RSS

มองมุมใหม่ด้วยใจรัก:สภาพัฒน์ฯยังพึ่งได้

30 มี.ค.

การชะลอตัวทางเศรษฐกิจแม้จะเป็นปรากฏการณ์จริงที่ประเทศต้องเผชิญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อให้ได้เม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบหรือได้ตัวเลขกา รเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทะลุทะลวงเกินเป้า เฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นตัวเลขที่หวังผลความนิยมทางการเมืองแล้วยิ่งเป็นสิ่งท ี่ควรระวัง

ภายใต้กระแสตื่นวิกฤติเศรษฐกิจ ยังเป็นโชคดีที่ได้เห็นการทำหน้าที่และบทบาทขององค์กรเทคโนแครตอย่างสำนักงา นคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ฯที่ยังคงเป็นองค์ กรเสาหลักเชิงองค์ความรู้ในการพัฒนาประเทศ

แม้หลายฝ่ายจะมองเห็นความสำคัญของการมีอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำเพื่อทด แทนการนำเข้าปีละเกือบ 5 แสนล้านบาท แม้หลายฝ่ายหวังอย่างยิ่งที่จะดึงนักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุน แต่สภาพัฒน์ก็ได้แสดงจุดยืนของตัวเองเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุมดังข้อเสนอที่เตรียมให้รัฐบาลพิจาณากรณีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กต้ นน้ำ

1. สำนักงานฯ ยังไม่ควรสรุปพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับอุตสาหกรรมผลิตเหล็กขั้นต้น แต่ควรนำเสนอพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้ง 4 แห่ง เพื่อให้รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้ เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด โดยในการศึกษาจะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมในทุกมิติ นอกเหนือจากการพิจารณาลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ ซึ่งการศึกษาควรรวมถึงการยอมรับของชุมชนในพื้นที่ เนื่องจากชุมชนในพื้นที่จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

2. อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นเป็นอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อการส่งผลกระทบต่อท รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการโต้แย้งของสังคมสูง และต้องมีการใช้น้ำและไฟฟ้าจำนวนมาก จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยควรให้กระทรวงอุตสาหกรรมประเมินความคุ้มค่าในการจัดตั้งโรงงานผลิตเหล็กค ุณภาพสูงในประเทศไทยเปรียบเทียบกับความคุ้มค่าต่อการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาต ิและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอนามัยของประชาชนในระยะยาว และหากผลการศึกษาเห็นว่าไม่มีความคุ้มค่าจะต้องหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือ การลงทุนในต่างประเทศในลักษณะร่วมทุนหรือการนำเข้าเหล็กจากต่างประเทศทดแทนก ารผลิตในประเทศไทย เพื่อไม่ให้กระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย

3. กระทรวงอุตสาหกรรมควรมีการศึกษาเพื่อกำหนดประเภทของอุตสาหกรรมที่ควรจะส่งเส ริมในประเทศไทยและอุตสาหกรรมหนักที่ไม่คุ้มค่าต่อการส่งเสริมให้มีการลงทุนภ ายในประเทศ เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชนในระยะยาว

ข้อเสนอด้านนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย จากการศึกษาและวิเคราะห์ได้ข้อสรุปว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งโรงงานถลุงเหล็กขั้นต้นเพื่อรอง รับความต้องการเหล็กคุณภาพสูงของประเทศในระยะ 30 ปีข้างหน้า และเพื่อให้มีความชัดเจนและเป็นไปได้อันจะนำไปสู่การสร้างเงื่อนไขการอยู่ร่ วมกันระหว่างอุตสาหกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ข้อเสนอจึงครอบคลุมประเด็นสำคัญ 2 ด้าน คือ ด้านนโยบายและแนวทางในการขับเคลื่อน ดังนี้

1. ข้อเสนอด้านนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้น

1.1 พื้นที่ตั้งอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นที่มีศักยภาพ มี 4 แห่ง ได้แก่ (1) บริเวณแหลมช่องพระ อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร (2) บริเวณบ้านแหลมทวด อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี (3) บริเวณบ้านบางปอ อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และ (4) บริเวณตำบลกุยเหนือ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

1.2 จำนวนโรงงานผลิตเหล็กขั้นต้นที่ต้องมีในประเทศไทยไนระยะ 30 ปี เพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูงจำนวน 15 ล้านตันต่อปี หากผลิตโรงงานละ 5 ล้านตันต่อปี จะมีโรงงานได้ 3 โรง

1.3 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและชุมชน ต้องมีกระบวนการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ก่อนเริ่ม ดำเนินโครงการ โดยให้มีการจัดทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และชุมชนในพื้นที่ในการกำหนดมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และแนวทางปฏิบัติสำหรับการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการ

1.4 การส่งเสริมการลงทุน กำหนดให้อุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นเพื่อผลิตเหล็กคุณภาพสูงเป็นกิจการประเภทปกต ิที่ได้รับสิทธิประโยชน์ในพื้นที่นิคมตามเขตพื้นที่ตั้งเนื่องจากเป็นอุตสาห กรรมกลุ่มเสี่ยงที่จะต้องมีการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษประกอบก ับเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษค่อนข้างสูง โดยในการพิจารณาให้การส่งเสริมการลงทุนควรกำหนดเงื่อนไขในการส่งเสริมการลงท ุน ดังนี้

1) ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตเหล็กและเหล็กกล้าที่มีมาตรฐานสูง ประหยัดพลังงาน สามารถผลิตเหล็กคุณภาพสูงที่มีความบริสุทธิ์สูง เช่น เทคโนโลยีการถลุงแร่เหล็กโดยการใช้เตาพ่นลมและหลอมเหล็กกล้าด้วยเตาออกซิเจน (Blast Furnance – Basic Oxygen Furnance : BF-BOF) หรือเทคโนโลยีการผลิตอื่นๆ ที่มีมาตรฐานสูงกว่า และให้ใช้เครื่องจักรใหม่เท่านั้น ห้ามใช้เครื่องจักรเก่าจากต่างประเทศ รวมทั้งต้องใช้สินแร่เหล็กและวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูง

2) ต้องมีระบบควบคุมการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม เช่น ระบบกำจัดมลพิษทางอากาศ ฝุ่น เสียง ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบกำจัดกากของเสียจากอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและสามารถควคุมการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล ้อมให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินกว่ามาตรฐานสากล รวมทั้งต้องติดตั้งระบบเฝ้าระวังคุณภาพสิ่งแวดล้อมตลอด 24 ชั่วโมง และเชื่อมโยงข้อมูลสู่หน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น พร้อมทั้งมีระบบเตือนภัยเมื่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง

3) ควรมีแผนงานในการทำงานร่วมกับชุมชน ในการปรับปรุงและพัฒนาอาชีพของคนในชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงศักยภาพการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ รวมทั้งจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการรายปีที่ระบุรายละเอียด วงเงินลงทุนที่จะจัดสรรเพื่อประโยชน์ของชุมชน เช่น การจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนที่ได้รับผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโรงงาน การให้ทุนการศึกษาแก่คนในชุมชน การดูแลสุขภาพ การจ้างงานคนในพื้นที่ การจัดทำมวลชนสัมพันธ์ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เป็นต้น

4) ต้องจัดทำแผนงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่จะก่อให้เกิดการประหยัดพลังงานและลดมลพิษที่จะเกิดจากโรงงานที่จะตั้งในป ระเทศไทย โดยระบุถึงวงเงินลงทุนที่จะจัดสรรเพื่องานวิจัยและพัฒนา และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการวิจัยและพัฒนา เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือ การจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในประเทศไทย เป็นต้น

2. ข้อเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้นโยบายการส่งเสริมการลงทุนกิจการผลิตเหล็กขั้นต้นสามารถนำไปปฏิบัติ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ควรมีการกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนและหน่วยงานรับผิดชอบ ดังนี้

2.1 การจัดหาพื้นที่ มอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมศึกษารายละเอียดและความเป็นไปได้เพื่อคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด

2.2 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงมหาดไทยรับไปหารือร่วมกับนักลงทุน ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้กลไกการบริหารจัดการระดับพื้นที่ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน อุตสาหกรรมจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ และมีคณะทำงานไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อกำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน การสร้างความเข้าใจร่วมกัน การกำหนดเกณฑ์ในการกำกับดูแลและติดตามประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชุมชน

2.3 การจัดตั้งองค์กรอิสระตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานกับหน่วยงานที่เกี่ย วข้อง เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพของประ ชาชนตามมาตรา 67 และเร่งรัดให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่ให้ความเห็นต่อการดำเนินโครงการ รวมทั้งจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อนดำเ นินโครงการ

ข้อเสนอเหล่านี้ชัดเจนและเป็นแผนที่สำหรับประชาชนในการติดตามการทำงานของหน่ วยงานเกี่ยวข้องโดยเฉพาะฝ่ายการเมืองที่มีเงื่อนไข 3 เดือนในการสร้างผลงานหวังคะแนนนิยม

 

ป้ายกำกับ: , , ,

4 responses to “มองมุมใหม่ด้วยใจรัก:สภาพัฒน์ฯยังพึ่งได้

  1. 118clip

    พฤษภาคม 18, 2009 at 10:05 pm

    hello
    thank you
    http://www.118clip.com

     
  2. แรนเถื่อน

    พฤษภาคม 19, 2009 at 5:09 pm

    ขอบคุณครับ

     
  3. แรนเถื่อน

    มิถุนายน 20, 2009 at 11:15 am

    Thank for content kubb….

     
  4. stemis

    มิถุนายน 22, 2009 at 5:44 pm

    ผมชอบเรื่องราวของประเทศไทยมากเลยครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: