RSS

จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาระบบเก่าหรือจะสร้างเศรษฐกิจใหม่

30 มิ.ย.

รัฐบาลไทยจะใช้เงินไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงเพื่อปก ป้องรักษาระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนนิยมศูนย์กลางให้ฟื้น จากการกำลังจะตายและอยู่รอดไปได้อีกระยะหนึ่ง หรือจะเปลี่ยนแปลงปฏิรูปโครงสร้างระบบเศรษฐกิจให้มีการกระจายทรัพย์สินและ รายได้ที่เป็นธรรม พึ่งเศรษฐกิจ(แรงงาน, ทรัพยากร, ตลาด) ภายในประเทศ(แบบเศรษฐกิจพอเพียง) เป็นสัดส่วนสูงขึ้น และเน้นการพัฒนาเพื่อคุณภาพชีวิตมากกว่าการเติบโตทางวัตถุที่ทำลายทั้งสภาพ แวดล้อมและคุณภาพชีวิต

การที่รัฐบาลไทยจะใช้เงินของภาครัฐ(ภาษี, รายได้และการกู้) ที่ความจริงแล้วเป็นของประชาชนไปช่วยพยุงหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจนั้น อาจจะทำแบบโครงการนิวดีลของรัฐบาลประธานาธิบดีรูสเวลท์ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ครั้งใหญ่ปีคริสตทศวรรษ 1930 คือมุ่งช่วยทำให้ประชาชนมีงานทำและรายได้เพิ่มขึ้นโดยตรง ส่วนหนึ่งเพราะสหภาพแรงงาน องค์กรประชาชนในยุคนั้นเข้มแข็งและออกมาเรียกร้องผลักดันให้รัฐบาลต้องกล้า ปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ หรืออาจจะทำแบบประธานาธิบดีรีแกนในทศวรรษ 1980 คือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมเพื่อช่วยเหลือธุรกิจคนรวย เช่นธนาคาร บริษัทใหญ่ก่อน โดยหวังให้ธุรกิจคนรวยไปจ้างคนจนต่อ

แบบแรกคือโครงการนิวดีลนั้น ช่วยกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรมเพิ่มขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจทุนนิยมของสหรัฐฯเติบโตมาได้นานหลายสิบปีหน่อย แต่แบบหลังคือเศรษฐกิจแบบรีแกน(Reganomics)นั้นใช้วิธีอุ้มธนาคาร ลดดอกเบี้ย ลดภาษีให้เอกชน รับเหมาทำโครงการของรัฐนั้น เน้นช่วยนายทุนนายธนาคารมากกว่าคนส่วนใหญ่ และทำให้ประเทศเป็นหนี้มากขึ้น และอยู่ได้ไม่นานก็เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปัจจุบัน ที่หลายคนคิดว่าหนักพอ ๆ กับวิกฤติทศวรรษ 1930

นโยบายใช้เงินแสนล้านบาทสำหรับโครงการลดแลกแจกแถมของรัฐบาลอภิสิทธิ์มีแนว คิดแบบเสรีนิยมใหม่ ไม่ต่างไปจากทักษิณและประธานาธิบดีรีแกน(รวมบุชและโอบาม่า) ซึ่งใช้เงินรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจทุนนิยมที่ให้ประโยชน์คน รวยมากกว่าคนจน แม้โครงการบางอย่างจะกระจายไปที่คนจนปานกลางบ้างเหมือนกัน(เช่นแจกเงิน 2,000 บาทให้พนักงานที่อยู่ในระบบประกันสังคมและข้าราชการที่ได้เงินเดือนระหว่าง 6,000-15,000 บาท) แต่เป็นการเอาเงินภาษีรัฐบาลซึ่งเก็บอย่างไม่เป็นธรรมอยู่แล้วมาแจกคนกลุ่ม หนึ่งอย่างไม่เป็นธรรมนัก เพื่อที่คนที่จะได้เอาเงินไปซื้อของจากนายทุนในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูก ขาดที่เป็นบริวาร ที่คงมีส่วนทำให้เงินหมุนเวียนเศรษฐกิจโดยรวมเติบโตขึ้น และคนทั่วไปได้ประโยชน์อยู่บ้าง แต่ประชาชนก็ยังจะได้ประโยชน์แบบไม่เป็นธรรมต่อไป และเศรษฐกิจอาจจะประคับประคองตัวได้ แต่ไม่ยั่งยืนต่อไป

ระบบทุนนิยมผูกขาดนั้นเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีปัญหาความขัดแย้งในตัว เอง เพราะระบบนี้เปิดทางให้นายทุนส่วนน้อยมุ่งแสวงหากำไรสูงสุดของเอกชน ไม่กระจายทรัพย์สินและรายได้ไปสู่คนส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดความไม่สมดุล เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นระยะ ๆ ในช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น นายทุนได้กำไร นายทุนจะบอกว่ารัฐบาลต้องเปิดให้ตลาด(หมายถึงการหากำไรของนายทุน) ดำเนินไปอย่างเสรี รัฐบาลไม่ควรแทรกแซงตลาด เพราะผิดหลักการค้าเสรี จะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่พอเศรษฐกิจตกต่ำ เป็นขาลง นายทุนพ่อค้าทำกำไรได้ลดลงบางคนขาดทุน นายทุนพ่อค้ากลับพูดอีกอย่างแบบตรงกันข้ามว่า รัฐบาลต้องเข้ามาช่วย ไม่อย่างนั้นเศรษฐกิจของประเทศจะไปไม่รอด

รัฐบาลอภิสิทธิ์เปรียบเทียบการแจกเงินว่าเหมือนกับเวลาไฟไหม้ต้องไม่เสียดาย น้ำ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเสียดายหรือไม่เสียดายน้ำ ประเด็นอยู่ที่ว่าการดับไฟนั้นสามารถใช้วิธีการที่ฉลาดได้หลายทาง ซึ่งไม่ใช่การสาดน้ำอย่างเดียว เพราะน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟที่ใหญ่กว่าได้

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ไทยส่งออกได้ลดลง โรงงานธุรกิจลดเลิกการจ้างงาน เป็นผลให้การผลิตการค้าลดลงมานั้น เป็นปัญหาเกิดจากโครงสร้างระบบทุนนิยมผูกขาด และผลของการรัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมาไปเน้นการพึ่งการลงทุนและการค้าระหว่าง ประเทศมากไป การแก้ไขปัญหาภายใต้กรอบโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิม คือรัฐบาลแจกเงิน แจกของทำโครงการต่าง ๆ ลดภาษี ลดดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียมการซื้อบ้าน การแจกเงินให้คนไปซื้อสินค้าและบริการหรือแจกของ เช่นเสื้อผ้านักเรียนจึงได้ผลน้อย และผลจะไปตกอยู่กับนายทุน นายธนาคาร พ่อค้ามากกว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ได้เป็นการลงทุนที่จะทำให้ประชาชนมีงานทำหรือพัฒนาตนเองได้จริง

เงิน 19,000 ล้าน ที่อ้างว่าจะช่วยให้คนได้เรียนฟรี 15 ปี ส่วนใหญ่จะใช้ในการซื้อเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์การเรียน ซึ่งแบ่งเบาภาระคนจนได้บ้าง แต่จะไม่ช่วยให้คนทั้งประเทศได้รับการศึกษาจำนวนมากขึ้นและอย่างมีคุณภาพ เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันที่เด็กวัยเรียนต้องออกกลางคันเรียนไม่ครบ 12 ปี คือไม่จบม.6 นั้นมีถึง 1.6 ล้านคนหรือครึ่งหนึ่งของเด็กวัยเดียวกัน เพราะปัญหาความยากจน และปัญหาปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนที่มีครูที่คุณภาพและความเอาใจใส่ค่อน ข้างต่ำไม่ได้ ปัญหาของคนยากจนไม่ใช่แค่ไม่มีเงินซื้อเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์การเรียน แต่ค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าเสียโอกาสที่การไปโรงเรียนหมายถึงการไม่ได้ทำงานช่วยพ่อแม่หาเงิน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนจน

การจะปฏิรูปการศึกษาต้องเน้นการทำให้การศึกษาทั้งเป็นธรรมและมี คุณภาพ ต้องรู้จักใช้เงินที่เรามีจำกัดอย่างฉลาด และให้ตรงกับปัญหามากกว่านี้ เช่นต้องพัฒนาครูและกระบวนการเรียนการสอนตั้งแต่อนุบาลให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอย่างจริงจัง

แม้รัฐบาลอภิสิทธิ์จะมีโครงการสร้างงานด้วยเหมือนกัน เช่นจะจ้างคนจบมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้ว่างงานมากไปทำงานธุรการ เพื่อช่วยให้ครูทำหน้าที่สอนได้มากขึ้น แต่เป็นโครงการเล็ก ๆ เพียง 1 ใน 10 ของโครงการที่เน้นการลดแลกแจกแถม หากรัฐบาลเน้นการสร้างงานโดยรัฐจ้างให้คนไปทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือต่อเศรษฐกิจของชาติจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ดีกว่าการแจกเงิน แจกของ การเพิ่มการจ้างงานทำได้หลายอย่าง เช่นฝึกอบรมและจ้างครูโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศที่ควรพัฒนา ให้มีคุณภาพขึ้น ทำให้เด็กได้เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมอง จะเป็นการสร้างคนรุ่นใหม่ที่ฉลาดกว่าเก่าได้มาก การฝึกอบรมและเพิ่มการจ้างคนไปดูแลคนชรา คนพิการ คนด้อยโอกาสและทำงานศูนย์สังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ การส่งเสริมการปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศด้วยหลายวิธีการทั้งรัฐทำเอง ส่งเสริมให้องค์กรชุมชน เอกชนทำ จะเพิ่มการจ้างคนดูแลได้อีกมาก และเป็นประโยชน์คุ้มค่าระยะยาว

การจะฟื้นฟูเศรษฐกิจตกต่ำได้ ประเด็นสำคัญคือต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบจัดสรรการครอบครองและการ ใช้ทรัพยากรและแรงงานใหม่ เช่นเก็บภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีกำไรจากการขายและให้เช่าทรัพย์สิน การเล่นหุ้น การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยของคนรวย ซึ่งจริง ๆ คนรวยไทยยังมีทรัพย์สินอยู่มาก แต่นำออกมาใช้น้อย ในยามเศรษฐกิจตกต่ำ ควรนำเอาเงินคนรวยมาลงทุนพัฒนาโครงการและงานสาธารณะต่าง ๆ ที่มุ่งใช้แรงงาน ทรัพยากรและในประเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนรวมทั้งคนรวยในระยะยาว

การปฏิรูปเศรษฐกิจต้องรวมทั้งการปฏิรูปด้านการเงิน ลดการผูกขาดและการหากำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากของธนาคาร ลง จัดตั้งธนาคารสหกรณ์ออมทรัพย์ ธนาคารและสถาบันการเงินประเภทต่าง ๆ ที่มีการแข่งขันและกระจายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปกระตุ้นการลงทุน และการบริโภคที่จำเป็นของคนกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การผลิต การค้าและการบริโภคที่จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (เน้นการใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศเพื่อตลาดภายในประเทศเพิ่มขึ้น)

ด้านธุรกิจการท่องเที่ยวควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และ ศิลปวัฒนธรรม ส่งเสริมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเที่ยวแบบเดินทางเอง พักโรงแรมปานกลางและโฮมสเตย์เพิ่มขึ้น จะได้กระจายรายได้สู่ประชาชนทั่วไปมากขึ้น รวมทั้งควรส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรมประเพณี กีฬา การประชุมสัมมนาฝึกอบรม ตลาดนัด กิจกรรมต่าง ๆ ในต่างจังหวัดเพิ่มขึ้น คนรวยคนชั้นกลางจะได้ช่วยกระจายเงินกระจายงานไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น

การส่งเสริมการฟื้นฟูอนุรักษ์สภาพแวดล้อม การทำแหล่งน้ำขนาดเล็ก การพัฒนาพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีทางเลือก ล้วนเป็นการส่งเสริมการจ้างงานและการใช้ทรัพยากรภายในประเทศที่มีประโยชน์ กว่างานประเภททำโครงการเมกะโปรเจ็คท์ที่ต้องสั่งเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่าง ประเทศ

กล่าวโดยสรุป การจะแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทุนนิยมขัดแย้งและทำลายตัวเองได้อย่างยั่งยืน จะต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหาคือเปลี่ยนตัวระบบเศรษฐกิจเสียใหม่ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและระบบ สหกรณ์ รัฐสวัสดิการ ชุมชนสวัสดิการ ที่เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้และฐานะทางสังคมอย่างเป็นธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนส่วนใหญ่อย่างยั่งยืน

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

4 responses to “จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรักษาระบบเก่าหรือจะสร้างเศรษฐกิจใหม่

  1. hideoaki

    กรกฎาคม 2, 2009 at 9:11 pm

    พึ่งมาเจอเว็บนี้ครับ บทความน่าอ่านเยอะมาก ขอค่อยๆ ไล่อ่านละกัน

     
  2. พัฒนา

    กรกฎาคม 13, 2009 at 10:41 am

    ขอบคุณมากครับที่ทำให้คนจนตาสวางขึ้น หวังว่ารัฐบาลคงเจอบทความนี้ และนำบทความนี้ไปทบทวนเพื่อปรับใช้ในการทำงาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลมีสมองพอ ที่จะคิดออกว่า “การพัฒนาคืออะไร และต้องพํฒนาอะไรบ้าง”ไม่ใช่แต่คอยแต่อุมชูคนรวยๆ หรื่อคนมีอันจะกิน โดยการแจกเงินคนละ 2000 บาท แต่ไม่หันมามองคนจนหรื่อชาวนา ชาวสวน ที่ต้องแบกรับภาระหนี้ที่ตนเองไม่ได้สร้างขึ้นและต้องทนกับพืชผลทางการเกษตรทีตกตำตลอดเวลา แต่รัฐบาลไม่เคยแก้ปํญหาอย่างจริงจังเลย อย่างดีก็แค่แก้ปัญหาแบบขอไปที ขอเถอะครับหันมามองคนจนๆบ้าง ผมขอฝากบทความนี้ไปถึ่งรัฐบาลด้วย ขอบคุณมากครับ

     
  3. ตรวจสอบบัญชี

    พฤศจิกายน 26, 2009 at 4:52 pm

    บทความน่าอ่านมากค่่ะ ได้ความรู้และแง่คิดดี

     
  4. ชมรมศึกษาผลงานฯ

    ธันวาคม 22, 2009 at 6:50 pm

    ขอบคุณค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: