความสำคัญของการวัดผลในระยะสั้นลง การวัดผลที่ดีควรวัดพัฒนาการในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน มากกว่าเน้นการแข่งขันกับคนอื่น

3. เน้นการพัฒนาความสามารถทางด้านสังคมและอารมณ์ของผู้เรียนเพิ่มขึ้น

4. เปิดให้เด็กเล่นและทำกิจกรรมที่เขาพอใจ

5. เลิกการสนับสนุนให้เด็กต้องเรียนเสริมเพื่อมุ่งแข่งขันให้เรียนได้เร็วกว่าเด็กอื่นตั้งแต่อายุยังน้อย  เพราะถึงเด็กจะมีความฉลาดทางปัญญาที่จะทำได้  แต่ถ้าเขาได้เลื่อนไปเรียนในชั้นสูงขึ้น  ขณะที่พัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเขายังไม่พร้อม  จะทำให้เขาไม่มีความสุข และมีปัญหาภายหลังได้

 

7.3 แรงจูงใจจากภายในตัวเรา  มีค่ามากกว่าแรงจูงใจจากปัจจัยภายนอก

                        การเน้นการเรียนเพื่อสอบเอาคะแนนและวุฒิบัตร  มากกว่าการเรียนเพราะอยากรู้  ยังมีข้อเสียในแง่ที่ว่า  นี่คือการพึ่งแรงจูงใจจากปัจจัยภายนอก  (Extensic  motivation)  คือ หวังคะแนนเพื่อนำไปสู่การหางาน หาเงิน ซึ่งมีพลังน้อยกว่าแรงจูงใจจากปัจจัยภายในตัวเรา (Intrinsic Motivation)  ที่มาจากความพึงพอใจของตัวเราเอง คนจะมีความมานะบากบั่นในการเรียนหรือทำงานมากกว่า  ถ้าเขามีแรงจูงใจจากภายในตัวของเขา  คือ เรียนเพื่อเรียน   ทำงานเพื่อผลของงาน เมื่อเทียบกับการทำเพราะแรงจูงใจภายนอก เช่น คะแนนหรือเงิน ซึ่งถ้ามีแนวโน้มว่าจะไม่มีสิ่งนั้น  ก็จะทำให้แรงจูงใจที่จะทำหมดไปด้วย เช่น เมื่อไม่มีการสอบที่ให้คะแนน   คนประเภทพึ่งแรงจูงใจภายนอกก็จะไม่สนใจในการอ่านและเรียนรู้  เมื่อไม่มีการเพิ่มเงินเดือนให้สูงเท่าที่ใจจะอยากได้ พวกเขาก็ไม่อยากตั้งใจทำงานให้ดี

                        การวิจัยได้เปิดเผยต่อไปว่า  คนที่ทำอะไรเพราะแรงจูงใจจากภายในตัวเอง จะมีพลังมี ชีวิตชีวาและมีความสุขมากกว่า  คนที่ทำอะไรเพราะแรงจูงใจภายนอก คนที่ทำงานที่ตนรัก ทำงานอดิเรก หรือ เล่นกีฬาที่ตนชอบ  จะทำอย่างมีพลัง มีชีวิตชีวามากกว่าคนที่ทำงานเพื่อเงิน หรือฐานะทางสังคม ซึ่งคนมักจะทำแบบจำใจทำ  เพราะรู้สึกเป็นหน้าที่หรือความจำเป็นที่จะต้องทำ 

ในทางตรงกันข้าม  คนที่พึ่งแรงจูงใจในการทำเพื่อเงินหรือชื่อเสียงมาก จะมีพลังและความมีชีวิตชีวาน้อยกว่า หรือค่อย ๆ มอดไปเร็วกว่า  มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มุ่งแสวงหาแต่เงินและชื่อเสียง  เช่น  นักร้อง  ดาราภาพยนต์อเมริกันที่ดูเหมือนจะมีความสุขอย่างหวือหวา ร่ำรวยมีแฟนเยอะแยะนั้น   หลายคนมีชีวิตจริงที่ไม่มีความสุข  หลายคนติดยาและเสียชีวิตตั้งแต่อายุไม่มากนัก

                        ในเรื่องการศึกษานั้น  แรงจูงใจที่ใฝ่การเรียนรู้จากภายในตัวเราเองเป็นสิ่งที่น่าพึงปรารถนากว่าแรงจูงใจจากการสอบให้ได้คะแนน  ซึ่งเป็นแรงจูงใจภายนอกในหลายทาง  คนที่ใฝ่การเรียนรู้  จะผูกพันตัวเองกับกระบวนการเรียนรู้อย่างเอาการเอางานมากกว่า สนใจเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ อย่างกว้างขวางกว่า  ค้นคว้าเรื่องที่เขาสนใจอย่างหยั่งลึกมากกว่า  และสามารถเข้าใจแนวคิดรวบยอดได้ชัดเจนกว่า 

ในขณะที่การเรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนหรือวุฒิบัตร จะเป็นการศึกษาแบบฉาบฉวยกว่า คือเรียนเพื่อให้สอบผ่านหรือได้คะแนนเท่าที่จำเป็น ใช้สไตล์การเรียนแบบกวดวิชา  เก็งข้อสอบ ฝึกฝนทำข้อสอบเก่า  ท่องจำเป็นส่วน ๆ  ไม่เข้าใจเนื้อหาวิชาอย่างเป็นระบบองค์รวม

                        การที่เด็กนักเรียนจะมีแรงจูงใจในการเรียนจากปัจจัยภายในตัวเขาเอง  หรือจากปัจจัยภายนอก เช่น คะแนน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับพ่อแม่หรือสภาพแวดล้อมที่บ้านด้วย  เด็กที่มาจากครอบครัวที่พ่อแม่ให้ความสำคัญต่อการเรียนรู้ และมีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมกระตุ้นให้เด็กมีจิตใจอยากเรียนรู้  จะเป็นนักเรียนที่มีแรงจูงใจที่จะเรียนรู้จากภายในตัวเขาเอง  มากกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีสภาพแวดล้อมในทางตรงกันข้าม

                        แรงจูงใจจากภายในตัวเรา  ยังส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)  ทั้งภายในโรงเรียนและในโลกการทำงานของผู้ใหญ่ การวิจัยการทำงานของคนในองค์กรต่าง ๆ พบว่า องค์กรที่บริหารงานแบบให้ความไว้วางใจ กระจายอำนาจความรับผิดชอบ  ปลุกขวัญกำลังใจ  สร้างแรงกระตุ้นและการท้าทาย (ที่พอสมควร) จะทำให้พนักงานมีแรงจูงใจภายในตัวเขาเอง  และมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะพัฒนาการทำงานของเขาให้ดีขึ้น  ได้ดีกว่าองค์กรที่บริหารแบบเน้นการให้แรงจูงใจภายนอก เช่น การให้รางวัลและการลงโทษ  ด้วยการใช้วิธีควบคุมด้านการจัดการและการควบคุมด้านประสิทธิภาพ  เนื่องจากการบริหารแบบเน้นการให้แรงจูงใจจากภายนอก   กลับทำลายความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน

                        ความรู้ทางจิตวิทยาประเด็นนี้ให้ข้อคิดเราว่า  ถ้าเราต้องการส่งเสริมให้เด็กของเรามีความรักในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต  เราควรช่วยส่งเสริมพัฒนาแรงจูงใจภายในตัวของพวกเขา ด้วยการสนับสนุนให้เขามีความสุขและพอใจในสิ่งที่เขาทำ  มากกว่าการไปให้ความสำคัญกับแรงจูงใจภายนอก เช่น คะแนนและวุฒิบัตร 

การเล่านิทานให้เด็กเล็ก   การสอนให้เด็กที่เริ่มสะกดคำได้อ่านหนังสือนิทาน  การส่งเสริมให้เด็กได้สัมผัสสิ่งของและสภาพแวดล้อมต่าง ๆ อย่างหลากหลาย คิดและจินตนาการได้อย่างอิสระ   รับฟังและตอบคำถามที่เขาอยากรู้อยากเห็น  จะเป็นการส่งเสริมให้เด็กเกิดนิสัยรักการอ่าน   ใฝ่การเรียนรู้ด้วยตัวของเขาเอง  มากกว่าวิธีการสอนหนังสือแบบทางการที่มีลักษณะกึ่งบังคับ   หรือเน้นระเบียบวินัย 

การสอนจริยธรรม คุณธรรมก็เช่นกัน จะได้ผลดีที่สุด คือการให้ผู้เรียนได้เห็นตัวอย่างจริงในชีวิตประจำวัน และเกิดความเข้าใจว่าการมีจริยธรรมคุณธรรมเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับตัวเราเอง ซึ่งเกิดมามีชีวิตอยู่ได้ด้วยการช่วยเหลือพึ่งพาคนอื่นอย่างเอื้ออาทรกัน การสอนจริยธรรม คุณธรรมแบบใช้บาปบุญคุณโทษหรือการให้รางวัลและการทำโทษเป็นแรงจูงใจภายนอก จะไม่ได้ผลดีเท่ากับให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจจากภายใน คืออยากทำดี อยากเป็นคนดี เพราะเรารู้สึกอยางทำด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องหวังพึ่งรางวัลจากภายนอก

                                               

7.4 จะปฎิรูปการศึกษาได้ต้องปฎิรูปการประเมินผลด้วย

                        การพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันกันหาเงิน เพื่อการบริโภคสูงสุดเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลและพ่อแม่หลงยึดติดกับการประเมินผลทางวิชาการ  ด้วยการคิดออกมาเป็นเกรดหรือคะแนนซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้นมาก  และให้ความสนใจกับการพัฒนาคุณสมบัติส่วนตัวของผู้เรียน  เช่น ทักษะทางสังคมและความคิดสร้างสรรค์ ( ซึ่งสำคัญกว่าแต่วัดได้ยากกว่า)  น้อย นโยบายของรัฐบาลและทัศนคติของพ่อแม่ยิ่งทำให้ผู้เรียนหลงนึกติดในเรื่องคะแนนและวุฒิบัตรมากขึ้น จนคิดว่าที่คือการศึกษาแบบเดียวที่มีอยู่ ที่ทุกคนจะต้องเข้าร่วมในการแข่งขันแบบแพ้คัดออก

ระบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญการทดสอบและสอบเพื่อวัดคะแนนอย่างมาก  เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ทั้งนักเรียนและครูมีพฤติกรรมแบบพึ่งพาแรงจูงใจภายนอกเพิ่มขึ้น นักเรียนอยากได้คะแนนดี   ครูก็อยากได้ชื่อว่าโรงเรียนของคนสอนให้เด็กได้คะแนนดี  ไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ ออกไปได้งานทำดี ๆ ได้  การหลงยึดติดกับคะแนนมากเช่นนี้  ไม่ได้เพียงแต่เข้าไปแทนที่แรงจูงใจภายใน ที่อยากเรียนเพื่อรู้เท่านั้น แต่ความกดดันเรื่องการแข่งขันให้ได้คะแนนดีที่สูงมาก  ยังเปลี่ยนวัฒนธรรมคนรุ่นหลังให้กลายเป็นคนที่พร้อมจะคดโกงเพียงเพื่อให้สอบผ่านหรือได้คะแนนดี  โดยไม่มีความรู้จริง  ไม่รักการเรียนรู้  ไม่รู้วิธีการที่จะเรียนรู้ต่อ  ไม่มีจินตนาการ         ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นที่ต้องการมากในโลกสมัยใหม่ที่มีปัญหาสลับซับซ้อนมากขึ้น

                        การสอบแข่งขันที่วัดเป็นคะแนนเป็นแรงกดดันสำหรับนักเรียนนักศึกษามาก  ในสหรัฐมีการประมาณว่า  นักศึกษา 1 ใน 7 คน ใช้ยากระตุ้นซึ่งเชื่อว่าช่วยให้เขาผ่อนคลายและมีสมาธิดีขึ้น ในประเทศไทยเด็กที่สู้การแข่งขันไม่ได้ต้องออกไปกลางคันหรือหลบไปใช้ชีวิตหาความเพลิดเพลินจากการบริโภคต่างๆ เด็กนักเรียนในระดับประถมมัธยมที่ยังคงสู้อยู่ต้องเคร่งเครียดกับการกวดวิชา การท่องหนังสือสอบในแต่ละภาคและในการสอบแข่งขันเพื่อเรียนต่ออย่างหนักมาก

                        การประเมินผลยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในระบบการศึกษา การประเมินผลที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับหรือรักษามาตรฐานทางวิชาการ  รวมทั้งอาจเป็นแรงจูงใจให้นักเรียนและครูอาจารย์ต้องใช้ความพยายามทำงานเพิ่มขึ้น  แต่การประเมินผลไม่ได้แปลว่าคือการสอบแข่งขันวัดเป็นคะแนนอย่างเคร่งเครียดเสมอไป

มีหลักฐานชี้ว่า  วิธีการประเมินผลแบบไม่เป็นทางการโดยครูในห้องเรียน ผนวกกับการมีโปรแกรมให้ผู้เรียนประเมินผลตัวเองเองได้อย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback)  มีส่วนช่วยยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน  การประเมินผลที่ดีควรเน้นการประเมินผลความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน คือ การพัฒนาศักยภาพของตนเอง  แข่งขันกับตนเอง   มากกว่าเน้นการแข่งขันกับเพื่อน

                        แต่การปรับปรุงปฏิรูปวิธีการประเมินผลอย่างเดียวอาจไม่ได้ช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษา ต้องสร้างแรงจูงใจใฝ่รู้ของนักเรียนตั้งแต่เด็ก และปรับปรุงปฏิรูปกระบวนการสอนการเรียนให้นักเรียนมีความสุข ความพอใจในการเรียนด้อย  

การจัดการเรียนและประเมินผลที่ดี ควรยืดหยุ่นตามความเป็นจริงว่า  ผู้เรียนแต่ละคนมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่างกัน  และมีความชอบและความถนัดต่างกัน  ดังนั้นแทนที่จะจัดระบบการศึกษาให้นักเรียนให้เรียนชั้นไหนก็อยู่ชั้นนั้นทุกวิชาตามเกณฑ์อายุ  ควรเปลี่ยนเป็นจัดการสอนการเรียนให้ยืดหยุ่น แบบให้ผู้เรียนลงทะเบียนวิชาต่างกันในกลุ่มต่างกันได้  โดยประเมินความเก่งของนักเรียนแต่ละคนเป็นรายวิชา คนที่เรียนวิชาไหนได้ดีใกล้กัน ก็จัดให้ไปเรียนวิชานั้นในห้องเดียวกัน  คนที่เรียนวิชาไหนได้อ่อนใกล้กันก็จัดให้เข้าเรียนในอีกห้องหนึ่ง ไม่จำเป็นที่นักเรียนรุ่นเดียวกันหรือไล่เลี่ยกันจะต้องเรียนทุกวิชาเหมือนกันและพร้อมกัน 

การจัดชั้นเรียนอย่างยืดหยุ่นวิธีนี้  นักเรียนแต่ละคนจะเรียนรู้แต่ละวิชาได้ในอัตราใกล้เคียงกัน  ไม่รู้สึกว่าตัวเองตามเพื่อนไม่ทัน   หรืออ่อนด้อยกว่าเพื่อนมากนัก  และคนบางคนที่เก่งในบางวิชามากกว่าบางวิชา  จะไม่ถูกทำลายความภาคภูมิใจในตัวเอง  และมีกำลังใจ  มีแรงจูงใจในการเรียน ซึ่งต่างกับระบบการจัดชั้นนักเรียนตามอายุแบบตายตัว ทุกคนอยู่ชั้นเดียวกัน  เรียนทุกวิชาด้วยกัน ที่จะทำให้นักเรียนกลุ่มที่อ่อนที่สุดในชั้นมีปัญหา  นักเรียนในระดับกลาง ๆ และเก่งต้องเคร่งเครียดในการแข่งขันกันกับเพื่อนกลุ่มเดิมในทุกวิชา

                        นี่คือสิ่งที่โรงเรียนนานาชาติ  และโรงเรียนในประเทศอื่นทำอยู่ แต่โรงเรียนของไทยยังไม่ได้นึกถึงหรือมักคิดว่าทำไม่ได้ เพราะไม่มีครูพอ แต่ปัญหาอาจจะมาจากครูคิดอยู่ในกรอบราชการ คิดแบบยืดหยุ่นไม่เป็นมากกว่า การศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ ที่ถ้าต้องการปฏิรูปก็ต้องเพิ่มการลงทุน เพิ่มการทำงานที่ดูยุ่งยากในการจัดการขึ้น แต่จะมีผลดีต่อการเรียนรู้มากกว่า การจัดให้ชั้นเรียนมีขนาดเล็ก ที่ครู อาจารย์ติดตามดูแลเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด  จะช่วยให้เด็กมีโอกาสเรียนได้ดีกว่า

ทั้งนี้จะต้องฝึกอบรมครูใหม่ให้รู้จักการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองของผู้เรียน (Brain Compatible Learning) โดยใช้สื่อรวมทั้งอินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยมากขึ้น โดยครูจะต้องชี้แนะให้เด็กรักการใฝ่รู้ ค้นคว้าด้วยตนเองเป็นด้วย การส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองจะช่วยลดจำนวนและภาระงานสอนแบบบรรยายของครูได้มาก การปฎิรูปแนวนี้เป็นประโยชน์ในระยะยาวสำหรับทั้งผู้เรียนและครู ครูเองก็จะเหนื่อยน้อยลง และมีความสุขมากขึ้น

                        การประเมินผลที่มีปัญหามากที่สุดคือการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งรับได้จำกัดและคณะวิชามหาวิทยาลัยดี  ๆ ต่างคนก็ต่างอยากรับเฉพาะนักเรียนเก่งที่สุดหรือเหมาะที่สุดที่พวกเขาจะเลือกได้  ทำให้ต้องมีการแข่งขันแบบมีการเปรียบเทียบกันในทางใดทางหนึ่ง  มหาวิทยาลัยในต่างประเทศใช้วิธีการคัดเลือกแบบรับตรง  โดยพิจารณาจากคุณสมบัติหลายด้าน  จากรายงานการศึกษา  และจดหมายรับรองของครู การเขียนบทความ  การสอบอัตนัย  การสอบสัมภาษณ์ ขณะที่มหาวิทยาลัยนิยมการคัดเลือกจากวัดจากเกรดหรือคะแนนจากการสอบที่มักจะเป็นแบบปรนัย ทั้งๆ ที่คนที่สอบได้คะแนนสูงอาจจะได้มาจากการเรียนแบบกวดวิชา  เก็งข้อสอบรู้วิธีทำข้อสอบเก่งหรือท่องจำเก่งก็ได้ เช่น คณะวิทยาศาสตร์ของหลายมหาวิทยาลัยพบว่า นักศึกษาปีที่ 1 ทั้งที่ผ่านการแข่งขันสอบเข้าไปอย่างยากลำบากแล้ว สอบตกวิชาฟิสิกส์กันมาก

ระบบประเมินผลในเชิงเปรียบเทียบแข่งขันมักมีผลเสียในการทำลายแรงจูงใจจากภายใน สำหรับผู้ได้คะแนนหรือได้รับผลการประเมินที่ไม่ค่อยดี และระบบการศึกษาแบบแข่งขันเอาคะแนน คัดคนแพ้ออก  ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างคนที่สอบได้คะแนนสูงกับคนที่สอบได้คะแนนต่ำเพิ่มขึ้น  ทั้ง ๆ ที่จริงแล้ว  การศึกษาสมัยใหม่มีองค์ความรู้และมีเทคนิคมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยนักเรียนที่อ่อนให้เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ถ้ามีครูที่สามารถและเอาใจใส่เด็กทุกคนอย่างทั่วถึง  และส่งเสริมให้เกิดหรือรักษาแรงจูงใจจากภายในตัวของผู้เรียนไว้ได้

                        การสอนและการประเมินผล (สอบ)  แบบเน้นการวัดคะแนนมากเกินไป ยังบิดเบือนการศึกษาในทางอื่นด้วย ทั้งโรงเรียนและครูถูกกดดันให้ต้องปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การศึกษาหรือคะแนนของนักเรียนจากการทดสอบระดับชาติ  ดังนั้น  พวกเขาจึงมักใช้เวลาไปเน้นการสอนแบบกวดวิชาเพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนของตนสอบให้ได้คะแนนดีขึ้น  และลดเวลาสำหรับการสอนและกิจกรรมแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมและทางอารมณ์   รวมทั้งทักษะอื่น ๆ ที่จะมีส่วนช่วยให้นักเรียนมีความสุขและเกิดแรงจูงใจอยากเรียนรู้จากภายในตัวเขาเอง 

สิ่งที่สอนกันในชั้นเรียน  กลายเป็นการฝึกทำข้อสอบเก่า การสอนแบบคับแคบเช่นนี้   ทำให้นักเรียนที่ฉลาดที่สุด ได้รับการศึกษาที่ฉลาดน้อยลง   ทั้ง ๆ ที่พวกเขาชอบการเรียนที่เอาการเอางาน และสร้างสรรค์มากกว่านี้  และนักเรียนทั่วไปก็ได้ประโยชน์จากการสอนแบบนี้น้อยลงเช่นกัน

                        ยกตัวอย่างเช่น  การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เมื่อโรงเรียนและครูหันมาสอนแบบฝึกทำข้อสอบเสียแล้ว โอกาสที่นักเรียนจะได้เรียนรู้การทดลองอย่างสนุกและตื่นเต้น  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่เคยทำให้คนตกหลุมรักวิทยาศาสตร์และต่อมากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์มีชื่อเสียง  ต้องลดลงไป  และทำให้การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กลายเป็นวิชาที่น่าเบื่อ  ทั้ง ๆ ที่ วิทยาศาสตร์ คือเรื่องของธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งมีเรื่องให้เราสงสัยอยากรู้อยากเห็นอยู่มาก  แต่เมื่อไม่มีการสอนที่น่าสนใจ   ไม่มีการเชื่อมโยงการเรียนเข้ากับชีวิตจริง  ก็เลยทำให้คนขาดความสนใจในวิชาด้านนี้ไป นี่เป็นข้อด้อยที่สำคัญของการจัดการศึกษาในปัจจุบันในแทบทุกวิชา  ไม่ใช่เฉพาะวิทยาศาสตร์

                        นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพและเมืองใหญ่ไปเรียนกวดวิชากันมาก เพราะการเข้ามหาวิทยาลัยมีการแข่งขันสูง และใช้วิธีสอบแบบเน้นการวัดคะแนนเปรียบเทียบ  ครูกวดวิชาที่มีชื่อเสียงว่าสอนเก่งสอนสนุกช่วยทำให้ผู้เรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มาก  ได้รับความนิยมสูงมากจนขนาดเรียนผ่านทางวีดีโอที่มีการอัดเทปไว้แล้ว นักเรียนก็ยังยอมเสียเงินจำนวนมากไปเข้าเรียนกัน บางคนมองว่าครูเหล่านี้สอนเก่ง สอนสนุก ช่วยให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น แต่หลายคนก็มองว่าพวกเขาสอนแบบกวดวิชาที่มุ่งเก็งข้อสอบ ทำข้อสอบ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปรนัย  อาศัยการท่องจำ)  ได้ดีขึ้นมากกว่า  ถ้าเป็นอย่างแรก การกวดวิชาแนวนี้ย่อมมีประโยชน์อยู่บ้าง กระทรวงศึกษาธิการน่าจะสนใจเรียนรู้วิธีการสอนจากพวกเขา  แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง  คือ เป็นการกวดวิชาเพื่อมุ่งสอบเอาคะแนนมากกว่าที่จะส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบเข้าใจ น่าจะเป็นโทษมากกว่า

ทางแก้ไขที่แท้จริงคือ ต้องเปลี่ยนวิธีการประเมินผลทั้งในโรงเรียนและการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย เช่น เปลี่ยนเป็นการสอบแบบอัตนัย  การเขียนความเรียง   การสอบสัมภาษณ์  การพิจารณาจากผลการเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยาม  การทำกิจกรรม การฝึกงาน และคำรับรองจากครูอาจารย์ และผู้รับผิดชอบการฝึกงาน ฯลฯ  รวมทั้งการเปิดโอกาสให้คนที่สนใจอยากเรียนมีโอกาสได้เรียนเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัยเป็นประเด็นสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการเรียนการสอนแบบใหม่ให้เด็กรักการอ่าน  การค้นคว้า  คิด  วิเคราะห์  สังเคราะห์เป็น เป็นไปได้ หากไม่เปลี่ยนวิธีการคัดเลือกคนเข้ามหาวิทยาลัย ครูมัธยม ผู้ปกครองและนักเรียนย่อมสนใจการเรียนรู้แบบการท่องจำ เพื่อไปสอบแบบปรนัยให้ได้คะแนนสูงขึ้นเท่านั้น

                        การจะปฏิรูปประเมินผลให้เป็นแบบใหม่ได้  ที่สำคัญต้องปฎิรูปครูอาจารย์ให้เรียนรู้ใหม่และพัฒนาตัวเองให้ฉลาดทุกด้าน(ปัญญา อารมณ์ จิตสำนึก)เพิ่มขึ้น ให้ครูอาจารย์มีแรงจูงใจและมีเวลาในการสอนแบบใหม่ที่ต้องติดตามดูแลผู้เรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ไม่ใช่ได้แต่สั่งให้นักเรียนไปอ่านหนังสือหรือทำโครงการ โดยอ้างว่านี่คือการสอนแบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง

 

7.5 การประเมินผลที่ดีและการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในตัวเอง

                        นักวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า   หากผู้เรียนได้พบด้วยตัวเองว่าความรู้และทักษะของเขาเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว หรือภาคการศึกษาที่แล้ว เขาจะมีแรงจูงใจจากภายในตัวเองที่อยากเรียนรู้มากขึ้น เช่น เดียวกับคนที่รู้ว่าตัวทำงานได้ดีขึ้น หรือเล่นกีฬาได้ดี จะมีแรงจูงใจที่จะพยายามพัฒนาตัวเองต่อไปมากขึ้น  โดยไม่สนใจว่าถ้าเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วเขาจะอยู่ที่ระดับไหน  ดังนั้น  การประเมินผลที่เน้นความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคน  โดยให้ผู้เรียนมีส่วนประเมินผลด้วยตนเองได้ หรือรับรู้ด้วยตนเองได้ จึงเป็นวิธีประเมินผลที่ดีกว่า การสอบแบบเปรียบเทียบคะแนนกับคนอื่น ๆ

                        การที่ประเทศอังกฤษจัดให้มีการสอบวัดผลระดับชาติในช่วงชั้นที่สำคัญเช่นระดับประถมศึกษาตอนปลาย  มีผลเสียต่อการทำลายความมั่นใจและความภาคภูมิใจของนักเรียนจำนวนมากที่ทำคะแนนได้ไม่ค่อยดี   นักวิจัยพบว่า  ก่อนหน้าที่จะมีการจัดให้มีการสอบวัดผลระดับชาติ  ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญระหว่างความภาคภูมิใจของนักเรียน  กับผลการทดสอบของพวกเขาในวิชาคณิตศาสตร์และการอ่าน  แต่หลังจากมีการสอบวัดผลระดับชาติระดับประถมศึกษาตอนปลาย คนที่สอบได้คะแนนต่ำ มีความภาคภูมิใจในตนเองลดลงต่ำกว่าคนที่สอบได้คะแนนสูงอย่างเห็นได้ชัด  การที่นักเรียนต้องใช้เวลาเตรียมตัวและฝึกการทำข้อสอบมากขึ้น และมีเวลาเรียนเพื่อรู้ลดลง  ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายหนักเข้าไปอีก

                        การลดความภาคภูมิใจในตัวเองของนักเรียน  เป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้นักเรียนมีแนวโน้มที่จะอ่านและศึกษาด้วยตัวเองน้อยลง  และประสบความสำเร็จลดลง  รวมทั้งจะมีผลในระยะยาวต่อการเลือกตัดสินใจในเรื่องอาชีพการงานของเขาด้วย  การวิจัยพบว่า เด็กที่ขาดความภูมิใจในตัวเอง   จะไม่กล้าเลือกอาชีพบางอาชีพที่พวกเขาคิดว่า   เขาไม่มีความสามารถพอที่จะก้าวไปถึง  ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง  เขาอาจจะก้าวไปได้   เด็กที่ไม่เคยใฝ่ฝันถึงความสำเร็จ  มีโอกาสน้อยลงที่จะประสบความสำเร็จ  

ในทางตรงกันข้าม  เด็กผู้เชื่อว่าเขามีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะไปทำงานในอาชีพที่มีฐานะทางสังคม  หรือเป็นอาชีพที่ใคร ๆ ก็อยากทำได้   จะตั้งเป้าหมายเรื่องอาชีพของเขาไว้สูงกว่าเด็กคนอื่น ๆ  พวกเขาจะตั้งใจเรียนหนักกว่า และมีความมานะบากบั่นในการทำงานมากกว่า

                        ดังนั้น  ถ้าเราวิเคราะห์ผลกระทบแล้ว ระบบทดสอบและการประเมินผลที่เราใช้ทำกันอยู่เพื่อเลื่อนขั้นหรือแข่งขันเพื่อไปเรียนต่อไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยปรับปรุงการเรียนรู้ของเด็ก หากจุดประสงค์ที่สำคัญที่สุดคือเพื่อวัดและเปรียบเทียบผลการสอบ/การทำงานของนักเรียน ครูและโรงเรียนมากกว่า นักการศึกษาบางคนได้เสนอให้เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการประเมินผลใหม่โดยสิ้นเชิง  คือต้องเน้นการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงการเรียนรู้ (Learning)  แทนการวัดผลการสอบ  (Performance) 

การประเมินผลที่มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ เช่น การประเมินผลแบบยึดการเรียนรู้เป็นศูนย์กลาง (Learning – Focused  Assessment) ซึ่งจะวัดวิธีที่เด็กเรียน (How They Learn )  และ สิ่งที่เขาเรียนรู้ด้วย  และส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนในการควบคุมกระบวนการการเรียนรู้ของตนเองเพิ่มขึ้น จะช่วยให้เด็กมีแรงจูงใจในการเรียนรู้ได้ดีกว่าการประเมินด้วยการสอบเพื่อดูคะแนนแบบเก่า  การวิจัยได้พบว่า  เด็ก (ผู้ใหญ่ด้วย)  เรียนได้ดีที่สุด ถ้าหากเขามีแรงจูงใจภายในตัวเองที่อยากเรียนรู้ และรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้นั้น  อย่างเอาการเอางาน

7.6 ความสำคัญของการรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

                        แนวคิดการจัดการศึกษาแบบเก่าที่คิดว่า ถ้าจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้องค์ความรู้และทักษะจำนวนหนึ่งตามหลักสูตรที่กำหนดแล้ว  พวกเขาจะไปทำงานในระบบเศรษฐกิจได้อย่างดี เป็นแนวคิดที่ล้าสมัย   โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วอย่างไม่อาจคาดล่วงหน้าได้  โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม  เห็นได้ชัดว่างานส่วนใหญ่ในยุคนี้  ต้องการความสามารถด้านปัญญาและอารมณ์มากกว่าการใช้แรงงานหรือทักษะฝีมือแบบสำเร็จรูป 

คนที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน จะต้องเก่งในเรื่องทักษะ  ในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอื่น  การสื่อสารและการคิดอย่างสร้างสรรค์  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจทำให้เศรษฐกิจและอาชีพการงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนสมัยนี้ทำงานที่เดิมได้ไม่กี่ปีก็มักจะต้องเปลี่ยนงาน  ไม่มีใครทำงานเดิมไปตลอดชีวิตแบบสมัยก่อนอีกต่อไป  และการเปลี่ยนแปลงด้านนี้ยิ่งจะมีอัตราเร่งสูงขึ้นในอนาคต 

ดังนั้น  ความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน  จะยิ่งสำคัญมากขึ้นในโลกอนาคต

                        การรักการเรียนรู้ตลอดชีวิตนอกจากจะช่วยให้คนไม่ตกงาน และมีรายได้เพิ่มแล้ว  ยังเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาด้วยเหตุผลอีกหลายประการ  เป็นปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสุขในระยะยาว  และสุขภาพที่ดี  ช่วยพัฒนาปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้คนเรามีความสุข  เช่น การเชื่อมโยงกันกับคนอื่น ๆ ทักษะในการสื่อสาร  การรู้สึกว่าตนเองสามารถควบคุมวิถีชีวิตของตนเองได้  และปัญญา 

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนพัฒนาขึ้นได้จากการเรียนรู้ของคน  คนที่รักการเรียนรู้เพราะอยากเรียนรู้  และเป็นคนที่รักการอ่านและเรียนรู้ตลอดชีวิตของเขา  จะเป็นคนที่มีความพร้อมที่จะมีความสุข  มีสุขภาพดี  และประสบความสำเร็จมากกว่า คนที่พอเรียนจบจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้อ่านหนังสือหรือเรียนรู้ต่ออีกเลย

                        ความรักในการเรียนรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสุขและสุขภาพดีไปตลอดชั่วอายุขัยของคน  รวมทั้งในวัยสูงอายุ  การวิจัยพบว่า   คนสูงอายุที่ยังสนใจอ่าน  ยังฝึกใช้ความคิด  สนใจเรียนรู้อะไรใหม่ สมองจะเสื่อมช้ากว่า  สุขภาพทั้งกายและใจดีกว่าคนสูงอายุที่ไม่สนใจจะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ คนสูงอายุที่รักการเรียนรู้  ยังชราภาพทางจิตใจช้าลงอีกด้วย

กระบวนการเรียนรู้ของคนเราสำคัญมากกว่าตัววุฒิการศึกษา เพราะการเรียนรู้เพื่อการเรียนรู้จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้มากกว่า นำไปใช้ในการพัฒนาตนเองและแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตได้มากกว่า  การศึกษาชนิดที่มุ่งเพียงเพื่อการสอบเอาคะแนนหรือวุฒิบัตร  โดยเฉพาะเมื่อเป็นการศึกษาและการสอบแบบเน้นการท่องจำ  แต่คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ไม่เป็น  ไม่รักการเรียนรู้  และไม่รู้วิธีการเรียนรู้ต่อ  อย่างที่เห็นได้ชัดในประเทศไทยด้วยแล้ว  ยิ่งเป็นการศึกษาที่ให้ประโยชน์ผู้เรียนได้จำกัดมาก

แม้แต่คนจบมหาวิทยาลัย  ก็มักจะมีแค่วุฒิบัตรและทักษะบางอย่างในระดับหนึ่ง  แต่มีปัญญาที่จะเรียนรู้ต่อ คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์เป็น  แก้ไขปัญหา  พัฒนาตนเองและพัฒนาสังคมได้  ค่อนข้างต่ำ คนจบปริญญาตรีที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาเป็นกลุ่มคนที่ว่างงานมากกว่าคนมีการศึกษาระดับอื่น จำนวนนักศึกษาปริญญาโทและเอกภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากคนจบปริญญาตรีหางานได้ยากขึ้น และความนิยมในวุฒิการศึกษา ขณะที่การพัฒนาด้านคุณภาพของบัณฑิตและความก้าวหน้าทางวิชาการที่จะนำไปใช้พัฒนาประเทศได้ โดยรวมของประเทศไทยกลับมีน้อย ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกับจำนวนนักศึกษาและบัณฑิตที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่ได้เรียนรู้ที่จะเป็นคนที่มีความสุขและดีต่อคนอื่นและต่อส่วนรวม ทำให้แม้ประเทศไทยจะมีคนจบการศึกษาระดับสูง ระดับกลางเพิ่มขึ้น แต่ก็มีปัญหาความขัดแย้งและวิกฤติทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น

 

                        สรุป  การจัดการศึกษาที่ดีจะช่วยให้เด็กมีความสุข มีสุขภาพดี  และประสบความสำเร็จ ทั้งในวัยเด็กและตลอดชีวิตของเขา  การศึกษาที่ดี ที่เพิ่มโอกาสให้เด็กมีเวลาและสถานที่ที่จะเล่นด้วยและทำให้เด็กเกิดความรักในการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เด็กจะสามารถพัฒนาทักษะทางวิชาการได้เร็วอย่างน่าประหลาดใจ  ถ้าหากว่ามีการสอนดี  เด็กมีความพร้อม  และมีแรงจูงใจจากภายในตัวเขาเองที่อยากจะเรียนรู้ การศึกษาที่ดีจะต้องเป็นการศึกษาที่มุ่งพัฒนาความสามารถทั้งทางปัญญา    ทางสังคมและอารมณ์ ทักษะในการสื่อสาร  ความสามารถในการฟื้นคืนสู่สภาพเดิมได้รวดเร็ว การช่วยให้คนได้รู้จักตัวเอง รู้จักเพื่อนและคนอื่นๆ ในชุมชน มีวุฒิภาวะ มีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำอย่างน้อยก็นำตัวเองในการแก้ปัญหาและพัฒนาตัวเองได้

                        การเรียนรู้ที่จะเป็นคนเก่งและคนดี จะเกิดขึ้นได้ต้องควบคู่ไปกับการเป็นคนที่มีความสุข โดยความสุขมักจะต้องมาก่อน ความเก่งและความดีจึงจะตามมา(คำขวัญควรจะจัดลำดับใหม่เป็นมีความสุข เก่ง ดี ไม่ใช่เก่ง ดีมีความสุข) รัฐบาลที่ฉลาดเห็นการณ์ไกลต้องช่วยให้ประชาชนได้พัฒนาทั้ง 3 อย่างนี้พร้อมกันอย่างมองเห็นความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เราจึงจะสร้างประชาชนพลเมืองที่มีคุณภาพ มีคุณธรรมจริยธรรม จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ทำให้โรงเรียน ที่ทำงาน ชุมชน และประเทศ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง อย่างฉลาด มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนอย่างแท้จริง 

 


1 บทนี้ได้ข้อมูลจาก วิทยากร เชียงกูล  ความสุขซื้อไม่ได้แต่สร้างได้ จิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเพื่อความสุข สายธาร

    2550 และ Martin Pawl Making Happy People The Nature of Happiness and its Origins in Childhood  London, Fourth

    Estate,2550

2 วิทยากร เชียงกูล  การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สายธาร 2549

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: