RSS

ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ สำคัญกว่าการศึกษาฟรีแบบคุณภาพต่ำ

10 มิ.ย.

โครงการการศึกษาฟรี 15 ปีที่รัฐบาลจะใช้เงินภาษีประชาชนมาจ่ายค่าหนังสือ (6 พันล้านบาท) อุปกรณ์การเรียน (2 พันกว่าล้านบาท) ค่าชุดนักเรียน (4,500 ล้านบาท) ให้นักเรียนทุกคน และอุดหนุนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนกว่า 4,000 ล้านบาท ไม่ได้แปลว่าจะช่วยให้คนจนได้ส่งลูกไปเรียนหนังสือจนครบ 15 ปีทุกคน สถิติปี 2551 มีเด็กวัยเรียนอายุ 3-17 ปี ที่ควรจะได้เรียน แต่ต้องออกกลางคันคือไม่ได้เรียนจนถึงม.6/อาชีวะมีถึง 1.67 ล้านคนหรือ 50% ของประชากรวัยเดียวกัน

การที่ลูกคนจนราว 1.67 ล้านคนในรอบ 12 ปีที่ผ่านมาต้องออกกลางคันระหว่างทาง ไม่ได้เรียนครบ 12 ปี (จบม.6/ปวช.) ทั้ง ๆ ที่โรงเรียนภาครัฐส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือเก็บต่ำ เพราะพวกเขามีปัญหาหลายด้าน ปัญหาใหญ่ คือค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ โดยเฉพาะการไปเรียนชั้นมัธยมหรืออาชีวศึกษาในเมือง และค่าเสียโอกาสในการทำงาน เพราะคนที่จนจริง ๆ จำเป็นต้องให้ลูกออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงาน ครอบครัวจึงจะอยู่รอดได้ ถ้าให้ลูกไปเรียน ครอบครัวเขาก็จะขาดรายได้

ปัญหาอื่น คือคนจนได้เรียนโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่า มาจากสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้น้อยกว่า ลูกคนจนจึงมีโอกาสเรียนได้และสอบผ่านเลื่อนชั้นไปเรียนระดับสูงได้น้อยกว่า คนรวยคนชั้นกลาง การที่ลูกคนจนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย เช่นจากชุมชนแออัด จากชุมชนที่มีปัญหายาเสพติด การพนัน ติดเกม ปัญหาเด็กเกเร มั่วสุมทางเพศฯลฯ ทำให้ลูกคนจนจำนวนมากไม่อยากเรียนหรือไม่สามารถเรียนต่อได้ นี่คือปัญหาทางเศรษฐกิจสังคมที่ซับซ้อนกว่าที่จะแก้ได้ด้วยการแก้ปัญหาแบบ ง่าย ๆ เช่นการแจกหนังสือ อุปกรณ์ ชุดนักเรียน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคนจนเหมือนกัน แต่เป็นส่วนย่อยของปัญหา

ปัญหาเด็กไม่ได้เรียนหนังสือเกิดจากทั้งพ่อแม่ไม่ได้ส่งลูกเรียนเมื่ออายุ ถึงเกณฑ์บังคับ พ่อแม่เช่นคนงานก่อสร้างต้องโยกย้ายที่ทำงานและที่อยู่บ่อย ไม่มีคนดูแล ไม่มีเงินส่งลูกไปโรงเรียน และที่สำคัญคือ ปัญหาออกกลางคัน โดยเฉพาะในระดับตั้งแต่ชั้นป.6 ไปจนถึงระดับมัธยมปลาย ซึ่งเด็กเริ่มเข้าวัยรุ่น เริ่มเป็นแรงงานได้หรือเป็นวัยที่กำลังมีปัญหาของวัยรุ่นมาก การเรียนเริ่มยากมากขึ้น แข่งขันกันมากขึ้น หรือการเรียนการสอนในหลายโรงเรียนที่คนจนได้เรียนไม่มีคุณภาพ ครูดุด่า เฆี่ยนตี เด็กเลยไม่อยากเรียนหรือเรียนไม่ได้ จากสถิตินักเรียนที่ออกกลางคันแยกตามเขตการศึกษา ส่วนใหญ่อยู่ในเขตชนบทในภาคอีสานหลายจังหวัด รองลงมาคือเขตชนบทในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้บางจังหวัด

กฎหมายรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2540 ที่ว่าจะให้คนไทยได้เรียนฟรีอย่างมีคุณภาพ 12 ปีทุกคน ไม่ได้มีผลบังคับใช้จริง อย่าว่าแต่เรียนฟรี 12 ปีเลย แค่การศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ให้คนไทยได้เรียนจนจบม.3 ทุกคน รัฐบาล(ทุกรัฐบาล)ยังทำไม่ได้ ไม่ตระหนักถึงปัญหา และไม่พยายามติดตามแก้ไข นักการเมืองและข้าราชการสนใจแต่ของบประมาณสร้างโรงเรียน ขยายโรงเรียน แต่ไม่สนใจเรื่องปัญหาเด็กออกกลางคันที่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะคือเด็กครึ่งหนึ่งของเด็กทั่วประเทศ ระดับการศึกษาแรงงานไทยส่วนใหญ่อยู่แค่ประถมบางส่วนไม่จบป.6 ด้วย

ปัญหาใหญ่ที่คนไทย โดยเฉพาะคนจนยังได้เรียนหนังสือน้อย คือ 1.ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดด้อยพัฒนา ที่มีการกระจายทรัพย์สินและรายได้ระหว่างกลุ่มชนต่าง ๆ อย่างไม่เป็นธรรมมาก 2.ปัญหาการจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลาง เน้นระบบแข่งขันแบบแพ้คัดออก 3.การจัดสรรงบประมาณและกำลังครูอาจารย์ไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศมีความ เหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำให้โรงเรียนมีคุณภาพแตกต่างกันมาก ระหว่างโรงเรียนใหญ่ในเมือง กับโรงเรียนเล็กในชนบทและชุมชนแออัด ลูกคนจนซึ่งนอกจากจะเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย ต่อการศึกษาแล้ว ยังได้เรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่า มีครูอาจารย์ที่มีคุณภาพ ห้องสมุด ห้องทดลอง อุปกรณ์การเรียน การสอนที่ด้อยกว่า โรงเรียนสำหรับลูกคนรวยและคนชั้นกลาง

ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา(คะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบระดับชาติ) ของนักเรียนในเขตการศึกษาที่ประชาชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน ต่ำกว่าโรงเรียนในกรุงเทพฯและโรงเรียนเขตเทศบาลเมืองใหญ่มาก อย่างสอดคล้องกับการจัดสรรงบและกำลังคนที่ไม่เป็นธรรม

ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางด้านคุณภาพการศึกษา และเด็กออกกลางคันมากต้องการการแก้ไขที่ซับซ้อนมากกว่าการซื้อหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียนไปแจกนักเรียนทุกคน รวมทั้งแจกลูกคนรวยคนชั้นกลางซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเขามีรายได้เพียงพอที่จะลงทุนเรื่องการศึกษาเพื่อลูก สิ่งที่พ่อแม่คนรวยคนชั้นกลางต้องการไม่ใช่การได้รับแจกเสื้อฟรี แต่ต้องการโรงเรียนมีคุณภาพมากกว่านี้ มีครูที่มีคุณภาพ คุณธรรม ความเอาใจใส่ต่อเด็กที่ดีกว่านี้ ส่วนคนจนถึงจะจำเป็นได้ประโยชน์จากการแจกของบ้าง แต่ถึงพวกเขาได้รับแจกเสื้อผ้า หนังสือ อุปกรณ์การเรียนฟรี ก็ไม่ช่วยให้พวกเขาเรียนในระบบแข่งขันแบบแพ้คัดออกได้ดีขึ้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาการออกกลางคันของคนจน ที่มีปัญหาด้านต่าง ๆ ได้

การเที่ยวไล่แจกให้ของฟรียังมีผลทางลบในทางจิตวิทยา คือของที่ได้มาฟรีคนมักจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีคุณค่า คนจะไม่ตระหนักว่าการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับตัวเราเอง ที่เราควรจะต้องเป็นผู้ขวนขวายลงทุน ลงแรง

การแก้ไขปัญหาเด็กออกกลางคัน เพื่อช่วยให้เด็กคนจนได้เรียนชั้นประถม มัธยมขึ้นปีเพิ่มขึ้น คือ 1.จัดสรรทุนการศึกษาให้คนจนโดยตรงมากขึ้น เช่นให้ค่ากินอยู่ ค่าเดินทาง ค่าเสียโอกาสเฉพาะคนจนด้วย นั่นก็คือควรจะเอางบไปช่วยเฉพาะคนจนส่วนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องแจกฟรีหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียนให้ลูกคนรวยคนชั้นกลาง 2.พัฒนาครูอาจารย์ให้เอาใจใส่ติดตามช่วยเหลือเด็กที่เรียนอ่อน เด็กที่มีปัญหา รวมทั้งตั้งศูนย์กลาง ตั้งโรงเรียนเพื่อการแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ มีงบประมาณดำเนินการ การให้ค่าล่วงเวลาครูอาจารย์ที่ต้องใช้เวลาสอนเสริมเด็กอ่อนและเด็กมีปัญหา และต้องออกไปพบปะผู้ปกครองตามเด็กถึงบ้าน

การใช้เงิน 4-5 พันล้านบาท ซื้อชุดนักเรียนเป็นเรื่องที่เปล่าประโยชน์ ชุดนักเรียนไม่ได้ช่วยให้เรียนหนังสือได้ดีขึ้นเลย ควรใช้งบประมาณไปทำอย่างอื่นที่ส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องบังคับเรื่องชุดนักเรียน ให้นักเรียนใส่เสื้อผ้าที่มีอยู่มาโรงเรียนได้ จะเป็นเครื่องแบบเก่าก็ได้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ วินัยของนักเรียนอยู่ที่การฝึกให้เขาสนใจเรียน ไม่แกล้งเพื่อน ไม่คุยในห้องเรียน ไม่ขโมย ไม่พูดปดฯลฯมากกว่าอยู่ที่เครื่องแบบ ส่วนเรื่องแจกหนังสือ 6 พันล้านบาท ถ้าจะให้คุรุสภาเป็นผู้พิมพ์หนังสือราคาถูกแต่ผู้เดียว จะยิ่งสร้างปัญหาผูกขาดการทำตำราที่จะทำให้ตำราและการเรียนรู้มีคุณภาพลดลง สู้ให้การแข่งขันโดยหลายสำนักพิมพ์ซึ่งบางแห่งเชิญอาจารย์ที่มีความรู้และมี ชื่อเสียงมาช่วยเขียน ทำให้ได้ตำราที่หลากหลายน่าสนใจเพิ่มขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐอยากอุดหนุนเรื่องหนังสือเรียนควรให้เป็นคูปองเฉพาะนักเรียน ยากจนในโรงเรียนชนบทและชุมชนแออัดไปเลือกซื้อตำรา และอุปกรณ์การเรียนเองหรือโดยการแนะนำของทางโรงเรียนจะดีกว่าให้กระทรวงหรือ เขตการศึกษาสั่งซื้อล็อตใหญ่จากกระทรวง ซึ่งเปิดทางให้มีการคอรัปชั่นหรือหาค่าคอมมิชชั่นกันได้ ถ้าอยากจะประหยัดงบของชาติ ควรให้หนังสือฟรีเป็นของส่วนรวม นักเรียนใช้เสร็จตอนปลายปีก็คืนโรงเรียนเพื่อให้รุ่นน้องได้ใช้ต่อไป ยกเว้นเมื่อหนังสือชำรุดหรือล้าสมัยมีการปรับปรุงใหม่ ค่อยซื้อมาแจกใหม่

การศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤติของสังคมได้ จะต้องปฏิรูปคุณภาพการจัดการศึกษาอย่างขนานใหญ่ ไม่ใช่ให้การศึกษาฟรีแต่คุณภาพต่ำ ซึ่งเป็นการมุ่งคะแนนหาเสียง แต่ไม่ได้ช่วยพัฒนาการศึกษาคุณภาพอย่างแท้จริง และไม่ได้แก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางการศึกษาและปัญหาเด็กออกกลางคันได้ การจะปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพได้จะต้องปฏิรูปตัวครูอาจารย์ กระบวนการสอนการเรียนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนมีความฉลาดทั้งปัญญาอารมณ์ จิตสำนึก มากกว่าการสอนแบบท่องจำไปสอบเอาคะแนนเพื่อสนองระบบแพ้คัดออก คัดคนส่วนน้อยไปเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเป็นการศึกษาระดับที่ต้องลงทุนสูงมากทั้งรัฐและพ่อแม่ แต่บัณฑิตที่จบออกมามีคุณภาพน้อย คิดและทำอะไรไม่ค่อยเป็น และตกงานกันมาก

วิธีใช้งบประมาณที่ทำได้ง่ายพอกันและมีประโยชน์มากกว่าแจกเสื้อผ้า หนังสือ อุปกรณ์การเรียน คือทุ่มไปที่การพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาลในต่างจังหวัดและในชุมชนแออัดให้มีคุณภาพ ช่วยให้เด็กวัยนี้ ซึ่งเป็นวัยที่สมองพัฒนาได้เร็วที่สุดมากที่สุดได้ฉลาดเท่ากับเด็กใน โรงเรียนอนุบาลสมัยใหม่ในเมือง ด้วยการฝึกอบรมและจ้างครูที่รักและรู้จิตวิทยาเด็กเป็นครูที่ฉลาดหน่อยและ ให้เงินเดือนสูง มีเครื่องไม้เครื่องมือ กระบวนการส่งเสริมความพร้อม กระตุ้นความฉลาดของเด็กได้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมอง

นี่จะเป็นการลงทุนที่ได้ผลมากที่สุด เพราะเด็กอนุบาลที่ฉลาดจะมีโอกาสไปเรียนในชั้นประถมและมัธยมได้ดีกว่าเด็ก ไม่ฉลาดมาก ถ้าเด็กฉลาดกล้าซักถามในห้องจะช่วยผลักดันให้ครูที่ไม่ค่อยฉลาดหรือไม่เอาใจ ใส่ ต้องกลับอ่านหนังสือหรือไปขวนขวายพัฒนามากขึ้น ส่วนการช่วยเหลือเด็กประถม มัธยมให้ได้เรียนฟรีควรเน้นช่วยเฉพาะคนจน และมาเน้นการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาทั้งประเทศด้วยการปฏิรูปครู หลักสูตร และการสอน ให้เด็กไทยทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพเพิ่มขึ้น

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

3 responses to “ปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ สำคัญกว่าการศึกษาฟรีแบบคุณภาพต่ำ

  1. ภัทรษมน

    มิถุนายน 11, 2009 at 11:28 pm

    *บทความนี้ยอดเยี่ยมมากเลยค่ะเห็นภาพชัดเจนที่สุด

    ในเมื่อการแก้ปัญหาการศึกษาที่ ครม. มองคือให้เรียนฟรี 15 ปี ขณะที่ปัญหา

    ที่แท้จริงของการศึกษาบ้านเราคือ ทิศทางการเพิ่มขี้นเชิงปริมาณโดยด้อย

    คุณภาพสำหรับบัณฑิตจบใหม่ เท่านี้ก็พิสูจน์ได้ว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ส่ง

    เสริมให้เด็กเรียนฟรีเพิ่มเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การส่งเสริม

    ในเรื่องการเพิ่มมาตรฐานการเรียนการสอน

    หรือนี่คือมาตรการแก้ปัญหาแนวประชานิยม ไล่แจกฟรีเหมือนเช็ค 2,000

    บาทช่วยชาติเจริญลงอีกแล้วคะ???

    *ที่กำลังสงสัยและข้องใจอีกประเด็นคือตอนนี้ที่ทางรัฐบาลอัดฉีดเม็ดเงิน

    100 ล้านบาทอ้างว่าช่วยการท่องเที่ยว โดยซื้อหัวนักท่องเที่ยวละ 500 บาท

    ในการลดราคาแพ๊คเกจท่องเที่ยว ขณะที่คนไทยที่เที่ยวกันในไทย นิยมเที่ยว

    กันเอง ไม่ได้ซื้อแพ๊คเกจท่องเที่ยวเนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกในการรับ

    ทราบข้อมูล หรือจองที่พักก่อนการเดินทางอยู่ก่อนแล้ว ตนจึงมองว่ามาตรการ

    แก้ปัญหานี้ก็หลงทาง เหมือนให้เรียนฟรี 15 ปีอีกล่ะค่ะ

    *ทว่าทิศทางการแก้ปัญหาของครม. บางครั้งชวนฉุกคิดเช่นกันนะคะ ว่าแก้

    ปัญหาของใครกันแน่ ใครได้ ใครเสีย???????

    ขอขอบพระคุณอาจารย์ วิทยากร สำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์ค่ะ

    ภัทรษมน

     
  2. แรนเถื่อน

    มิถุนายน 20, 2009 at 11:14 am

    Thank for content kubb….

     
  3. gclub

    มิถุนายน 27, 2009 at 5:11 pm

    เขียนได้ดีมากครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: