RSS

ไทยจะเรียนรู้วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ อย่างไร

10 ส.ค.

อาการของวิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯคือการที่ธนาคารสถาบันการเงินโลภมาก ปล่อยกู้มากจนเกิดปัญหาขาดความสามารถในการชำระหนี้ (INSOLVENCY) ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและของธนาคารสถาบันการเงินที่กู้คนอื่นมาปล่อยกู้ แบบเก็งกำไรจนเกินตัว แต่รากเหง้าของวิกฤติ คือปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่เป็นระบบที่กดขี่ขูดรีดทั้ง แรงงานและทรัพยากรสูง สร้างความไม่สมดุลทั้งทางเศรษฐกิจและทางสภาพแวดล้อม วิกฤติครั้งนี้จึงเป็นวิกฤติเชิงโครงสร้างด้วย ไม่ใช่แค่วิกฤติการบริหารเรื่องการเงินเท่านั้น

สหรัฐฯเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ผลิตภัณฑ์มวลรวมอยู่ที่ 14 ล้านล้านดอลลาร์หรือ 1 ใน 4 ของทั้งโลก สหรัฐฯที่เคยมีน้ำมัน ถ่านหินและทรัพยากรต่าง ๆ มาก ถลุงใช้พลังงานของตนเองจนเหลือน้อยต้องสั่งเข้ามาก เป็นประเทศที่บริโภคมากกว่าออม นายทุนส่วนน้อย 10% แรกรวยขึ้นมาก แต่คน 90% ถูกกดขี่ค่าจ้างแรงงาน ทำให้รายได้สุทธิที่(หักเงินเฟ้อแล้ว)ของแรงงานส่วนใหญ่ สามารถซื้อสินค้าได้จริงคงที่หรือลดลงตั้งแต่ปีค.ศ. 1970 คนอเมริกันจึงอยู่ได้ด้วยการเป็นหนี้ รัฐบาลก็ทำตัวเป็นตำรวจโลกสร้างกองทัพใหญ่โต ทำสงครามสิ้นเปลืองมาก ทำให้ปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงปี 2000-2006ประเทศสหรัฐฯขาดดุลบัญชีเดินสะพัด(ดุลการค้า+บริการ) ถึง 4 ล้านล้าน (4 TRILLION) ดอลลาร์ รัฐบาลเองขาดดุลงบประมาณมากราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน

ระบบทุนนิยมแบบสหรัฐฯกดขี่ 2 ต่อ คือกดค่าจ้างแรงงาน(รวมทั้งโยกย้ายโรงงานไปจ้างแรงงานราคาต่ำกว่าในประเทศกำลังพัฒนา ทำให้คนตกงานและแรงงานขาดอำนาจต่อรองต้องยอมรับค่าจ้างที่ต่ำ) และหากำไรจากดอกเบี้ย ยิ่งคนมีรายได้น้อย เครดิตไม่ดียิ่งต้องเสียดอกเบี้ยสูงกว่าคนรวย ธุรกิจธนาคารสถาบันการเงินที่หากำไรจากดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม กำไรและคอมมิชชั่นจากการลงทุนเก็งกำไร จากหุ้น ตราสาร อนุพันธ์ ผลิตภัณฑ์ การเงินต่าง ๆ ขยายตัวสูงกว่าภาคการผลิตที่แท้จริง คือเกษตรและอุตสาหกรรมหลายเท่ามาก คน อเมริกันที่รายได้ต่ำแต่รสนิยมสูง เป็นหนี้กันมาก ทั้งกู้เพื่อซื้อบ้าน(แล้วขายต่อไปซื้อบ้านใหม่) กู้จากบัตรเครดิต ซื้อรถยนต์ เงินกู้เพื่อการศึกษา และเงินกู้แบบเอาบ้านไปจำนองเพื่อเอาเงินไปใช้อย่างอื่นต่อ

ธุรกิจการเงินการธนาคารโดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อบ้าน เป็นธุรกิจใหญ่ในสหรัฐฯ เพราะเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้คนจำนวนมาก รวมทั้งผู้กู้แบบเก็งกำไรซื้อมาขายต่อ ช่วงปี 2000 ถึงกลางปี 2005 ซึ่งเป็นช่วงตลาดบ้านขยายตัวมาก การเก็งกำไรทำให้บ้านราคาสูงขึ้นจากเดิมอย่างรวดเร็ว เพียงเพราะคนคาดหมายว่ามันจะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของสหรัฐฯในครึ่งแรกของปี 2005 มาจากเรื่องเก็งกำไรธุรกิจการสร้างบ้านและที่เกี่ยวกับการให้สินเชื่อ การกู้ใหม่ การตกแต่งบ้าน การซื้อขาย นายหน้าฯลฯ ถึง 50% การจ้างงานในภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี 2001 มากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงานที่เกี่ยวกับเรื่องการสร้างและซื้อขายบ้าน

ปัญหาคือความโลภต้องการกำไรสูงสุดของธนาคารสถาบันการเงิน ทำให้พวกเขาขยายสินเชื่อบ้านในหมู่ผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเสี่ยงสูงเพิ่ม ขึ้นอย่างไม่มีเพดาน การปล่อยสินเชื่อแบบซับไพรม์มีมูลค่าเพิ่ม 5 เท่าภายใน 4 ปีจาก 145 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2001 เป็น 625 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2005 และมีสัดส่วนคิดเป็น 20% ของสินเชื่อทั้งระบบ(สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารและไม่มีการควบคุมที่ดีพอ ทำธุรกรรมการเงิน เช่นการปล่อยกู้ถึง 50% ของทั้งระบบ)

การที่ธุรกิจการเงินขยายตัวมาก คนอเมริกันกู้ได้ง่าย รัฐบาลสนับสนุนนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ทำให้คนอเมริกันซื้อขายบ้าน หุ้นและโภคทรัพย์อื่น ๆ เพื่อการเก็งกำไรมาก ภายใน 5 ปี บ้านราคาสูงถึง 50% ทำให้คนมีเงินมีการจับจ่ายใช้สอยมาก เศรษฐกิจยิ่งขยายตัว เป็นการเติบโตแบบที่เราเรียกว่าฟองสบู่ คือโตรวดเร็วอย่างไม่สมจริง และไม่สามารถจะอยู่ได้ตลอดไป จะต้องแตกในวันใดวันหนึ่ง

ปัญหาฟองสบู่แตกหรือวิกฤติด้านการเงินการธนาคารในสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารสถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อบ้านให้ผู้กู้ที่รายได้ ต่ำ(ซับไพรม์แปลว่าต่ำกว่าลูกค้าชั้นดี) อย่างหละหลวมและเป็นจำนวนมากเกินไป รวมทั้งยังเอาหนี้เหล่านั้นไปจัดรวมกันแล้วแปลงเป็นสินทรัพย์เป็นตราสารหรือผลิตภัณฑ์การเงินประเภทต่าง ๆ ไปขายต่อเป็นทอด ๆ เพื่อที่สถาบันการเงินได้เงินสดกลับมาปล่อยกู้เพิ่ม ทำให้มีการปล่อยกู้และการขายต่อเพื่อการเก็งกำไรที่มีมูลค่าสูงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมหลายเท่ามาก ยอดธุรกรรมการเงินสูงกว่าความสามารถในการหารายได้มาชำระหนี้ของผู้กู้ ทั้งสูงกว่าสินทรัพย์และเงินสำรองที่ธนาคารสถาบันการเงินมีอยู่จริง จึงนำไปสู่ปัญหาการไม่สามารถชำระหนี้ได้ เกิดหนี้เสีย ขนาดธนาคารสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ยังไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้จากคนอื่นหรือไปรับประกันคนอื่นไว้ ต้องปิดกิจการ ล้มละลาย บางแห่งถูกควบกิจการโดยธนาคารอื่น บางแห่งรัฐบาลเข้าไปอุ้มด้วยการเข้าไปถือหุ้นใหญ่หรือให้เงินกู้ยืมฯลฯ

หลังจากที่สหรัฐฯเกิดวิกฤติการไม่สามารถชำระหนี้บ้านได้ตั้งแต่ฤดู ใบไม้ผลิปี 2007 ภายในปีเศษ ๆ ราคาบ้านตกต่ำอย่างรวดเร็ว เฉพาะ 3 เดือนสุดท้ายปี 2008 ลดลงจากดัชนีสูงสุดที่ 200 ลงมาเหลือ 140 ผู้กู้ผ่อนส่ง 13.6 ล้านคน(หรือ 17.3% ของผู้มีบ้านอยู่ในสหรัฐฯ) ต้องผ่อนส่งบ้านที่ปัจจุบันมีมูลค่าต่ำกว่าตอนที่เขาทำสัญญาซื้อ หลายคนเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะขายก็ขาดทุนมาก หรือขายไม่ออกเพราะไม่มีคนซื้อ จะผ่อนส่งต่อ ก็เริ่มมีปัญหาการชำระหนี้เพราะบางคนตกงาน รายได้ลดหรือปัญหาส่วนตัวอื่น ๆ

ปัญหาธนาคารมีหนี้เสีย ขาดทุนให้สินเชื่อได้ลง บ้านราคาตกต่ำ ตลาดหุ้นตก การซื้อขายบ้าน รถยนต์ สินค้าต่าง ๆ ลดลง ทำให้คนรายได้ลดลง ตกงานมากขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯเป็นเศรษฐกิจที่ขึ้นอยู่กับภาคการค้า และการบริการ(ซึ่งรวมทั้งเรื่องการเงิน) สูงกว่าภาคอุตสาหกรรมมาก ยิ่งภาคเกษตรยิ่งมีสัดส่วนเพียงนิดเดียวหลังเกิดวิกฤติการเงิน ภายในปีกว่า ๆ คนอเมริกันตกงานไปแล้ว 3.5 ล้านคน ปี 2007 บ้านถูกสถาบันการเงินยึด 1.5 ล้านหลัง ปี 2008 บ้านถูกสถาบันการเงินยึด 2.3 ล้านหลัง และคาดการณ์ว่าจากเดือนกันยายน 2008-ปี2012 จะมีการยึดบ้านถึง 6.4 ล้านหลัง ในสภาวะฟองสบู่แตก เมื่อบ้านราคาตกต่ำมาก และผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อ ธนาคารยึดไปก็ไม่สามารถขายต่อทำกำไรได้เหมือนในภาวะปกติ ทั้งธุรกิจและประชาชนจึงแย่ตาม ๆ กันเป็นลูกโซ่

ปัญหาวิกฤติการขาดความสามารถในการชำระหนี้ยังลามไปถึงภาคอุตสาหกรรม เช่นรถยนต์ การตกแต่งบ้าน เครื่องใช้ไม้สอยที่ขายไม่ออกทั้งในสหรัฐฯและทั่วโลก เพราะคนมีรายได้ลดลง ตกงาน ขาดกำลังซื้อ การค้าทั้งภายในและระหว่างประเทศลดลงอย่างฮวบฮาบ เพราะสหรัฐฯและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่นยุโรป ญี่ปุ่นปกติเป็นผู้มีกำลังซื้อสูงของทั้งระบบเศรษฐกิจโลก จึงเกิดปัญหาเศรษฐกิจถดถอยเป็นลูกโซ่

ปัญหาการตกงาน การถูกยึดบ้าน ความยากจนฯลฯ จะทำให้คนในประเทศต่าง ๆ ประท้วง เกิดความขัดแย้งทางการเมืองทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ตอนเกิดวิกฤติตกต่ำในสหรัฐฯซึ่งลามไปทั่วโลก ในคริสตทศวรรษ 1930 ใช้เวลา 10 ปีกว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจึงเริ่มฟื้น และอาจจะเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ช่วยให้สหรัฐฯซึ่งขายอาวุธและเสบียงได้มาก ทำให้คนมีงานทำเพิ่มฟื้น วิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกครั้งนั้นทำให้เกิดทางเลือก 2 แนวคือ 1.บางประเทศมีการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมให้เป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย และ 2.บางประเทศเกิดลัทธิขวาจัด เช่นนาซี ลัทธิฟาสซิสต์ในสเปน เยอรมัน อิตาลี ซึ่งจับจิตวิทยาและปลุกเร้าความไม่พอใจของประชาชนได้เก่ง จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองสเปน, สงครามโลกครั้งที่ 2 การล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวฯลฯ ที่เลวร้าย

เศรษฐกิจสหรัฐฯและของทั้งโลกคงจะตกต่ำไปอย่างน้อย 1-2 ปี หรืออาจนานกว่านั้น จะทำให้เศรษฐกิจไทยซึ่งพึ่งการส่งออกมากเกินไปพลอยตกต่ำด้วย อุตสาหกรรมหลายอย่างจะปิดและลดการผลิต คนตกงานและรายได้ลด ปัญหาประชาชนขาดกำลังซื้อ ขาดความสามารถในการชำระหนี้(สินเชื่อและบัตรเครดิต) การซื้อขายจะลดลง และปัญหาอื่นตามมา คน ไทยจะต้องศึกษาปัญหานี้อย่างวิเคราะห์ เตรียมรับมือและแก้ปัญหาแบบฉลาดและรักชาติหรือรักคนส่วนใหญ่ อย่าไปหวังต่างชาติ เพราะในยามวิกฤติ ประเทศต่าง ๆ จะต้องมุ่งปกป้องผลประโยชน์ตนเอง การถอนทุนกลับไปลงทุนในประเทศของตน การรณรงค์ใช้ของในประเทศ การกีดกันทางการค้าจะเพิ่มขึ้น

ไทยควรคิดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นธรรมและประชาธิปไตย เน้นการพัฒนาแรงงานและเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร ช่างฝีมือ การท่องเที่ยวบริการและอื่น ๆ ให้เข้มแข็งตั้งแต่ระดับรากหญ้าและชุมชน เช่นสร้างระบบสหกรณ์ผู้ผลิตผู้บริโภค ธนาคารสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน บริษัทมหาชนที่มีธรรมาภิบาล ลดการผูกขาด เก็บภาษีคนรวยมาช่วยพัฒนาคนจน อย่าปล่อยให้นักการเมืองที่คิดแต่ผลประโยชน์ตัวเองระยะสั้นปลุกระดมอารมณ์ของคนที่จนและลำบากอยู่ นำไปสู่ลัทธิประชานิยมและลัทธิทุนนิยมโดยรัฐ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบฉาบฉวยระยะสั้น มากกว่าจะเป็นทางออกที่สร้างสรรค์และยั่งยืนในระยะยาว

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

2 responses to “ไทยจะเรียนรู้วิกฤติเศรษฐกิจในสหรัฐฯ อย่างไร

  1. กิตติศักดิ์ กาวิกูล

    กันยายน 15, 2009 at 9:40 pm

    -*-

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: