RSS

จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร (How to Find True Happiness)

05 ส.ค.


นักวิจัย นักจิตวิทยาที่ปรึกษาเรื่องการปรับปรุงคุณภาพชีวิต ล้วนเชื่อคนทุกคนมีพลังที่จะสร้างความสุขได้ ความสุขคือวิธีที่คุณมองโลก คนที่มีความสุข คือ คนที่รู้จักเพ่งความสนใจไปที่ชัยชนะเล็กๆน้อยและโอกาสที่ทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี แทนที่จะมัวกังวลแต่ปัญหา พวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ในทางที่ดีที่สุดของทุกสถานการณ์ พวกเขามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองที่จะจัดการกับปัญหา และพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีจุดมุ่งหมาย

ยกตัวอย่างเวลาคุณออกมาข้างนอกบ้านแล้ว ล็อคประตูบ้านโดยลืมกุญแจไว้ในบ้าน คุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไร คุณจะด่าตัวเอง  เตะประตู และกังวลว่าวันนี้คือวันซวยของคุณ หรือคุณจะหาทางแก้ปัญหาอย่งใจเย็น นึกดูว่าคุณมีกุญแจสำรองอยู่ที่ไหน  จะเข้าบ้านทางอื่นได้หรือไม่ หรือจะโทรตามช่างทำกุญแจได้ที่ไหน คนที่ไม่มีความสุข จะทำอย่างแรก คนที่มีความสุขจะทำอย่างหลัง และใช้เวลาว่างที่ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือทำอย่างอื่นไป จนกว่าจะแก้ปัญหาการเปิดประจูบ้านได้

อุปนิสัย (Habits) หรือวิธีที่คุณมองโลกและแสดงพฤติกรรมออกมา คือ สิ่งที่คุณสร้างขึ้น ดังนั้น คุณจึงสามารถเปลี่ยนมันได้ ต่อไปนี้คือคำแนะนำ 6 ข้อ ที่จะช่วยให้คุณสร้าง อุปนิสัยที่จะนำไปสู่การสร้างความสุขให้แก่ตัวคุณเองได้

1. อย่าไปฝากความหวังไว้กับเรื่องโชคหรือปัจจัยภายนอก

คนส่วนใหญ่คิดว่าเขาจะมีความสุข ถ้าเขามีโชค เช่น ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ ได้งานที่ดีขึ้น ได้ขึ้นเงินเดือน 2-3 ขั้น น้ำหนักลดลง (สำหรับคนที่กังวลเรื่องความอ้วน) หรือได้รับสิ่งดีอื่นๆซึ่งมาจากปัจจัยภายนอก แต่ความจริงแล้ว ความสุขมาจากภายในตัวคุณ คือ วิธีที่คุณคิดเกี่ยวกับชีวิตของตัวคุณเอง
โอกาสจะได้โชคดีขนาดใหญ่ สำหรับคนทั่วไปมีโอกาสความเป็นไปได้น้อยมาก และนักจิตวิทยาทำวิจัยและพบว่า คนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่จะลิงโลดดีใจปลื้มปิติสูงสุดอยู่ในช่วงแรกๆ ต่อมาความรู้สึกนี้จะค่อยๆลดลง จนกลับมาสู่ระดับปกติที่เขาเคยรู้สึกอยู่ นักจิตวิทยารวมทั้งนักปรัชญา จึงมองว่า การสนใจกับโชคหรือสิ่งดีๆ  ขนาดเล็กที่คุณมีโอกาสได้รับในแต่ละวัน จะทำให้คุณมีความสุขที่เป็นจริงได้ มากกว่านอนฝันรอคอยโชคขนาดใหญ่

แต่ทั่งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับวิธีการที่คุณมองโลกว่า อะไรคือโชคหรือสิ่งที่ดีสำหรับคุณด้วย คนที่มีความสุขคือ คนที่พอใจในสิ่งที่ดีเล็กๆน้อยๆที่เขาได้รับ คนที่ไม่ค่อยพอใจอะไรชอบมองด้านลบมากกว่าด้านบวก  (เช่น มองเห็นแต่ส่วนที่ว่างของแก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้วว่าทำไมมีน้ำแค่ครึ่งแก้ว แทนที่จะมองส่วนที่มีน้ำอยู่ว่าดีและที่มีน้ำอยู่ครึ่งแก้ว) คือ คนที่หาความสุขได้ยาก

ปัจจัยที่มีผลต่อความสุข คือ ทัศนะต่อความมั่งคั่ง มากกว่าตัวเงินเอง นักวิจัยสัมภาษณ์คนที่มีรายได้ระดับต่างๆว่าเขาคิดว่ารายได้แค่ไหนที่จะทำให้เขามีความสุข  คนที่มีรายได้ปีละ 10,000 ดอลลาร์ ตอบว่า 50,000 ดอลลาร์ คนที่มีรายได้ 50,000 ดอลลาร์ตอบว่า 200,000 ดอลลาร์ คนที่มีรายได้ 200,000 ดอลลาร์ตอบว่า 1 ล้านดอลลาร์ และก็จะเพิ่มไปเรื่อยๆ จนไม่อาจถือเป็นมาตรฐานได้ว่ารายได้แค่ไหนที่จะทำให้คนมีความสุข เพราะมันขึ้นอยู่กับความพอใจของแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน และความสุขยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอย่างอื่นนอกจากรายได้

เรามักคิดว่ารายได้สูงจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เรามีความสุข เพราะเรา (ถูกสอนมาให้) กลัวความขาดแคลนและความไม่มั่นคงทางวัตถุในชีวิต แต่เราไม่มีทางที่จะพอใจกับจำนวนรายได้ หรือความมั่งคั่งทางวัตถุได้อย่างแท้จริง เพราะความสุขขึ้นอยู่กับความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจเชิงอัตวิสัยของเราแต่ละคนมากกว่า

นักวิจัยพยายามพิสูจน์ว่า ปัจจัยภายนอกสำคัญน้อยกว่าปัจจัยภายใน วิธีที่คนเรามองชีวิต โดยการศึกษาเปรียบเทียบความรู้สึกพอใจต่อชีวิตของคนที่เคยถูกล็อตเตอรี่  คนทั่วไป และคนที่ได้รับอุบัติเหตุจนพิการท่อนล่าง และพบว่า คนพิการกลับมีความพอใจต่อชีวิตสูงกว่าคนอีก 2 กลุ่ม เนื่องจากพวกเขาปรับการมองโลกใหม่ที่ทำให้เขาพอใจที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ ขณะที่คนอื่นๆยังคาดหมายจากชีวิตสูงเกินกว่าที่พวกเขาจะทำได้ หรือเกิดความพอใจได้

2. หาเวลาอยู่คนเดียวเงียบๆ และทำใจให้สงบวันละ 10 นาทีทุกวัน เพื่อที่คุณจะได้มีโอกาสคิดใคร่ครวญ ว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของคุณ  อะไรไม่สำคัญก็ไม่ควรเสียเวลาเอาเรื่องเล็กมาเป็นเรื่องใหญ่ให้รบกวนจิตใจของคุณ คุณอาจจะตื่นเช้ากว่าปรกติสัก 10 นาที เจริญสมาธิ ทำโยคะ หรือบริหารกายใจ เช่น ฝึกการหายใจ สวดมนตร์ นั่งเขียนบันทึก หรือแค่นั่งเฉยๆเงียบๆ

การทำเช่นนี้จะช่วยให้คุณพบความสุขได้ 2 ทาง  ทางแรก คือ การทำใจให้นิ่ง จะช่วยให้เกิดปฏิกิริยาทางสารเคมีในสมองที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพกายและใจของคุณ ทางที่ 2 คือ ชาวพุทธและผู้ทำโยคะเชื่อว่า เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะทำให้เสียงเรียกร้องต้องการจากภายในของคุณนิ่ง บางสิ่งบางอย่างที่มหัศจรรย์จะเกิดขึ้นตามมา คุณอาจจะตอบคำถาม เช่น อะไรทำให้ฉันมีความสุข? ได้ชัดเจนขึ้น คุณอาจค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องที่คุณสามารถทำได้เอง  ซึ่งอาจทำให้คุณมีความสุขได้ เช่น คุณอาจเริ่มงานอดิเรกบางอย่างที่คุณชอบ  คุณอาจจะจัดงานชุมนุมญาติ ฯลฯ

3. ชื่นชมกับส่วนดีๆของชีวิต

เราไม่ค่อยมีความสุขเพราะบ่อยครั้งที่เราไปคาดหวังว่า ความสุขจะได้มาต่อเมื่อมีเหตุการณ์ดีๆ ครั้งใหญ่ในชีวิต และเรามองข้ามความสุขเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน ซึ่งจริงๆแล้ว เรามีโอกาสพบได้มากกว่า นักจิตวิทยายังวิจัยพบว่า  การรู้สึกว่ามีความสุขบ่อยครั้ง  เป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสุขได้มากกว่า การรู้สึกมีความสุขแบบขนานใหญ่นานๆครั้ง

นักจิตวิทยาจึงเสนอให้คุณฝึกเป็นนิสัยที่จะมองหาสิ่งดีๆในชีวิต เช่น ฝึกการคิดทบทวนก่อนกินข้าวเย็นหรือก่อนนอนว่า วันนี้คุณเจออะไรที่ดีๆมาบ้างอย่างน้อย 5 อย่าง แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ได้ดื่มน้ำมะนาวในช่วงที่อากาศร้อนและคุณกระหาย ได้นอนงีบหลับ คู่ครองคุณแสดงความเอาใจใส่ เพื่อนเก่าโทรศัพท์มาหา มีคนทักว่าทำของหล่น ฯลฯ นี่คือการฝึกไม่ให้คุณมองข้ามสิ่งเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้คุณมีอารมณ์ความรู้สึกในทางบวก

การรู้สึกขอบคุณ (Gratitude) ต่อสิ่งดีๆในชีวิตจะทำให้คุณมองโลกในแง่ดี ซึ่งนำไปสู่ความสุข คนบางคนชอบเก็บเอาแต่เรื่องร้ายๆในชีวิตประจำวันมาคิดทั้งๆที่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ผ่านไปแล้ว และเราไม่สามารถไปแก้ไขอะไรมันได้แล้ว คนแบบนี้คือคนที่ซ้ำเติมให้ตัวเองคิดวนเวียนอยู่ในความทุกข์ ทั้งๆที่ในวันเดียวกันนั้น เขาหรือเธอก็เจอเรื่องดีๆ อื่นๆด้วยเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้สังเกตมัน หรือไม่คิดว่านั่นคือสิ่งดีที่เขาควรรู้สึกขอบคุณ

4. เป็นเพื่อนกับตัวเอง พูดกับตัวเองในทางบวก

สิ่งที่คุณพูดกับตัวคุณเอง มีอิทธิพลต่ออารมณ์และร่างกายของคุณ เมื่อคุณคิดถึงตัวเองในทางลบ ร่างกายจะมีการหลั่งสารเคมีบางอย่างที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ลงไปอีก เช่น หลังจากคุณตะโกนด่าลูกของคุณไปแล้ว คุณก็กลับมาโทษตัวคุณเองว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ได้ความ หรือเมื่อคุณเผลอกินเค้กช็อกโกแลตไป 1 ชิ้น ทั้งๆที่คุณตั้งใจจะควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนัก เสร็จแล้วคุณก็ด่าตัวเองว่าไม่เอาไหน หากคุณมีนิสัยชอบสำนึกผิดแบบโทษตัวเองและพูดกับตัวเองในทางลบ  เป็นเรื่องยากที่คุณจะมีความสุขได้

ลองเปลี่ยนท่าทีใหม่ว่า คุณควรจะพูดกับตัวเองเหมือนคุณกำลังพูดกับเพื่อนที่ดีของคุณ คุณจะได้ระมัดระวังจะไม่พูดอะไรในทางลบ ที่จะไปกระทบน้ำใจเพื่อนที่ดี พยายามพิจารณาความคิดของคุณเอง ถ้าคุณเริ่มพบว่าคุณกำลังจะคิดในทางลบ ให้เปลี่ยนความคิดนั้นไปในแง่บวก เช่น  หลังจากที่คุณตะโกนใส่ลูกไปแล้ว แทนที่คุณจะคิดว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่แย่ ก็คิดใหม่ว่า นั่นเป็นเพราะคุณอยู่ในสภาวะที่เหนื่อยหรือเครียด และพยายามที่จะควบคุมอารมณ์เพื่อที่จะกลับมาเป็นพ่อแม่ที่ดีในชั่วโมงต่อไป หรือเมื่อคุณเผลอกินเค้กช็อกโกแลตไป คุณก็อาจให้อภัยตัวเองและให้สัญญาตัวเองว่าวันรุ่งขึ้น คุณจะกินอาหารผักเพื่อชดเชย

5. ทำดีกับคนอื่น

การแสดงความใจกว้างเอื้ออาทร ทำดีกับคนอื่น แม้เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ไม่เพียงแต่ทำให้คนอื่นมีความสุขเท่านั้น แต่ทำให้เราในฐานะผู้ให้ก็มีความสุขไปด้วย เช่น โทรศัพท์ไปคุยกับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่ค่อยมีคนไปเยี่ยม ชวนเพื่อนมากินข้าว ให้ของขวัญเล็กๆน้อยๆ เพื่อนร่วมงาน ฯลฯ โดยทั่วไปคนเรามักจะรู้สึกอยากแสดงความใจกว้างในบางครั้ง แต่บ่อยครั้งเรามักจะหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเอง จนลืมนึกถึงคนอื่น หรือคิดในเชิงแก้ตัวผัดผ่อนว่าเรายังไม่ว่าง หรือเรายังไม่รวยมากพอ หรือเกรงอย่างโน้นอย่างนี้ หากเรานึกถึงคนอื่น และคิดว่าจะทำอะไรเพื่อเขาได้ ก็ทำเลย โดยไม่ต้องผัดผ่อน เพราะจริงๆแล้วมันช่วยให้คุณมีความสุขได้ไม่น้อยไปกว่าเขา

6. ทำในสิ่งที่คุณถนัด

คุณควรรู้จักจุดแข็งของคุณ และทำสิ่งนั้นทุกวัน คนหลายคนใช้เวลาส่วนใหญ่พยายามที่จะกำจัดจุดอ่อนของตนเอง (เช่น การเป็นคนไม่มีระเบียบ อารมณ์เสียง่าย ขี้อาย) แต่มีอีกวิธีหนึ่งที่จะทำได้ง่ายกว่าคือ พยายามหาจุดแข็งและเสริมจุดแข็งของคุณ เช่น คุณอาจจะเป็นนักฟังที่ดี เป็นคนทำอาหารที่เก่ง เป็นคนปลูกต้นไม้เก่ง ฯลฯ

ถ้าคุณยังไม่รู้แน่ชัดว่าคุณมีจุดแข็งที่ตรงไหน ให้พิจารณากิจกรรมที่คุณทำอย่างเอาใจใส่ นึกดูว่า มีกิจกรรมอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกดี พิจารณาทักษะที่คุณใช้ทั้งที่บ้านและที่ทำงานว่ามีทักษะไหนที่คุณคิดว่าคุณทำได้ดีหรือทำให้คนพอใจ ก็เขียนรายการสิ่งที่คุณทำได้ดีแบบเน้นรายละเอียดออกมา เช่น แทนที่จะเขียนว่า “ฉันเป็นคนต้อนรับแขกที่ดี” คุณก็อาจจะเขียนแบบลงรายละเอียดว่า “ฉันช่วยให้คนที่รู้สึกตื่นเต้นรู้สึกเป็นกันเองได้” “ฉันพูดจาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล” “ฉันรู้วิธีการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้” เป็นต้น

หลังจากที่คุณเขียนรายการสิ่งที่คุณสามารถทำได้ดีออกมาแล้ว  วันรุ่งขึ้น คุณก็นั่งเงียบๆ พิจารณาดูรายการเหล่านั้น เลือกเอาข้อมูลที่คุณคิดว่าคุณทำได้ดีที่สุด หรือทำให้คุณพอใจมากที่สุด และพยายามทำสิ่งนั้นบ่อยๆ การได้ทำสิ่งที่เราชอบ คือ สิ่งที่จะทำให้ชีวิตเรามีความหมายและมีความสุข

วิทยากร เชียงกูล
จิตวิทยาในการสร้างความสุข. – –  กรุงเทพฯ : สายธาร, 2548.
ISBN : 974-9602-62-1

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

7 responses to “จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้อย่างไร (How to Find True Happiness)

  1. พนมขวัญ ปวงใจ

    กันยายน 15, 2009 at 7:05 pm

    ช่ายเลย

     
  2. กิตติศักดิ์ กาวิกูล

    กันยายน 15, 2009 at 9:41 pm

    อืม น่าคิดคับ

     
  3. สุธาทิพย์ สุทัศน์

    มกราคม 29, 2011 at 10:08 pm

    ขอบคุณคร่า

    พอดีกำลังหาเรื่องนี้อยูพอดีคร่า
    ทำรายงานแล้วอาจารณ์สั่งให้หาว่า นักจิตวิทยาพูดถึงความสุขอย่างไร
    ได้คำตอบที่ตรงประเด็นมากคร่า หายากมากเลยคร่า ขอบคุณจริงๆๆคร่า

     
  4. wee

    พฤษภาคม 5, 2011 at 2:01 pm

    เป็นบทความที่ดีมากเลยครับ ความสุขสามารถเกิดขึ้นได้ทุกทุกเวลา

     
  5. ธราดล กลิ่นจันท์

    กุมภาพันธ์ 7, 2012 at 1:00 am

    จะแสวงหาความสุขที่แท้จริงได้โดย มีความรู้ว่า

    จิต มีอยู่ 2 อย่าง คือ 1. จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้ หรือเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า จิตบริสุทธิ์ 2. จิตปรุงแต่ง หรือ จิตปัจจุบัน

    อธิบาย ความหมายของข้อ 1. จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้ เป็นจิตที่ ปราศจากการปรุงแต่ง เกิดขึ้นเอง ไม่ต้องสร้างขึ้นมา
    ดังนั้น จึงเรียก จิตที่แท้จริง หรือ จิตเดิมแท้ อีกอย่างหนึ่งว่า จิตบริสุทธิ์

    มีลักษณะ
    ตัวเราเอง ไม่อยากมีความทุกข์
    ตัวเราเอง อยากมีความสุขที่แท้จริง
    ตัวเราเอง ไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่ชีวิตเลย
    ตัวเราเอง มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี

    ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน ไม่อยากมีความทุกข์
    ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน อยากมีความสุขที่แท้จริง
    ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน ไม่อยากสร้างปัญหาให้แก่ชีวิตเลย
    ตัวเราเอง และมนุษย์ทุกคน มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี

    ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ ไม่อยากมีความทุกข์
    ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ อยากมีความสุขที่ แท้จริง
    ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ ไม่อยากสร้างปัญหา ให้แก่ชีวิตเลย
    ตัวเราเอง และ มนุษย์ทุกคน และสิ่งมีชีวิตที่มีจิตวิญญาณ มีความตั้งใจจะให้ดี อยากจะทำให้ดี

    2. จิตปรุงแต่ง หรือ จิตปัจจุบัน เป็นจิตที่เกิดขึ้นมาใหม่ เกิดจาก การเรียนรู้ และประสบการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงได้

    ถ้า การเรียนรู้ และประสบการณ์ ไม่ตรงกับลักษณะของ จิตที่แท้จริง จะทำให้มีความทุกข์
    ถ้า การเรียนรู้ และประสบการณ์ ตรงกับลักษณะของจิตที่แท้จริง จะทำให้มี ความสุขที่แท้จริง

     
  6. เอก

    กุมภาพันธ์ 20, 2014 at 7:17 am

    ความสุขที่แท้จริง คือเมื่อความบาปของเราที่แดงเหมือนเลือดและไม่สามารถที่จะลบมันได้ด้วยความดีไดๆของเรา ได้รับการชำระให้ขาวสะอาดดังหิมะครับ หมายความว่า ความบาปของเราหมดสิ้นแล้ว ไม่มีเหลืออีกแล้วครับ เมื่อนั้นเราจะมีความสุขที่แท้จริง ซึ่งเป็นความสุขที่โลกนี้ไม่สามารถให้ได้ครับ

     
  7. เกษมสันต์

    ตุลาคม 20, 2014 at 8:53 pm

    ขอชื่นชม ในความตั้งใจจะให้ดีอยากจะทำให้ดีของ อาจารย์ วิทยากร เชียงกูล และ ทุกความคิดเห็น ทุก comment ครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: