RSS

สหรัฐฯ จากผู้นำกลายเป็นผู้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก

30 ก.ค.

สหรัฐฯซึ่งมีกำเนิดมาจากการปฏิวัติเพื่อเอกราชและอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย ของเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดย่อมขนาดกลางเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ได้พัฒนาเป็นประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ร่ำรวยที่สุด และกลายเป็นประเทศจักรวรรดินิยมทางเศรษฐกิจที่บริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ มีอิทธิพลต่อรัฐบาล สหรัฐฯสร้างกองทัพและหน่วยสืบราชการลับใหญ่โต ทำตัวเป็นมหาอำนาจแทรกแซงทางการเมือง การทหาร ประเทศต่าง ๆ ผลักดันรัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาผ่านธนาคารโลก กองทุนไอเอมเอฟและโครงการต่าง ๆ ให้เปิดตลาดเสรีให้ทุนต่างชาติจากสหรัฐฯและประเทศตะวันตกไปลงทุน ลดหย่อนภาษีและให้อภิสิทธิ์ต่าง ๆ โดยอ้างว่าเป็นการต่อต้านคอมมิวนิสต์และปกป้องประชาธิปไตยทั้ง ๆ ที่จริงแล้วสหรัฐฯพร้อมจะสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ เช่นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หากเป็นรัฐบาลที่เปิดตลาดเสรีและต่อต้านสังคมนิยม

สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่นทำให้เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาที่เคยพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง กลายเป็นประเทศทุนนิยมบริวารที่พึ่งพาการลงทุนและการค้ากับประเทศทุนนิยม ศูนย์กลาง เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยทั่วโลกยากจนลง เป็นหนี้มากขึ้น เพราะแข่งขันสู้การผลิตแบบรวมศูนย์ขนาดใหญ่ในฟาร์มและโรงงานขนาดใหญ่ไม่ได้ ทุนขนาดใหญ่ได้เปรียบผู้ประกอบการรายย่อย เพราะมีทุนของตนเองมากกว่า รวมทั้งต้นทุนการเงินต่ำกว่า (กู้ธนาคารหรือออกหุ้นขายโดยเสียดอกเบี้ยต่ำกว่า) ได้เปรียบจากเทคโนโลยีและขนาดการผลิตที่ใหญ่ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของบริษัทใหญ่ต่ำ ผูกขาดหรือครอบงำตลาด ได้เปรียบกว่าในหลายภาพรวมทั้งรัฐบาลประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมยังให้อุดหนุนภาค เกษตรในประเทศของตนด้วย

การที่รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลตัวแทนของนายทุนและชนชั้นกลาง มีใช้นโยบายสนับสนุนให้น้ำมันมีราคาต่ำมาตลอด 150 ปี ทำ ให้บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่สามารถสามารถส่งสินค้าจำนวนมากไปขายประเทศที่อยู่ ห่างไกลได้โดยยังขายได้ราคาต่ำกว่าผู้ผลิตอาหารและสินค้าอื่นในท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ไปเปิดเสรีได้ทั่วโลกขยายสาขาเข้าไปขายแข่งขันตาม เมืองและชุมชนต่าง ๆ จนร้านค้าขนาดเล็กในท้องถิ่นสู้ไม่ได้ คนตกงาน เงินไหลออกนอกประเทศ เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศรวย 30 กว่าประเทศและประเทศจน 200 ประเทศและกลุ่มคนรวย 20% กับกลุ่มคนจน 80% ของประชากรโลก

ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่ผูกขาดกลุ่มโดยบริษัทข้ามชาติ 500 กว่าแห่ง ทำให้ เกษตรกรที่ยากจนลงต้องเปลี่ยนอาชีพไปเป็นแรงงานรับจ้าง เกษตรกรหรือผู้ผลิตตามพันธะสัญญาให้กับบริษัทนายทุน ชุมชน ท้องถิ่นในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งไทยที่เคยพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจได้ และอยู่กันอย่างช่วยเหลือเกื้อกูลกันและมีความรับผิดชอบร่วมกัน เปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นชุมชน/เมืองบริวาร ต้องพึ่งพาบริษัททุนนิยมจากศูนย์กลางที่เน้นการหากำไรของปัจเจกชน เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและปัญหาความยากจนเพิ่มขึ้น คนในหมู่บ้านซึ่งเคยมีความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แบบคำนึงถึงชุมชนหรือส่วนรวม ก็เปลี่ยนไปมีความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายแรงงานสินค้าและบริการแบบ ต่างคนต่างมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว เกิดการขัดแย้ง แข่งขันมากขึ้น

การที่เศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสหรัฐฯ เติบใหญ่กว่าประเทศอื่น ๆ ทำให้ชาวอเมริกันเป็นชนชาติที่นิยมใช้รถยนต์ส่วนตัวมากกว่าการขนส่งสาธารณะ นิยมมีบ้านใหญ่โตอยู่ชานเมือง มีเครื่องไฟฟ้าและเครื่องใช้ไม้สอยอำนวยความสะดวกสมัยใหม่มาก คนอเมริกันคิด เป็นสัดส่วนเพียง 4 % ของประชากรโลก แต่เป็นเจ้าของทรัพย์สินและเป็นผู้บริโภคทรัพยากรและน้ำมันราว 25 % ของโลก และเป็นผู้ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซพิษอื่น ๆ ทำลายสภาวะแวดล้อมของโลกมากกว่า 40% แต่ภายในสหรัฐฯเองมีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก มีระบบประกันสังคมและสวัสดิการสังคมน้อยกว่าในยุโรป ญี่ปุ่นและคานาดา ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาลแพงมาก สำหรับคนจน

การที่คนชั้นกลางและคนงานอเมริกันตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 บริโภคทางวัตถุได้มาก เพราะสหรัฐฯไปขูดรีดความมั่งคั่งมาจากทั่วโลก แต่ความจริงแล้วความร่ำรวยส่วนใหญ่ตกกับคนรวย ขณะที่ค่าจ้างที่แท้จริง(หักเงินเฟ้อ) ของแรงงานส่วนใหญ่ในสหรัฐฯเองเพิ่มขึ้นน้อย และโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบันไม่ได้เพิ่มเลย(ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตไปประเทศกำลังพัฒนาที่พวกเขาจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าได้) ทำให้คน อเมริกันที่บริโภคมากกว่าคนชาติอื่น ๆ นั้น จริง ๆ แล้วปัจจุบันอยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ เอาเงินเอาทรัพยากรของคนอื่นรวมทั้งของลูกหลานมาใช้ รัฐบาลสหรัฐฯเองผู้ทำตัวเป็นตำรวจโลก ลงทุนสร้างฐานทัพและไปก่อสงครามกับอินโดจีนและตะวันออกกลางที่ล้วนแต่พ่าย แพ้เสียหาย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาขาดดุลงบประมาณ ประเทศขาดดุลการค้า ทั้งรัฐบาลธุรกิจเอกชนและประชาชนต่างเป็นหนี้ต่างประเทศมากขึ้น

การเติบโตของระบบทุนนิยมโลกในสมัย 20 กว่าปีที่ผ่านมา ยังรวมเอาประเทศสหภาพโซเวียต จีน อินเดีย บราซิล เกาหลีใต้ สหภาพแอฟริกาใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ฯลฯ ไปช่วยพยุงให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่มีสหรัฐฯเป็นผู้นำเดินหน้าต่อไปได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นระบบเศรษฐกิจที่สร้างวิกฤติในตัวเอง คือสร้างการกระจายที่ไม่สมดุลระหว่างรายได้ของนายทุนและแรงงาน และการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป สร้างปัญหาความยากจน ความขัดแย้ง ความรุนแรง อาชญากรรม การก่อการร้าย รวมทั้งสงครามตามมามากมาย จนในที่สุดก็นำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกครั้งใหญ่ในปัจจุบัน รวมทั้งวิกฤติสภาวะแวดล้อมของโลกถูกทำลาย เกิดภาวะโลกร้อนที่ทำให้ภูมิอากาศผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้นกว่ายุคใดในประวัติศาสตร์

สหรัฐฯชอบโจมตีว่ารัฐบาลประเทศสังคมนิยมหรือต่อมาคือประเทศมุสลิมหัว รุนแรงบางประเทศว่าเป็นพวกชอบบ่อนทำลาย หรือก่อความรุนแรง แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯกลายเป็นผู้บ่อนทำลายทำให้เศรษฐกิจเกิดปัญหาวิกฤติตกต่ำไปทั่วโลกเสีย เอง เพราะความละโมบหากำไรของชนชั้นนายทุนใหญ่และนายธนาคาร ซึ่งมีอำนาจเหนือรัฐบาลสหรัฐฯและธนาคารกลางเองที่ไม่ได้ควบคุมการปล่อยสินเชื่อและการเก็งกำไรให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม

การที่ธนาคารและสถาบันการเงินของสหรัฐฯในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมาปล่อยกู้ให้ผู้มีรายได้น้อย ซื้อบ้านอย่างไม่มีขีดจำกัด แถมเอาหนี้ดังกล่าวไปทำตราสารหนี้ขายต่อกันไปอีกหลายทอด เพียงเพราะนายทุนนายธนาคารต่างต้องการหากำไรสูงสุด ขณะที่แรงงานได้ค่าจ้างต่ำและบริโภคเกินตัว ทำให้ไม่มีรายได้พอที่จะใช้หนี้ เกิดปัญหาหนี้เสีย และธนาคารขาดทุนจนบางแห่งล้มละลาย บางแห่งรัฐบาลต้องเข้ามาอุ้มหนี้ เกิดปัญหาวิกฤติการเงินและปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำที่ลามไปทั่วโลก

การที่สหรัฐฯกลายเป็นตัวการผู้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก ก็เนื่องจาก

1. ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมาระบบธนาคาร สถาบันการเงินของสหรัฐฯขยายการลงทุนและการร่วมทุนไปทั่วโลกอย่างมหาศาล ธุรกิจด้านการเงิน ทั้งการซื้อขายหุ้น ตราสาร อนุพันธ์ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดล่วงหน้าฯลฯ มีมูลค่าสูงกว่าการผลิตและการค้าในภาคธุรกิจที่แท้จริง คือเกษตรและอุตสาหกรรมหลายเท่ามาก เฉพาะกำไรภาคการเงินในสหรัฐฯมีสัดส่วนเพิ่มจาก 2% ของธุรกิจทั้งหมดเมื่อ 40 ปีที่แล้วเป็น 40% ในปีค.ศ.2004 ธนาคารในหลายประเทศ เช่นในยุโรป สิงคโปร์ ซึ่งไปรับซื้อตราสารหนี้หรือปล่อยกู้ค้ำประกันต่อฯลฯจากสหรัฐฯต่างเจอปัญหา หนี้เสียจากสหรัฐฯจนเศรษฐกิจตกต่ำไปตาม ๆ กัน

2. สหรัฐฯเป็นผู้ผลิตผู้บริโภคที่ส่งออกและสั่งเข้ารายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯตกต่ำ การค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ จึงลดลงตามไปด้วย ผู้ผลิตทั่วโลกขายของได้ลดลง ขาดทุน เลิกหรือลดขนาดการผลิต คนตกงานหรือรายได้ลดลง ยิ่งอำนาจซื้อลดลง เศรษฐกิจทั่วโลกเลยยิ่งตกต่ำหนัก พวกธนาคาร สถาบันการเงินก็ปล่อยกู้ได้น้อยลง หรือไม่ค่อยกล้าปล่อย คนไม่กล้าลงทุน คนไม่ค่อยกล้าใช้จ่ายเงิน เพราะห่วงว่าอนาคตไม่แน่นอน นี่คือวิกฤติความเชื่อของคน ซึ่งแก้ได้ยาก แม้จะมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดอัตราดอกเบี้ย การปล่อยกู้ต่าง ๆ แต่ถ้าคนยังกลัว ไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าใช้จ่าย ก็ยังจะฟื้นการผลิตและการบริโภค

โดยพื้นฐานนี่คือปัญหาวิกฤติที่เกิดจากตัวระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เป็นระบบที่ทำลายตัวเอง เพราะเป็นระบบที่กดขี่ขูดรีดทั้งแรงงานและทรัพยากร ไม่กระจายทรัพย์สินและรายได้ไปสู่แรงงานและคนกลุ่มต่าง ๆ อย่างสมดุลและยั่งยืน นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาการบริหารการเงินผิดพลาดในสหรัฐฯ แต่เป็นปัญหาที่ตัวระบบโครงสร้างระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทั้งหมด วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทศวรรษ 1930 เคยนำไปสู่ลัทธินาซีและฟาสซิสต์และสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงมาแล้ว วิกฤติเที่ยวนี้จะทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องต่อสู้ ต่อรองและต่างคนต่างปรับตัวกันครั้งใหญ่ คนไทยต้อง ศึกษาปัญหาวิกฤติครั้งนี้ให้เข้าใจแจ่มชัด ต้องคิดพึ่งเศรษฐกิจตัวเองเป็นสัดส่วนสูงขึ้น และปฏิรูประบบเศรษฐกิจใหม่ให้มีความสมดุลและเป็นธรรมจึงจะหาทางออกได้อย่าง แท้จริง

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

2 responses to “สหรัฐฯ จากผู้นำกลายเป็นผู้บ่อนทำลายเศรษฐกิจโลก

  1. นิวัติ อู่แก้ว

    กรกฎาคม 31, 2009 at 3:17 am

    ดังที่อาจารย์เขียนไว้ถูกต้องที่สุดระบบเศรษฐกิจทุนนิยมกำลังหมุนกลับมาสู่ความล่มสลายแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมีวงจรวัฏจักรในตัวของมันเอง เมือประเทศเราเป็นลูกข่ายของระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ย่อมทีจะหนีไม่พ้น และยิ่งแย่เพราะเราเจอปัญหาสามเด้ง คือการตกต่าเศรษฐกิจโลก, การเมืองภายใน, ไข้หวัด๒๐๐๙(ไม่ทราบว่าเป็นการสร้างระบบการหาเงินแบบใหม่ของพวกนายทุนใหญ๋ต่างชาติหรือเปล่า)ในปี ค.ศ.๑๙๑๔ เยอรมันมนีเคยที่จะใช้สงครามเชื้อโรคในรัสเซียมาก่อนแล้ว อเมริกาเคยสนับสนุน ซัดดัม ฮุดเซนให้อาวุธเชื้อโรคเพื่อทำลายล้างอิหร่านในสมัยของโคมานีมาแล้วเช่นกัน สงครามมักเปลี่ยนรูปแบบตลอดเวลาจาก”สงครามกองทัพมาเป็นสงครามกองทุน”ดังนั้นประเทศไทยต้องพัฒนาการเมืองอย่างเร่งด่วน(ปฏิวัติการเมือง)ดังคำกล่าวของ ฌอง ปอล ซาร์ตร์ที่ว่า “คนที่ยึดมั่นในเสรีภาพจึงต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมือง และจะหลีกหนีจากการเมืองไม่ได้ เสรีภาพจะมีอยู่ในสังคมมนุษย์ต่อไปก็ต่อเมื่อทุกคนช่วยกันปกป้องและรักษา” คือการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเมืองโดยการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันพรรคการเมือง(พรรคฯที่มีแนวบริหารทีเป็นประชาธิปไตยภายในพรรคฯ)ทำให้สมาชิกรู้สึกว่าเป็นเจ้าของพรรคฯ และมีสิทธิมีเสียงภายในพรรคฯตามความรู้ความสามารถ และกำหนดนโยบายของพรรคฯ(Platform)หรือการมีสิทธิเลือกสรรผู้ที่จะส่งเข้าแข่งข้นทุกระดับกับพรรคฯอื่นๆ เมื่อพรรคการเมืองทีระบบพรรคฯเป็นประชาธิปไตยเมื่อได้บริหารประเทศก็จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยไปด้วย

     
  2. กิตติศักดิ์ กาวิกูล

    กันยายน 15, 2009 at 9:42 pm

    ก็น่าคิดคับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: