RSS

คุณมีความคิดเห็นอย่างไร? ถ้าการทำงานวิจัยถูกเก็บภาษี 30% ต่อไปใครจะอยากทำงานวิจัย

26 มิ.ย.

ถ้าการทำงานวิจัยถูกเก็บภาษี 30% ต่อไปใครจะอยากทำงานวิจัย

วิทยากร เชียงกูล

ประเทศไทยมีนักวิจัยและผลงานวิจัย (รวมทั้งผลงานวิชาการ) น้อยมาก จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ อยู่แล้ว ถ้าระบบการเก็บภาษีรายได้ส่วนบุคคลของเราคิดเก็บภาษีรายได้นักวิจัยในอัตราสูงมากอย่างไม่ยืดหยุ่น จะยิ่งทำให้คนอยากทำงานวิจัยน้อยลง และเมื่อไหร่งานวิจัยและงานวิชาการของเราจะเจริญเติบโตกับเขาได้

ความจริงงานวิจัยไม่น่าจะถูกเก็บภาษีถึง 30% ของรายได้จากการวิจัย แต่ปีนี้ทางสรรพากรกระทรวงการคลังเข้มงวดตรวจสอบรายได้ส่วนบุคคลที่ได้มาจากทางอื่น นอกเหนือจากเงินเดือน และนำรายได้นี้ไปบวกกับเงินเดือนเพื่อคิดภาษีใหม่ สำหรับผมซึ่งมีเงินเดือนจากมหาวิทยาลัยเอกชนในเกณฑ์สูง ต้องเสียภาษีขั้นสุดท้ายในอัตรา 25% อยู่แล้ว เมื่อเอารายได้จากงานวิจัยและงานเขียนบทความ/หนังสือวิชาการมารวมด้วย (ราว 3 แสนบาทในปี 2551) ทำให้ยอดรายได้ทั้งปีสูงเข้าเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษีขั้นสุดท้ายในระดับ 30% กล่าวโดยสรุป คือการทำงานวิจัยและผลิตผลงานวิชาการส่วนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมาตลอดทั้งปีราว 3 แสนบาทนั้น ต้องเสียภาษีเพิ่มจากเดิมอีก 9 หมื่นบาท

ผมไม่ทราบว่าทางกระทรวงการคลัง มีข้อยกเว้นให้งานวิจัยและการผลิตผลงานวิชาการ หักลดหย่อนค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่สรรพากรที่เชิญผมไปพบอธิบายว่ารายได้จากงานประเภทนี้ถือเป็นรายได้จากการรับจ้าง จึงต้องบวกกับเงินเดือน ถือเป็นรายได้ส่วนบุคคลที่ต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า ผมกำลังทำหนังสือร้องเรียนขอหักค่าลดหย่อนค่าใช้จ่ายในการวิจัย 2 เรื่อง คือการจ้างผู้ช่วยวิจัยซึ่งผมจ้างจริง และเรื่องการซื้อหนังสือหนังหา การไปเข้าร่วมประชุมสัมมนาต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายจริง แต่รายการหลังนี้ผมไม่ได้เก็บใบเสร็จไว้ ไม่แน่ใจว่าหนังสือร้องเรียนที่ยื่นไปจะได้ผลหรือไม่

สมมุติว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรจะเข้าใจปัญหานักวิชาการและยอมหักค่าลดหย่อนให้บ้าง รายได้ส่วนที่เหลือก็ยังทำให้ผมต้องจ่ายเพิ่มในอัตรา 30% อยู่ดี ผมคิดว่าถ้าแยกเก็บภาษีรายได้จากการวิจัย/วิชาการต่างหากสัก 5-10% น่าจะเป็นธรรมกว่า และยังจะทำให้นักวิชาการอยากทำวิจัย/เขียนหนังสือ/บรรยายพิเศษกันต่อไปได้ แต่ถ้าต้องเสีย 30% ปีหน้า ผมคงบอกยกเลิกการเขียนรายงานสภาวะการศึกษาไทยที่เคยทำให้สภาการศึกษาแห่งชาติติดต่อกันมาหลายปี

ความจริงหลักการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า ใครมีรายได้สูง ก็ควรเสียภาษีในอัตราสูง เป็นหลักการที่เป็นธรรมที่ผมเห็นด้วย และไม่รู้สึกเสียดายที่จะจ่ายภาษีรายได้ให้รัฐบาลปีละกว่าแสนบาททุกปี ทั้งที่ตัวผมเองได้รับบริการที่มีคุณภาพจากรัฐน้อยมาก ปัญหาที่ผมรู้สึกไม่เป็นธรรมก็คือ ขณะที่คนทำงานกินเงินเดือนต้องเสียภาษีในอัตราก้าวหน้า คนที่มีรายได้โดยไม่ต้องทำงาน (UNEARNED INCOME) เช่นมีรายได้จากค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล เงินกำไรจากการขายหุ้น ทรัพย์สิน การได้มรดก การได้โดยเสน่หา หรือทำงานน้อย เช่น เบี้ยประชุม ผลตอบแทน โบนัสของกรรมการรัฐวิสาหกิจ/บริษัทหน่วยงานขนาดใหญ่ฯลฯ บางอย่างไม่เสียภาษี และส่วนใหญ่ไม่ได้เสียในอัตราก้าวหน้า

ทั้งคนรวยจริง ๆ ยังมีวิธีหลบเลี่ยงภาษีได้หลายทาง แต่นักวิชาการ/นักวิชาชีพ คนกินเงินเดือนที่เป็นคนชั้นกลางอย่างพวกเราต้องเสียภาษีรายได้บุคคลอัตราก้าวหน้าในเกณฑ์ที่ขึ้นขั้นสูงค่อนข้างเร็วไปหน่อย เมื่อเทียบกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากในยุค 10 ปีหลัง เพราะเรายังต้องเสียภาษีทางอ้อมอื่น ๆ เช่นภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีสรรพสามิต เวลาซื้อของและน้ำมันมาเติมรถ การใช้บริการต่าง ๆ อีกทางหนึ่งอยู่แล้ว

หลักการเก็บภาษี ต้องเน้น 1.เพื่อความเป็นธรรมทางสังคม 2.มุ่งให้คนทำสิ่งที่ดี เช่นการทำงานเป็นประโยชน์เพิ่มขึ้น และ 3.สกัดกั้นให้คนลดทำสิ่งไม่ดี เช่นกินเหล้า สูบบุหรี่ ซื้อของหรือใช้บริการฟุ่มเฟือย

หลักแรกจึงควรเก็บภาษีจากคนมีรายได้โดยไม่ต้องทำงาน เช่นรายได้จากมรดก ทรัพย์สิน ค่าเช่า ดอกเบี้ย เงินปันผล สำหรับคนทุกคนในประเทศไทยในอัตราก้าวหน้า อาจจะยกเว้นหรือมีค่าลดหย่อนให้เฉพาะคนที่เกษียณแล้วและคนพิการซึ่งต้องพึ่งรายได้ส่วนนี้เพื่อการดำรงชีพ เราควรปฏิรูประบบภาษีส่วนนี้อย่างจริงจัง เพราะประเทศไทยมีคนรวยต่างจากคนจนมาก คนที่รวยที่สุด 20% แรก มีรายได้มากกว่า 50% ของรายได้คนทั้งประเทศ พวกเขาควรจะเสียภาษีได้มากกว่านี้

ส่วนภาษีรายได้จากคนทำงานนั้น ในหลายประเทศมีนโยบายลดหย่อนอัตราภาษีลงบ้าง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนอยากทำงานมากกว่าอยากทำงานลดลง บางประเทศลดภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่เน้นนโยบายจ้างงานมากกว่าใช้เครื่องจักรคอมพิวเตอร์, หรือกรณีไปลงทุนในเขตยากจน นี่คือหลักการส่งเสริมการพัฒนาประเทศ ซึ่งไม่ใช่คิดแต่จะหารายได้จากภาษีให้มากที่สุดหลักเดียว

สำหรับประเทศที่เป็นระบบรัฐสวัสดิการ ยังคงเห็นว่าภาษีรายได้จากการทำงานสำคัญ เพราะรัฐบาลจะต้องใช้จ่ายเรื่องสวัสดิการ การบริการทางการศึกษา สุขภาพและบริการสังคมอื่น ๆ มาก แต่คนทำงานในประเทศรัฐสวัสดิการที่เสียภาษีสูงในช่วงวัยทำงาน พอเกษียณแล้วเขาก็ได้ประโยชน์กลับคืนมาเต็มที่ ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยได้เงินเดือนสูงกว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยรัฐนิดหน่อย แต่ก็เสียภาษีสูงกว่า และพอเกษียณแล้วก็ไม่มีบำเหน็จบำนาญเหมือนกับอาจารย์มหาวิทยาลัยรัฐ (อาจจะได้นิดหน่อยจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคม ซึ่งเราต้องจ่ายเองอีกส่วนหนึ่งนอกจากภาษี แต่ไม่ได้อะไรคืนจากภาษีที่เราจ่ายให้รัฐตลอด 40 ปี)

เรื่องภาษีรายได้ เรื่องระบบประกันสังคม รัฐสวัสดิการ ควรจะคิดและปฏิรูปกันใหม่ เพราะประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น คือจะมีคนในวัย 60ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนสูงขึ้น คนวัยทำงานจะลดลงตามลำดับ มีคนสูงอายุจำนวนมากที่ไม่อยู่ในระบบประกันสังคม เช่นเกษตรกร, ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย คนงานรับจ้างทั่วไป แต่ตอนอยู่ในวัยทำงานราว 40 ปี พวกเขา(และเธอ) เสียภาษีทางอ้อมให้กับรัฐมากอยู่ รัฐบาลต้องคิดในแง่นี้ด้วยและมองให้กว้างว่าจะเก็บภาษีกันอย่างไรและให้สวัสดิการสังคมกันอย่างไร จึงจะเกิดความเป็นธรรมสำหรับคนทั้งประเทศ

การเพิ่มการเก็บภาษี เพื่อให้คนลดการทำสิ่งที่ไม่ดีและฟุ่มเฟือย เช่นเหล้า บุหรี่ รถยนต์คันใหญ่ บ้าน/คอนโดตากอากาศ เรือยอร์ช เพชรนิลจินดา ผับ ร้านขายเหล้า สถานอาบอบนวด ภาษีการทำให้เกิดมลภาวะฯลฯ จะเกิดประโยชน์ทั้ง 2 ทาง คือสกัดกั้นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและฟุ่มเฟือย และเพิ่มรายได้ให้กับรัฐไปช่วยคนที่จนกว่า นี่คือสิ่งที่ควรปฏิรูปโดยเร่งด่วนควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเก็บภาษีรายได้จากการไม่ทำงาน และการขายทรัพย์สิน, หุ้นจะทำให้รัฐบาลมีรายได้และเกิดความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น

ในขณะเดียวกันควรลดหย่อนภาษีการทำสิ่งที่ดี ๆ เช่นการบริจาคให้มูลนิธิสาธารณกุศล สถานศึกษา การเลี้ยงดูบิดามารดาได้เพิ่มขึ้น แม้แต่การบริจาคให้พรรคการเมืองก็น่าจะดีในระยะยาว อาจจะเปิดกว้างให้คนบริจาคให้สหภาพแรงงาน กลุ่มเกษตรกร สหพันธ์เกษตรกร สมาคมอาชีพต่าง ๆ ได้ ในกรณีที่คนไม่อยากบริจาคให้พรรคการเมือง นอกจากนี้ก็ควรยกเว้น/ลดหย่อนภาษีให้ธุรกิจของสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ (ต้องเป็นสหกรณ์ที่เป็นของสมาชิกและบริหารโดยสมาชิกจริง ๆ ไม่ใช่เป็นของนายทุน แต่ใช้ชื่อสหกรณ์ เช่นสหกรณ์แท็กซี่หลายแห่ง) จะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทางสังคมและการจัดตั้งองค์กรของประชาชนได้โดยตรง

สำหรับงานวิจัยก็น่าจะอยู่ในข่ายการทำสิ่งดี ๆ ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ น่าจะมีการพิจารณาให้หักค่าลดหย่อนได้และเก็บภาษีแยกต่างหาก(ไม่นำไปรวมกับภาษีรายได้จากเงินเดือน) ในอัตรา 5-10% ถ้านักวิจัย/นักวิชาการโดนเก็บภาษีแบบบวกกับเงินเดือนในอัตราสูงถึง 30% ของรายได้จากงานวิจัย/วิชาการ จะกลายเป็นการทำให้นักวิชาการอยากทำงานวิจัย/วิชาการลดลง ประเทศชาติจะได้ประโยชน์ลดลง ไม่น่าจะมีประเทศไหนในโลกที่จะคิดเก็บภาษีจากงานวิจัย/วิชาการสูงถึงขนาดนี้

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

6 responses to “คุณมีความคิดเห็นอย่างไร? ถ้าการทำงานวิจัยถูกเก็บภาษี 30% ต่อไปใครจะอยากทำงานวิจัย

  1. gclub

    มิถุนายน 27, 2009 at 5:10 pm

    เห็นด้วยเลยครับ แบบนี้ต่อไปใครจะทำวิจัย

     
  2. web hosting

    มิถุนายน 27, 2009 at 5:16 pm

    ความคิดแปลกๆแหะเรื่องการเก็บภาษีนี่ สงสัยอาจจะเป็นเพราะนโยบาย เลยต้องหาเงินเพื่อเข้าคลัง

     
  3. ประกันภัยรถยนต์

    มิถุนายน 29, 2009 at 12:30 pm

    จ่ายอีกแหละ กำจริงๆ

     
  4. รับทำ SEO

    กรกฎาคม 1, 2009 at 9:24 am

    น่าจะเป็นเพราะนโยบายครับ เลยต้องหาเงินจ้าละหวั่น

     
  5. hideoaki

    กรกฎาคม 2, 2009 at 9:24 pm

    เก็บ 0% ไปเลยครับ
    อยากให้มีนักวิจัย เงินเดือนเยอะๆ ผมจะได้ไปเรียนเอกซะที

     
  6. ทำบุญวันเกิด

    กันยายน 17, 2009 at 8:55 pm

    นักวิจัยส่วนใหญ่มีรายได้จากไหนหรอครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: