RSS

ผู้นำจะเข้าใจและแก้ไขวิกฤติของประเทศได้อย่างไร

10 ก.ค.

สังคมที่เปลี่ยนไปต้องการผู้นำชนิดใหม่

การจะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ(ไม่ว่าในระดับครอบครัว องค์กร ชุมชนและสังคม) ผู้นำจะต้องเข้าใจสภาพความเป็นจริงของบริบททางสังคมหรือสภาพแวดล้อมทาง เศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่เป็นอยู่จริงในขณะนั้น ๆ

เราอาจจะศึกษาเรียนรู้จากประสบการณ์และแนวคิดของผู้นำที่ประสบความสำเร็จใน อดีตหรือในประเทศอื่น ๆ ได้ แต่ต้องตระหนักว่ายุคสมัยและบริบทของสังคมในปัจจุบันของประเทศเปลี่ยนแปลงไป จากอดีตและแตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ เช่นการไปหยิบยืมความคิดบารัค โอบามามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจไทยนั้นอาจไม่ได้ผล เราต้องเข้าใจยุคสมัยและบริบทของสังคมของประเทศเราเอง และรู้จักนำบทเรียนในอดีตหรือของคนอื่นประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม เราจึงจะพัฒนาภาวะผู้นำที่ดี/มีประสิทธิภาพได้

ผู้นำในยุคปัจจุบัน ควรเป็นคนที่เปิดใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟัง อ่าน คิด วิเคราะห์ พร้อมที่จะเรียนรู้ใหม่อยู่เสมอจากทุกคนจากทุกสิ่ง เพราะโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การจะเปิดใจกว้างเรียนรู้ใหม่ได้ จะต้องเป็นคนที่รู้จักมองและวิจารณ์จุดแข็งจุดอ่อนของตนเองและองค์กรของตน เองได้ด้วย ผู้นำต้องพยายามลดอัตตาที่มักจะมองเห็นแต่จุดแข็งของตนเองลง เพราะในโลกเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครสมบูรณ์แบบรู้ดีไปทุกเรื่อง เก่งไปทุกเรื่อง แต่นที่รับรู้จุดอ่อนข้อด้อยของตน สามารถแก้ไขได้หรือหาทีมงานมาช่วยอุดจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็งได้ ผู้นำที่ฉลาดจริงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ ส่วนผู้นำที่ฉลาด เก่ง ในระดับหนึ่ง อาจจะเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จในบางเรื่องบางระดับ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามต่อไปได้ เพราะใจไม่ใหญ่พอ มักจะปิดตัวเอง ไม่ฟังคนอื่น เลยปิดกั้นการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองไป

ยิ่งในระดับผู้นำองค์กรใหญ่และประเทศแล้ว เราต้องการผู้นำ ที่ฉลาดในการเข้าใจสภาพสาเหตุและหาทางแก้ไขปัญหา มีวิสัยทัศน์ มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม มีความกล้าหาญ รับผิดชอบในการตัดสินใจ โดยคำนึงถึงการพัฒนาองค์กรชุมชน ประเทศ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และอย่างสมดุลยั่งยืน ในยุคสมัยที่ทั้งโลกเองมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ มีความขัดแย้งด้านต่าง ๆ มากและซับซ้อนขึ้น ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกทาง รู้จักชี้นำ กระตุ้นให้เพื่อนร่วมงานร่วมกันคิดร่วมกันทำงานแก้ไขปัญหา และพัฒนาองค์กร ชุมชน ประเทศ อย่างมีทิศทางที่เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ การนำแบบประชาธิปไตยที่คนมีส่วนร่วม เพื่อระดมปัญญารวมหมู่ เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จของการนำในโลกยุคใหม่ ที่มีทั้งการแข่งขันและการร่วมมือกันอย่างเข้มข้น

วิกฤติของโลกและของประเทศไทย

วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เป็นปัญหาใหญ่ที่นำไปสู่หรือเชื่อมโยงกับวิกฤติทางสังคม การเมือง วัฒนธรรมอยู่มาก เราต้องเข้าใจว่า วิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำที่เริ่มจากสหรัฐฯเที่ยวนี้ คือวิกฤติเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด ที่เน้นการเพิ่มการผลิตและการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารเพื่อหากำไรสูงสุด ของเอกชนส่วนน้อย(โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่) ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค เช่นความผิดพลาดหรือความล้มเหลวในการบริหารจัดการเรื่องสินเชื่อของระบบ ธนาคาร สถาบันการเงินเท่านั้น

คำว่าวิกฤติเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ หมายถึงว่าตัวโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมของสหรัฐฯ(และของโลกโดยทั่วไป) คือตัวที่มีปัญหา สร้างความขัดแย้งและวิกฤติในตัวเอง กล่าวคือการที่ทุนเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนขนาดใหญ่ส่วนน้อยที่สามารถผลิต สินค้าหากำไรเข้าตัวเองได้มากอยู่ฝ่ายเดียว โดยไม่ได้แบ่งปันกระจายให้กับคนงาน เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยต่าง ๆ อย่างเป็นธรรมนั้น(เช่นในช่วงปีค.ศ. 1970-2006 ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตในอัตราสูง นายทุนและผู้บริหารรวยขึ้นมาก ค่าจ้างที่แท้จริงของคนงานเทียบกับค่าครองชีพหรือเทียบสัดส่วน GDP ไม่ได้เพิ่มเลย) เป็นตัวที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งและการพัฒนาที่ไม่สมดุล ทำให้แรงงานอเมริกันมีรายได้ไม่พอใช้ ต้องเป็นหนี้ธนาคารเพื่อผ่อนส่งบ้านและทรัพย์สินคงทนอื่น ๆ มาก แต่ค่าแรงที่ต่ำทำให้แรงงานไม่มีปัญญาผ่อนส่งหนี้ เกิดหนี้เสีย นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ เศรษฐกิจทุนนิยมไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯและรัฐบาลทั่วโลก กำลังระดมใช้งบประมาณของรัฐไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยธนาคารสถาบันการเงิน ผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างมหาศาล ซึ่งอาจจะบรรเทาแก้ปัญหาได้เพียงบางระดับหรือชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง คือการเปลี่ยนแปลงสภาพการเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตเพื่อสร้าง ระบบที่มีให้เกิดความสมดุล ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

ประเทศไทยมีปัญหาวิกฤติเชิงโครงสร้างคล้ายสหรัฐฯ คือเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาดกลุ่ม ที่ไม่เสรี และไม่เป็นธรรมจริง แถมเป็นทุนนิยมแบบบริวาร คือพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับประเทศทุนนิยมศูนย์กลางที่พัฒนาแล้วเช่น สหรัฐฯมากเกินไป พึ่งพาการส่งออกมากไป และพึ่งพาตลาดภายในประเทศน้อยไป มีการพัฒนาแรงงานทรัพยากร ภูมิปัญญาในประเทศน้อยเกินไป การกระจายทรัพย์สินและรายได้ไม่เป็นธรรมสูง คน 80% รายได้ต่ำ ขาดกำลังซื้อ เศรษฐกิจภายในประเทศจึงเล็ก ทั้ง ๆ ที่ประชากรไทย 64-65 ล้านคน ใหญ่เป็นที่ 19 ของโลก ใหญ่กว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยเล็กกว่าประเทศทั้ง 2 ราว 5-6 เท่า

การที่ไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำมาก เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งตลาดภายนอกมากไปเมื่อเทียบกับจีน อินเดียและประเทศอื่น ๆ ถ้าเราหันกลับมามองเศรษฐกิจภายในประเทศของเรา คนรวยและคนชั้นกลาง 20% ของไทยยังมีเงินทุนมาก ธนาคาร สถาบันการเงินของไทยก็มีเงินฝาก มีสภาพคล่องมาก แต่ที่มีการปล่อยสินเชื่อเพื่อการลงทุนลดลง โรงงานปิดหรือลดการผลิต เพราะไทยเลือกแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจตามแบบทุนนิยมตะวันตกที่ทำให้เกิดความไม่ สมดุล การที่เราทอดทิ้งคน 80% (52 ล้านคน) ให้ขาดกำลังซื้อ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาตลาดและเศรษฐกิจภายในประเทศได้เหมือนกับประเทศอย่างจีน อินเดีย ซึ่งถึงเศรษฐกิจปีนี้จะชลอตัวบ้าง แต่ก็ยังคงเติบโตได้สูงกว่าไทย

ทางออกของประเทศไทย

ทางออกคือผู้นำต้องศึกษาทำความเข้าใจกับปัญหาวิกฤติให้ถึงรากเหง้าของปัญหา และแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองแบบผ่าตัดปฏิรูปโครงสร้างทาง เศรษฐกิจครั้งใหญ่แบบเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่พยุงระบบเศรษฐกิจแบบเก่าเอาไว้ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบลดแลกแจกแถม เป็นเพียงแก้ปัญหาตามอาการ คือปวดหัวก็แจกยาแก้ปวดหัว แต่ไม่ได้แก้ไขถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจทุนนิยมโลกตกต่ำ

แนวทางการแก้ไขแบบผ่าตัดหรืออย่างเป็นระบบองค์รวมคือ ต้องปฏิรูปการเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิต เช่นที่ดิน ทุน(ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการคลังและภาษีอากร) เพื่อจัดสรรการใช้ทรัพยากรและแรงงานภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและทำให้ เกิดความสมดุลเพิ่มขึ้น เก็บภาษีทรัพย์สินและรายได้จากคนรวยในอัตราก้าวหน้าขึ้นเพื่อมาช่วยพัฒนา เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเน้นการพัฒนาคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจน กระตุ้นให้คนรวยคนชั้นกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่มีเงินอยู่มากใช้จ่ายสินค้าและ บริการภายในประเทศเพิ่มขึ้น (แต่ควรลดการใช้จ่ายของต่างประเทศ) เพื่อช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและการเงินหมุนเวียนในประเทศ

นอกจากนี้ก็ควรปฏิรูประบบธนาคารสถาบันการเงิน เพื่อลดการผูกขาดของธนาคารสิบกว่าแห่งที่ยังคิดดอกเบี้ยเงินกู้สูงกว่า ดอกเบี้ยเงินเงินฝากมาก ต้องมีธนาคารหลายประเภทรวมทั้งธนาคารชุมชน ธนาคารสหกรณ์ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันส่งเสริมการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุน และการบริโภคภายในประเทศสำหรับสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการครองชีพได้ เพิ่มขึ้น

ควรเปลี่ยนนโยบายพัฒนาประเทศที่เคยเน้นเรื่องการส่งออก การพึ่งพาทุนต่างประเทศมากไป มาเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศ ด้วยการปฏิรูปการศึกษาและการอบรมแรงงานฝีมือ และส่งเสริมให้คนมีงานทำที่เหมาะสม ใช้ทรัพยากร เทคโนโลยีที่เหมาะสม พลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ในประเทศมากขึ้น เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีประชากรมาก มีช่างฝีมือ ทรัพยากรเกษตร การท่องเที่ยว ภูมิปัญญาด้านอาหารไทย การแพทย์แผนไทยฯลฯ หากเราเน้นการพัฒนาคน พัฒนาสิ่งที่เรามีและทำได้ดี กระจายทรัพย์สิน รายได้ การศึกษา การมีงานทำสู่คนส่วนใหญ่ที่ยากจน เราจะพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองหรือพึ่งตลาดภายในได้ ได้เป็นสัดส่วนสูงขึ้นได้อีกหลายเท่า

ส่วนการหารายได้จากการส่งออกและจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็ควรจะเจาะจงเรื่องที่จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรและฝีมือภายในประเทศเพื่อ เพิ่มมูลค่าเพิ่ม เช่นอุตสาหกรรมเกษตร สิ่งทอ เครื่องประดับ เฟอร์นิเจอร์ เซรามิคส์ อาหาร สมุนไพรฯลฯ รวมทั้งดูแลให้มีการจ่ายค่าจ้างแรงงานและการกระจายรายได้สู่คนไทยส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรมด้วย จะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีกว่า การส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวแบบเก่า ที่ทำให้นายทุนส่วนน้อยได้ประโยชน์มากกว่าที่จะกระจายสู่คนส่วนใหญ่

กล่าวโดยสรุปคือ ผู้นำที่จะแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำครั้งนี้ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ จากทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวาร ไปเป็นระบบ เศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ระบบสหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค ระบบรัฐสวัสดิการ และชุมชนสวัสดิการ (ธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศและนำเงินเข้าประเทศได้ ก็คงจะส่งเสริมให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ต้องมีการดูแลไม่ให้มีการผูกขาดเอาเปรียบแรงงานและผู้บริโภคในประเทศ ต้องทำตามกฎกติกาเสียภาษีอย่างถูกต้อง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องสภาพแวดล้อม ความปลอดภัยและเรื่องอื่น ๆ) ด้วย เราจึงจะมีทางสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ แม้เศรษฐกิจทุนนิยมโลกจะตกต่ำชลอตัวไปอีกหลายปีก็ตาม

(แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ ดู อูโก ชาเวซ ผู้นำการเมืองใหม่แห่งลาตินอเมริกา สนพ.บ้านพระอาทิตย์ 2552)

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

One response to “ผู้นำจะเข้าใจและแก้ไขวิกฤติของประเทศได้อย่างไร

  1. gclub

    กรกฎาคม 20, 2009 at 1:36 pm

    ได้ข้อคิดดีๆตลอดเลยเอมาที่เว็บนี้

    ขอบคุณค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: