RSS

5. การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (รายงานสภาวะฯปี51-52)

18 พ.ย.

5. การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

            บทนี้นำเสนอเรื่องบทบาทและความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างมีอิทธิพลต่อกันของการจัดการศึกษากับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม การจัดการศึกษาเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในกระบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคม ประเทศต้องจัดการศึกษาให้ทั่วถึง อย่างมีประสิทธิภาพ/คุณภาพ ทำให้ประชากรส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถทักษะและเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมให้ประสบความสำเร็จได้

การวิจัยของนักวิชาการที่เขียนให้กับวารสารขององค์กรกองเงินทุนระหว่างประเทศ (IMF) ยืนยันว่า การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ (คะแนนทักษะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนสูง) มีผลอย่างมากในการทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของบางประเทศขยายตัวได้เพิ่มขึ้น1  การที่เศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบันยังมีปัญหามากนั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยที่ผ่านมายังจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาชนไทยส่วนใหญ่ได้ไม่ดีพอ ดังนั้นเราจึงต้องแก้ไขหรือปฏิรูปที่การศึกษาก่อน หรืออย่างน้อยทำพร้อม ๆ กันไปทั้ง 2 อย่าง ไม่ใช่เศรษฐกิจมาก่อน แล้วการศึกษามาทีหลัง อย่างที่รัฐบาลและชนชั้นนำของไทยมักชอบคิดแบบแยกส่วน

            ในบทนี้ผู้วิจัยได้เลือกรายงานเชิงวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ 3 ฉบับ มาสรุปและเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพื่อเชื่อมโยงให้ผู้อ่านเห็นปฏิสัมพันธ์หรือการมีอิทธิพลต่อกันและกันระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและการจัดการศึกษาในประเด็นที่สำคัญ เริ่มจากรายงานเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและประชากรกับผลกระทบต่อการศึกษาและผลิตภาพของแรงงาน ตามมาด้วย เรื่อง ปัญหาความยากจนกับผลกระทบต่อโอกาสในการได้รับการศึกษาของประชาชน และรายงานเรื่อง คุณภาพของแรงงานไทย หลังจากนั้นผู้วิจัยได้นำบทสรุปข้อเสนอแนะของนักวิจัยจากสกศ. ในประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนไปพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ในโลก เพื่อเชื่อมโยงจากเรื่องเศรษฐกิจสังคมกลับไปสู่เรื่องปัญหาการจัดการศึกษา และในตอนท้ายสุด เป็นการให้ความเห็นเพิ่มเติมของผู้วิจัย

 

5.1 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมและประชากร กับผลกระทบต่อการศึกษาและผลิตภาพของแรงงาน

            การที่รัฐบาลไทยเลือกดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการส่งออก ส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ เน้นการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มากกว่าการกระจายการพัฒนาอย่างสมดุลและเป็นธรรม ทำให้เศรษฐกิจภาคบริการและอุตสาหกรรมในเมือง เติบโตและมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในอัตราสูงกว่าเศรษฐกิจภาคเกษตรและชนบท และทำให้การกระจายทรัพย์สินและรายได้ระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมากขึ้น 

ประชากรจากภาคเกษตรโดยเฉพาะภาคอีสานที่มีประชากรมากที่สุดและยากจนที่สุด อพยพไปทำงานในเขตปริมณฑล ภาคตะวันออก และจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภาคใต้และภาคอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ประชากรเมืองทั่วทั้งประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ชนบทเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตจากเกษตรผสมผสานแบบพึ่งตนเองได้ไปเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขายเพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งเกษตรกรต้องหารายได้นอกภาคเกษตรมาซื้อสิ่งของต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ครอบครัวขยายที่มีคน 3 รุ่นอยู่ร่วมกันเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวและครอบครัวที่แยกกันอยู่มากขึ้น เช่นพ่อแม่ไปทำงานในเมือง ส่งลูกไปให้ปู่ย่าตายายในชนบทเลี้ยง พ่อแม่หย่าร้างแยกกันอยู่เพิ่มขึ้น

            การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางวิถีชีวิตของคนจำนวนมากที่ต้องโยกย้ายไปหางานในภาคบริการและอุตสาหกรรมในเมืองเพิ่มขึ้น มีผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน รวมทั้งคนวัยทำงาน หลายประการ

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมต่อเด็กเยาวชนและแรงงาน2

            (1) ด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของประชากร การที่อัตราการเกิดหรือการเพิ่มประชากรในหมู่คนจนยังคงมีเกณฑ์สูงกว่ากลุ่มคนชั้นกลางที่มีการศึกษา ทำให้สภาวะการดูแลสุขภาพของแม่ขณะตั้งครรภ์ยังไม่ดีพอ น้ำหนักแรกเกิดของเด็กที่ต่ำกว่า 2,500 กรัม (ที่ถือว่าเป็นเกณฑ์มาตรฐาน) ยังมีถึง 11% ของเด็กแรกเกิดทั้งหมด การเลี้ยงลูกยังไม่มีคุณภาพ เพราะพ่อแม่ที่มีรายได้น้อยต้องทำงานมาก ความรู้ความเอาใจใส่ในการดูแลลูกน้อย เด็กไทยยังขาดสารอาหารวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ ปี 2551 พบว่าเด็กน้ำหนักน้อยเกินไป(รวมทั้งเตี้ยเกินไป) และน้ำหนักมากเกินไปซึ่งมีอยู่ประเภทละราว 10-18% ของเด็กทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นทั้ง 2 กลุ่ม ในแง่การให้สวัสดิการและการสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรของรัฐบาล ประเทศไทยยังทำได้ด้อยกว่าหลายประเทศ3

            (2) การจัดการศึกษายังมีปัญหาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ4  

■  การศึกษาปฐมวัย (0-5 ปี) ยังไม่สามารถดำเนินการจัดการศึกษาให้

บรรลุเป้าหมายตามพ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่จะจัดให้เด็กในวัยเรียนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง เด็กอายุ 3-5 ปีที่ไม่มีโอกาสได้รับการศึกษามีราว 1 ใน 6 ของจำนวนเด็กกว่า 9 แสนคน

                        ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถานบริการรับเลี้ยงเด็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข การประเมินการจัดระบบบริการให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อปท. ในปี 2550 ชี้ว่าอัตราส่วนของผู้ดูแลเด็กเฉลี่ยเท่ากับ 1:20 ส่วนใหญ่เป็นไปตามเกณฑ์ แต่ยังไม่มีคุณภาพ เพราะผู้ดูแลเด็กนอกจากจะไม่มีความรู้ในด้านพัฒนาการของเด็กทั้งร่างกาย สังคม จิตใจและสติปัญญาแล้ว ยังมีภาระอย่างอื่นด้วย เช่นเป็นแม่ครัว ทำความสะอาด หรือทำหน้าที่ธุรการอีกด้วย นอกจากนั้นอุปกรณ์เครื่องเล่นมีไม่เพียงพอและไม่ปลอดภัย อาหารที่นำมาขายหน้าศูนย์เด็กเล็กไม่มีคุณภาพถูกต้องตามหลักโภชนาการ เป็นต้น

                        ■  การศึกษาขั้นพื้นฐาน เด็กไทยยังไม่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ในปีการศึกษา 2550 ประชากรกลุ่มอายุ 6-14 ปี ได้รับการศึกษาภาคบังคับร้อยละ 93.9 ลดลงจากปีการศึกษา 2548 เล็กน้อย และได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 59.3 ของประชากรกลุ่มอายุ 15-17 ปี เพิ่มจากปีการศึกษา 2548 เล็กน้อย5  และจำนวนปีการศึกษาโดยเฉลี่ยของคนไทยยังอยู่ที่ระดับ 8.3 ปี ขณะที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาหลักต่ำกว่าร้อยละ 50 ทุกวิชา ครูกว่าร้อยละ 60 ไม่มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        ■  การอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ยังไม่สามารถผลิตกำลังคนระดับกลาง-สูง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาประเทศ การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนายังมีน้อยเพียง 5.92 คนต่อประชากร 10,000 คน ต่ำกว่าเป้าหมายแผนฯพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2558) ที่ว่าจะสร้างนักวิจัย จำนวน 10 คนต่อประชากร 10,000 คน

                        วัยรุ่นและเยาวชน นอกจากจะได้รับการศึกษาไม่ทั่วถึงและมีคุณภาพแตกต่างกันมากแล้ว ยังมีปัญหาเพิ่มขึ้น เนื่องจากสถาบันครอบครัวและชุมชนเปลี่ยนแปลงไปในทางต่างคนต่างมุ่งหาเงินและการบริโภคสูงสุดเพิ่มขึ้น ทำให้วัยรุ่นและเยาวชนขาดความอบอุ่นและการดูแลกล่อมเกลาทางสังคมที่ดี ๆ ธุรกิจเอกชนแสวงหากำไรจากวัยรุ่นและเยาวชนซึ่งกำลังนิยมการบริโภคมากขึ้น ขณะที่ทั้งโรงเรียนและพ่อแม่ไม่ได้ช่วยให้วัยรุ่นและเยาวชนได้เรียนรู้จักและพัฒนาตัวเองเท่าที่ควร ทำให้พวกเขามีปัญหาหลายด้าน เช่นสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพยาเสพติดเพิ่มขึ้น ก่อความรุนแรงและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น มีปัญหาเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้น ตั้งครรภ์และทำแท้งเพิ่มขึ้น มีบุตรแต่อายุยังน้อยและพ่อแม่ขาดทั้งความรู้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

            (3) การมีงานทำและผลิตภาพของแรงงาน

                        การว่างงานของผู้มีการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูงและระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีสัดส่วนต่อผู้ว่างงานทั้งหมดสูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่า การจัดการศึกษายังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                        ผลิตภาพของแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ำ แนวโน้มผลิตภาพของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นจาก 93,662 บาท/คน/ปี ในปี 2544 เป็น 117,094 บาท/คน/ปี ในปี 2550 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางใกล้เคียงกับไทย เนื่องจากระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในการปฏิบัติงานได้จริงตรงตามความต้องการของภาคการผลิต ขาดความเชื่อมโยงในการวางแผนการพัฒนาประเทศกับการวางแผนผลิตกำลังคน สถานประกอบการไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของแรงงานเท่าที่ควร ในขณะเดียวกัน ทัศนคติของแรงงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นอยู่ไม่สร้างแรงจูงใจที่จะทำให้แรงงานมุ่งมั่นที่จะยกระดับการพัฒนาทักษะฝีมือของตัวเองด้วย

            การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและผลกระทบทางสังคม

            ภาวะเจริญพันธุ์ของประชากรไทยโดยรวมลดลง ขนาดของครอบครัวเล็กลง และมีผลต่อโครงสร้างประชากรที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กในอนาคตมีแนวโน้มลดลง สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานในระยะไม่ไกลจะใกล้เคียงเดิมและต่อไปจะค่อย ๆ ลดลง ขณะที่วัยผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น วัยแรงงานจะต้องรับภาระในการดูแลประชากรวัยเด็กและผู้สูงอายุ ที่เรียกว่าอัตราการพึ่งพิง (Dependency Ratio) เพิ่มขึ้น ประชากรรวมของประเทศจะเริ่มลดลงหลังพ.ศ.2568 เป็นต้นไป เนื่องจากอัตราการเกิดจะต่ำกว่าอัตราการตาย และในพ.ศ.2570 คนไทยเกือบ 1 ใน 4 จะเป็นผู้สูงอายุ (ดูตารางที่ 5.1)

            1) ประชากรวัยเด็ก กลุ่มอายุ 0-14 ปี : มีแนวโน้มที่จะมีสัดส่วนลดลง จากร้อยละ 21.51 ของประชากรรวม ในพ.ศ.2551 เป็นร้อยละ 14.41 ของประชากรรวมในพ.ศ.2570 การที่ประชากรวัยเด็กลดลง น่าจะช่วยรัฐบาลให้ใช้จ่ายงบประมาณดูแลเด็กให้ดีขึ้นได้ แต่บางครั้งก็มีปัญหา เช่นการที่ประชาชนตั้งถิ่นฐานอยู่กระจัดกระจายตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่ห่างไกลทำให้โรงเรียนในชนบทเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนลดลง ต้นทุนจัดการสูงขึ้น หรือมีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ทั้งการที่คนมีรายได้น้อยมีลูกมากกว่าคนรายได้สูงและการศึกษาสูง อาจทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองดูแลลูกได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากรัฐบาลจะตระหนักถึงปัญหานี้และหาทางช่วยเหลืออย่างจริงจัง

            2) ประชากรวัยแรงงาน กลุ่มอายุ 15-59 ปี มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 67.37 ของประชากรรวมในปี 2551 เป็นร้อยละ 62.83 ของประชากรรวมในปี 2570  ประชากรในวัยทำงานได้รับการศึกษาแตกต่างกัน เพราะการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกและสภาพการต่อสู้เพื่อเอาตัวเองรอดและแก่งแย่งแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด ทำให้ผู้เรียนต้องออกกลางคันคือเรียนไม่จบมัธยมปลายและอาชีวศึกษาเป็นสัดส่วนสูง และไม่ได้เรียนรู้ที่จะเป็นแรงงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มากนัก แม้คนที่ได้เรียนจบมัธยมปลาย/อาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งก็มีปัญหาด้านผลิตภาพของแรงงานค่อนข้างต่ำ

            3) ประชากรวัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มจาก 7.3 ล้านคน(ร้อยละ 11.12) ในพ.ศ.2551 เป็น 16.0 ล้านคน(ร้อยละ 22.73 ของประชากรทั้งหมด) ในพ.ศ.2570 หรือ 18 ปีข้างหน้า คนสูงอายุที่การศึกษาต่ำ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม และไม่มีลูกหลานดูแล จะอยู่ในฐานะยากลำบาก รัฐบาลควรจะต้องเตรียมมาตรการต่าง ๆ รองรับ เช่นการให้การศึกษาผู้สูงอายุเพื่อช่วยให้พวกเขาปรับตัวได้ดีขึ้น การสร้างหลักประกันทางสังคม สวัสดิการสังคม การจัดบริการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับโครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนไป

            ปัญหาที่รัฐบาลควรตระหนัก คือคนจนที่มีการศึกษาต่ำมีแนวโน้มที่จะแต่งงานและมีบุตรมากกว่าคนรวยคนชั้นกลางที่มีการศึกษาสูง ทั้ง ๆ ที่โดยเปรียบเทียบแล้วคนกลุ่มหลังน่าจะอยู่ในสถานะที่จะเลี้ยงดูลูกได้อย่างมีคุณภาพดีกว่า บางประเทศถึงกับมีนโยบายส่งเสริมให้คนมีการศึกษาสูงแต่งงานและมีบุตรเพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลไทยก็น่าทำด้วยเหมือนกัน นอกจากนี้รัฐบาลควรช่วยเหลือพ่อแม่ที่มีรายได้ต่ำให้มีทุนทรัพย์และความรู้ความเอาใจใส่ที่จะดูแลพัฒนาลูกให้เด็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนถึงช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นโอกาสทองในชีวิตที่สมองเด็กเล็กจะพัฒนาได้เร็วที่สุดและมากที่สุด

 

ตารางที่ 5.1  ประมาณการประชากร จำแนกตามกลุ่มอายุ

ปี ประชากรรวม

(พันคน)

0-14 ปี % 15-59 ปี % 60+ %
2551

2560

2568

2570

66,482

69,455

70,651

70,640

14,297

12,429

10,607

10,182

21.51

17.89

15.01

14.41

44,790

46,335

45,050

44,403

67.37

66.81

63.76

62.83

7,394

10,691

14,994

16,055

11.12

15.39

21.22

22.73

ที่มา : สศช. การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2543-2573

 

 

 

            5.2 ปัญหาความยากจนกับโอกาสในการได้รับการศึกษา

            ประสบการณ์ในหลายประเทศ สะท้อน การลงทุนพัฒนาการศึกษาของรัฐถ้าทำได้ทั่วถึงและมีคุณภาพ เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคนจนและลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงได้ในระดับหนึ่ง แต่การบริหารจัดการศึกษาในประเทศไทยไม่ได้ให้บริการคนจนได้อย่างเสมอภาค คือถึงคนยากจนส่วนหนึ่งได้เรียนชั้นประถมหรือมัธยมต้นบ้าง ก็มักจะได้เรียนในสถานศึกษาในชนบทหรือชุมชนแออัดที่มีคุณภาพต่ำกว่าสถานศึกษาสำหรับคนรวยคนชั้นกลาง การบริหารจัดการศึกษาไทยจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมขึ้น6 

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันไปในทางเดียวกันว่า ประเทศที่จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงเสมอภาคและดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่มุ่งกระจายรายได้ให้เป็นธรรม สามารถพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศที่ไม่ได้ทำทั้ง 2 เรื่องนี้

            รายงานสภาวะความยากจนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) แม้จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจและให้คำนิยาม “คนจน” ตามแนวทางของธนาคารโลกว่า หมายถึงคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือต้นทุน/ค่าใช้จ่ายปัจเจกบุคคลในการได้มาซึ่งอาหารและสินค้าบริการพื้นฐานจำเป็นในการดำรงชีวิต เช่นพ.ศ.2550 คำนวณไว้ที่ 1,443 บาทต่อเดือน ทำสถิติคนจนตามคำนิยามนี้มีสัดส่วนไม่สูงนัก คือมีร้อยละ 8.48 ของประชากรทั้งหมดหรือราว 5.4 ล้านคน(ในพ.ศ.2550) แต่ก็พอใช้รายงานนี้เป็นข้อมูลเพื่อชี้ให้เห็นได้ว่า คนกลุ่มที่จนที่สุดได้รับโอกาสทางการศึกษาและการให้บริการต่าง ๆ น้อยกว่าคนกลุ่มอื่นอย่างไร

            รายงานฉบับนี้กล่าวถึงการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐของคนจน/ครัวเรือนยากจนว่า ด้านสุขภาพคนจนมีโอกาสเข้าถึงสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลร้อยละ 96.7 ของคนจนทั้งหมด นักเรียนยากจนได้รับอาหารกลางวัน/อาหารเสริมฟรีร้อยละ 67.37 ของนักเรียนยากจนทั้งหมด ด้านสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์มีคนจนเข้าถึงค่อนข้างน้อย โดยผู้สูงอายุ(อายุ 60 ปีขึ้นไป) ยากจนได้รับเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพผู้สูงอายุร้อยละ 38.14 ของผู้สูงอายุยากจนทั้งหมด อีกร้อยละ 61.86 ไม่ได้รับเบี้ยยังชีพ ส่วนผู้พิการยากจนได้รับเงินสงเคราะห์สำหรับผู้พิการร้อยละ 24.47 ของผู้พิการยากจนทั้งหมด ขณะที่ร้อยละ 75.53 ไม่ได้รับ

ด้านการเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ จากการสำรวจสภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน คนจนที่เข้าถึงกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง มีร้อยละ 8.8 ของคนจนทั้งหมด และคนจนที่สามารถกู้เงินจากโครงการธนาคารประชาชนมีเพียงร้อยละ 2.2 ของคนจนทั้งหมด

การเข้าถึงแหล่งทุนด้านการศึกษา นักเรียนยากจนได้รับทุนการศึกษาจากรัฐร้อยละ 2.22 ของนักเรียนยากจนทั้งหมด และนักเรียนยากจนได้กู้เงินจากโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาของรัฐ(ต้องใช้คืน) ร้อยละ 0.03 ของนักเรียนยากจนทั้งหมด

สถิติข้างต้นชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์จากโครงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีรายได้สูงกว่าความเส้นยากจน อาจจะอยู่ในกลุ่มจนโดยเปรียบเทียบหรืออยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำ แต่ไม่ใช่กลุ่มคนที่จนที่สุด ดังนั้นที่มีการรายงานว่าผู้ที่กู้เงินกองทุนหมู่บ้านบางคนนำไปใช้จ่ายเพื่อการบริโภคฟุ่มเฟือยมากกว่าเพื่อการลงทุนประกอบอาชีพ จึงเป็นเรื่องที่รายงานฉบับนี้ใช้คำว่า “ไม่น่าประหลาดใจนัก” (ดูตารางที่ 5.3)

 

ตารางที่ 5.2  การเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้

การเข้าถึงบริการ ไม่จน จน รวม
เงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ 80.4 19.6 100.0
เงินสงเคราะห์สำหรับผู้พิการ 78.9 21.1 100.0
ทุนการศึกษา 90.9 9.1 100.0
เงินกู้เพื่อการศึกษา 99.8 0.2 100.0
โครงการธนาคารประชาชน เพื่อผู้ประกอบอาชีพ

อิสระรายย่อย

กองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง

กองทุนอื่น ๆ

97.9

 

91.2

89.2

2.1

 

8.8

10.8

100.0

 

100.0

100.0

ที่มา : ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ, ประมวลผลโดยสำนักพัฒนาฐานข้อมูลและตัวชี้วัดภาวะสังคม สศช.

อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนจนตามคำนิยามนี้ คือกลุ่มคนจนที่สุด แต่ยังมีกลุ่มคนที่จนรอง ๆ ลงมารวมกันแล้วอย่างน้อย 40% ของประชากรทั้งหมด เนื่องจากการกระจายรายได้ระหว่างกลุ่มคนต่าง ๆ ในประเทศไทยมีความไม่เสมอภาคมาก ปัญหาคนจนโดยเปรียบเทียบจึงมีสูง หากดูจากตารางการกระจายรายได้ข้างล่าง (ตาราง 5.3) ในพ.ศ.2549 กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% สุดท้ายมีสัดส่วนในรายได้ของคนทั้งประเทศเพียงแค่ 3.84% ขณะที่กลุ่มคน 20% ที่มีรายได้ต่ำเป็นกลุ่มรองสุดท้าย(กลุ่มที่ 4) มีสัดส่วนในรายได้ของคนทั้งประเทศเพียง 7.67% ดังนั้น คนที่จนและค่อนข้างจน 40% ของประชากรทั้งประเทศควรจะได้รับการช่วยเหลือดูแลจากรัฐเป็นพิเศษกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งในเรื่องสาธารณสุขและเรื่องการศึกษา

 

ตาราง 5.3  แสดงส่วนแบ่งตามชั้นรายได้ของประชากรไทยปีพ.ศ.2541 และ 2549

                                                                                                            หน่วย : ร้อยละ

 

2541 2549
1. ส่วนแบ่งรายได้ที่ประชากรในกลุ่มต่าง ๆ ได้รับ

1.1 รายได้สูงที่สุด (20%) แรก

1.2 รายได้สูง (20% ที่สอง)

1.3 รายได้ปานกลาง (20% ที่สาม)

1.4 รายได้น้อย (20% ที่สี่)

1.5 รายได้น้อยที่สุด (20% สุดท้าย)

 

56.13

19.82

12.00

7.75

4.30

 

56.29

20.08

12.12

7.67

3.84

2. สัมประสิทธิ์จีนีของรายได้* 0.507 0.515
3. อัตราส่วนรายได้ของกลุ่มรวยสุดต่อกลุ่มคนจนสุด 13.0 14.7
4. สัดส่วนคนจน (ร้อยละ) 17.46 9.55
5. เส้นความยากจน (บาท/คน/เดือน) 1,130 1,386

*ค่าสัมประสิทธิ์จีนี (Gini Coefficient) เป็นเครื่องมือในการวัดความไม่เท่าเทียมในรูปของสัดส่วน (Gani Ratio) ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0 กับ 1 ยิ่งค่าใกล้ 1 มากเท่าไหร่ แสดงว่าความไม่เท่าเทียมกันของรายได้มีมากขึ้น ของไทยปี 2549 มีความไม่เท่าเทียมสูงขึ้นกว่าปี 2541 คืออยู่ที่ 0.515 ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยสหภาพยุโรปอยู่ที่ 0.31 ในปี 2005 แสดงว่าประเทศไทยมีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมสูงกว่ายุโรปมาก

ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2550)

 

การที่ผู้วิจัยเลือกยกปัญหาคนจนมานำเสนอก็เพื่อชี้ว่า คนจนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้น้อยกว่าคนที่ไม่จน และการที่ประเทศไทยมีนักเรียนออกกลางคัน/เรียนไม่จบชั้นมัธยมปลายเป็นสัดส่วนสูงนั้นเป็นเพราะรัฐบาลไม่ได้มุ่งแก้ปัญหาเพื่อช่วยคนจนเป็นการเฉพาะ แต่ใช้วิธีลงทุนจัดการศึกษาแบบให้บริการคนทั้งประเทศเหมือน ๆ กัน เช่นโรงเรียนของภาครัฐไม่เก็บค่าเล่าเรียนหรือเก็บต่ำในระดับประถม มัธยม/อาชีวศึกษา นโยบายสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มมาจากค่าเล่าเรียนอีก 4 รายการ (เช่นเสื้อผ้า หนังสือเรียน อุปกรณ์การเรียน การสนับสนุนการสอนของโรงเรียน) ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2552 นโยบายดังกล่าวช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยให้ลูกคนจนได้เรียนหนังสือฟรีถึง 15 ปีจริง เพราะคนจนนั้นมีภาระเทียบต่อรายได้ของพวกเขาหนักกว่าคนที่ไม่จน

ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง กินอยู่ของนักเรียนที่ไปโรงเรียนที่อยู่เมืองใหญ่หรือตัวอำเภอนั้น เป็นภาระหนักมากสำหรับคนจน คนจนจึงมักส่งลูกได้เรียนแค่ชั้นประถมในโรงเรียนในเขตคนจน ซึ่งมีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนสำหรับคนไม่จน และลูกคนจนมักจะออกกลางคันไม่ได้เรียนถึงชั้นมัธยมหรือเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย ด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งความยากจน สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยในการที่จะเรียนให้ได้ดีพอจะแข่งขันไปเรียนชั้นสูงได้ และค่าเสียโอกาสในการที่จะออกไปทำงานหารายได้เลี้ยงตัวเองหรือจุนเจือครอบครัวได้

ดังนั้นแทนที่รัฐจะใช้งบประมาณประชานิยมแบบหาเสียงจากคนทั้งประเทศ ควรเน้นไปช่วยคนจนกลุ่ม 20% ที่จนที่สุดและ 20% ที่จนรองลงมาให้มีทุนสำหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย จะเป็นการใช้งบประมาณที่ส่งผลให้คนจนได้มีโอกาสเรียนได้สูงขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้มากขึ้นกว่านโยบายที่เรียกชื่อเกินความจริงว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปี

5.3 คุณภาพแรงงานไทย

คุณภาพของแรงงาน หมายถึงปริมาณ/มูลค่าผลผลิตต่อแรงงานซึ่งประกอบไปด้วย ผลิตภาพแรงงาน ทุนมนุษย์ สมรรถนะ ซึ่งมาจากปัจจัย เช่นการศึกษาและการฝึกอบรม ทักษะและบุคลิกภาพของแรงงาน (อายุ เพศ สุขภาพ พฤติกรรมฯลฯ) ในที่นี้จะคัดมาเฉพาะปัจจัยเรื่องการศึกษาและฝึกอบรมทักษะและผลิตภาพของแรงงาน

การศึกษาและฝึกอบรม9

1) โครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทย

แรงงานไทยมีการศึกษาค่อนข้างต่ำคือ ในปี 2550 ร้อยละ 75.6 ของประชากรในวัยแรงงานมีการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้มีงานทำที่จบชั้นมัธยมปลาย/ปวช. มีเพียงร้อยละ 12.4 และผู้จบปริญญาตรีขึ้นไปมีไม่ถึงร้อยละ 10 ทั้งนี้ยังไม่คำนึงถึงปัญหาคุณภาพการศึกษา เช่นสถานศึกษาจำนวนมากที่ไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานการศึกษา

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ประชากรไทยในวัยแรงงานที่มีการศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือสูงกว่าขึ้นไปมีร้อยละ 24.4 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ธนาคารโลกมีความเห็นว่าสาเหตุที่โครงสร้างแรงงานไทยมีสัดส่วนแรงงานฝีมือน้อย เพราะผู้ที่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมุ่งเข้าเรียนต่อขั้นอุดมศึกษามากกว่าจะตั้งใจเรียนจบชั้นมัธยมเพื่อออกไปทำงานเหมือนในบางประเทศ แรงงานระดับมัธยมศึกษาของไทยจึงเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อย

ธนาคารโลกยังมองว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะค่าจ้างแรงงานระดับชั้นมัธยมของไทยยังต่ำไป แรงงานที่เรียนเพิ่มจากระดับมัธยมศึกษาไปจบขั้นปริญญามีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 35% ในขณะที่ความแตกต่างอัตราผลตอบแทนการลงทุนเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปจบชั้นมัธยมปลายเท่ากับ 5.3% เท่านั้น10

ตัวเลขของธนาคารโลกอาจจะลำเอียงไปหน่อย เพราะนักวิจัยของธนาคารโลกสำรวจจากธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกเท่านั้น อย่างไรก็ดีการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ไทยช่วยยืนยันว่า การจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ผลตอบแทนสูงกว่าการจบการศึกษาระดับมัธยมปลายมาก รวมทั้งการที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนการศึกษาขั้นอุดมศึกษาสูง (มีที่เรียนมาก ค่าเล่าเรียนต่ำเพราะรัฐบาลให้งบประมาณอุดหนุน) จึงจูงใจให้ผู้เรียนมัธยมปลายมุ่งไปเรียนต่ออุดมศึกษามากกว่าออกมาทำงาน11

เรื่องนี้ผู้วิจัยเห็นว่า มีปัจจัยอื่น ๆ เกี่ยวข้องด้วย เช่นเรื่องค่านิยมของคนไทยที่เน้นเรื่องปริญญาบัตรมาก รวมทั้งส่วนราชการและนายจ้างในภาคธุรกิจเอกชนก็มีค่านิยมแบบเดียวกันและตีราคาค่าตอบแทนคนเรียนจบระดับปริญญาบัตรสูงกว่าคนเรียนจบมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษามาก โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องผลิตภาพของแรงงาน เมื่อเทียบกับในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมหรือประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศที่คนจบชั้นมัธยมแล้วไปทำงานมีโอกาสได้เงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพการงานไม่ได้ต่างจากคนจบปริญญาอย่างมีนัยสำคัญ ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวบุคคลมากกว่า

2) คุณภาพการศึกษา

คุณภาพของแรงงานคือการวัดว่าผู้สำเร็จการศึกษาแต่ละระดับแต่ละคนมีคุณภาพตามระดับการศึกษาที่จบหรือไม่อย่างไรด้วย ไม่ใช่ดูแค่ปริญญา ประกาศนียบัตร

การประเมินคุณภาพการมัธยมศึกษาของธนาคารโลกดูจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ พบว่า ไทยยังมีปัญหาคุณภาพการศึกษาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ

มีนักเรียนน้อยมากสามารถทำคะแนนได้ในลำดับต้น ๆ

มีนักเรียนประมาณร้อยละ 40 ทำคะแนนได้ที่หรือต่ำกว่าระดับ 1 ในเรื่องการรู้หนังสือ (Literacy) และร้อยละ 50 ทำคะแนนอยู่หรือต่ำกว่าระดับ 1 ในด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมสัดส่วนนักเรียนที่ทำคะแนนในด้านคณิตศาสตร์ต่ำในระดับ 1 จะมีประมาณร้อยละ 10

โดยสรุป ยังมีนักเรียนไทยจำนวนมากที่ทำคะแนนต่ำในวิชาพื้นฐานทางภาษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

ธนาคารโลกสรุปว่าสาเหตุสำคัญของการการศึกษาขั้นมัธยมของไทยมีคุณภาพต่ำมาจากคุณภาพของครู และการขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน12 

สถาบัน IMD (Institute of Management Development) ซึ่งจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 50-60 ประเทศทั่วโลก แม้จะให้คะแนนรวมของไทยเป็นอันดับ 27 ในปี 2551 แต่เฉพาะคะแนนหมวดการศึกษาอยู่อันดับที่ 43 ส่วนย่อยของหมวดการศึกษาที่ได้คะแนนต่ำสุด คืองบวิจัยและพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ต่อหัวและร้อยละของประชากรที่ได้ศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษา13

การศึกษาที่น่าสนใจอีกฉบับโดยยงยุทธ แฉล้มวงษ์14  ได้ประเมินสถานการณ์การศึกษาในประเทศไทยในด้านที่เกี่ยวกับการพัฒนากำลังคนและมีข้อสรุปที่สำคัญดังนี้

1) ระดับมัธยมศึกษา

            ช่องว่างระหว่างชุมชนเมืองและชนบทน้อยลง แต่ช่องว่างระหว่างชายและหญิงกลับขยายตัวเพิ่มขึ้น

            มีความแตกต่างกันอย่างมากในจำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาระหว่างกลุ่มประชากรที่ยากจนและกลุ่มที่ร่ำรวย

            คุณภาพของการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา มีนักเรียนจำนวนมากทำคะแนนได้ในระดับต่ำกว่าระดับความสามารถที่ยอมรับได้

            การจัดสรรงบประมาณให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษามีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศอื่น

2) ระดับอาชีวศึกษา มีปัญหาเชิงคุณภาพและการผลิตที่ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการของประเทศ

            การเรียนการสอนเน้นปริมาณผู้เข้าเรียนและจบการศึกษา มากกว่าที่จะเน้นขีดความสามารถในด้านปฏิบัติในระดับเทคโนโลยีต่าง ๆ

            ครูไม่มีประสบการณ์จริง และขาดทักษะและประสบการณ์ในอาชีพนั้น ๆ

            การเรียนการสอนในระดับสายอาชีพ ยังอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถตามเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมได้ทัน

            การเรียนในสายอาชีพ ยังขาดการประเมินผลในเชิงคุณภาพ

            ขาดแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างจริงจัง ระบบทวิภาคี (Dual System) ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

            การจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการศึกษาสายอาชีพยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

3) ระดับอุดมศึกษา บางส่วนยังเน้นการผลิตบุคลากรตามแนวความคิดอุดมศึกษาของตะวันตก โดยมิได้วิเคราะห์และยังไม่ได้ใช้ปัจจัยด้านการจ้างงาน (ตลาด) ของไทย เป็นตัวชี้นำการผลิตอย่างแท้จริง

            – คุณภาพของสถาบันการศึกษาและบัณฑิตยังไม่ได้มาตรฐานสากล

            – แต่ละสถาบันขาดระบบการบริหารจัดการศึกษาที่ดี

            – ขาดเป้าหมายการพัฒนา “กำลังคน” ของชาติโดยรวม

            – ขาดความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจหรือสถานประกอบการ

            – การศึกษามิได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้ (Employability) นักศึกษาจึงขาดเป้าหมายและความกระตือรือร้นที่จะศึกษาและฝึกปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะเมื่อจบไปไม่ทราบว่าจะมีงานทำหรือไม่ และจะตรงกับวิชาชีพที่เรียนหรือไม่

4) การฝึกอบรม

            ยังไม่มีการประสานแบ่งงานอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาและฝึกอบรมระยะสั้นและระยะยาวทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

            การฝึกอบรมโดยเฉพาะในระดับฝีมือแรงงาน ยังยึดเป้าหมายเชิงปริมาณมากกว่าที่จะยึดเป้าหมายเชิงคุณภาพ นอกจากนั้น ยังขาดการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพ การฝึกอบรมในระดับกลางและระดับสูง (ฝึกอบรมเฉพาะทาง) ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

            ยังไม่มีการพิจารณาบังคับ (ทางกฎหมาย) ให้สถานประกอบการต้องฝึกอบรมให้กับพนักงาน และรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการที่จูงใจให้สถานประกอบการได้ดำเนินการพัฒนากำลังคนของตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถส่งเสริมให้ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการฝึกอบรมในทุก ๆ ด้านอย่างเป็นรูปธรรม

            การฝึกอบรม ยังติดกับระบบราชการ ซึ่งมีผลให้ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจที่มากพอที่จะดึงดูดครูฝึกที่เก่งเข้ามาทำงานมากขึ้น หรือรักษาครูฝึกที่ดีไว้ในระบบราชการได้

            ยังขาดระบบข้อมูลตลาดแรงงานที่สมบูรณ์รวดเร็ว ทันสมัย โดยเฉพาะเพื่อประกอบการแนะแนวอาชีพในทุกระดับ

 

ค. ทักษะของแรงงาน

การศึกษาของยงยุทธและคณะ15  ชี้ให้เห็นว่า ในภาคอุตสาหกรรม 4 กลุ่มทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป กลุ่มอุตสาหกรรมสนับสนุน กลุ่มอุปโภคบริโภค และกลุ่มวัตถุดิบ นอกจากมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะแล้ว ยังมีปัญหาแรงงานที่มีอยู่ก็มีทักษะไม่พอเพียงต่อการปฏิบัติงาน หรือไม่มีทักษะเฉพาะที่จำเป็น เช่น ทักษะในการสื่อสารและภาษา การเรียนรู้ด้วยตนเอง การแสดงออกทางความคิดในการทำงาน รวมถึงทัศนคติในการทำงานที่ดี

“…ในด้านคุณภาพ สิ่งที่ภาคการผลิตต้องการนอกจากความสามารถทางงานช่างและงานเทคนิคปฏิบัติก็คือ การออกแบบและงานวิศวกรรมย้อนกลับ…..

…..ขาดแคลนบุคลากรที่มีความเข้าใจและมีทักษะด้านการขนส่ง (Logistics) การทำบรรจุภัณฑ์และการจัดกระจายสินค้า ซึ่งเป็นบุคลากรเฉพาะด้านที่มีความสำคัญต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในเวทีโลก

…….วิศวกรและนักเทคโนโลยี ..ไม่ได้ใช้ความรู้อย่างเต็มความสามารถ ..ส่วนใหญ่…ควบคุมการผลิต ..ทำให้บุคลากรมีทักษะที่มุ่งแต่เพียงการซื้อเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการผลิตมากกว่าการเป็นผู้คิดค้นวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเป็นของตนเอง16

 การสำรวจของธนาคารโลก ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและสารสนเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสถานประกอบการขนาดใหญ่เกี่ยวกับการส่งออกและเป็นกิจการของชาวต่างประเทศ พบว่าแรงงานไทยมีทักษะต่ำ โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ IT17

            ผลิตภาพแรงงานไทย

            ผลิตภาพแรงงานวัดจากผลผลิตต่อแรงงานในปี 2549 เฉลี่ยประมาณ 114,000 บาทต่อคน

            ภาคเกษตรต่ำสุด 26,000 บาท/คน

            ภาคบริการ รองลงมา 129,000 บาท/คน (สูงกว่าเกษตรประมาณ 5 เท่า)

            ภาคอุตสาหกรรม สูงสุด 241,800 บาท/คน (สูงกว่าเกษตรประมาณ 9 เท่า)

            แนวโน้มการเพิ่มผลิตภาพแรงงานไทยช่วงปี 2541-2549 เพิ่มขึ้นช้าประมาณร้อยละ 3 ต่อปีและจะลดลงเหลือ 2.8 ต่อปีได้ ถ้าไม่ปรับปรุง (ตารางที่ 5.4)

 

ตารางที่ 5.4  ผลิตภาพแรงงานไทย 2549 และแนวโน้ม

 

ปัจจุบัน 2549

บาท/คน

อัตราเติบโต

2541-49

แนวโน้ม

2551-2554

อัตราที่ควรเป็น ต่ำไป
รวม (เฉลี่ย) 113,960 3.01 2.78 4.18 1.4
เกษตร 25,900 3.11 3.21 4.61 0.95
อุตสาหกรรม 241,800 3.05 0.62 1.98 1.36
บริการ 129,000 0.51 1.01 2.38 1.37

ที่มา : สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์และนิภานันท์ อัครนันท์ ผลการพยากรณ์ความต้องการกำลังคน 2551-2554 (Normative forecast) การสัมมนาแผนพัฒนากำลังคนแห่งประเทศไทย มิถุนายน 2551

 

 

            รายงานเรื่องคุณภาพแรงงานไทย18 ได้สรุปว่า ปัญหาหนึ่งของการแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของแรงงานคือการให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องการจัดการฝึกอบรมพัฒนาแรงงานเกินไป และไม่ได้มองปัญหาเชิงบูรณาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความเข้าใจ แรงจูงใจ และปัจจัยเกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่นการส่งเสริมระบบการผลิตที่เน้นคุณภาพของผลผลิตและคุณภาพแรงงาน ตลอดจนนโยบายแรงงานที่เกี่ยวข้อง

สถานการณ์คือ แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาต่ำ (ต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย) มีทักษะภาษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ต่ำ และมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะ การขาดทัศนคติและความกระตือรือร้น การขาดความรับผิดชอบและวินัยในการทำงาน และการขาดความคิดสร้างสรรค์

            แนวทางในการพัฒนาคุณภาพแรงงานที่สำคัญคือต้องมีความเข้าใจว่าคุณภาพแรงงานขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง มิใช่แค่การจัดการศึกษาและฝึกอบรม แต่รวมถึงการให้แรงจูงใจสำหรับแรงงาน การใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่เหมาะสม และสภาพการทำงานที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพแรงงาน

            5.4 ปัญหาของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนไปพัฒนาประเทศ

            ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการศึกษาไปพัฒนาประเทศ อาจสรุปให้เห็นภาพรวมได้จากรายงาน 2 ฉบับ ดังต่อไปนี้คือ

            5.4.1 รายงานโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เรื่อง 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา19 ได้กล่าวถึงปัญหาการดำเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวกับผลิตและพัฒนากำลังคนไว้อย่างน่าสนใจ คือ

                        1) ผู้จบการศึกษาระดับ ปวช.และปวส. ส่วนมากศึกษาต่อในระดับปริญญาในสาขาที่ไม่ตรงกับการเรียนในระดับ ปวช.และปวส. และพบว่าผู้สำเร็จอาชีวศึกษาร้อยละ 75 ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เข้าสู่ตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 25 ทำให้ขาดแคลนกำลังคนระดับกลางหรือระดับปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

                        2) ผู้จบการศึกษาใหม่ ยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตรงลักษณะงาน สถานประกอบการส่วนใหญ่ต้องนำไปฝึกอบรมอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาเพิ่มขึ้น

                        3) กำลังคนที่ผลิตขาดคุณลักษณะด้านความรู้และทักษะที่จำเป็นอย่างพอเพียง เช่นทักษะด้านการสื่อสารทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ(ฟัง พูด อ่าน เขียน) การใช้คอมพิวเตอร์และความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ความรู้ด้านการบริหารจัดการ ความรู้ในการประยุกต์ใช้ตัวเลข/ทักษะคำนวณขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

                        4) กำลังคนที่ผลิตขาดคุณลักษณะที่สำคัญบางประการ เช่นการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหาในงาน การทำงานเป็นทีม ความรับผิดชอบในงาน ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความขยัน มีวินัยตรงต่อเวลา ภาวะผู้นำ เป็นต้น

                        5) การผลิตกำลังคนในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เกินความต้องการ ทั้งนี้จากการศึกษาของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า มีความต้องการกำลังคนด้านนี้เพียงร้อยละ 10 ถึง 15 แต่จากปริมาณบัณฑิตที่จบการศึกษาในแต่ละปี เช่นในปี 2549 พบว่า มีบัณฑิตจบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด (166,217 คน) รองลงมาเป็นสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (77,450 คน) และสาขาศึกษาศาสตร์ (29,968 คน) และพบว่าผู้จบใหม่ที่ไม่มีงานทำเป็นสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุดโดยมีจำนวนประมาณ 90,000 คน โดยรวมทั้งประเทศมีบัณฑิตที่จบใหม่และไม่มีงานทำประมาณปีละ 100,000 คน20

            5.4.2ข้อเสนอแนะของผู้ทำวิจัยเรื่องสภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ.255021

            จากข้อมูลของสภาวการณ์การศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับนานาประเทศ มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

            1. โดยที่ประชากรวัยแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาต่ำ จึงควรส่งเสริมการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัยแก่ประชากรวัยแรงงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทยให้มีคุณวุฒิอย่างน้อยที่สุดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือสำเร็จการศึกษาภาคบังคับโดยรวดเร็ว

            2. การที่ทั้งประชากรแรงงานไทยมีการศึกษาต่ำรวมทั้งอัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ จึงควรเร่งขยายโอกาสการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาอย่างมีคุณภาพแก่ประชากรวัยเรียนด้วยมาตรการที่หลากหลาย

            3. เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากรตั้งแต่เล็ก จะต้องเร่งขจัดภาวะทุพโภชนาการแลการขาดแคลนอาหาร ควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยได้เข้ารับการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งให้ความรู้แก่แม่ในการเลี้ยงดูลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากครอบครัวยากจน

            4. เร่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอ่านที่เป็นพื้นฐานของการเรียนในสาระวิชาอื่น ๆ วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กไทยยังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าหลายประเทศมาก รวมทั้งควรส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษด้านต่าง ๆ ให้มากขึ้น เพื่อพัฒนามันสมองให้กับประเทศชาติและเพื่อป้องกันการเสียเปรียบในการแข่งขันในเวทีนานาชาติ

            5. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาไทยยังมีขนาดชั้นเรียนใหญ่ มีอัตราส่วนครูต่อนักเรียนสูง ทั้งจำนวนชั่วโมงการสอนของครูก็มาก เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่ และไทยขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงควรเร่งเพิ่มจำนวนครูในสาขาดังกล่าวทั้งเพื่อลดขนาดชั้นเรียนและอัตราส่วนครูต่อนักเรียน นอกจากนี้จะต้องลดภาระงานครูด้านอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากงานด้านการสอน เพื่อใช้เวลาในการเตรียมการสอน ให้คำแนะนำนักเรียนและพัฒนาตนเองให้มากขึ้น

            6. เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษา โดยกำกับและดูแลมิให้มีเด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กในชนบทยากจนเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับและมีโอกาสเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ควรพัฒนาระบบติดตามการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการจัดสรรและการนำไปใช้ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนให้มากที่สุด

            7. สร้างความเสมอภาคแก่คนและนักเรียนที่อาศัยอยู่ในชนบท ท้องถิ่นห่างไกลให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน และมีโอกาสได้รับการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ เช่นสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ (ETV) ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย ห้องสมุดเคลื่อนที่ รถวิทยาศาสตร์ เป็นต้น รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการใช้จัดการเรียนการสอน

            8. ส่งเสริม สนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากขึ้นในทุกระดับการศึกษา มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งกฎหมาย กฎ ระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาเอกชน

            9. พิจารณาทบทวนเกณฑ์การเลื่อนชั้นและการซ้ำชั้นทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และควรมีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการศึกษาไทยโดยรวม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการบริหารการศึกษาให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และมีนวัตกรรมทางการศึกษามากยิ่งขึ้น

 

            5.5 วิเคราะห์ภาพรวมโดยผู้วิจัย

            การศึกษาและการพัฒนาคุณภาพแรงงานเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด จนในหลายประเทศจะบริหารจัดการโดยกระทรวงเดียว คือกระทรวงศึกษาและพัฒนาการ ทรัพยากรมนุษย์หรือชื่อคล้าย ๆ กันทำนองนี้ ในประเทศไทยนอกจากจะแยกเป็น 2 กระทรวงแล้วยังต่างคนต่างคนต่างทำงานแบบแยกส่วนกัน โดยต่างฝ่ายมีความเข้าใจเรื่องของของอีกฝ่ายหนึ่งน้อย และมีการประสานงานกันน้อย

คำอธิบายสาเหตุของและแนวทางแก้ไขปัญหาคุณภาพแรงงานต่ำของบทความที่ยกมา มักใช้วิธีการมองเฉพาะปรากฏการณ์แบบแยกส่วนว่าอะไรทำให้เกิดอะไร และควรจะแก้ไขปัญหาทีละส่วนอย่างไร โดยเป็นการเน้นการแก้ไขทางเทคนิค เช่นฝึกอบรมให้แรงงานมีความรู้ทักษะด้านภาษาอังกฤษและ IT มากขึ้น ใช้เครื่องจักร เทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น ซึ่งอาจจะแก้ไขปัญหาได้บางระดับ แต่ถ้าจะแก้ไขปัญหาแรงงานคุณภาพต่ำให้ได้ผลจริง ๆ ทั้งระบบ ต้องรู้จักวิธีวิเคราะห์ว่าปัญหาเหล่านี้มาจากระบบโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมวัฒนธรรมอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม เช่นการที่แรงงานไทยมีคุณภาพโดยเฉลี่ยต่ำนั้น เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนที่ถูกระบบเศรษฐกิจการเมืองทำให้จนลง ได้รับการศึกษาน้อยและหรือเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพต่ำ และที่เป็นเช่นนี้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงคนมีอำนาจ/ความมั่งคั่งมาก เอาเปรียบคนไร้อำนาจ/คนจนในทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องโอกาสในการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพทัดเทียมกัน

            ตัวอย่างเช่น คำอธิบายในรายงานของนักเศรษฐศาสตร์ฉบับหนึ่งที่ว่า “การที่แรงงานไทยที่จบชั้นมัธยมและอาชีวศึกษามีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศอื่น เป็นเพราะผลตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาสูงกว่าผู้สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปลายมาก และรัฐอุดหนุนมหาวิทยาลัยมาก ทำให้คนนิยมไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยมาก” เป็นคำอธิบายที่มีส่วนถูกอยู่ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะจริง ๆ แล้วปัญหาคนไทยจบชั้นมัธยมและอาชีวะเป็นสัดส่วนต่อประชากรวัยเดียวกันต่ำกว่าประเทศอื่นนั้นเกิดจากหลายปัจจัยมากกว่านี้ เช่นคนจนและคนมีรายได้น้อยต้องออกกลางคัน/ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อถึงมัธยมปลายและอาชีวศึกษาเป็นสัดส่วนสูง ค่านิยมของพ่อแม่ผู้ปกครองเยาวชนและนายจ้างเองนิยมคนจบปริญญามากกว่าคนที่จบแค่มัธยมปลาย การที่ทั้งระบบราชการและธุรกิจเอกชนให้เงินเดือนคนจบระดับปริญญาสูง ส่วนหนึ่งมาจากระบบค่านิยมและอำนาจต่อรองของผู้สมัครงาน ซึ่งบางทีเป็นระบบเส้นสายด้วย การเลือกจ้างและการกำหนดค่าจ้างคนเรียนจบปริญญาตรีให้สูงกว่าคนไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีในประเทศไทยนั้นไม่ใช่ขึ้นอยู่กับผลิตภาพของแรงงานตามหลักเศรษฐศาสตร์อย่างแท้จริง ดังนั้นปัญหาความไม่สมดุล ความไม่เป็นธรรม และประสิทธิภาพต่ำในการจัดการศึกษาของประเทศไทยจึงเป็นปัญหาทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองสังคมด้วย ไม่ใช่เรื่องที่จะอธิบายได้โดยหลักเศรษฐศาสตร์ล้วน ๆ

            คำอธิบายว่า “การที่เรายังขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพในระดับต่าง ๆ เพราะรัฐบาลไม่ได้วางแผนการลงทุนเรื่องการศึกษา โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป และเพราะการบริหารจัดการศึกษาไม่มีประสิทธิภาพไม่มีคุณภาพเพียงพอ” เป็นคำอธิบายในเชิงเปรียบเทียบการลงทุนเรื่องการศึกษากับการลงทุนเรื่องอื่น ๆ และเปรียบเทียบการบริหารจัดการการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศอื่น ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แต่สภาพปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เป็นปัญหาด้านการลงทุนและเทคนิคการจัดการเท่านั้น สิ่งที่ซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นคือ ปัญหาจากตัวระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบผูกขาดอำนาจโดยคนกลุ่มน้อยที่มีอิทธิพลเป็นตัวกำหนด/ตอกย้ำให้การจัดการศึกษาของไทยเป็นไปในแนวจารีตนิยม สอนให้ท่องจำ สอนให้เคารพยำเกรงอำนาจ ประเพณี ระบบอาวุโส ระบบอุปถัมภ์ และการถ่ายทอดความรู้ทางเทคนิคเท่าที่จำเป็นที่พอจะคัดเลือกคนส่วนน้อยไปเรียนทักษะระดับกลางและระดับสูงพอที่จะทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารได้

การจัดการศึกษาในประเทศไทยไม่ได้สนใจที่จะจัดการการสอนการเรียนให้คนไทยคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น อย่างเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้สอนเรื่องสิทธิพลเมืองและแนวคิดแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยที่สนับสนุนให้ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและตระหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการพัฒนาประชาชนให้มีคุณภาพ

ดังเราจะเห็นได้ว่าทั้งครูอาจารย์ ปัญญาชน คนที่เรียนจบอุดมศึกษาที่ทำงานในระบบราชการและธุรกิจเอกชนส่วนใหญ่ถูกปลูกฝังแนวคิดจารีตนิยมและเสรีนิยมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา พวกเขาถูกกล่อมเกลาให้เป็นคนชั้นกลางที่ต้องการเลียนแบบชนชั้นสูง ผู้คิดอะไรสั้น ๆ เพื่อรักษาฐานะผลประโยชน์ของกลุ่มทางสังคมของตัวเอง มากกว่าจะมีจิตสำนึกคิดการณ์ไกลที่จะปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม  ทำให้ชนชั้นนำของไทยไม่ว่าจะนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจจะมองเฉพาะปรากฏการณ์ของปัญหาและหาทางแก้ไขปัญหาในเชิงเทคนิคซึ่งเป็นส่วนย่อยของปัญหาใหญ่ โดยไม่เข้าใจปัญหาระดับลึก ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมือง

            ระบบเศรษฐกิจการเมืองและการศึกษาของไทยได้รับการยอมรับจากปัญญาชนผู้มีการศึกษาสมัยใหม่ให้พัฒนาเป็นระบบที่เป็นเสรีนิยมได้ในระดับหนึ่ง คือในระดับที่ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางยังคงมีอำนาจและได้ประโยชน์แบบลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้น ๆ การที่รัฐบาลไทยลงทุนเรื่องการศึกษามากพอสมควรส่วนหนึ่งเพราะต้องการแรงงานระดับต่าง ๆ มาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งก็คือ เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับชนชั้นนำ/รัฐบาลว่าได้จัดการศึกษาให้กับคนทั่วทั้งประเทศเป็นการให้โอกาสประชาชนได้รับการศึกษาอย่างเป็นประชาธิปไตยแล้ว การที่คนส่วนหนึ่งที่เรียนไม่ได้สูง หรือถึงเรียนได้จนจบมหาวิทยาลัยแต่หางานดี ๆ ทำไม่ได้ ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตนั้น เป็นเรื่องความไม่สามารถเฉพาะตัวบุคคล ไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐบาลทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วการจัดการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยคนชั้นกลางแบบนี้ไม่สามารถจะช่วยให้คนจนส่วนใหญ่ให้เลื่อนฐานะทางชนชั้น หรือแก้ไขปัญหาความยากจนได้อย่างแท้จริง การวิจัยในประเทศทุนนิยมหลายประเทศยืนยันความจริงข้อนี้ ซึ่งตรงข้ามกับการโฆษณาของชนชั้นนำ/รัฐบาลที่อ้างว่าการศึกษาคือเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน22

ระบบเศรษฐกิจการเมืองและระบบการศึกษาที่จารีตนิยมล้าหลังของไทยเป็นระบบที่สร้างความขัดแย้งภายในตัวเอง(ด้านหนึ่งต้องการการพัฒนาประเทศ แต่อีกด้านหนึ่งชนชั้นนำหวงอำนาจ หวงผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น) และสร้างปัญหาความล้าหลังความด้อยพัฒนาให้เราเห็นในด้านต่าง ๆ เช่นระบบการศึกษาที่คนส่วนใหญ่ถูกสอนแบบเน้นการท่องจำ ให้มีกรอบความคิดความเชื่อแนวจารีตนิยม ไม่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการศึกษาในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค เสรีประชาธิปไตย ไม่ได้รับการส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนและพัฒนาศักยภาพตนเอง ไม่ได้รับการฝึกให้รู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างเป็นระบบ คิดอย่างสร้างสรรค์ ผู้เรียนถูกอบรมให้เป็นผู้ฟัง ผู้ตาม ผู้รับ มากกว่าการเป็นผู้นำและผู้ให้กับสังคม

            ถ้าเราพิจารณาปัญหาคุณภาพการศึกษา คุณภาพแรงงานแบบแยกส่วนเป็นด้าน ๆ ก็เหมือนเป็นปัญหาด้านการขาดความรู้เทคนิคการจัดการที่ไม่ดีพอ แต่ถ้าสืบสาวไปให้ลึกว่าปัญหาด้านต่าง ๆ นั้นมีรากเหง้าถึงที่สุดมาจากไหน เราก็จะสามารถโยงกลับไปที่ตัวโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองสังคมที่จารีตนิยม/ปกป้องประโยชน์คนชั้นสูงอย่างคนคิดแคบ ๆ แค่การรักษาสถานะภาพเดิมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ไม่อาจจะเข้าใจและยอมรับการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปเชิงโครงสร้างทั้งระบบเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมในระยะยาว ซึ่งความจริงแล้วก็คือผลประโยชน์ร่วมกันของคนชั้นสูง/ชั้นกลางและลูกหลานของพวกเขาด้วย

ดังนั้นการที่ผู้สนใจการปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปสังคมจะคิดหาทางแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคคอขวดของการปฏิรูปทางการศึกษาและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคม จึงต้องคิดแบบเชื่อมโยงจากส่วนย่อยไปหาภาพใหญ่ที่เป็นภาพองค์รวม และคิดแก้ไขไปถึงขั้นเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างของอำนาจการจัดการศึกษา คือควรจะต้องเป็นโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการแบบให้ภาคประชาชนครูอาจารย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้ามาร่วมบริหารจัดการศึกษากับกระทรวงศึกษาธิการแบบภาคี 4 ฝ่าย ลดอำนาจราชการส่วนกลางแบบรวมศูนย์ลงเท่านั้น เราจึงจะมีทางปฏิรูปการศึกษาได้

เช่นเดียวกับที่ต้องมีการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมที่ปัจจุบันอ้างว่าเราเป็นประชาธิปไตย แต่ลึก ๆ แล้วยังเป็นระบบอำนาจนิยม อภิสิทธินิยม อุปถัมภ์นิยม ทุนนิยมผูกขาดที่เอื้อประโยชน์คนส่วนน้อย ให้เป็นระบบเศรษฐกิจสังคมประชาธิปไตยมีลักษณะที่ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค เป็นธรรม เป็นเสรีประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แก่คนส่วนใหญ่อย่างแท้จริง

 


1 ERIC HANUSHEK “WHY QUALITY MATTERS IN EDUCATION”  FINANCIAL AND DEVELOPMENT  JUNE 2005

2 ข้อมูลในส่วนนี้  สรุปและเขียนขึ้นใหม่จาก  รายงานวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนาประเทศแห่งชาติ  โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม  กันยายน 2551

3 สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

4 รายงานวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนาประเทศ  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กันยายน 2551

5 ปี 2550 ผู้วิจัยคำนวณจากข้อมูลสถิติการศึกษาประจำปีต่าง ๆ ของสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

6 บทที่ 3 เรื่องปัญหาความไม่เสมอภาคในการได้รับบริการทางการศึกษา ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 2550/2551 ปัญหาความเสมอภาคและคุณภาพของการศึกษาไทย สกศ. 2551

9 ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์  คุณภาพแรงงานไทย  การสัมมนาวิทยาการประจำปี 2551  มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  วันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2551

10 WORLD BANK THAILAND INVESTMENT CLIMATE, FIRM COMPETETIVENESS AND GROWTH 2006

11 ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธ  ทุนมนุษย์กับผลตอบแทนทางการศึกษา การสัมมนาทางวิชาการประจำปี 2551 ของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

12 WORLD BANK  THAILAND SOCIAL MONTOR : IMPROVING SECONDARY EDUCATION 2007

13 INSTITUTE FOR MANAGEMENT DEVELOPMENT (IMD) WORLD COMPETETIVENESS YEAR BOOK 2008

14 ยงยุทธ แฉล้มวงษ์  แผนพัฒนากำลังคนของประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2549

15 ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ และคณะ รายงานการวิจัย โครงการการศึกษาความสัมพันธ์ของกำลังคนในอุตสาหกรรมกับการผลิตบุคลากรในสถาบันการศึกษา  สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย 2547

16 เล่มเดียวกัน

17 WORLD BANK  2006 OP.CIT

18 ดร.สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์  เล่มเดิม

19 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2542-2551)  สกศ. 2552

20 สถิติในเดือนเมษายน 2552 มีบัณฑิตว่างงาน 2 แสนคน จากคนว่างงานทั้งหมด 8.2 แสนคน  สำนักงานสถิติแห่งชาติ  สรุปภาวะการมีงานทำของประชากร  เมษายน 2552

21 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  สภาวการณ์ศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ.2550  สกศ. 2552

22 ROGER DALE “EDUCATING” IN STEVE MATT HEWMAN ETAL  BEING SOCIOLOGICAL  PALGRAVE 2008

Advertisements
 

One response to “5. การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (รายงานสภาวะฯปี51-52)

  1. Laura Rodriguez Loans

    มกราคม 18, 2015 at 2:38 am

    สวัสดี, ฉัน นาง ลอร่า Rodriguez ,ผู้ให้กู้ เงินให้กู้ยืม ภาคเอกชน ที่จะช่วยให้ เงินกู้ยืม . การค้าและ ส่วนบุคคลที่มี ขั้นต่ำ มาก
    อัตราดอกเบี้ย ประจำปี ที่ต่ำเป็น 2 % ภายใน 1 ปีถึง 20 ปี ระยะเวลา การชำระหนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ของโลกใด ๆ
    และ เราจะให้ ออกเงินให้กู้ยืม ที่อยู่ใน ช่วง ผลรวมของ $ 2,000 ถึง $ 100,000,000.00 เหรียญสหรัฐเงินกู้ยืม

    ผู้ประกันตน ของเรา อย่างถูกต้องและ ปลอดภัยสูงสุด เป็นลำดับความสำคัญ ของเรา ผมใช้ สื่อนี้เพื่อ แจ้งให้ทราบว่า เรามีให้
    ความช่วยเหลือ ที่เชื่อถือได้และ จะยินดีที่จะ ให้คุณ กู้เงิน ดังนั้น ติดต่อเราวันนี้ โดยการส่งอีเมล์
    ได้ที่:

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: