RSS

แง่คิดจากออสเตรเลีย

20 ก.ค.

ช่วงปักษ์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมเดินทางไปเป็นเพื่อนลูกสาวที่ได้ทุนรัฐบาลออสเตรเลียไปเรียนต่อป.โท ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองที่มหาวิทยาลัยแห่งซิดนีย์ ราว 10 วัน แม้จะมีประสบการณ์แบบคร่าว ๆ มาก แต่คิดว่าน่าจะมีข้อมูลและแง่คิดบางประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

ออสเตรเลียอยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม มีขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของทั้งประเทศสูงอันดับที่ 17 และรายได้ต่อหัวสูงอันดับที่ 14 ของโลก เฉพาะขนาด GDP ทั้งประเทศสูงกว่าไทย ทั้งที่ออสเตรเลียมีประชากรเพียง 20-21 ล้านคน ขณะที่ไทยมี 64-65 ล้านคน ออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่ มีแร่ธาตุมีค่า ทุ่งหญ้าเลี้ยงแกะและการประมงมาก รวมทั้งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมและการบริการ เช่นการศึกษา การท่องเที่ยวและการบริการด้านการเงินมาก อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของออสเตรเลียในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยปีละ 3.6% สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของกลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม OECD ซึ่งอยู่ที่ 2.5%

ออสเตรเลียมีความสัมพันธ์กับไทยและประเทศกำลังพัฒนาแถบเอเชียมาก เฉพาะการค้ากับไทยในรอบ 2 ปีหลังเพิ่มขึ้นหลายสิบเปอร์เซนต์ ปัจจุบันมีคนไทยไปเปิดร้านขายอาหาร ทำธุรกิจอื่น ๆ ทำงานและเรียนหนังสือกันเป็นหลักแสนคน เฉพาะคนไทยที่ขอวีซ่าไปเรียนซึ่งบางส่วนไปทำงานบางเวลาด้วย มีราวปีละ 2 หมื่นคน การบินไทยที่บินไปซิดนีย์วันละ 3 เที่ยว ตอนที่ผมไปคนค่อนข้างเต็มและยังมีสายการบินอื่นบินระหว่างกรุงเทพฯกับ ออสเตรเลียอีกหลายสาย แม้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกจะกระทบออสเตรเลีย จนรัฐบาลต้องมีโครงการทุ่มงบมาฟื้นฟูเศรษฐกิจเหมือนประเทศอื่น ๆ แต่เท่าที่เห็นและคุยกับนักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาชีพชาวออสเตรเลียบางคน ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของโลกยังไม่กระทบออสเตรเลียอย่างเห็นได้ชัดมากถ้าเทียบ กับสหรัฐฯ

อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในซิดนีย์นั้นตกต่ำน้อยกว่าในสหรัฐฯ อังกฤษ มีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าพวกสำนักงานอาคารพาณิชย์เริ่มได้รับผลกระทบจากการมี ดีมานด์ลดลง แต่ธุรกิจบ้าน โดยเฉพาะการเช่าบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อยและปานกลางดูจะไม่กระทบเลย เพราะยังมีความต้องการจากคนไปทำงาน ไปเรียนหนังสือและคนหนุ่มสาวออสเตรเลียมาก โดยเฉพาะในเมืองซิดนีย์ซึ่งไม่ใช่เมืองหลวงแต่เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทั้ง ทางประชากรและเศรษฐกิจ ขณะที่ซัพพลายของบ้านให้เช่ามีน้อย บ้านเช่าหรือส่วนใหญ่คือห้องแบ่งเช่าในบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ราคาสูง หายากและเป็นธุรกิจที่มีบริษัทนายหน้าทำงานด้านนี้คึกคัก

ผมต้องใช้เวลาทั้งสัปดาห์ไปช่วยลูกสาวหาห้องเช่า เนื่องจากมีคนหาห้องเช่าที่ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยและใกล้เมืองมากโดยเฉพาะห้อง เดี่ยวที่มักจะต้องติดต่อผ่านบริษัทนายหน้า ผู้ต้องการเช่าต้องยื่นใบสมัครให้บริษัทนายหน้าและเจ้าของห้องเป็นผู้ พิจารณาเหมือนกับการยื่นใบสมัครงาน กว่าจะได้ห้องเช่าที่ถูกใจเรา และเขายอมรับเราด้วยก็เหนื่อยทีเดียว

คนไทยที่มีผมมีโอกาสได้พบและคุยด้วย 4-5 คน มีทั้งคนทำงานและคนมาเรียนหนังสือ ข้อดีของออสเตรเลียที่คนไทยที่ไปทำงานที่นั่นพอใจคือ การยอมรับเรื่องฝีมือและความตั้งใจการทำงานสำคัญกว่าปริญญา ค่าแรงสูง ตามฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งค่าครองชีพก็สูงด้วย คนที่ขยันดิ้นรนเรียนรู้ทำมาหากินมีโอกาสอยู่รอดได้ และคนไทยบางคนก็ประสบความสำเร็จด้านธุรกิจ คนไทยหลายคนที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ การออกแบบ นักบัญชีฯลฯ มีงานดี ๆ ทำ บางคนเด็กไทยที่พ่อแม่ส่งมาเรียนและมาใช้ชีวิตสนุกไปวัน ๆ ก็คงมีบ้าง แต่คนไทยที่การศึกษาไม่สูงและมาแบบต่อสู้ดิ้นรนด้วยตัวเองน่าจะมีมากกว่า มีคนไทยทำงานทั้งร้านอาหาร ขายของ งานทำความสะอาด งานเก็บผลไม้ฯลฯ คนชาติอื่น ๆ ทั้งจีน อินเดีย ก็มีมากเช่นกัน

เมืองซิดนีย์เป็นเมืองยังมีธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมร้านเล็กร้านน้อย ของชาวออสเตรเลียและคนเชื้อสายต่าง ๆ อย่างหลากหลาย มีร้านอาหารชาติต่าง ๆ หลากหลาย รวมทั้งของอเมริกัน แต่บริษัทข้ามชาติอเมริกัน ยุโรปไม่ได้คุมเรื่องห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟแบบร้านเครือข่ายของยี่ห้อดัง ๆ มากเท่าเมืองไทย ยังมีธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อมร้านเล็กร้านน้อยของชาวออสเตรเลียและคนเชื้อสาย ต่าง ๆ อย่างหลากหลาย

ออสเตรเลียมีปัญหาคนรวย คนจนและปัญหาอาชญากรรมเหมือนทุกประเทศ แต่เท่าที่ฟังอาจารย์เศรษฐศาสตร์การเมืองที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์คนหนึ่ง บอกว่าการกระจายรายได้มีความเป็นธรรมปานกลาง ไม่เลวร้ายมาก แม้ยังสู้พวกยุโรปเหนือซึ่งมีรัฐสวัสดิการดีกว่าไม่ได้ เรื่องที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลสำหรับคนจนเท่าที่ฟังจากคนไทยยังลำบากพอสมควร อย่างไรก็ตามเทียบลำดับการพัฒนามนุษย์ของประเทศต่าง ๆ ในโลก ออสเตรเลียก็ได้คะแนนสูงติด 10 อันดับแรก

เรื่องการศึกษาเขาจะเก็บนักศึกษาต่างชาติแพงกว่านักศึกษาชาว ออสเตรเลีย แต่ก็ไม่ได้สูงมากถ้าเทียบกับอังกฤษอเมริกา แต่ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าไทย คือค่าที่อยู่ ค่าเดินทางและอาหารการกิน รัฐบาลอนุญาตให้นักเรียน นักศึกษาต่างชาติทำงานบางเวลาได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมง คนไทยที่ไปเรียนด้วยทำงานด้วยจึงมีมากพอสมควร

ในช่วงที่ผมอยู่ที่ซิดนีย์ มีข่าวใหญ่คือ ไฟไหม้ป่าแถบรัฐวิคตอเรียใกล้เมืองเมลเบริน เป็นไฟไหม้ที่รุนแรงและทำความเสียหายมาก มีคนเสียบ้าน ฟาร์มและสวนไปหลายพันแห่งและมีคนเสียชีวิตราว 200 คน และบาดเจ็บอีกมาก ที่ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงเพราะป่าไม้แห้งมานานและลมพัดแรง จึงกลายเป็นพายุไฟป่าที่เดินทางเร็วชั่วโมงละ 60 กม. การจะสู้หรือหนีทำได้ยากมาก โดยเฉพาะชุมชนเล็ก ๆ ที่ไปตั้งอยู่ใกล้ชายป่า ซึ่งคนออสเตรเลียเองผู้นิยมธรรมชาติและชีวิตกลางแจ้งชอบไปอยู่กัน บางคนไปทำฟาร์ม บางคนไปอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติแบบเหมือนอยู่รีสอร์ต ปกติมีไฟป่าเกิดขึ้นแทบทุกปี แต่ไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้

มีไฟป่าเกิดขึ้นหลายจุดพร้อมกันและบางจุดมีรายงานข่าวว่ามีคนโรค ประสาทที่ตั้งใจจุดเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกว่ามีอำนาจ ทำให้ประชาชนโกรธแค้นกันมาก ไฟไหม้อยู่หลายวัน ทั้งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและอาสาสมัครต้องทำงานต่อสู้กับไฟกันหนักมาก มีการรายงานข่าวทั้งวันและคนบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยมาก ในระยะใกล้กันก็มีข่าวน้ำท่วมที่รัฐควีนส์แลนด์ทางตอนเหนือ จระเข้กินเด็กไป 1 คน มีข่าวปลาฉลามเข้ามากัดคนในอ่าวฮาเบอร์ในซิดนีย์ นับเป็นประเทศที่ต้องเผชิญภัยธรรมชาติแบบแปลก ๆ ภูมิอากาศที่นี่ก็แปรปรวนสูง ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะปัญหาการทำลายสภาพแวดล้อมของโลกของระบบทุนนิยม อุตสาหกรรมที่เมืองไทยเองก็คงจะได้รับผลด้วย

ผมไปซิดนีย์ 2-3 วันแรกยังมีปัญหาคลื่นความร้อน แดดจัด ร้อน 30 กว่าองศาเซลเซียส ยิ่งกว่าหน้าร้อนกรุงเทพฯ พออีกวันหนึ่งมีกระแสลมเย็นทางใต้พัดเข้ามาอุณหภูมิลดฮวบเหลือ 20 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิปกติของฤดูร้อนของเขา แถมมีเมฆและฝนปรอยอีก แต่โดยทั่วไปแล้วภูมิอากาศแถบทางใต้ของออสเตรเลีย เช่นซิดนีย์ เมลเบรินก็ดีกว่าประเทศอื่นที่หนาวจัด ร้อนจัดมากกว่านี้ ซิดนีย์เป็นเมืองขนาดกระทัดรัด รถราไม่ค่อยติด มีอ่าวและชายหาดอยู่ใกล้ ทำให้เป็นเมืองน่าอยู่แห่งหนึ่ง

ไทยและกลุ่มอาเซียนควรร่วมมือกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์อย่างใกล้ ชิดมากขึ้น เพราะ 2 ประเทศนี้อยู่ในย่านแปซิฟิกที่ใกล้อาเซียนมากที่สุดและมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีทรัพยากรมาก คนมีรายได้และกำลังซื้อมากพอสมควร ตอนนี้จีนไปลงทุนซื้อกิจการเหมืองแร่ในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น การเป็นทวีปใหญ่ที่มีทรัพยากรมากทั้งแร่ธาตุ พลังงาน การเกษตร ประชากรยังน้อย อาจจะทำให้ออสเตรเลียปรับตัวรับวิกฤติเศรษฐกิจโลกตกต่ำไปได้ดีกว่าสหรัฐฯ และยุโรป การเมืองในออสเตรเลียก็มั่นคงมากกว่าไทย พรรคฝ่ายรัฐบาล(ผสมกลางซ้าย) และฝ่ายค้าน(จารีตนิยม) ไม่ได้มีจุดยืนและนโยบายที่ต่างกันมากเกินไป ประชาชนมีการศึกษา มีความเป็นพลเมือง ความเป็นชุมชนและการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยเหมือนประเทศพัฒนา อุตสาหกรรมส่วนใหญ่

แนวโน้มที่จะเปลี่ยนไป คือการมีประชากรจากประเทศอื่น โดยเฉพาะเอเชียมาอยู่เป็นสัดส่วนเพิ่มขึ้น ทั้งระดับแรงงานทั่วไปและระดับนักวิชาชีพ อาจจะทำให้ออสเตรเลียเป็นประเทศสหพันธรัฐที่มีความหลากหลายทางประชากรและ วัฒนธรรมเพิ่มขึ้น นี่เป็นแนวโน้มที่สหรัฐฯ และยุโรปบางประเทศก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน ถ้าเศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปได้ คนส่วนใหญ่มีงานที่เหมาะสมทำ และรัฐบาลดูแลปัญหาสังคมได้ค่อนข้างดี การเป็นประเทศที่มีประชาชาติหลากหลายอยู่ร่วมกันก็คงจะพัฒนาต่อไปได้ แต่ถ้าเกิดปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงาน อาชญากรรม ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติวัฒนธรรมก็จะแรงขึ้น อาจจะเกิดกระแสพรรคการเมืองขวาจัดเหยียดคนต่างชาติขึ้นมาก็ได้เหมือนกัน

เท่าที่เห็นมาออสเตรเลียน่าจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองน้อยกว่าและ น่าจะพัฒนาไปได้ดีกว่าไทย ซึ่งถึงจะมีคนเชื้อชาติเดียวกันหรือคล้ายกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ฐานะ รายได้ ความรู้ความเข้าใจของคนไทยกลุ่มต่าง ๆ ในวันนี้มีความแตกต่างกันมาก ทำให้เกิดความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วสุดโต่ง ซึ่งมักจะออกไปทางรุนแรงมากกว่าสร้างสรรค์และประนีประนอม ปัจจุบันมีคนไทยไปเรียนและทำงานในต่างประเทศกันมาก แต่มักมุ่งเพื่อตนเอง มากกว่า คนไทยที่มีความรู้และประสบการณ์น่าจะรวมกลุ่มกันและนำบทเรียนจากต่างประเทศ มาช่วยกันพัฒนาเมืองไทยให้เจริญเติบโตแบบเป็นธรรมและยั่งยืนมากขึ้น

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: