RSS

4. การประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาโดยบุคคลวงการต่าง ๆ (รายงานสภาวะฯปี51-52)

17 พ.ย.

4. การประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาโดยบุคคลวงการต่าง ๆ  

            บทนี้นำเสนองานคัดสรรจากทัศนะและบทวิเคราะห์ในเรื่องการจัดการศึกษา/การปฏิรูปการศึกษาของบุคคลต่าง ๆ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีศึกษาธิการ นักวิชาการ ครูอาจารย์ พ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนนักเรียน ที่ผู้วิจัยเห็นว่า จะช่วยให้เห็นภาพปัญหาและผลของการจัดการศึกษาของประเทศไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมมากขึ้น ผู้วิจัยเลือกมาเฉพาะบางส่วนและเลือกเน้นบางประโยคที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญ

4.1 มุมมองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในปาฐกถา เรื่อง “ทิศทางและนโยบายของรัฐบาลต่อการปฏิรูปการศึกษารอบสอง” วันที่ 14 พฤษภาคม 25521           “—หากพิจารณาจากเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษาเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ทั้ง 3ข้อ คือ 1.การกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง  2.การมีส่วนร่วมทางการศึกษา และ 3.การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องยอมรับว่าในขั้นตอนการดำเนินการที่จะไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวนั้น ต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ อาทิ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ มีการยุบรวมหน่วยงานด้านการศึกษาเพื่อให้การทำงานมีเอกภาพและมีการบูรณาการมากยิ่งขึ้น การปรับระบบการจัดสรรทรัพยากร การจัดสรรงบประมาณและอื่น ๆ ทั้งนี้แม้จะมีความสำเร็จในหลายด้าน แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสังคม และหลายคนก็คิดว่ายังไปได้ไม่ไกลอย่างที่คิด”—————-

            “ผมมองว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นปัญหาใหญ่พอกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะแม้จะมีการปรับแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาก็พยายามใช้ทุกวิธีการแล้ว ทั้งรวมเขตแบ่งเขต แต่ก็ยังจับไม่ถูกจุดเช่นเดียวกัน การปฏิรูปการศึกษา 10 ปีที่ผ่านมา บางด้านอาจจะยังหลงทาง หรือเดินวนเวียนอยู่บ้าง อาทิ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาในเรื่องการเรียนฟรี ที่ยังมีเสียงบ่นอยู่ตลอดว่ายังไม่ฟรีจริง ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา ที่ยังไม่สอดคล้องกับระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญคือคุณภาพการศึกษา เห็นได้จากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในแต่ละช่วงชั้นที่ยังคงเป็นที่น่าผิดหวัง”——————————————————————-

            “นอกจากนั้นอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำบทเรียนจากการการปฏิรูปการศึกษาครั้งที่ผ่านมา มาเป็นแนวทางในการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่นี้ โดยเฉพาะปัญหาเมื่อมีการเดินหน้าการปฏิรูปกันจริง ๆ กลับไปมัวเสียเวลาและถกเถียงขัดแย้งกันในเรื่องไม่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา เช่นการปรับโครงสร้างหน่วยงาน เป็นต้น เพราะจนถึงวันนี้แม้โครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก แต่เนื้อหาหรือระบบการบริหารกลับไม่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น ในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ไม่ว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในด้านใด อาทิการปรับโครงสร้าง การตั้งหน่วยงานใหม่ สิ่งจำเป็นที่สุดคือจะต้องมองมองถึงเป้าหมายสุดท้ายว่า ทั้งหมดคือเครื่องมือในการสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้นในวงการศึกษา ไม่ใช่มัวไปเสียเวลากับการถกเถียงสร้างความขัดแย้งกัน จนลืมเป้าหมายที่สำคัญไป เพราะตราบใดที่การปฏิรูปการศึกษายังก้าวไม่พ้นจุดนี้ได้ ต่อให้ปฏิรูปกันกี่รอบก็เสียดายเวลาเปล่า”——————————————————-

            “อีกทั้งผู้ที่อยู่ในสังคมการศึกษาจะต้องเอาชนะแรงเฉื่อยให้ได้ ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติดกับค่านิยมเดิม ๆ เช่นแม้จะมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างไร แต่ระบบการศึกษาต่อยังยึดอยู่กับค่านิยมการมุ่งเข้าสู่สถาบันอุดมศึกษาเป็นหลักก็ปรับเดินหน้าได้ยาก การปรับวิธีการเรียนการสอนโดยลดเนื้อหาในห้องเรียนลง เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองนอกห้องเรียน แต่สุดท้ายการวัดผลประเมินผลยังคงยึดที่เกณฑ์การสอบเป็นหลัก ก็เกิดขึ้นไม่ได้

            4.2 มุมมองของดร.วิจิตร ศรีสอ้าน อดีตรมว.ศึกษาธิการ ในคำบรรยายในการประชุมสัมมนาเรื่องการปฏิรูปการศึกษารอบสอง 14 พฤษภาคม 25522  

“การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมา นับจากปี 2542 เป็น 9 ปีที่การปฏิรูปการศึกษาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ถ้าประเมินจากพิมพ์เขียวการปฏิรูปการศึกษาที่วางไว้จะพบว่างานไม่เสร็จตามกรอบเวลา มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำสำเร็จ คือการประกันคุณภาพภายนอกของ สมศ. อย่างไรก็ตามการประเมินภายนอก รอบ 3 ที่จะเกิดขึ้นนั้น สิ่งที่ต้องเน้นเพราะเป็นเรื่องสำคัญมาก ได้แก่การประเมินผลผลิตและผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยสมศ. ควรต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำและมาตรฐานดังกล่าวนั้นต้องเป็นมาตรฐานที่สามารถใช้ได้กับสถานศึกษาทั่วประเทศ อีกทั้งผลประเมินของสมศ. ต้องไม่ทิ้งไว้บนหิ้งอย่างเดียว”

            4.3 มุมมองของศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช เขียนไว้ใน BLOG ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ท3

            “บทบรรณาธิการของ นสพ. เดอะเนชั่น ฉบับวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. 50  เรื่อง Education Reforms Must Continue ถูกใจผมจริง ๆ

            โดยเฉพาะข้อวิพากษ์ว่า การปฏิรูปการศึกษาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเป็นการปฏิรูปตัวรูปแบบ (form) แต่ล้มเหลวในการปฏิรูปสาระ (substance) ของการศึกษา

            บทความนี้ระบุ “สาระ” ที่จะต้องมีการปฏิรูปกันอย่างเอาจริงเอาจัง คือ

–          การกระจายอำนาจการบริหารการศึกษา

–          การศึกษาตลอดชีวิต

–          การส่งเสริมอาชีวศึกษา

–          การสร้าง positive change ด้านการบริหารการศึกษา เพื่อให้เกิดผลด้าน

คุณภาพของผลการศึกษา และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ————————-

            วงการศึกษาไทยถูกรัฐบาลทักษิณทำลาย โดยแทนที่จะบริหารการศึกษาเพื่อผลลัพธ์ด้านการศึกษาของชาติ รัฐบาลทักษิณกลับบริหารการศึกษาเพื่อเอามาเป็นเครื่องมือสร้างฐานเสียงทางการเมือง

            ถ้าคนในวงการศึกษาจะฟื้นศักดิ์ศรีของตนให้คืนมา จะต้องเข้าใจหลุมพรางข้อนี้ และต้องขึ้นมาจากหลุมและช่วยกันกลบหลุมเสีย

            ประเทศไทยเราโชคดีที่ขบวนการชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้นทุกวัน โดยมีเครื่องมือสำคัญคือแผนแม่บทชุมชน ดังนั้น ความเข้มแข็งของชุมชนและกระบวนการแผนแม่บทชุมชนน่าจะเป็น “เครื่องมือ” อย่างหนึ่งในการฟื้นฟูความเข้มแข็งของการบริหารโรงเรียน

            ผมมอง (ด้วยความเคารพ) ว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดของการปฏิรูปการศึกษาไทย อยู่ที่ Mental Model ของนักบริหารการศึกษาไทยที่เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการนั่นเอง ที่ไม่เห็นคุณค่าและเคารพความสามารถของครูดี ๆ ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ไม่เข้าไปส่งเสริมและขยายผลจาก success stories เหล่านั้น เอาแต่มุ่งสั่งการให้ดำเนินการโครงการที่ตนคิดขึ้นใหม่เมื่อตนเข้ารับตำแหน่ง”

            4.4 มุมมองของ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมย์ เลขาธิการมูลนิธิพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ ในการเสวนา เรื่อง “ทศวรรษที่ 2 ของการปฏิรูปการศึกษา : ปฏิรูปอะไรและอย่างไร” 15 มิถุนายน 25524

            “การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาคือการปฏิรูปโครงสร้าง แต่ไม่ได้ปฏิรูปพฤติกรรมของครูและของคนใน ศธ. การปฏิรูปครั้งที่ผ่านมาล้มเหลว คนไทยแห่เรียนปริญญาโท-เอกมากขึ้น จนกลายเป็นสังคมบ้าใบปริญญา แต่ไม่บ้าปัญญา คนจบปริญญาเอกแต่ไม่มีปัญญา คิดไม่เป็น วิเคราะห์ไม่เป็น การปฏิรูปการศึกษาต้องทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ปฏิรูปการเรียนการสอน ครูต้องรับฟังความคิดเห็นของลูกศิษย์

            ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่คลั่งการเรียนป.ตรีมากกว่าสายอาชีพ ขณะที่ประเทศอื่น ๆ เช่นเกาหลี เขาเน้นสายอาชีพมากกว่า เฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ มีนักศึกษามหาวิทยาลัย 100,000 คน คนที่เรียนอาชีวะ 20,000 คน จะให้เป็นแบบนี้หรือไม่ หากเราไม่สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ คิดเป็นวิเคราะห์เป็น มีจิตสาธารณะ ผมมั่นใจว่าเราต้องมีการปฏิรูปรอบ 3 แน่นอน สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การปฏิรูปการศึกษาที่ยั่งยืน เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสุขและสมดุลกับธรรมชาติ ต้องทำบรรยากาศการเรียนให้น่าเรียน หลังจากทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้แล้วน่าจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนในทางปฏิบัติด้วย จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. อย่างเดียวคงไม่พอ เพราะหาก รมว.ศธ. หมดสมัยไปแล้ว เรื่องก็จะจบตามไปด้วย

            “เรื่องแรกที่ต้องเน้น คือการบริหารจัดการแบบมืออาชีพและภาวะผู้นำอย่างจริงจัง ที่ผ่านมาระบบ ศธ.สร้างคนให้เป็นคนที่คอยแต่รับคำสั่ง ผู้บริหาร รร.กว่า 3 หมื่นโรง ไม่มีความสามารถในการบริหาร การศึกษาไทยเน้นการสั่งการมากกว่า”

4.5 มุมมองของดร.ภาวิช ทองโรจน์ (ผู้บริหารการศึกษา) ในบทความขนาดยาวเรื่อง “10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย”5  ในที่นี้ผู้วิจัยคัดมาเฉพาะประเด็นสำคัญ เนื่องจากมีเนื้อที่จำกัดและต้องการให้กระชับ

 

 

“1.) คุณภาพการศึกษาพื้นฐานตกต่ำ : ความจำเป็นที่ต้องปฏิรูปการเรียนรู้

“—นักเรียนไทยส่วนใหญ่มีความรู้วิชาที่สำคัญต่าง ๆ เช่นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การคิดเชิงวิเคราะห์ ภาษา ซึ่งรวมถึงภาษาไทย ต่ำกว่ามาตรฐาน PISA พบว่า เด็กไทย 74% อ่านภาษาไทยไม่รู้เรื่อง คือมีตั้งแต่อ่านไม่ออก อ่านแล้วตีความไม่ได้ วิเคราะห์ความหมายไม่ถูก หรือแม้แต่ใช้ภาษาให้เป็นประโยชน์ในการศึกษาวิชาอื่น ๆ ไม่ได้ คุณภาพที่ตกต่ำย่อมหมายถึง—————–ระบบการถ่ายทอดความรู้ รวมทั้งครูผู้สอนมีความรู้ต่ำกว่ามาตรฐาน——————————————————-

2.) ปัญหาของการปฏิรูปโครงสร้าง

ปัญหาอันเกิดจากสูตรที่ไม่สำเร็จของการปฏิรูปโครงสร้างทับถมทวีคูณ ปรากฏออกมาในรูปของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์และข้อเรียกร้องต่าง ๆ ดังมีตัวอย่าง เช่นการถ่ายโอนสถานศึกษาไปสังกัดเขตพื้นที่ที่ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ มีข้อเรียกร้องให้กลับมาตั้งกรมต่าง ๆ ขึ้นในสำนักงานปลัดกระทรวง เนื่องจากเห็นว่าโครงสร้างใหม่ไม่สามารถครอบคลุมภาระกิจได้ครบถ้วน ในเขตพื้นที่ได้มีการเคลื่อนไหวให้แยกการบริหารระดับประถมและระดับมัธยมออกจากกัน (ซึ่งเป็นการกลับไปหาจุดเดิมก่อนการปฏิรูป) มีข้อเรียกร้องให้ตั้งทบวงการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งมีการชี้ประเด็นว่าการรวมเอาทบวงมหาวิทยาลัยเข้ามาไว้ในกระทรวงเดียวกันเป็นการบั่นทอนพัฒนาการของอุดมศึกษา การปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้นดูจะเป็นรูปธรรมเพียงประการเดียวที่ปรากฏให้เห็นจากกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่ขับเคลื่อนโดย พ.ร.บ. 2542 แต่ปัญหาที่ผุดขึ้นมาตามรายงานเหล่านี้ชี้ประเด็นว่า แม้รูปธรรมประการเดียวนี้ก็ยังมีปัญหา เพราะโครงสร้างใหม่น่าจะมีความไม่เหมาะสม จนมีข้อเรียกร้องให้ทบทวนหรือปรับปรุงเกิดขึ้นตลอดเวลา

3.) ปัญหาของครู

ความตกต่ำของวิชาชีพครูอาจมีเหตุมาจากข้อเท็จจริงง่าย ๆ ประการหนึ่ง ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครคิดที่จะแก้ไข นั่นคือการที่ประเทศไทยมีการผลิตครูมากถึงปีละประมาณ 12,000 คน ในขณะที่อัตราการบรรจุครูใหม่ในแต่ละปีมีเพียง 3-4 พันคนเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าในแต่ละปีบัณฑิตครูที่จบออกมาใหม่จะมีการตกงานเบื้องต้นเกือบหนึ่งหมื่นคน สถานการณ์เช่นนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลถึงภาพพจน์และความนิยมในการเข้าศึกษาในสาขาวิชานี้ ไม่ดึงดูดให้นักเรียนที่เรียนเก่ง และมีโอกาสเลือกสาขาได้มากให้ตัดสินใจเข้ามาเรียนครู นอกจากนั้น ปัญหาของครูก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมาก เช่นในภาพรวมประเทศไทยยังนับว่าขาดแคลนครู แต่นโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐก็เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ในภาพที่เป็นรายละเอียด ยังพบว่าเราขาดแคลนครูในสาขาวิชาสำคัญ ๆ เช่นวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาเป็นต้น—————————-

———ประเทศไทยเรามีโครงสร้างเงินเดือนในระบบราชการที่โบราณจนไม่เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เรามีความแตกต่างระหว่างเงินเดือนแรกเข้าทำงานกับเงินเดือนที่พึงได้รับสูงสุดในชีวิตการทำงานถึงเกือบ 10 เท่า ในขณะที่ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายจะพบความแตกต่างเพียง 3-4 เท่า ซึ่งหมายความว่า บุคคลจะได้รับค่าจ้างเมื่อแรกเข้าทำงานสูงมากเพียงพอที่จะยังชีพได้ โดยอัตราเพิ่มตลอดเวลาที่ทำงานอาจไม่มาก หรือไม่ต้องมีการซอยขั้นเงินเดือนละเอียดหลายขั้นมากนัก ดังนั้น แนวทางแก้ไขสำหรับครูรุ่นใหม่ทางหนึ่งควรจะเป็นการปรับโครงสร้างเงินเดือนเสียใหม่ โดยเพิ่มเงินเดือนเมื่อแรกบรรจุให้มากขึ้น ครูก็ควรจะมีความกดดันในการดำรงชีพน้อยลง หันมาสนใจในหน้าที่การงานมากขึ้น

4.) ขาดแคลนบัณฑิต แต่บัณฑิตก็ยังตกงาน

ประเทศเราไม่มีแผนและกลไกการกำกับการผลิตกำลังคนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ที่เราพอจะมีบ้างคือตัวเลขความต้องการกำลังคนในบางสาขาวิชาชีพ แต่ทำอย่างไรที่จะได้กำลังคนมาตามตัวเลขนั้น กลายเป็นปลายเปิดที่ปล่อยให้สถาบันการศึกษาที่เป็นผู้ผลิตนำไปดำเนินการเองโดยไม่มีการกำกับทิศทาง ในขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาในบางสาขามีมากมายจนล้นงาน จนพบเนือง ๆ ว่า ในการรับสมัครงานบางตำแหน่ง มีผู้สมัครหลายหมื่นคนเพื่อแย่งกันเข้าทำงานที่มีการรับเพียงไม่กี่สิบอัตรา แต่บางสาขาวิชากลับขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทางด้านการแพทย์ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก เช่นในภาพรวม เราต้องการให้มีผู้เข้าศึกษาสายอาชีวะประมาณครึ่งหนึ่ง จึงจะทำให้มีกำลังคนเพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า มีผู้เข้าเรียนอาชีวะเพียง 27% ทั้งนี้นับรวมถึงผู้ที่ไม่ได้เรียนสายอาชีวะแท้ แต่ไปเรียนอยู่ในวิทยาลัยอาชีวะด้วย เช่นสาขาด้านการบริหาร ซึ่งหมายความว่า หากนับสายช่างจริง ๆ จะมีจำนวนน้อยกว่านั้นมาก

นอกจากนั้น เพื่อให้เพียงพอต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีชั้นสูง เรายังตั้งเป้าหมายว่า ควรมีผู้ศึกษาในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ต่ำกว่า 40% แต่กลับพบว่าผู้เรียนในสาขานี้มีเพียง 28% เท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้ลดลงจากเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ที่มีผู้เรียนสายวิทยาศาสตร์มากกว่า 30% และยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกไปจากนั้น ยังปรากฏว่ามีสาขาวิชาชั้นสูงอีกเป็นจำนวนมาก ที่ไม่มีการผลิตบัณฑิตในประเทศไทย—————————————————————————————

———ความจำกัดของทรัพยากรมนุษย์ทั้งทางด้านสาขาวิชาชีพ จำนวนที่มีคุณภาพ และระดับของทักษะ ย่อมเป็นผลให้เกิดข้อจำกัดต่อขีดความสามารถของประเทศในภาพรวม

5.) ปัญหาของอาชีวศึกษา

นอกจากความนิยมที่ตกต่ำ ทำให้มีผู้สนใจเข้าศึกษาน้อยลงแล้ว อาชีวศึกษาก็ยังประสบปัญหาด้านคุณภาพเช่นเดียวกับสายวิชาอื่น ๆ อาชีวศึกษาไทยยังมีวัฒนธรรมแปลก ๆ ที่ดูเหมือนจะไม่พบในที่ใด ๆ ในโลก คือการยกพวกตีกัน เหตุเพียงเพราะอยู่ต่างสถาบันกัน การดึงดูดให้คนเข้าเรียนอาชีวศึกษาให้มากขึ้น และได้รับการพัฒนาทักษะอย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งการเพิ่มสาขาวิชาที่ยังขาดแคลน หรือยังไม่มีการผลิตในประเทศ เป็นโจทย์ที่จะต้องแก้ไขให้ได้ แต่ความพยายามบางอย่าง เช่นการที่เปิดโอกาสให้อาชีวศึกษาจัดการศึกษาได้ถึงขั้นปริญญาเหมือนกับมหาวิทยาลัยกำลังเป็นที่ถูกจับตามอง และเป็นข้อวิตกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทางหรือไม่

6.) วิทยาลัยชุมชน

วิทยาลัยชุมชนที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วรวม20 แห่งตกอยู่ภายใต้ปัญหาหลายประการ นับตั้งแต่ความไม่ชัดเจนของสถานภาพและพันธกิจที่มีบางส่วนซ้ำซ้อนกับอาชีวศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความคาดหวังของชุมชนที่คิดว่ามีอุดมศึกษาอยู่ในพื้นที่และอาจมีโอกาสพัฒนาขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยในที่สุด ความคาดหวังที่จะได้รับการจัดสรรทรัพยากรต่าง ๆ จากหน่วยงานส่วนกลาง ในขณะที่ในหลักการกลับกลายเป็นสวนทางกัน กล่าวคือ มีหลักการวางไว้ว่าวิทยาลัยชุมชนจะต้องได้รับการสนับสนุนจากท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาคารสถานที่ งบประมาณบางส่วนและบุคลากร—————————————–

———มหาวิทยาลัยที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งหลายดูจะไม่นำพาที่จะให้ความช่วยเหลือวิทยาลัยชุมชน

7.) คุณภาพอุดมศึกษา/ปริญญาเฟ้อ

ปัญหาของอุดมศึกษาไทย เป็นระบบที่ “ไร้ทิศทาง ซ้ำซ้อน ขาดคุณภาพและขาดประสิทธิภาพ” เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีข้อมูลที่ทำให้เราวิตกว่า ประชาชนไทยได้รับโอกาสในการเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาค่อนข้างต่ำคือเพียง 14% ของจำนวนประชากรวัยอุดมศึกษาเท่านั้นเอง ผลที่ตามมาคือเราได้เร่งเปิดมหาวิทยาลัยขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก จากมหาวิทยาลัยของรัฐเดิมที่มีเพียง 20 แห่ง ได้ขยายจำนวนเป็น 78 แห่ง รวมกับมหาวิทยาลัยเอกชน วิทยาลัยชุมชนและสถาบันในสังกัดอื่นแล้ว เรามีสถาบันอุดมศึกษาประมาณ 255 แห่ง โอกาสการเข้าสู่อุดมศึกษาจึงเปลี่ยนไปเป็นใกล้ 50%

อุดมศึกษาไทยจึงมีอุปทานมากกว่าอุปสงค์ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มมีปัญหาเรื่องหาคนเข้าเรียน ทำให้ประสบปัญหาเรื่องความคุ้มทุน นำไปสู่ความจำเป็นที่ต้องดำเนินการด้านการตลาดทุกวิถีทาง และมุ่งเปิดสอนแต่สาขาวิชาที่ทำได้ง่าย ต้นทุนต่ำและได้เงินเร็ว ซึ่งระบาดไปทุกระดับชั้นปริญญา เรามีบัณฑิตล้นงานในหลายสาขา แต่ขณะเดียวกันก็มีการขาดแคลนในสาขาวิชาที่ยาก ๆ  มหาวิทยาลัยจำนวนมากมุ่งหาเงินจนเป็นระบบการศึกษาเชิงปริมาณ—————————————————————-

ปัญหาของการทุจริตทางการศึกษาตั้งแต่ลอกข้อสอบถึงจ้างทำวิทยานิพนธ์ พบจนเป็นสภาพปกติ อาจารย์มหาวิทยาลัยไทยในภาพรวมจัดว่ามีคุณวุฒิต่ำ เพราะจบการศึกษาขั้นปริญญาเอกรวมกันแล้วไม่ถึง 30% (นอกจากมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่กี่แห่งที่อาจมีอาจารย์ปริญญาเอกเกิน 50%) ในขณะที่ในมหาวิทยาลัยระดับโลกทั้งหลาย ชีวิตของการเป็นอาจารย์จะต้องเริ่มต้นที่ระดับปริญญาเอก หรือสูงกว่า สกอ.ในปัจจุบันเปรียบเสมือนยักษ์ไร้ตะบอง คือไม่มีกลไกที่จะไปติดตามตรวจสอบหรือลงโทษมหาวิทยาลัยนอกแถวเหล่านี้ได้——————————————————————

———สกอ.มีหน้าที่หลักเพียงการออกกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่หากมหาวิทยาลัยไม่ปฏิบัติตาม สกอ.ก็ไม่มีกลไกใดที่จะทำให้ทราบได้ หรือแม้ว่าทราบแต่ก็ไม่มีอำนาจโดยตรงที่จะดำเนินการใด ๆ ได้ อย่างมากก็ทำได้เพียงตักเตือน เราจึงจะพบอยู่บ่อย ๆ ว่ามหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรโดยมีองค์ประกอบต่าง ๆ ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ สกอ.กำหนด

8.) การขาดวิจัยและพัฒนา ขาดนวัตกรรมและปัญหาความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม

ในปี 2548 อาจารย์อุดมศึกษาไทยรวมประมาณ 50,000 คน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเพียงประมาณ 2,000 ฉบับ ในจำนวนนี้ 90% เกิดมาจากมหาวิทยาลัยเพียง 8 แห่ง ซึ่งหมายความว่า มหาวิทยาลัยที่เหลืออีกร้อยกว่ามหาวิทยาลัยตีพิมพ์เพียง 10% เท่านั้นเอง แต่ถ้าดูในรายละเอียด ยังพบว่าแม้ในมหาวิทยาลัยที่ตีพิมพ์มากที่สุดรวม 8 แห่งนี้ เมื่อเฉลี่ยตามจำนวนอาจารย์แล้ว มีการตีพิมพ์เพียงคนละ 0.12  บทความเท่านั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ อาจารย์ของเขาจะตีพิมพ์คนละไม่ต่ำกว่า 2 ฉบับต่อปี มากกว่าที่ดีที่สุดของเราถึง 20 เท่า

9.) การปฏิรูปการเงินเพื่อการอุดมศึกษา

ต้นเหตุของความอ่อนแอของอุดมศึกษาประการหนึ่งมาจากระบบการเงินของอุดมศึกษาที่ล้าสมัย———————————————————————————

———เราไม่มีระบบการวิเคราะห์งบประมาณที่เหมาะสมที่จะส่งผลต่อการพัฒนามหาวิทยาลัยตามศักยภาพ การได้มาซึ่งงบประมาณเป็นการที่แต่ละมหาวิทยาลัยติดต่อประสานตรงกับสำนักงบประมาณ การเพิ่มของงบประมาณแต่ละปีอยู่บนฐานของตัวเลขในปีที่ผ่าน ๆ มา นอกจากนั้น เรายังมีระบบการจัดเก็บค่าเล่าเรียนที่ไม่ได้มีหลักการใด ๆ เป็นพื้นฐาน มหาวิทยาลัยอยากจะเก็บเท่าไรก็อยู่บนความรู้สึกและดูจากตัวอย่างของมหาวิทยาลัยข้างเคียง

ยังพบว่ามีความต่างกันมากระหว่างมหาวิทยาลัยของรัฐและของเอกชน ภาระที่ตกต่อผู้เรียนจึงไม่เป็นธรรม เด็กที่เรียนดีที่มักจะมาจากครอบครัวที่พอมีอันจะกินหรือร่ำรวย มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นดีได้มากกว่า ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ในขณะที่เด็กเรียนไม่ค่อยดี ซึ่งมักจะมาจากครองครัวที่ด้อยทางฐานะ มักต้องพึ่งมหาวิทยาลัยเอกชนที่เก็บค่าใช้จ่ายสูงกว่า หรือต้องไปเรียนในโครงการพิเศษในมหาวิทยาลัยของรัฐที่เก็บค่าเล่าเรียนสูงกว่าโครงการปกติโดยหาเหตุผลอธิบายได้ไม่ชัดเจน เรามีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ยังตอบสนองความต้องการไม่ได้ทั้งหมด และมีระบบการจัดเก็บหนี้ที่ด้อยประสิทธิภาพ

หากเรายังปล่อยระบบการเงินของอุดมศึกษา (และอาจรวมถึงอาชีวศึกษาด้วย) ยังเป็นอยู่เช่นนี้ การศึกษาของเราก็จะอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม และไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่เหนี่ยวรั้งการพัฒนา ในประเทศที่อุดมศึกษาเจริญทั้งหลาย มักจะมีองค์กรอิสระสำหรับการจัดการการเงินของอุดมศึกษา ซึ่งเป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาลและสถาบันอุดมศึกษา และมีหลักการการจัดสรรงบประมาณที่สอดคล้องกับภารกิจ คุณภาพและผลผลิตของระบบอุดมศึกษาในภาพรวมและของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง

 

10.) เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา

ประเทศไทยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการศึกษา ———-เครื่องคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนโดยทั่วไปยังขาดแคลน หรือแม้จะพอมีบ้าง แต่ก็ยังมีความขาดแคลนแหล่งเรียนรู้โดยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หลาย ๆ ประเทศจัดให้เรื่องการเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีเลิร์นนิ่ง (e-learning) เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งไม่จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น ทั้งนี้ เพราะได้มีการพิสูจน์แล้วว่า อีเลิร์นนิ่งเป็นระบบการเรียนที่มีประสิทธิภาพสูง เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนที่อาจมีศักยภาพต่าง ๆ กัน ให้มีโอกาสเรียนรู้เท่าเทียมกันได้ในที่สุด เป็นระบบที่ต้นทุนในภาพรวมต่ำ เพราะสามารถขยายผลไปถึงผู้เรียนได้เป็นจำนวนมาก อีเลิร์นนิ่งยังช่วยให้ระบบการจัดการความรู้ของสังคมมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และยังเอื้อต่อการศึกษาตลอดชีวิตของประชากรอีกด้วย ที่สำคัญที่สุด คือเป็นระบบที่จะช่วยให้การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบการเรียนรู้ ที่เน้นการเรียนมากกว่าการสอน หรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลางให้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

4.6 มุมมองของดร.สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในบทความเรื่อง “มีความจำเป็นต้องกำหนดโจทย์ใหม่ที่เน้นภาคประชาชน องค์กรภาคอื่นมากกว่าราชการ6

โจทย์ข้อที่ 1 ให้อำนาจและเน้นการมีส่วนร่วมภาคประชาชนมากขึ้น ลดขนาด ลดบทบาทภาคราชการให้น้อยลง โดยสัดส่วนของภาคประชาสังคม : ภาคราชการอาจเป็น 50 : 50

โจทย์ข้อนี้คือ การออกกฎหมายเพื่ออำนาจ บทบาทและการมีส่วนร่วมต่อการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกมิติทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชน ครอบครัวการศึกษา การศึกษาทางเลือก ภาคเอกชนรับดูแลการศึกษาบางด้าน ปฐมวัย โรงเรียน 2 ภาษา อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยเอกชน

ท้องถิ่นรับโอนโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ห่างไกล การระดมทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการศึกษาให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น

การจัดการศึกษาของสื่อมวลชนผ่านรายการโทรทัศน์เพื่อเด็กและเยาวชนครอบครัวการศึกษา ดังเช่น ทีวีสาธารณะไทยพีบีเอส และ NBT เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการต้องลดสัดส่วนของการจัดการศึกษาให้ลดน้อยลงตามลำดับจาก 78% เหลือ 50% จนสุดท้ายจัดให้น้อยลง แต่มีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในเชิงนโยบายทิศทางการศึกษา คุณภาพผู้เรียน มาตรฐานและตัวชี้วัดสำคัญต่าง ๆ

โจทย์ข้อนี้นับเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีเป้าหมายตรงกันในการสร้างคุณภาพผู้เรียน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ คุณธรรม ความเป็นสากลนานาชาติ แข่งขันเปรียบเทียบ ทักษะทางไอที เป็นต้น ผู้จัดการศึกษาจะหลากหลาย แตกต่าง แข่งขัน เปรียบเทียบ เกิดนวัตกรรม มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ถ้าเราจะยังคิดปฏิรูปการศึกษาโดยภาคราชการสำคัญมากกว่าภาคประชาสังคมการศึกษาไทยจะย่ำอยู่กับที่ ไร้คุณภาพและประสิทธิภาพ สูญเปล่าและตายซากเช่นในปัจจุบัน

โจทย์ข้อที่ 2 การปฏิรูปหลักสูตรและออกแบบการศึกษาใหม่ หลักสูตรการศึกษาแกนกลางขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ที่มีโครงสร้าง 8 กลุ่มสาระ 67 มาตรฐานต้องลดเนื้อหา จำนวนเวลาและการสอนในชั้น เรียนลดลง

ให้ความสำคัญหลักสูตรท้องถิ่น สถานศึกษามากขึ้นและปรับให้เข้ากับวิถีชุมชนมากกว่านี้

การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ต้องคิดแนวใหม่ เรียนภาควิชาการครึ่งวัน ภาคบ่ายดำเนินกิจกรรม โครงงาน กีฬา ศิลปะดนตรี เป็นหลักสูตรแบบกิจกรรมเป็นสำคัญ

นำหลักสูตรยุววิจัย การเสริมสร้างประชาธิปไตย การสอนแบบตั้งโจทย์วิจัย การเก็บข้อมูลภาคสนาม การสอนแบบวิทยาศาสตร์เน้นขั้นตอนเป็นต้นสำคัญ และอื่น ๆ

กระบวนการเรียนรู้ต้องกล้าผ่าตัด สังคายนากันใหม่หมด มิฉะนั้นเด็กจะเรียนวิชามากแต่ไอคิวยิ่งลด อีคิวก้าวร้าว สมาธิสั้น เบื่อโรงเรียนมากยิ่งขึ้น

นี่คือเส้นเลือดใหญ่ของการเรียนรู้ของเด็กไทย ยิ่งเรียนรู้มากกลับด้อยคุณภาพในแทบทุกด้านทีเดียว

โจทย์ข้อที่ 3 การปฏิรูประบบครู การผลิตครู วิทยฐานะและรื้อฟื้นคดีคนเก่งมาเรียนครู

ครูแนวคิดใหม่ต้องสอนเป็น นำกิจกรรมได้ ตั้งโจทย์ปัญหาการบูรณาการ และเชื่อมโยงการเรียนรู้แบบองค์รวมกับท้องถิ่นปราชญ์ชาวบ้าน ทันสมัยกับสื่อประสมสร้างและเสริมทักษะชีวิต คุณธรรมได้อย่างเข้มข้นและอื่น ๆ

ต้องเปลี่ยนวิธีการสอนแบบเลขคัดเลิก ยึดหนังสือแบบเรียน การวัดผลเน้นการท่องจำเสียที

ครูอยากสอนลูกศิษย์ ทำวิชาชีพของตนให้สมบูรณ์ เลิกระบบการทำวิทยฐานะที่สิ้นเปลือง ขอให้ครูอย่าเงินเดือนตันเท่านั้นเอง คนดีคนเก่งมาเรียนครูขอเป็นนโยบายชัดเจนต่อเนื่อง ปรับระบบเงินเดือนให้เหมาะสมกับภาระงานจะตรงจุดที่สุด

ปัจจุบันการแก้ปัญหาครูไปลอกเลียนแบบจากประเทศอื่น ๆ จนทิ้งความเป็นวิชาชีพของครูไทยที่อุทิศและรักศิษย์ของตนเองอย่างน่าเสียดายยิ่ง

โจทย์ข้อ 4 การยกระดับการศึกษาตลอดชีวิต นอกระบบ อัธยาศัย ให้เป็นนโยบายสำคัญด้วยการปฏิรูปให้เป็นการเรียนรู้เกิดขึ้นระดับประเทศ ทางทุกช่องทางทีวีสาธารณะ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน การผลิตซอฟต์แวร์ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไอทีสาธารณะ

ต้องมองการศึกษาผ่านมิติทางด้านสื่อประสม อินเตอร์เน็ต ระบบการเรียนทางไกล ระดมผู้รู้ กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน CSR มาระดมผลิตรายการอย่างดี มีคุณภาพ น่าสนใจเสริมการเรียนรู้ทุกระดับเพื่อยกคุณภาพ ทักษะการอ่าน การคิด ระบบข้อมูลข่าวสาร มีโครงการ พื้นที่ดี ๆ รองรับ

โจทย์ข้อนี้คือ การปฏิรูปการศึกษาของประชาชนทั้งประเทศให้ได้สาระบันเทิง และเรียนรู้ไปด้วยกันตลอดเวลา

การปฏิรูปการศึกษาที่สภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการอยู่เป็นเพียงอนุปฏิรูปการศึกษา (Sub Reform Education) 9 ประเด็น เป็นองค์ประกอบเสริมระบบราชการให้ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น มีอำนาจและบทบาทยิ่งกว่าแต่ก่อน

รัฐบาลนี้จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งหนึ่ง ดูไปแล้วก็เข้าทางกระทรวงศึกษาธิการอีกครั้ง ที่ยิ่งปฏิรูป ยิ่งขยายอำนาจและระบบ จนไม่มีใครมาช่วยจัดเลยแม้แต่น้อย

ขอให้พิจารณาโดยด่วนก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

4.7 มุมมองจากภาคประชาชน โดยแรงรวม ชาวหินฟ้า จากเครือข่ายอโศก7

“วิเคราะห์ปัญหาการศึกษาที่เกิดจากการจัดการศึกษาในระบบ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยได้เก็บข้อมูลจากผู้จัดการศึกษาทางเลือก 50 กลุ่ม เขตภาคกลาง ได้พบว่าปัญหาการศึกษาในปัจจุบันมีดังนี้

1. คนไม่รู้จักวิเคราะห์ปัญหา ทรัพยากรท้องถิ่น การจัดการ ได้รับการปลูกฝังให้พึ่งพาปัจจัยภายนอก ทำให้คนพึ่งตนเองไม่ได้

2. การศึกษาในระบบไม่สามารถรับมือกับกระแสบริโภคนิยมในปัจจุบันได้ เป็นต้นว่า ปัญหายาเสพติด การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน การก่อความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ในสังคม การพนันและความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย

3. การศึกษาทำลายความเชื่อมั่นในภูมิปัญญา วิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีงามที่เคยมีมา รู้สึกว่าตนเองล้าหลัง ถ้าไม่จบการศึกษาคนจะคิดว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่สามารถทำงานได้

คนจึงทุ่มทุน เวลา แรงงาน ไปแข่งขันกันศึกษา เรียนให้จบในระดับสูง เพื่อนำปริญญามาเป็นเครื่องมือ ในการแสวงหาเงิน ตำแหน่ง หน้าที่การงานและผลประโยชน์อื่น ๆ

ด้วยเหตุดังกล่าว การศึกษาก่อให้เกิดการสูญเสียเวลา ทุน ความสัมพันธ์ที่ดีในระบบครอบครัว ที่เคยมีมา สูญเสียไป วัฒนธรรมของการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลหายไป สังคมขาดความไว้วางใจกัน คนเห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบกัน ศีลธรรมเสื่อมลง ปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นในสังคมมากมาย

ก่อนจบก็ขอฝากระบบการศึกษาทางเลือก ให้ได้พิจารณากันว่าน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ให้แก่สังคมไทยในปัจจุบันนี้ได้หรือไม่?

การศึกษาทางเลือก คือการศึกษาที่เป็นไปในทิศทางต่อไปนี้

1. เป็นกระบวนการเรียนรู้จากวิถีชีวิตจริง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม เรียนรู้ปัญหา รู้จักทรัพยากร รู้จักสัมนาอาชีพ รู้จักข้อมูลข่าวสารและรู้จักการจัดการ คนจึงจะพึ่งตนเองได้

2. การที่จะเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาแบบไหนดีและมีคุณภาพนั้น ให้ดูที่ผลผลิตทางการศึกษาว่า สามารถแก้ปัญหาชีวิตคน ชุมชน สังคมและประเทศได้หรือไม่

4.8 มุมมองจากนักพัฒนาองค์กรเอกชน โดยชาตวิทย์ มงคลแสน โครงการสร้างโอกาสเด็กไทยในภาคอีสาน8

“ข้อเสนอนโยบายที่รัฐบาลพึงปฏิบัติเพื่อให้ชุมชนจัดการกลไกและทรัพยากรเพื่อส่งเสริมการศึกษา ดังนี้

1.) รัฐต้องส่งเสริมองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) และองค์กรเอกชน จัดการศึกษาของตนเองให้สอดคล้องกับความต้องการ ครรลองประเพณี วัฒนธรรมและความจำเป็นทางเศรษฐกิจของชุมชนในอนาคต

2.) การบริหารและจัดสรรทรัพยากรเพื่อการศึกษาในท้องถิ่น ต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมจัดการของประชากรในชุมชนเพื่อสนองประโยชน์ของตน

3.) คณะกรรมการจัดการศึกษามาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น บริหารงบประมาณการศึกษาที่จัดสรรจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น แต่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปในท้องถิ่น และเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารส่วนท้องถิ่น

4.) หลักสูตรการศึกษาที่กำหนดโดยคนในท้องถิ่นป้องกันปัญหาจากสมองและแรงงานไหลออกสู่สังคมเมืองและระบบเศรษฐกิจถิ่นอื่น เพราะมุ่งสนองความต้องการและสร้างความมั่นคงในสังคมชุมชน

5.) มีคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาที่มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่หาทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการเพิ่มเติมจากแหล่งภายนอก เฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาต่อเนื่องในระดับสูงกว่าการศึกษาท้องถิ่น

6.) คณะกรรมการสถานศึกษามาจากการเลือกตั้งของประชากรในเขตบริการ ทำหน้าที่ว่าจ้างผู้บริหารการศึกษาอนุมัติแผนงาน หลักสูตร งบประมาณ รับเรื่องอุทธรณ์

ฯลฯ โดยต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนนักเรียนนักศึกษาได้รับเลือกตั้งอยู่ในทุกคณะกรรมการสถานศึกษา

            7.) การศึกษาไม่จำเป็นมีภาคบังคับ แต่ให้เป็นไปตามอัธยาศัย และส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องชั่วชีวิต เพื่อสนองประโยชน์ของปัจเจกบุคคล มุ่งให้ประสิทธิผลสอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

            8.) การศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชุมชนท้องถิ่นจัดให้ ย่อมไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ซึ่งรวมทั้งอุปกรณ์เกี่ยวเนื่องอันจำเป็น อาหารและการเดินทางหรือที่พัก

            9.) การศึกษาภาคบังคับใด ๆ หากมี ต้องเกิดจากฉันทามติและเป็นการใช้จ่ายทุนของชุมชน มุ่งสนองประโยชน์ท้องถิ่นในอนาคต อีกทั้งเป็นคุณต่อปัจเจกผู้รับการศึกษา ถือเป็นการลงทุนเพิ่มค่าในทรัพยากรมนุษย์ของชุมชน โดยเฉพาะสาขาวิชาอันจำเป็นแก่ท้องถิ่น

            10.) การจัดการศึกษาเองจะกลั่นกรองวัฒนธรรมใหม่อันพึงรับและประยุกต์เข้ากับพื้นภูมิปัญญาท้องถิ่น สกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมอันมิพึงปรารถนา ที่มากับการศึกษาอันเป็นผลของการวางแผนและสั่งการจากส่วนกลางซึ่งกวาดกว้างไปทั่วประเทศ จนก้าวข้ามความหลากหลายทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

            11.) การศึกษาไม่พึงกีดกันแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ คนต่างด้าวทุกเพศวัยที่อาศัยร่วมแผ่นดินทั้งเป็นการชั่วคราว เฉพาะอย่างยิ่งผู้อยู่ถาวรพึงได้รับโอกาสการศึกษาเพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคุณภาพ ร่วมเพิ่มผลผลิตแก่สังคมที่หล่อหลอมจากหลากหลายวัฒนธรรม

            4.9 มุมมองของประชาชนทั่วไปต่อ “การปฏิรูปการศึกษาไทย”9

            สวนดุสิตโพลล์ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ “การปฏิรูปการศึกษาไทย” ในทัศนะของประชาชน โดยการสุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ จากครูอาจารย์ ผู้บริหาร ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง นักเรียนนักศึกษา จำนวน 11,421 คน ระหว่างวันที่ 20 มกราคม – 16 กุมภาพันธ์ 2552 โดยตั้งคำถาม 7 ข้อ ได้ผลสรุปได้ดังนี้

            1.) “5 จุดเด่น” ของ “การศึกษาไทย” ณ วันนี้

            อันดับที่ 1 คือการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กยากจน เช่น การให้ทุนเรียนฟรีได้ 41.89% ส่วนอันดับที่ 2 คือการจัดการเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้นได้คะแนนเพียง 19.71% อันดับรองลงไป คือมีระบบเทคโนโลยีทางการศึกษาที่ทันสมัย และ 4 เด็กไทยในปัจจุบันกล้าคิดกล้าแสดงออกมากขึ้นสามารถออกไปแข่งขันกับต่างชาติ ส่วนจุดเด่นอันดับ 5 ยกระดับมาตรฐานวิชาชีพครูให้มีคุณภาพมากขึ้นได้คะแนนเพียง 9.07%

            2.) “5 ปัญหา” ของ “การศึกษาไทย” ที่ประสบอยู่ในขณะนี้

            อันดับที่ 1 คือการขาดทักษะในการเรียน/การใช้ภาษาไทยที่ไม่ถูกต้อง ได้แก่ การพูด การอ่านออกเสียงและคำควบกล้ำต่าง ๆ คะแนน 31.42% อันดับ 2 เด็กไม่สนใจและขาดการเอาใจใส่ในการเรียน/การแสดงออกทางพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดระเบียบวินัย อันดับ 3 คือการขาดแคลนครู/คุณภาพของครูผู้สอน อันดับ 4 คือหลักสูตร/เนื้อหาการเรียนการสอนที่ไม่ได้มาตรฐาน และอันดับ 5 คือขาดงบประมาณในการสนับสนุนทางด้านสื่อ อุปกรณ์การเรียนการสอนและสวัสดิการที่ดีให้แก่ครูอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่

            3.) ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะปรับปรุง/เปลี่ยนแปลง “การศึกษาไทย”

            อันดับที่ 1 คนตอบว่า ถึงเวลาแล้ว ถึง 88.79% โดยให้เหตุผลต่าง ๆ เช่นการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า, ประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาด้านการศึกษาที่รุดหน้าไปมาก, คุณภาพของนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันตกต่ำลงมาก, มาตรฐานของแต่ละโรงเรียนแตกต่างกัน โดยเฉพาะในเมืองกับต่างจังหวัด, เป็นปัญหาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างจริงจังและปล่อยให้เรื้อรังมานานฯลฯ

            4.) “ระดับการศึกษา” ที่ควรจะต้องเร่งปรับปรุง/เปลี่ยนแปลง

            อันดับที่ 1 คือมัธยม 21.25% อันดับ 2 ประถม 20.86% อันดับ 3 อุดมศึกษา 19.62% อันดับ 4 อาชีวศึกษา 19.55% อันดับ 5 อนุบาล 17.87%

            ผู้วิจัยเห็นว่าการที่ตัวเลขของระดับการศึกษาทั้ง 5 ระดับกระจายออกไปใกล้เคียงกัน อาจจะเป็นเพราะการเลือกตอบว่าระดับไหนที่ควรต้องเร่งปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับความโน้มเอียงทางอัตวิสัยของผู้ตอบ จึงวัดได้ยากว่าการศึกษาระดับไหนที่ประชาชนเห็นว่าต้องเร่งปรับปรุงมากที่สุด แต่คะแนนที่กระจายแบบนี้กล่าวได้อีกนัยหนึ่งก็คือ ประชาชนเห็นว่าการศึกษาทุกระดับต้องเร่งปรับปรุง/เปลี่ยนแปลง

            5.) ใคร/หน่วยงานใด? ที่ควรจะเข้ามาช่วยในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาให้ดีขึ้น

            อันดับที่ 1 คือกระทรวงศึกษาธิการ 46.78% อันดับ 2 ทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน, ผู้บริหารสถานศึกษา, ครูอาจารย์ ผู้ปกครองและตัวของผู้เรียนเอง 22.69% อันดับ 3 รัฐบาล 18.39% อันดับ 4 องค์การบริหารส่วนตำบล/องค์กรส่วนท้องถิ่น 6.50% อันดับ 5 ครู/อาจารย์ 5.64%

            การแสดงความคิดเห็นในข้อนี้ผู้วิจัยเห็นว่าการเลือกตอบของคนส่วนใหญ่เป็นไปตามบริบทของประเทศไทยที่ประชาชนส่วนใหญ่คิดอยู่ในกรอบว่าเป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาล แต่มีประชาชนส่วนหนึ่งที่เข้าใจว่าคนอื่น ๆ รวมทั้งครูอาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้เรียน องค์กรท้องถิ่นต้องรับผิดชอบ

            6.) ความคิดเห็นต่อการกระจายอำนาจจากกระทรวงศึกษาธิการให้กับโรงเรียน/สถานศึกษา ได้มีอิสระในการบริหารงานได้เต็มที่

            อันดับที่ 1 สถานศึกษายังขาดอิสระในการทำงาน/ทำงานได้ไม่เต็มที่ 46.28% อันดับที่ 2 ควรกระจายอำนาจให้กับโรงเรียนได้มีอิสระในการทำงานมากขึ้น 37.66%

            7.) “5 ความต้องการ” ที่ประชาชนอยากได้รับจากการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการศึกษาโดยเร่งด่วน

            อันดับที่ 1 คือนักเรียนมีคุณภาพมากขึ้น/รู้จักการใช้ทักษะ มีพัฒนาการทางภาษาที่ดีที่ถูกต้องและมีความรู้ในการใช้เทคโนโลยีทางการศึกษาต่าง ๆ ได้ถูกวิธี/เมื่อจบออกมาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีคุณภาพ และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 45.89%

            อันดับ 2 การศึกษาไทยมีคุณภาพ ทุกโรงเรียนสามารถนำระบบการศึกษาไปใช้ได้เหมือนกันทุกโรงเรียน/มีมาตรฐานทางการศึกษาที่ดีและได้รับการยอมรับในระดับสากล

            อันดับ 3 สนับสนุนให้ทุกคนให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันโดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

            อันดับ 4 มีงบประมาณสนับสนุน เช่นทุนเรียนฟรี ซื้อวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนให้กับสถานศึกษาที่ยังขาดแคลนและการปรับปรุงอาคาร ห้องเรียนให้มีบรรยากาศ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

            อันดับ 5 สอดแทรกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีไทย/จิตสำนึกในความเป็นไทย ปลูกฝังให้เด็กไทยเป็นคนดีมีคุณธรรม 12.43%

            ความเห็นของประชาชนในหัวข้อนี้ สะท้อนว่าประชาชนยังเห็นว่าการจัดการศึกษามีปัญหาเรื่องคุณภาพอยู่มาก

 

            4.10 มุมมองของผู้ปกครองต่อการปฏิรูปการศึกษาในรอบ 10 ปี

            การสำรวจของมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ในกลุ่มตัวอย่างผู้ปกครองเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล 509 คน เรื่องความรู้สึกต่อการศึกษาไทยช่วง 10 ปี แถลงโดยนายธนากร คมกฤส หัวหน้าฝ่ายพัฒนาเครือข่ายครอบครัวของมูลนิธิ10

            “ผู้ปกครอง 37.5% พอใจเหมือนเดิม, 24.6% พอใจเพิ่มขึ้น, 20.8% ไม่พอใจเหมือนเดิม และ 17.1% ไม่พอใจเพิ่มขึ้น

            เรื่องที่พอใจ คือสื่อการสอน/สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 14.6%, คุณภาพนักเรียนด้านความดี ความเก่ง ความสุข 14.5% และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง 11.3%

            ส่วนสิ่งที่ไม่พอใจ คือคุณภาพครู 15.9% สวัสดิภาพความปลอดภัยภายใน-ภายนอกโรงเรียน 15% และคุณภาพนักเรียนด้านความดี ความเก่ง ความสุข 12.2%

            ผู้ปกครองยังเห็นว่า การปฏิรูปการศึกษาทำให้ต้องส่งเด็กไปเรียนพิเศษ 71.9% เรียนวิชาภาษาอังกฤษมากที่สุด 69% คณิตศาสตร์ 56.9% ฟิสิกส์ 33.6% ภาษาไทย 33% และเคมี 32.4%

            ค่าใช้จ่ายการเรียนเสริมต่อเดือนต่อคน พบว่า 39.6% อยู่ที่ 1,001-3,000 บาท, 20.7% จ่าย 3,001-5,000 บาท, 18.6% จ่ายไม่เกิน 1,000 บาท, 9.9% จ่าย 5,001-7,000 บาท และ 7% จ่ายมากกว่า 9,000 บาท11

            ขณะที่รายได้ครอบครัวต่อเดือน 26.1% มีรายได้ 10,001-20,000 บาท, 18.7%  รายได้ 20,001-30,000 บาท, 17.9% มากกว่า 50,000 บาท และ 13.4% มีรายได้ ไม่ถึง 10,000 บาท

            “สิ่งที่อยากให้แก้ไขด่วน คือการเก็บค่าเรียนไม่เหมาะสม และสวัสดิการครู ส่วนกิจกรรมที่อยากให้มีต่อ คือส่งเสริมการจัดสอนเสริม กีฬาสีและกิจกรรมอาสาสมัครพัฒนาสังคม ส่วนกิจกรรมที่ควรยกเลิกคือการเข้าค่ายที่ต้องเดินทางไกล แบ่งนักเรียนทำงานกลุ่มและกิจกรรมลูกเสือ แต่ควรเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการเรียนให้ได้มาตรฐาน มีกิจกรรมบันเทิงให้คลายเครียดและมีกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต”

 

            4.11 มุมมองของนักเรียน12

            ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “นักเรียนรู้สึกอย่างไรต่อการเรียนในโรงเรียน” โดยเก็บข้อมูลจากนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมจากโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร  30 แห่ง รวมทั้งสิ้น 1,146 คน เป็นเพศชายร้อยละ 44.9 และเพศหญิงร้อยละ 55.1 วันที่ 18-20 พฤษภาคม 2552 สรุปผลได้ดังนี้

1.)    ความรู้สึกต่อการไปโรงเรียนในช่วงปิดเทอมใหม่นี้

– รู้สึกดีกับการไปโรงเรียน ร้อยละ 60.7 (โดยให้เหตุผลว่า ตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อน ๆ พักผ่อนช่วงปิดเทอมมาเพียงพอแล้ว อยู่บ้านนาน ๆ แล้วเบื่อ)

                   – รู้สึกเฉย ๆ กับการไปโรงเรียน ร้อยละ 31.8 (โดยให้เหตุผลว่า การไปเรียนเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว เป็นเรื่องเดิม ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น)

                  – รู้สึกไม่ดีกับการไปโรงเรียน ร้อยละ 7.5 (โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากตื่นเช้า อยู่บ้านสบายกว่า เรียนไม่สนุก ต้องแยกห้องเรียนกับเพื่อน)

            2.) ความคิดเห็นต่อประเด็นที่ว่า ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเรียนในโรงเรียนจะช่วยให้ตนเองมีอนาคตที่ดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด พบว่า

                  – คิดว่าช่วยได้มาก ร้อยละ 30.9

                  – คิดว่าช่วยได้ค่อนข้ามาก ร้อยละ 55.6

                  – คิดว่าช่วยได้ค่อนข้างน้อย ร้อยละ 9.0

                  – คิดว่าช่วยไม่ได้เลย ร้อยละ 0.3

                  – ไม่แน่ใจ ร้อยละ 4.2

            3.) เมื่อสอบถามถึงความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนในโรงเรียน พบว่า

นักเรียนมีความพึงพอใจต่อครูผู้สอนมากที่สุด รองลงมาคือ ความพึงพอใจต่อกิจกรรมเสริมหลักสูตร ความพึงพอใจต่อเนื้อหาที่เรียน ความพึงพอใจต่ออุปกรณ์การเรียน และความพึงพอใจต่อหนังสือที่ใช้เรียนตามลำดับ

            4.) ข้อเสนอแนะที่เด็กนักเรียนต้องการฝากถึงผู้รับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอน คือ

                  – ปรับรูปแบบการสอน/เทคนิคการสอน และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียน ร้อยละ 41.7

                   – ปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน สนามกีฬา ตัวอาคาร โต๊ะ เก้าอี้ ร้อยละ 14.7

                   –  ปรับตารางการเรียนไม่ให้แน่นเกินไป ลดเวลาเรียนต่อคาบลง และขยายเวลาพัก ร้อยละ 11.6

                   – เพิ่มกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ ทัศนศึกษา (ออกไปดูของจริง) ร้อยละ 11.1

                   – ปรับเนื้อหาการเรียนให้ทันสมัย และสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง ร้อยละ 9.3

                   – ลดความเข้มงวดของกฎระเบียบบางเรื่อง เช่น เรื่องทรงผม ร้อยละ 7.5

                   – อื่น ๆ เช่นอย่าเปลี่ยนรูปแบบการเรียนบ่อย ๆ ปรับสัดส่วนครูต่อจำนวนนักเรียนให้เหมาะสมฯลฯ ร้อยละ 4.1

            ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อเสนอแนะระหว่างนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลกับโรงเรียนเอกชน พบว่า ข้อเสนอแนะในเรื่องการปรับรูปแบบการสอนเทคนิคการสอนและการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนเป็นข้อเสนอแนะที่มาจากนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

            ขณะที่ข้อเสนอแนะเรื่องการเพิ่มกิจกรรมเสริมหลักสูตร และลดความเข้มงวดของกฎระเบียบลงเป็นข้อเสนอแนะที่มาจากนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นส่วนใหญ่

            ส่วนข้อเสนอแนะเรื่องการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน การปรับตารางไม่ให้แน่นเกินไป และการปรับเนื้อหาการเรียนให้ทันสมัย สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง เป็นข้อเสนอแนะที่มาจากนักเรียนโรงเรียนรัฐบาลและเอกชนในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

            4.12 สรุปและวิจารณ์โดยผู้วิจัย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันซึ่งเป็นนักวิชาการที่สนใจปัญหาการศึกษามาก่อน วิเคราะห์สภาพปัญหาการศึกษาได้ตรงประเด็น แต่เป็นการพูดแบบใส่หมวกของนักวิชาการผู้เป็นนักวิเคราะห์มากกว่าใส่หมวกของนายกรัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหา จริง ๆ แล้วประชาชนอยากรู้ว่านายกรัฐมนตรีมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงอย่างไรวิธีไหน มากกว่าอยากฟังการวิเคราะห์สภาพปัญหาแบบที่นักวิชาการคนอื่น ๆ ก็เสนอกันมามากแล้ว

            ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน ผู้เคยมีบทบาทเป็นผู้บริหารในกระทรวงศึกษามาตลอดยอมรับว่า งานปฏิรูปการศึกษาไม่เสร็จตามกรอบเวลา ที่สำเร็จเรื่องเดียวคือการประกันคุณภาพภายนอกของสมศ. ผู้วิจัยเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่ยังเสร็จไม่ทันตามกรอบเวลาเท่านั้น แต่อาจจะเดินหลงทาง ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเส้นทางใหม่ ถึงจะใช้เวลาในรอบที่สองอีก 10 ปี ก็จะเดินไปไม่ถึงเป้าหมายอยู่ดี ที่กล่าวว่าการประกันคุณภาพภายนอกของสมศ. เป็นของใหม่อย่างเดียวที่เห็นได้ชัดในรอบ 10 ปีนั้น งานของสมศ.เพียงแต่มายืนยันตอกย้ำว่าปัญหาคืออะไร(มีสถานศึกษาไม่ผ่านการรับรองในมาตรฐานไหน อย่างไร เพราะอะไร) แต่การประเมินดังกล่าวยังไม่มีผลให้ทั้งกระทรวงศึกษาธิการเขตการศึกษาและครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติงานกระตือรือร้นที่จะนำผลการประเมินมาแก้ไขปรับปรุงปฏิรูปให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน เหมือนกับว่าคนประเมินก็ประเมินไป ผู้ปฏิบัติงานก็ทำงานแบบที่เคยทำต่อไป ต่างกับประเทศเช่นนิวซีแลนด์ ซึ่งใช้การประเมินคุณภาพภายนอกเป็นเครื่องมือในการร่วมกันแก้ไขปัญหาเพื่อเพิ่มคุณภาพของสถานศึกษาอย่างจริงจัง

            มุมมองของนักวิชาการ นักวิชาชีพ อีก 4 คนต่อมา มีความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกันว่า การปฏิรูปการศึกษายังล้มเหลวหรือไม่ไปถึงไหน ประเด็นที่ทุกคนเห็นร่วมกันอยู่ข้อหนึ่งคือ การขาดความรู้ ความสามารถ วิสัยทัศน์ ความเข้าใจของนักบริหารในกระทรวงศึกษาธิการเอง อาจารย์วิจารณ์ พานิช มองว่า ทางออกอยู่ที่ต้องเห็นคุณค่าและเคารพความสามารถของครูดี ๆ และชุมชนที่เข้มแข็ง และเข้าไปส่งเสริมขยายผลต่อ แทนที่จะคิดแต่โครงการใหม่ ๆ ของตนเอง อาจารย์จีระ หงส์ลดารมย์ เสนอหลักการว่า ครูต้องรับฟังความคิดเห็นของลูกศิษย์ ส่งเสริมการเรียนแบบคิดวิเคราะห์เป็น สร้างจิตสาธารณะ ส่งเสริมการเรียนตลอดชีวิตที่มุ่งความสุขและความสมดุลกับธรรมชาติ แทนที่จะเห่อแต่ปริญญา

            อาจารย์ภาวิช ทองโรจน์ มองปัญหาใหญ่ ๆ ทั้งเรื่องคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำ, การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การบริหารที่ไม่เหมาะสม, ปัญหาของครู การผลิตผู้สำเร็จด้านอาชีวศึกษาและด้านอุดมศึกษาอย่างไม่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและเรื่องอื่น ๆ ได้ครอบคลุมถึง 10 ประเด็น ทั้ง 10 ประเด็นเป็นปัญหาจริง โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศและเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ควรเป็น อย่างไรก็ตาม ผู้เสนอบทความดูจะมุ่งเสนอตัวปัญหาเพื่อให้ผู้อ่านไปช่วยกันคิดต่อ มากกว่าจะเสนอวิธีการที่จะผ่าตัดแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

            อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ สุอังคะวาทิน ทั้งเสนอปัญหาและเสนอทางแก้ไขที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ระบบราชการมากถึงขนาดให้ลดบทบาทภาคราชการในการจัดการศึกษาลงมาเหลือร้อยละ 50 และเสนอให้ภาคประชาชน ภาคเอกชน องค์กรท้องถิ่นจัดการศึกษาอีกร้อยละ 50 รวมทั้งเสนอให้ปฏิรูปหลักสูตรให้ลดเนื้อหาจำนวนเวลาและการสอนให้เรียนลงเหลือครึ่งวัน อีกครึ่งวันให้ดำเนินกิจกรรม โครงงานฝึกคิด วิจัย เก็บข้อมูลภาคสนาม กิจกรรมกีฬา ศิลปะดนตรี การปฏิรูปครูอาจารย์และยกระดับการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยอย่างจริงจัง เป็นข้อเสนอสั้น ๆ เพียง 4 ข้อ ที่มีเนื้อหาก้าวหน้าทีเดียว

            มุมจากองค์กรภาคประชาชน จากเครือข่ายอโศกและโครงการสร้างโอกาสเด็กไทยในภาคอีสาน วิจารณ์การจัดการศึกษาโดยระบบราชการรวมศูนย์วิพากษ์วิจารณ์ และมีข้อเสนอให้ใช้ระบบการศึกษาทางเลือก คือศึกษาเรื่องตัวเอง ชุมชนและสังคมจากวิถีชีวิตวัฒนธรรมสิ่งแวดล้อมแบบมุ่งพึ่งตนเองได้ และการเน้นการศึกษาเพื่อหาเงินตำแหน่งหน้าที่ว่าทำลายความสัมพันธ์ที่ดีในระบบครอบครัว ชุมชนและทำลายค่านิยมดี ๆ และให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดการศึกษาเพื่อเรียนรู้จากชีวิตจริงและสร้างวัฒนธรรมเพื่อชุมชนและเพื่อส่วนรวมมากขึ้น

            มุมมองของประชาชนและผู้ปกครองโดยทั่วไป ประชาชนบางส่วนจะมองตามแนวคิดกระแสหลักในสังคม เช่นคาดหวังให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ พอใจกับเรื่องโครงการเรียนฟรี มองว่าการมีระบบเทคโนโลยีการศึกษาที่ทันสมัยนั้นคือจุดเด่นของการศึกษาไทย แต่พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนหนึ่งก็มองอย่างวิพากษ์วิจารณ์หรือคาดหวังให้การจัดการศึกษาดีกว่านี้ เช่นในเรื่องการพัฒนาทักษะในการเรียน/การใช้ภาษาไทย การแก้ปัญหาที่เด็กขาดความเอาใจใส่ในการเรียนและขาดวินัย การขาดแคลนครู/ขาดคุณภาพ โดยรวมแล้วประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าต้องปฏิรูปการศึกษาจริงจัง เพราะคุณภาพนักเรียนนักศึกษาส่วนใหญ่ตกต่ำ คุณภาพสถานศึกษาก็แตกต่างกันมาก การให้บริการไม่ทั่วถึงไม่เป็นธรรม รวมทั้งยังไม่มีการกระจายอำนาจในโรงเรียนให้มีอิสระและพัฒนามากกว่านี้ ผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล คือยังไม่พอใจเรื่องคุณภาพครู ความปลอดภัยทั้งในโรงเรียนและระหว่างเดินทางไปโรงเรียน คุณภาพนักเรียนในด้านความดี ความเก่ง ความสุข รวมทั้งการที่พวกเขาต้องส่งลูกหลานไปเรียนพิเศษเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก

            มุมมองจากการสำรวจความคิดเห็นนักเรียนระดับมัธยมในกรุงเทพมหานครแบบสุ่มตัวอย่างอาจสะท้อนได้จำกัด เพราะขึ้นอยู่กับแบบสอบถามและวิธีการไปสอบถาม เช่นนักเรียนอาจจะเกรงใจผู้ถามและเลือกตอบในแง่ดีมากกว่าที่จะกล้าตอบอย่างตรงไปตรงมาหรือวิพากษ์วิจารณ์ แม้กระนั้นการสำรวจความคิดเห็นนักเรียนก็สะท้อนความคิดเห็นบางเรื่องที่น่าสนใจ เช่นร้อยละ 39.3 รู้สึกเฉย ๆ หรือรู้สึกไม่ดีกับการไปโรงเรียนในช่วงเปิดเทอมใหม่ ร้อยละ 60.7 ที่ตอบว่ารู้สึกดีกับการไปโรงเรียนก็ให้เหตุผลว่าตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อน ปิดเทอมมานานแล้วเบื่อ ไม่ได้รู้สึกดีใจในเรื่องจะได้เรียนรู้อะไรใหม่

คำถามข้อที่ 4 ที่รวมเรื่องข้อเสนอแนะที่นักเรียนอยากฝากถึงผู้รับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอน ทำให้ได้เห็นว่ามีหลายเรื่องที่นักเรียนอยากให้ปรับปรุง เรื่องที่เห็นพ้องกันมากที่สุดถึงร้อยละ 41.7 ของผู้ตอบ คือรูปแบบการสอน/เทคนิคการสอนและการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียน ซึ่งมาจากนักเรียนในโรงเรียนรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ ผลการสำรวจครั้งนี้ตอกย้ำว่า วิธีบริหารแบบระบบราชการในสถานศึกษาของรัฐมีปัญหาในเรื่องนี้มากกว่าสถานศึกษาเอกชนระบบเอกชน

 

 


1 http://edunews.eduzones.com/ezine/24584

2 แหล่งเดียวกัน

3 http://gotoknow.org/blog/council/81555

4 ไทยโพสต์  15 มิถุนายน 2552  http://www.thaipost.net/news/110309/1563

5 มติชนรายวัน  8,10,12,13 พฤศจิกายน 2551 http://www.charuaypontorranin.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538672107…

6 มติชนรายวัน  9 เมษายน 2552

7 นิตยสารเราคิดอะไร  ฉบับที่ 157 สิงหาคม 2546

8 แถลง 17 มกราคม 2550  http://www.oknation.net/blog/print.php?Id=383848

9 http://news.udonlife.com/tag/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A…

10 เดลินิวส์  27 มิถุนายน 2552 หรือ http://www.phrathai.net/node/1281

11 ศ.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ผู้เคยทำวิจัยเรื่องการกวดวิชาให้สัมภาษณ์ในงานเสวนาเดียวกันนี้ว่า ปี 2549 มีนักเรียนชั้นประถม 1- มัธยม 6 อยู่10.36 ล้านคน ถ้าประมาณว่านักเรียนไปเรียนกวดวิชา 40%-50% อย่างน้อยคนละ 2 วิชา วิชาละ 2,500 บาท เป็นเงิน 5,000 บาท นักเรียนทั้งประเทศจะต้องใช้เงินกวดวิชาทั้งหมดราว 20,000-25,000 ล้านบาทต่อปี  WWW.THAIHEALTH.OR.TH/NODE/4837

12 http://news.udonlife.com/tag

Advertisements
 

One response to “4. การประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาโดยบุคคลวงการต่าง ๆ (รายงานสภาวะฯปี51-52)

  1. เก๋

    กันยายน 26, 2010 at 12:18 pm

    การประเมินผลการปฏิรูปการศึกษา(รายงานสภาวะฯปี51-52)
    มีให้ดาวน์โหลดไหมคะ
    หรือช่วยส่งกลับที่อีเมล์นี้ด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: