RSS

6. แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคแบบคอขวดของการปฏิรูปการศึกษา (รายงานสภาวะฯปี51-52)

19 พ.ย.

6. แนวทางแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคแบบคอขวดของการปฏิรูปการศึกษา

            บทนี้ผู้วิจัยได้สรุปปัญหาและแนวทางแก้ไขเรื่องใหญ่เชิงโครงสร้างที่ผู้วิจัยเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่สุดหรือเป็นอุปสรรคแบบคอขวด 5 เรื่อง คือ 1.การเปลี่ยนแปลงแนวทางการพัฒนาประเทศและการศึกษาเสียใหม่ 2.การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารแบบมีภาคี 4 ฝ่ายแทนระบบราชการแบบรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงศึกษา 3.การปฏิรูปเรื่องการจัดหาและใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ/คุณภาพเพิ่มขึ้น 4.การปฏิรูปเพื่อเพิ่มคุณภาพ/ประสิทธิภาพครูอาจารย์และกระบวนการสอนการเรียน และ 5.การรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาและสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีจิตสำนึกและเอาการเอางาน ผู้วิจัยเชื่อว่าหากแก้ไขปัญหาเรื่องใหญ่ระดับโครงสร้างทั้ง 5 เรื่องนี้ได้ เราก็จะอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขปัญหาในระดับย่อย เช่นปฏิรูปการจัดการศึกษาประเภทต่าง ๆ ระดับต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงไว้ในบทต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ได้ด้วย

6.1 ปัญหาเชิงโครงสร้างจากระบบการเมืองแบบคณาธิปไตย ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด และการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก ที่เน้นวิชาชีพมากกว่าเพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์

ระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยแบบคณาธิปไตยที่คนกลุ่มน้อยมีอำนาจ/ผลประโยชน์มาก และการพัฒนาเศรษฐกิจแนวทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนต่างชาติ มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาและกรอบคิดค่านิยมของคนไทยอย่างสำคัญ คือระบบการเมืองทำให้การจัดการศึกษาเป็นแบบจารีตนิยม เน้นการท่องจำและการเชื่อฟัง ยกย่องระบบอภิสิทธินิยม อำนาจนิยม และอุปถัมภ์นิยม ขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดก็มุ่งคัดคนส่วนหนึ่งให้มีความรู้และทักษะทางวิชาชีพระดับกลางและระดับล่าง เพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจที่เน้นการแข่งขันในตลาดโลก ทำให้การจัดการศึกษากลายเป็นเครื่องมือเพื่อฝึกอบรมแรงงานไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองเพื่อประโยชน์ของคนส่วนน้อยเป็นด้านหลัก

การที่ชนชั้นนำมีกรอบคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เน้นการหากำไรและการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม ทำให้พวกเขามองการศึกษาเป็นแค่การพัฒนาทรัพยากรแรงงานเพื่อไปช่วยเพิ่มผลผลิต และจัดการศึกษาแบบเน้นการสอนวิชาการและวิชาชีพเพื่อการแข่งขันเอาชนะคนอื่นและสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น  

ประกอบกับการที่ชนชั้นนำมักคิดถึงแต่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจส่วนตัวมากกว่าเพื่อพัฒนาคุณภาพคนทั้งประเทศเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ทำให้ผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารการศึกษา ครูอาจารย์ มองว่าการศึกษาคือการจัดหาครูอาจารย์มาจัดการสอนความรู้และทักษะในสถานศึกษาตามหลักสูตรและตำรา และการปฏิรูปการศึกษาคือการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาการจัดการศึกษาแบบดังกล่าวให้ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเป็นความเข้าใจที่มีข้อจำกัดมาตั้งแต่ต้น และโดยที่ระบบการศึกษาไทยถูกผูกขาดการบริหารจัดการโดยระบบราชการเพื่อประโยชน์ของข้าราชการ แม้แต่จะจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาให้คนมีความรู้ทางเทคนิคไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ก็ยังทำได้อย่างด้อยประสิทธิภาพ

การจัดการศึกษาของไทยที่มีปัญหาทั้งทางปริมาณ (แรงงานส่วนใหญ่จบแค่ประถมศึกษาและต่ำกว่า)และปัญหาด้านคุณภาพ คนจบการศึกษาคือคนที่ท่องจำเก่งและเรียนรู้ทักษะบางอย่างแต่ยังคิดวิเคราะห์ไม่เป็น ไม่รู้จักประยุกต์ความรู้เทคโนโลยีมาใช้กับสังคมไทยอย่างเข้าใจโลกของความเป็นจริง ไม่ได้รับการฝึกอบรมบ่มนิสัยให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน มีจิตสำนึกในเรื่องความเสมอภาค ประชาธิปไตยและการถือหลักการผลประโยชน์ส่วนรวมสำคัญกว่าผลประโยชน์ส่วนตน

การที่การจัดการศึกษาไทยในปัจจุบันนั้นล้าหลังกว่าประเทศอื่น ๆ มากในหลาย ๆ ด้าน เช่นทั้งกระจายไม่ทั่วถึง ไม่เป็นธรรม คุณภาพเฉลี่ยต่ำ ไม่ใช่เป็นปัญหาด้านเทคนิคการบริหารและการจัดการสอนการเรียนเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของชนชั้นนำไทยทั้งนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้นำองค์กรท้องถิ่นรวมทั้งผู้บริหารการศึกษา ครูอาจารย์ที่คำนึงถึงแต่ประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง และไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจและหาทางแก้ไขปัญหาความด้อยพัฒนาทางการศึกษาและการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมได้อย่างถึงแก่นแท้และอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม

อิทธิพลของกรอบคิดการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสุดโต่งที่เห็นได้ชัดที่สุด คือระบบสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ว่าจะใช้ระบบสอบคัดเลือกแบบเอ็น

ทรานซ์หรือแอดมิชชั่น ก็มีข้อจำกัดในแง่ทำให้คนมุ่งไปเรียนหนังสือเพื่อสอบแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยมากกว่าเรียนเพื่อจะรู้และพัฒนาศักยภาพตนเองในทุกด้าน การที่ระบบการศึกษาและเศรษฐกิจไทยต้องการคัดคนส่วนน้อยไปเป็นแรงงานที่มีการศึกษาระดับต่าง ๆ เพื่อรับใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนต่างชาติ และการที่วัฒนธรรมไทยเป็นแบบถือยศศักดิ์ฐานันดรสถานะทางสังคม ยกย่องยอมรับคนที่ได้ปริญญาจากมหาวิทยาลัยมากกว่าคนที่ไม่ได้จบ ทำให้การแข่งขันแบบแพ้คัดออกเพื่อแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ(โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่มีชื่อเสียง)ที่รับคนได้จำกัดเป็นไปอย่างเข้มข้นมาก เนื่องจากมหาวิทยาลัยปิดของรัฐที่ได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลเก็บค่าเล่าเรียนได้ต่ำกว่า ดึงดูดอาจารย์เก่ง ๆ ได้มากกว่า จบไปแล้วมีโอกาสหางานทำได้ดีกว่า ขณะที่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน นักศึกษาต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเองทั้งร้อยเปอร์เซนต์

การที่นักเรียนไทยถือเอาการเรียนเพื่อแข่งขันเอาคะแนนและไปแข่งกันเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ทำให้การศึกษาตั้งแต่ชั้นปฐมวัยขึ้นมาเป็นเวทีแข่งขันแบบแพ้คัดออกที่ผู้ปกครองต้องยอมลงทุนกวดวิชา วิ่งเต้นฝาก หรือจ่ายเงินพิเศษเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนดีเด่นดังแต่ต้น ๆ1 เพราะเชื่อว่าเป็นหนทางที่จะทำให้ลูกมีโอกาสสอบเข้ามหาวิทยาลัยดีเด่นดังได้เพิ่มขึ้น มีโอกาสจบออกไปแข่งขันในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการหากำไรและผลประโยชน์ส่วนตัวได้ดีขึ้น ผู้ปกครองที่มีรายได้ต่ำการศึกษาน้อยต้องยอมรับความเป็นผู้พ่ายแพ้

ระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก นอกจากจะมีอิทธิพลในการกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนเพื่อสอบแข่งขันมากกว่าเรียนเพื่อรู้แล้ว ยังกำหนดให้นักเรียนเพาะนิสัยความเห็นแก่ตัวมากกว่าการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือเพื่อน หรือรู้จักทำงานเป็นทีมด้วย เป้าหมายการศึกษาที่เขียนไว้ในแผนพัฒนาฉบับต่าง ๆ ที่อ้างว่าจะสอนให้นักเรียนเป็นคนเก่งด้วย เป็นคนดี เอื้อเฟื้อต่อเพื่อนต่อส่วนรวมด้วย เป็นเพียงหลักการเชิงอุดมคติที่เขียนไว้สวย ๆ แต่ขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงของการจัดการทางเศรษฐกิจและการจัดการศึกษาในประเทศไทยที่เน้นการแข่งขันเพื่อตัวใครตัวมัน

การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่าต้องพัฒนาแบบเน้นความเจริญเติบโตของผลผลิตตามแบบประเทศทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกเสมอไป เพราะประเทศไทยมีแรงงาน ทรัพยากร ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมฯลฯ ที่เราน่าจะนำมาใช้สร้างระบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่มีลักษณะเฉพาะได้ โดยมุ่งประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนได้ดีกว่าได้ และเราสามารถปฏิรูประบบการศึกษาให้มีเป้าหมายและคุณภาพที่จะนำไปสู่เศรษฐกิจสังคมทางเลือกใหม่นี้ได้เช่นกัน ถ้าเรากล้าคิดวิเคราะห์ให้ข้ามพ้นกรอบความเคยชินของการคิดมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม

เนื่องจากประเทศไทยมีทั้งแรงงาน ทรัพยากร(อาหารและปัจจัยพื้นฐานหลายอย่าง)และทุนมากพอสมควร หากชนชั้นนำไทยรู้จักแบ่งปันให้เป็นธรรมและพัฒนาคนไทยทั้งประเทศให้รู้จักทำงานการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น เราสามารถที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการพัฒนาคน การกระจายผลิตผลและรายได้ที่เป็นธรรม การพัฒนาเศรษฐกิจภายใน ตลาดภายในประเทศให้เติบโตเป็นสัดส่วนสูงขึ้น การรู้จักใช้ทรัพยากรท้องถิ่นภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลิตและบริโภคสินค้าที่เป็นประโยชน์ เช่นปัจจัยพื้นฐาน 4-5 อย่างด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมได้ดีกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเก่าที่พึ่งทุนและการค้ากับทุนต่างชาติและพึ่งการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมประเภทประกอบชิ้นส่วนมากเกินไป ซึ่งเป็นการเติบโตที่ให้ประโยชน์คนส่วนน้อยอย่างไม่สมดุลและไม่ยั่งยืน

ระบบเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่เป็นไปได้คือ ระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และระบบสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน รัฐสวัสดิการและชุมชนสวัสดิการ เน้นการกระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้ การมีงานทำอย่างทั่วถึงเป็นธรรม เน้นการพัฒนาคุณภาพประชาชนทั้งประเทศให้มีความรู้ความสามารถและความฉลาดทุกด้าน(คือทั้งปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึกเพื่อสังคม) รู้จักการทำงานร่วมมือกันเป็นทีมและมองการณ์ไกลเพื่อประโยชน์ขององค์กร ชุมชนและประเทศชาติในระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น เน้นเป้าหมายการพัฒนาคุณภาพชีวิต(รวมทั้งความสุขทางจิตใจ)ของคนส่วนใหญ่ ร่วมมือและแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ได้อย่างเข้มแข็งและเสียเปรียบน้อยกว่าภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งทุนนิยมข้ามชาติและทุนใหญ่อย่างสุดโต่งในปัจจุบัน

หากเราเปลี่ยนเป้าหมายการพัฒนาประเทศใหม่ว่าควรเน้นเพื่อการพัฒนาชีวิตและสังคมที่ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิต มากกว่าเพื่อแข่งขันเพิ่มผลผลิตสินค้าและบริการและหาเงินมาบริโภค เราก็จะสนใจที่จัดการศึกษาแบบใหม่ที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเรียนรู้ได้ทุกหนทุกแห่งทุกเวลาอย่างมีคุณภาพและหลากหลาย เช่นการศึกษาทุกระดับทุกสาขาวิชาสำหรับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทั้งวันธรรมดาตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์ การศึกษาทางไกลและระบบออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ท การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยรูปแบบต่าง ๆ เช่นการปฏิรูปสื่อมวลชน พิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด กิจกรรมด้านส่งเสริมความรู้ ศิลปวัฒนธรรมฯลฯ โดยมีเป้าหมายที่กว้างกว่าผลิตแรงงานไปป้อนระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม หากเป็นเป้าหมายเพื่อช่วยประชาชนทั้งหมดให้มีโอกาสพัฒนาความฉลาดทุกด้านอย่างสร้างสรรค์ เกิดความตระหนักว่าคนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ต้องช่วยเหลือกัน ร่วมมือกันควบคู่กันไปกับการแข่งขัน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมของชุมชนและประเทศอย่างยุติธรรม สร้างสรรค์และยั่งยืน

การพัฒนาตนเองนั้นอาจรวมถึงการแข่งขันกับคนอื่นโดยเปรียบเทียบด้วย แต่ควรเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรมและสร้างสรรค์ ที่สำคัญนอกเหนือจากการพัฒนาทางสติปัญญาคือต้องพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์(ทักษะทางสังคม)และความฉลาดทางจิตสำนึก รู้จักร่วมมือทำงานกับคนอื่น เพื่อการพัฒนาองค์กร, พัฒนาชุมชนประเทศ และโลกอย่างสร้างสรรค์และมองการณ์ไกล เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การรู้จักร่วมมือพึ่งพาอาศัยกันจะทำให้เราทั้งหมดเข้มแข็งและอยู่รอดได้ดีที่สุด

ประเทศไทยที่พัฒนาได้ล้าหลังประเทศอื่น ๆ ไม่ได้เนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานและทรัพยากร แต่เนื่องมาจากทั้งชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ขาดแคลนภูมิปัญญา(ความเข้าใจในเรื่องชีวิตและสังคมอย่างลึกซึ้ง)และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ผู้บริหารประเทศมีปัญหาความไม่ค่อยฉลาดและเห็นแก่ตัวระยะสั้นมากไป จึงบริหารประเทศแบบคำนึงแต่อำนาจ/ผลประโยชน์ของพวกตน ฉ้อโกง สร้างความขัดแย้ง ความไม่เป็นธรรม ความยากจนขาดแคลน และทำให้ประเทศด้อยพัฒนาล้าหลัง

การที่เราจะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาหรือระบบการเรียนรู้ของคนไทยเพื่อเน้นสร้างภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม แทนที่จะเน้นแต่การสร้างความรู้ทักษะในการผลิตสินค้าและการคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวแบบเก่า เราจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างอำนาจในการบริหารจัดการทางการศึกษาให้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ และปฏิรูประบบการเรียนรู้ใหม่ของคนทั้งประเทศให้ฉลาดทั้งทางปัญญา อารมณ์และจิตสำนึกอย่างแท้จริง

            6.2 ปัญหาการผูกขาดการบริหารจัดการการศึกษาโดยระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจและการสั่งการแบบลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้น ๆ โดยไม่มีระบบตรวจสอบจากผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้ได้รับบริการอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบราชการไทยเป็นผู้จัดการศึกษาถึงราวร้อยละ 80 ของนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศ และเป็นผู้กำหนดหลักสูตร กฎเกณฑ์ระเบียบให้สถานศึกษาเอกชนต้องทำตามอย่างไม่มีเสรีภาพทางวิชาการเท่ากับในประเทศอื่น ๆ ระบบการบริหารจัดการศึกษาเป็นแบบผูกขาดรวมศูนย์อำนาจที่กระทรวงและกระทรวงสั่งงานแบบลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ ไปที่เขตการศึกษาและผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ผู้ปฏิบัติงานจะได้ประโยชน์จากการเชื่อฟังผู้มีอำนาจระดับสูงมากกว่าที่จะทำเพื่อให้บริการประชาชนผู้จ่ายภาษีอย่างเต็มที่

การปฏิรูปการศึกษาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาเน้นเรื่องกฎหมายและการปรับโครงสร้างรูปแบบการจัดองค์กรบริหาร โดยอ้างว่าเป็นการควบรวมเพื่อเอกภาพและเพื่อการกระจายอำนาจการบริหารไปสู่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาให้บริหารได้อย่างคล่องตัวมีประสิทธิภาพขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ยังคงเป็นการบริหารแบบระบบราชการที่ยึดโครงสร้างอำนาจแบบจากบนลงล่าง ลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้น ๆ อยู่นั่นเอง โดยผู้บริหารระดับเขตมีอำนาจ/ผลประโยชน์มากขึ้น เช่นมีรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาที่ได้ลำดับชั้นสูงจำนวนเพิ่มขึ้น

การจัดตั้งคณะกรรมการครู เขตการศึกษา สถาบันการศึกษาฯลฯ เป็นเพียงรูปแบบที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น แต่อำนาจการบริหารจริง ๆ ยังขึ้นอยู่กับผู้มีตำแหน่งหรืออำนาจสูงสุดในระบบราชการ การเลือกตั้งกรรมการชุดต่าง ๆ เช่นคณะอนุกรรมการครูและบุคลากรการศึกษาเขตพื้นที่การศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) ที่เป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ความดีความชอบโดยรูปแบบเหมือนกับเป็นประชาธิปไตยแต่โดยเนื้อหา คือการเปิดช่องทางใหม่ให้มีเล่นเกมการเมืองเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัวของข้าราชการครู มีการแทรกแซงทางการเมือง การซื้อเสียงขายเสียง ใช้ระบบพรรคพวก ระบบอุปถัมภ์ฯลฯ ไม่ต่างไปจากการเมืองแบบประชาธิปไตยนายทุนของนักเลือกตั้งระดับประเทศและท้องถิ่น

ผู้บริหารในระดับเขตการศึกษาและระดับสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังคงได้เลื่อนตำแหน่งมาโดยการสอบและการเข้ากับเจ้านายได้ การวิ่งเต้นและวิธีการอื่น ๆ มากกว่าโดยการคัดเลือกตามความสามารถอย่างเป็นธรรม และยังคงเป็นข้าราชการแบบอำนาจนิยมผู้เคยชินกับการบริหารที่ใช้อำนาจสั่งการแบบเก่าและมุ่งทำงานเพื่อผลประโยชน์ตนเองมากกว่าจะมีแนวคิดแบบประชาธิปไตยที่จะเปิดให้คนระดับล่างมีส่วนร่วม หรือมีแนวคิดแบบครูอาจารย์ที่ดีที่อุทิศทำงานอย่างอุทิศตนเพื่อให้นักเรียนได้ประโยชน์สูงสุด

            การบริหารแบบราชการรวมศูนย์ทำให้มีลักษณะผู้บริหารสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามอย่างเป็นกลไก ไม่ว่าจะในเรื่องตำราเรียน หลักสูตร การสอน การวัดผลและเรื่องอื่น  ตัวอย่างเช่น ครูอาจารย์ นักเรียนถูกส่วนกลางกำหนดให้ต้องเขียนรายงาน ต้องทำแฟ้มสะสมงานตามคำสั่ง คำชี้แนะเพิ่มมากขึ้น เพื่อมีผลงานให้คนอื่นมาประเมินได้ โดยที่ครูและนักเรียนผู้ทำแฟ้มสะสมงานอาจจะเน้นการทำตามกฎเกณฑ์เพื่อให้ผ่านการประเมินมากกว่าที่จะได้ใช้เวลาเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง

            การจะคาดหวังให้นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงเป็นผู้นำปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษาเพื่อลดอำนาจและผลประโยชน์ตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้ เพราะทั้งนักการเมืองข้าราชการโดยทั่วไปที่มักคิดถึงอำนาจประโยชน์ตัวเองจะไม่สนใจและไม่สามารถปฏิรูปตนเองได้อย่างแท้จริง ทั้งจากสาเหตุเรื่องไม่อยากเสียอำนาจ/ประโยชน์ และจากสาเหตุที่ข้าราชการเคยชินกับการทำงานตามคำสั่งและตามกฎระเบียบมาช้านาน ทำให้ข้าราชการไม่สามารถมองอะไรใหม่ ๆ นอกกรอบที่ตนเคยชินได้ ได้อย่างแท้จริง ส่วนนักการเมืองส่วนใหญ่คือคนที่มุ่งคะแนนเสียงเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่ใช่รัฐบุรุษที่จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลและคิดการปฏิรูปเพื่อคนรุ่นต่อไป

การปฏิรูปการบริหารการศึกษาจะเป็นไปได้จะต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารจากแบบรวมศูนย์อยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงในระบบราชการ เป็นการกระจายอำนาจและความรับผิดชอบให้ภาคีฝ่ายอื่น ๆ คือครูอาจารย์ผู้ปฏิบัติงาน ผู้ทรงคุณวุฒิและประชาชนมีบทบาทในการจัดการศึกษาร่วมกันกับผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ โดยน่าจะประยุกต์ใช้ตัวแบบการปฏิรูปของกระทรวงสาธารณสุขตามพรบ.หลักประกันสุขภาพ ที่ได้เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง เป็นการบริหารแบบภาคี 4 ฝ่าย คือผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข, ผู้ปฏิบัติงานในแต่ละที่, ผู้ทรงคุณวุฒิและองค์กรท้องถิ่น/องค์กรประชาชน มีการกระจายทั้งงบประมาณ อำนาจการบริหารจัดการ ไปสู่โรงพยาบาล สถานีอนามัย องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรชุมชนและให้ประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานและการควบคุมกำกับมาตรฐานการให้บริการทางสาธารณสุขโดยตรงมากขึ้น การปฏิรูประบบประกันสุขภาพตามแนวใหม่ตั้งแต่พ.ศ.2544-2545เป็นต้นมา มีสำนักงานประกันสุขภาพที่เป็นองค์กรอิสระต่างหากจากกระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ดูแลด้านงบประมาณและการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงบริการทางด้านสาธารณสุขอย่างทั่วถึงเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง แต่โดยเปรียบเทียบก็เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเพิ่มขึ้นกว่าการบริหารรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลางแบบเก่า

            เราควรใช้ตัวแบบการปฏิรูปหลักประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข มาสร้างหลักประกันการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพแก่ประชาชนอย่างถ้วนหน้า โดยการออกพรบ.หลักประกันการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพแห่งชาติ เพื่อกระจายอำนาจ ทรัพยากรและยกระดับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศให้ประชาชนหรือตัวแทนประชาชนเข้ามามีบทบาทในการจัดการให้บริการการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

            กฎหมายการบริหารจัดการศึกษาฉบับใหม่ควรเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์อยู่ที่กระทรวงศึกษาไปขึ้นกับคณะกรรมการที่มาจากภาคี 4 ฝ่าย 2 ชุดแทน คือ1.คณะกรรมการนโยบายหลักประกันการให้บริการการศึกษาที่มีคุณภาพแห่งชาติ  2.คณะกรรมการควบคุมกำกับมาตรฐานบริการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้ ต้องมีองค์ประกอบของกรรมการจากภาคประชาชนมากกว่าหรือใกล้เคียงกับภาคราชการ และมีสำนักงานประกันการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ2 ที่จัดตั้งขึ้นใหม่แบบองค์กรมหาชน เพื่อให้เป็นอิสระและทำงานได้คล่องตัวกว่าหน่วยราชการ

สำนักงานประกันการให้การศึกษาที่มีคุณภาพนี้ก็คล้ายกับองค์กรเพื่อการปฏิรูปการศึกษานั่นเอง แต่ต้องเป็นองค์กรที่ทำงานประจำแบบประสานชี้แนะ ผลักดัน ติดตามประเมินผล ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาได้จริง ๆ ไม่ใช่ตั้งขึ้นมาแบบเป็นองค์กรด้านนโยบายเท่านั้น องค์กรใหม่นี้ควรคัดเลือกคนเข้าใจปัญหาการศึกษาที่ทำงานเก่งมาทำงาน จะมาจากนักบริหารจากองค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรสังคมประชาหรือนักวิชาการที่เป็นนักบริหารด้วยก็ได้ ไม่ควรโยกย้ายข้าราชการมาทำแบบองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชนหลายแห่งที่เปลี่ยนแต่รูปแบบองค์กรแต่ไม่เปลี่ยนคน องค์กรใหม่นี้จ่ายผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเดือนข้าราชการประจำได้ แต่ต้องมีการตรวจสอบที่ดี ควรส่งเสริมให้เป็นการทำงานอย่างเป็นอิสระท้าทาย มีความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่แข่งขันกับระบบธุรกิจเอกชนได้ มีการพิจารณาความดีความชอบของผู้ทำงานตามความสามารถ มากกว่าการยึดติดกับระบบอาวุโสหรือระบบเส้นสายแบบหน่วยงานราชการ

            คณะกรรมการนโยบายหลักประกันการให้บริการการศึกษา ควรประกอบไปด้วยภาคี 4 ฝ่าย คือฝ่ายรัฐ ฝ่ายประชาชนและองค์กรท้องถิ่น ฝ่ายครูอาจารย์ผู้ให้บริการ(ซึ่งควรรวมจากสถานศึกษาเอกชนด้วย) ฝ่ายนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคีฝ่ายรัฐ คือกระทรวงศึกษาฯ และตัวแทนกระทรวงอื่นที่ร่วมจัดการศึกษา ส่วนภาคีอีก 3 ฝ่าย ควรประกอบด้วยตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำเรื่องการศึกษาเด็กและเยาวชน สมาคมผู้ปกครอง องค์กรนักศึกษา องค์กรครูอาจารย์ องค์กรปกครองท้องถิ่น กรรมาธิการการศึกษาของสส. และสว. สหภาพแรงงาน สหพันธ์เกษตรกร องค์กรชุมชน ตัวแทนการศึกษาภาคเอกชน สมาคมทางธุรกิจ นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิฯลฯ

การจัดตั้งคณะกรรมการชุดที่ 2 คือคณะกรรมการควบคุมกำกับมาตรฐานบริการการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยกรรมการจากภาคี 4 ฝ่ายเช่นกัน โดยเป็นคณะกรรมการคนละชุดกัน ไม่ให้ใครดำรงตำแหน่งซ้อนและไม่ควรเป็นข้าราชการประจำที่มีส่วนได้ผลประโยชน์ คณะกรรมการชุดที่ 2 นี้มีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบดูแลคณะกรรมการชุดแรกและสำนักงานประกันการให้การศึกษาที่มีคุณภาพให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ประสบการณ์ของการจัดตั้งองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชนของประเทศไทยคือบางองค์กรกลายเป็นรัฐอิสระที่ไม่รับผิดชอบต่อใครเลยนอกจากตัวเองก็มี นี่เป็นความสุดโต่งที่สร้างปัญหาอีกแบบหนึ่งที่เราจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้น

            ในช่วงแรก คณะกรรมการทั้ง 2 ชุดและสำนักงานประกันการให้การศึกษาที่มีคุณภาพจะต้องร่วมมือกันออกแบบการบริหารใหม่ให้มีการกระจายงบประมาณและการบริหารจัดการสู่คณะกรรมการและอนุกรรมการในทุกระดับ เช่นจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษา ตำบลและสถาบันการศึกษาโดยเน้นประสิทธิภาพ โปร่งใส และสนองความต้องการที่แท้จริงของท้องถิ่น ในระยะแรกที่ชุมชนท้องถิ่นของไทยส่วนใหญ่ถูกระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทำลายให้อ่อนแอลงมาก อาจต้องการพี่เลี้ยง การแนะนำดูแลจากสำนักงานประกันการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะช่วยพัฒนาครูอาจารย์และประชาชนในท้องถิ่นให้เพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสด้วย แต่ต้องถือว่าเป็นระยะเปลี่ยนผ่าน และต้องระมัดระวังที่จะไม่เป็นพี่เลี้ยงแบบหัวเก่ามากเกินไปจนประชาชนในท้องถิ่นไม่เติบโต

            ปัจจุบัน สถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน องค์การปกครองท้องถิ่น และองค์กรประชาชนหลายแห่งสามารถปฏิรูปการจัดการเรียนการสอนแบบที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการศึกษาแบบบูรณาการ, การศึกษาจากการทดลองทำโครงการศึกษาจากชุมชนฯลฯ ที่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุขความพอใจเพิ่มขึ้นกว่าโรงเรียนแบบเก่า, สร้างและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ จัดให้โรงเรียนเล็กที่มีนักเรียนน้อยและมีครูน้อยมาเรียนร่วมกันชวนปราชญ์ผู้มีความรู้ในท้องถิ่นมาช่วยสอนหรือให้ครูเวียนไปสอน สนับสนุนเรื่องหนังสือ อุปกรณ์การศึกษา กิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ มีผู้นำที่ดี สถานศึกษาและศูนย์การเรียนรู้ชุมชนของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคสังคมประชาและภาคธุรกิจเอกชน มีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนแบบใหม่ที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น แต่กล่าวทั่วทั้งประเทศแล้วก็ยังเป็นส่วนน้อยและอยู่กันอย่างกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ

หากเรามีการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษาของทั้งประเทศแบบเปลี่ยนแปลงบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการศึกษาของประเทศ และให้มีคณะกรรมการภาคี 4 ฝ่าย รวมทั้งครูอาจารย์และประชาชน เป็นผู้บริหารจัดการ และมีคณะกรรมการอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ควบคุมกำกับมาตรฐานการให้บริการแล้ว จะเป็นการเปิดช่องทางให้ชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน องค์กรประชาสังคม เช่นศาสนา มูลนิธิ องค์กรชุมชนต่าง ๆ จัดการศึกษาพัฒนาการศึกษาได้อย่างกว้างขวางหลากหลายและมีคุณภาพเพิ่มขึ้น โดยอาจจะไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากสถาบันศึกษา ชุมชนที่เป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปการศึกษาไปบ้างแล้ว และหรือช่วยขยายงาน, สร้างเครือข่ายให้เกิดการปฏิรูปไปยังสถาบันการศึกษาและชุมชนอื่นได้เพิ่มขึ้น3

ส่วนองค์กรอิสระและหรือ องค์กรมหาชนที่สนับสนุนด้านการศึกษา การวิจัยและพัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่มีอยู่และที่จะตั้งขึ้นใหม่ เช่นสถาบันครุศึกษาครู, องค์กรพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาฯลฯ ควรสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไป เพื่อเป็นการแบ่งงานกันทำและเพิ่มความหลากหลายแต่ควรจะมีการตรวจสอบดูแลจากภาคประชาชนหรือตัวแทนภาคประชาชนในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง เพื่อให้มีการคัดเลือกผู้บริหาร, ผู้ปฏิบัติงาน การทำงานและการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม และควรมีการประสานงานร่วมมือกันแทนที่จะทำงานซ้ำซ้อนแข่งขันกันเอง

            6.3 ปัญหาการขาดความรู้ความสามารถในการจัดหาและใช้จ่ายงบประมาณการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

ประเทศไทยยังเก็บภาษีได้ต่ำและไม่เป็นธรรม4 ยังมีช่องทางที่จะเก็บภาษีจากคนรวยและหารายได้จากทรัพย์สมบัติส่วนรวมและรัฐวิสาหกิจได้มากกว่านี้ การจัดสรรงบประมาณก็ยังไม่เป็นธรรม มีการใช้จ่ายอย่างรั่วไหลและขาดประสิทธิภาพ

การจัดสรรงบประมาณของประเทศไทยเป็นแบบแต่ละหน่วยงานยื่นเสนอขอแบบแสดงรายการว่าต้องการเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง โดยไม่มีการคำนวณเรื่องต้นทุน-ผลตอบแทนที่จะได้ตามหลักเศรษฐศาสตร์ การจัดสรรงบการศึกษาโดยรวมทำไปตามระบบราชการและงานการเมืองเพื่อหาเสียง หน่วยงานใดเคยได้มากหรือมีอำนาจต่อรองมากก็จะได้มาก เช่นในกระทรวงศึกษาธิการเอง ระดับอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวง และประถมศึกษา ได้งบเป็นสัดส่วนสูงกว่าการศึกษาประเภทอื่นและระดับอื่น

รัฐบาลไทยนั้นจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาเป็นสัดส่วนสูง ราว 20-25% ของงบประมาณประจำปี เพราะรัฐบาลเป็นผู้จัดการศึกษาถึงราว 80% ของนักเรียนนักศึกษาทั้งประเทศ แต่ยังจัดการศึกษาให้ประชาชนได้ไม่ทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ/คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ต่ำ รวมทั้งมีการรั่วไหล ทุจริต ฉ้อฉลและการใช้จ่ายอย่างสิ้นเปลืองไม่คุ้มค่าผลตอบแทนที่ได้ด้วย

            นักบริหารจัดการศึกษาไทยมักจะอ้างว่า เพราะมีงบประมาณทางการศึกษาน้อย ครูอาจารย์ได้เงินเดือนต่ำ ทำงานหนัก เราจึงพัฒนาการศึกษาได้น้อย ความจริงคือบางประเทศ เช่นจีน เกาหลีใต้ ใช้งบการศึกษาเป็นสัดส่วนต่องบประมาณของทั้งประเทศหรือต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)ต่ำกว่าของไทย แต่สองประเทศนั้นสามารถจัดให้ประชากรได้เรียนระดับมัธยมสูงกว่าไทยและคุณภาพโดยเฉลี่ยก็อยู่ในเกณฑ์สูงด้วย บางประเทศเช่นเวียดนาม ครูอาจารย์ได้เงินเดือนต่ำกว่าและทำงานหนักกว่าครูอาจารย์ไทย แต่พวกเขาสามารถสอนให้นักเรียนเวียดนามซึ่งสังคมเขาสอนให้รักชาติและขยันเรียนเก่งในทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ได้มากกว่าเด็กไทยโดยเฉลี่ย ดังนั้นการจะพัฒนาการศึกษาให้ได้ดีจึงไม่ใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนงบประมาณเพียงปัจจัยเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่นความสามารถในการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม การรู้จักระดมแรงงานสมองและทรัพยากรจากชุมชนและภาคเอกชนมาช่วยกันพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้นได้อย่างแท้จริง

            การหางบประมาณการศึกษาเพิ่มเติมสามารถทำได้หลายทาง เช่นการหักภาษีสรรพสามิตจากเหล้า บุหรี่ฯลฯมาใช้เพื่อการปฏิรูปการศึกษา การหารายได้เพิ่มจากการเพิ่มค่าสัมปทานหรือค่าเช่าคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์โทรศัพท์ การออกพันธบัตร(เงินกู้)เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถ้าเราหางบประมาณเพื่อการศึกษาได้เพิ่มขึ้น เราก็อาจใช้เพื่อปฏิรูปการศึกษาและปฏิรูปสื่อมวลชน(ซึ่งมีบทบาททางความรู้ความคิดต่อประชาชนอยู่มาก)ให้มีคุณภาพได้เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องมีการวางแผนและพัฒนาองค์กรที่จะใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใสอย่างแท้จริง และรู้จักจัดลำดับความสำคัญ เช่นควรเน้นการปฏิรูปการศึกษาปฐมวัย, การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทและโรงเรียนในชุมชนแออัดให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น, การแก้ปัญหาเด็กออกกลางคันอย่างเป็นระบบองค์รวม(ครบวงจร) การปฏิรูปคุณภาพครูอาจารย์ สื่อ, เทคนิคการสอนและการสื่อสารฯลฯ เราจึงจะรู้จักใช้งบประมาณการศึกษาไปอย่างได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับที่ลงทุนไป

            การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการศึกษาให้เป็นแบบมีภาคี 4 ฝ่ายมาทำงานร่วมกันแทนที่จะขึ้นอยู่กับกระทรวงศึกษาฯล้วน ๆ ที่ได้กล่าวมาในหัวข้อ 2 น่าจะเปิดช่องทางให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายได้ช่วยกันคิดและช่วยกันบริหารเรื่องการใช้งบประมาณให้เป็นธรรมต่อประชาชนส่วนใหญ่และมีประสิทธิภาพโปร่งใสขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ได้

            การจะปฏิรูปการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม ผู้บริหารทุกระดับจะต้องรู้จักวิเคราะห์ผลตอบแทนของการเลือกใช้งบประมาณแต่ละโครงการ ดังนั้นจึงจะต้องมีการปฏิรูประบบการฝึกอบรม การคัดเลือกและการประเมินผลผู้บริหารทุกระดับรวมทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาให้เป็นนักบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและมีระบบการช่วยเหลือแนะนำและการตรวจสอบด้วย

หากมีการกระจายอำนาจไปที่สถานศึกษาโดยตรง ผู้บริหารสถาบันการศึกษาจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น ดังนั้นจึงต้องการผู้บริหารสถานศึกษาที่ความรู้ความสามารถในการบริหารเพิ่มขึ้น ในต่างประเทศใช้วิธีประกาศรับสมัครผู้บริหารมืออาชีพโดยคณะกรรมการสถาบันการศึกษาหรือองค์การท้องถิ่นที่ดูแลการศึกษาอย่างเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส ผู้บริหารสถานศึกษาจะมาจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจหรือภาคธุรกิจเอกชนก็ได้ ขอให้มีคุณสมบัติเป็นนักบริหารและผู้นำที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการที่เข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารโดยการเลื่อนขั้นตามระบบอาวุโส, การสอบและการวิ่งเต้นเล่นเส้นสายแบบของไทย ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารตามวิธีเก่าจำนวนมากไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นนักบริหาร/ผู้นำที่ดีเลย

ข้อสำคัญคือผู้บริหารสถาบันการศึกษาควรเป็นคนที่มีความรู้ประสบการณ์ รู้จักคิดและบริหารงานแบบนักเศรษฐศาสตร์และนักบริหารรัฐกิจที่ดี คือรู้จักใช้ทรัพยากรเท่าที่มีให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมสูงสุดด้วย ปัญหาที่พบบ่อยมากคือ ผู้บริหารสถาบันการศึกษาแบบเก่าถนัดคิดและบริหารในระบบราชการ ชอบเน้นงานด้านธุรการ การเงินและการก่อสร้างซ่อมแซมอาคารสถานที่ ชอบเสนอโครงการใหม่ ๆ สร้างสถาบัน สร้างอาคารใหม่ ๆ รับนักเรียนนักศึกษาเพิ่ม มากกว่าที่จะรู้จักบริหารทรัพยากรและคนฯลฯ ที่มีอยู่(รวมทั้งขอความร่วมมือจากชุมชนและองค์กรอื่น ๆ)ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเน้นการพัฒนาด้านคุณภาพ

นอกจากจะต้องปฏิรูประบบการได้มาซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาที่มีคุณภาพขึ้นแล้ว ควรจะมีหน่วยงานอิสระที่มีทั้งความรู้ความสามารถและคุณธรรม ทำงานด้านส่งเสริมติดตามดูแลการใช้งบประมาณของสถานศึกษาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสด้วย บางประเทศใช้ระบบคณะกรรมการ เช่นคณะกรรมการการเงินระดับอุดมศึกษาเป็นผู้ดูแลจัดสรรและติดตามประเมินผลการใช้งบประมาณให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ

เนื่องจากผลงานการจัดการสอนการเรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์มาก การใช้งบประมาณในเรื่องเงินเดือนผลตอบแทนบุคลากรทางการศึกษาต้องทำตามแนวของการบริหารองค์กรสมัยใหม่ที่มีการให้ผลตอบแทนตามผลงานอย่างเป็นธรรมและเป็นกำลังใจให้ครูอาจารย์ทำงานให้ดีขึ้นจริง ๆ ไม่ใช่การเพิ่มเงินเดือนไปเรื่อย ๆ ตามอายุงานมากกว่าผลงาน การที่คนทำงานดีหรือไม่ดีก็มักได้ขึ้นเงินเดือนเท่า ๆ กัน หรือคนมีเส้นสายสัมพันธ์ที่ดีได้มากกว่า

การเพิ่มรายได้ให้ครูโดยให้เงินประจำตำแหน่งวิทยฐานะแบบเป็นการสมนาคุณครูอาวุโสที่ผ่านการสอบและการส่งผลงาน กลายเป็นระบบที่ทั้งไม่เป็นธรรมและไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของครู ควรจะเปลี่ยนเป็นการเพิ่มค่าตอบแทนตามผลงานจริง เช่นเพิ่มค่าตอบแทนให้ครูที่ผ่านการประเมินอย่างเป็นธรรมว่าเป็นสอนดูแลนักเรียนอย่างเอาใจใส่ ช่วยให้นักเรียนเรียนได้ดีขึ้น หรือใช้งบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของครูอาจารย์โดยตรง เช่นให้ทุนครูอาจารย์ไปศึกษาฝึกอบรม ไปวิจัย เขียนหนังสือ หรือนำทุนไปใช้ทำกิจกรรมโครงงานต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาความรู้ที่เป็นประโยชน์

ประเด็นที่ควรแก้ไขอย่างยิ่ง คือเพิ่มเงินเดือนครูอาจารย์ที่บรรจุครั้งแรก ซึ่งปัจจุบันได้ต่ำมาก และต่ำกว่าอัตราเงินเดือนขั้นสูงสุดของครูอาวุโสถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต่างกันเพียง 3-4 เท่า5 จะจูงใจให้คนเก่งคนดีอยากมาเป็นครูหรือสามารถดำรงชีพได้โดยไม่ต้องดิ้นรนหางานอื่น การคัดเลือกบรรจุ, เลื่อนชั้นผู้บริหารการศึกษา ครูอาจารย์ ควรเน้นผลงานตามความสามารถอย่างโปร่งใส การประเมินการเลื่อนชั้นเพิ่มเงินวิทยฐานะครูอาจารย์ในปัจจุบันยังเปิดให้เฉพาะครูอาจารย์ที่ทำงานมาอย่างน้อย 10 ปี ควรลดเหลือ 3 ปี และพิจารณาจากการทำงาน ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน ความพอใจของผู้เรียนและผู้ปกครอง มากกว่าการประเมินโดยการสอบและการเสนอผลงานเป็นเอกสารวิชาการ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการคัดลอกตัดแปะหรือจ้างให้คนอื่นช่วยเขียน หรืออย่างดีก็แค่แสดงความสามารถในการเรียบเรียง แต่ไม่ได้สะท้อนคุณภาพการทำงานของครูอาจารย์อย่างแท้จริง

ปัญหาจากการให้ครูขอเกษียณก่อนกำหนดได้ เป็นวิธีคิดตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศบนสมมุติฐานว่ารัฐบาลไทยจ้างข้าราชการมากเกินไป จนต้องจ่ายเงินเดือนผลตอบแทนข้าราชการมาก มีงบเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศน้อย ถ้าลดจำนวนข้าราชการได้จะประหยัดงบประมาณได้ แต่ระบบราชการไทยมีวิธีคิดแบบช่วยเหลือราชการมากกว่าคิดถึงประชาชนอยู่แล้ว จึงมีการให้แรงจูงใจเพิ่มเงินให้คนที่ประสงค์จะขอเกษียณจากราชการเร็วขึ้นอีก 8-15 เท่าของเงินเดือน ทำให้คนที่เบื่อการทำงานในระบบราชการและมีทางไปทางอื่นขอเกษียณก่อนกำหนดกันมาก และสถาบันการศึกษาต้องสูญเสียครูดี ๆ ไปจำนวนหนึ่งโดยรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ให้อัตราทดแทนเพราะคิดเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกันทุกกระทรวง  ทำให้ปัญหาการขาดแคลนครูสะสมเพิ่มขึ้น

ในเรื่องให้ครูเกษียณก่อนกำหนดนั้นน่าจะเปลี่ยนวิธีการโดยการประเมินครูอาจารย์ในด้านคุณภาพการทำงานและวางหลักเกณฑ์ให้คนที่ได้คะแนนต่ำสุดหรือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานต้องเกษียณก่อนกำหนดไป โดยจ่ายบำเหน็จบำนาญตามระเบียบเดิม ไม่ต้องแถมให้เป็นพิเศษ จะเป็นการรู้จักใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดผลงานที่ดีขึ้นได้มากกว่า

การใช้งบประมาณการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งคือ ใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ เครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางสติปัญญาและศิลปวัฒนธรรมของนักเรียนนักศึกษาประชาชนทั่วไปมากขึ้น โดยควรเน้นการพัฒนาซอฟท์แวร์หรือโปรแกรมให้มีคุณภาพน่าสนใจและพัฒนาเด็กเยาวชน ประชาชนให้สนใจการเรียนรู้และรู้จักวิธีการเรียนต่อด้วยตนเอง เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้มากกว่าเรื่องซื้อคอมพิวเตอร์แจกหรือให้นักเรียนยืม อีกทั้งควรพัฒนาหลักสูตรทางไกลและหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ อย่างหลากหลายเพื่อช่วยให้เยาวชนประชาชนเข้าถึงการศึกษาได้ง่าย มีค่าใช้จ่ายต่ำ แต่ต้องทำให้มีคุณภาพ พัฒนาระบบอินเตอร์เน็ตให้มีความเร็วสูง ค่าบริการต่ำ ห้องสมุดและห้องคอมพิวเตอร์สาธารณะที่เปิดให้คนใช้ได้สะดวกทั้งตอนเย็น ค่ำ เสาร์อาทิตย์อยู่ทุกอำเภอและตำบลขนาดใหญ่

วิธีการจัดสรรงบประมาณที่บางประเทศใช้คือ นอกจากจัดสรรไปในเรื่องเงินเดือนครูอาจารย์แล้ว ยังจัดสรรส่วนหนึ่งไปที่ผู้เรียนโดยตรงแบบให้เป็นคูปองการศึกษาแก่เด็กเยาวชนทุกคน ผู้เรียนสามารถใช้คูปองไปเลือกโรงเรียนและจ่ายค่าเล่าเรียนเอง ทำให้สถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนและองค์กรปกครองท้องถิ่นหรือองค์กรประชาชนแข่งขันกันในเชิงคุณภาพได้มากขึ้น

เรื่องโครงการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาที่คิดดอกเบี้ยต่ำนั้น ยังมีจุดบกพร่องหลายอย่าง เช่นผู้เรียนที่กู้ได้มีทั้งคนที่จำเป็นจริงและไม่จำเป็น บางคนนำเงินกู้เพื่อการศึกษาไปใช้ทางอื่น คนที่กู้มาเรียนจบแล้วมีสัดส่วนคนไม่ใช้หนี้คืนสูงฯลฯ ทำให้เป็นภาระด้านงบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลก็มีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณอยู่แล้ว ทั้งการกู้เงินเพื่อการศึกษาได้ง่ายทำให้นักเรียนนักศึกษาไม่ตระหนักคุณค่าของการทำงานและต้นทุนของการศึกษาด้วย น่าจะต้องวิเคราะห์ทบทวนปฏิรูปเรื่องนี้เสียใหม่ เช่นอาจส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจจ้างนักเรียนนักศึกษาที่ขัดสนทุนทรัพย์ทำงานบางเวลา เพื่อช่วยส่งเสียตัวเอง อาจจะดีกว่าวิธีการรัฐให้กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำแบบที่รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณให้กองทุนนี้ไปเรื่อย ๆ

            6.4 ปัญหาผู้บริหารสถาบันศึกษา/ครูอาจารย์จำนวนมากขาดคุณภาพทั้งทางวิชาการและทางคุณลักษณะความเป็นครูที่ดี

ครูอาจารย์คือผู้ที่มีบทบาทต่อการเรียนรู้ของนักเรียนมากที่สุด ทั้งในเรื่องความรู้ความสามารถทางวิชาการ และการรู้จักวิธีการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ การมีคุณลักษณะที่ดี (รักและหวังดีต่อลูกศิษย์ ทำงานแบบอุทิศตนหรือเป็นแบบอย่างให้นักเรียนให้ความรักและการยอมรับนับถือ) การวิจัยเรื่องผลสัมฤทธิ์ในการเรียนพบว่าในบรรดาตัวแปรที่ช่วยให้ผู้เรียนเรียนได้ดีขึ้น ที่สำคัญมากในทุกระดับการศึกษา คือการที่ครูมีคุณลักษณะที่ดี6 เพราะช่วยให้ผู้เรียนรักการเรียนหรือเรียนในบรรยากาศที่ดีส่งเสริมให้พวกเขาเรียนได้ดีขึ้น

อุปสรรคของการปฏิรูปการศึกษาคือครูและบุคลากรที่เรามีอยู่ราว 7 แสนกว่าคนนั้น ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีผลการเรียนปานกลางก่อนจะมาเลือกเรียนหรือมาเป็นครู ได้รับการศึกษาที่เน้นการบรรยายและการท่องจำแบบเก่า และไม่ได้มีอุปนิสัยหรือใจรักการเป็นครู/นักวิชาการ ไม่ใฝ่รู้ ไม่รักการอ่านหนังสือ ไม่สนใจการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง แต่เลือกเรียนและเข้ามาทำงานแบบเป็นอาชีพเพื่อมีรายได้ประจำอาชีพหนึ่งและทำตามภาระหน้าที่ที่ถูกคาดหมายแบบข้าราชการกระทรวงอื่น ๆ เท่านั้น เนื่องจากระบบการทำงานแบบราชการในประเทศไทยไม่มีการตรวจสอบผลการทำงานจริงจัง ดังนั้นครูจะถึงสอน/ทำงานดีหรือไม่ดีหากไม่ทำผิดกฎหมายและระเบียบวินัยก็จะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปี ครูอาจารย์ในระบบราชการแบบเก่านี้ส่วนใหญ่จึงไม่สนใจ ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการทำงานของตนเอง รวมทั้งไม่ตรวจสอบเรียกร้องจากเพื่อนร่วมงานในองค์กรให้ต้องพัฒนาการทำงานฯลฯ

ครูอาจารย์ที่มีคุณลักษณะที่ดี สอนดีก็มีบ้าง แต่การทำงานภายใต้ระบบราชการแบบเก่าเช่นนี้ทำให้พอทำงานไปสักระยะหนึ่งก็อาจทำให้ครูเหล่านี้ไม่มีกำลังใจ ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน บางคนก็ขอลาออกไปทำงานอื่นหรือขอเกษียณก่อนครบกำหนดอายุไปทำอย่างอื่นแทน ทำให้ประเทศต้องสูญเสียครูดี ๆ ที่มีน้อยอยู่แล้วไปอีก

ครูอาจารย์ที่ได้รับการศึกษาแบบท่องจำมาแบบเก่าส่วนใหญ่ยังถนัดจะบรรยายตามตำราและยังใช้ตนเองเป็นศูนย์กลาง ไม่สนใจรับฟังผู้อื่นที่ตนคิดว่าเด็กกว่า รู้น้อยกว่า ดังนั้นแนวนโยบายที่ผู้บริหารการศึกษาระดับสูงชี้แนะไปทางครูอาจารย์ให้ “สอนแบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” จึงบิดเบี้ยวไปกลายเป็นครูอาจารย์หลายคนใช้วิธีสอนน้อยลง และสั่งให้นักเรียนทำโครงงานทำการบ้านมากขึ้น โดยครูเข้าใจหรืออ้างได้ว่านี่คือการสอนแบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางแล้ว แต่ครูเหล่านี้ไม่เปิดใจถามนักเรียน ไม่ได้ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจ(ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในกระบวนการเรียนรู้) เลยว่า การที่ครูสั่งให้นักเรียนทำงานเพิ่มขึ้นนั้น ทำให้นักเรียนเรียนรู้แบบเพลิดเพลินมากขึ้น หรือต้องเครียด ต้องทำการบ้านหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ทั้ง ๆ ที่หลายวิชานั้นมีความเชื่อมโยงกัน ถ้าครูรู้จักปรึกษากันทำงานร่วมกันเป็นทีม อาจจะให้นักเรียนทำโครงงานแบบบูรณาการจำนวนชิ้นน้อยลง แต่มีคุณภาพและเรียนรู้ได้เพิ่มขึ้นจริงจังมากกว่าการวัดผลผู้เรียนตามปริมาณงานที่ครูสั่งให้นักเรียนทำ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นเพียงการคัดลอกตัดแปะจากข้อมูลในเครือข่ายอินเตอร์เน็ท

            สิ่งสำคัญที่สุดที่ครูอาจารย์ควรทำให้ได้ คือจะต้องทำให้ผู้เรียน รู้ก่อนว่าจะเรียนรู้อย่างไร (Learn how to Learn) จึงจะช่วยให้ผู้เรียนรู้วิธีค้นคว้าเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ และบรรลุวัตถุประสงค์ของการปฏิวัติการเรียนรู้ใหม่ได้ แต่ครูอาจารย์ที่จะทำเช่นนั้นได้ ตัวเองจะต้องเป็นคนที่รักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้ และรู้วิธีที่เรียนรู้ใหม่เสียก่อน ถึงจะไปสอนลูกศิษย์ต่อได้ ถ้าครูไม่รักการอ่าน การเรียนรู้ใหม่ ไม่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็ก รักและปรารถนาดีต่อเด็ก ก็ไม่มีทางที่จะเป็นครูที่ดีได้

            ปัญหาการปฏิรูปครูอาจารย์ให้รู้จักคิดแบบใหม่ สอนแบบใหม่ ทำงานแบบใหม่ได้อย่างมีคุณภาพ มีเนื้อหาสาระอย่างแท้จริง ต้องหาคนนอกระบบราชการและสร้างองค์กรอิสระที่ต่างจากหน่วยงานแบบราชการมาทำจึงจะปฏิรูปได้ องค์การภายใต้ระบบราชการและกึ่งราชการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาครูอาจารย์มักจะลอกแบบต่างประเทศมาและทำตามเพียงแค่รูปแบบ เช่นการมีองค์กรครูเป็นผู้ออกใบอนุญาตประกอบอาชีพครูแบบให้ครูเก่าได้โดยอัติโนมัติ การฝึกอบรมแบบบรรยายระยะสั้น ๆ  การสอบที่เน้นการท่องจำและประเมินผลโดยการส่งผลงานเอกสาร ไม่ได้พิจารณาการออกใบอนุญาตอย่างเน้นคุณภาพ มีการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพ และการประเมินผลตามคุณสมบัติและความสามารถในการทำงานที่แท้จริงอย่างรอบด้านแม่นยำ

การจะสร้างครูอาจารย์แนวใหม่ได้ ต้องกล้าคิดกล้าทำในเชิงผ่าตัดรื้อระบบโครงสร้างเก่า จัดการฝึกอบรมครูเก่าที่จะกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงความคิดความเคยชินของครูแบบเก่า และสร้างครูรุ่นใหม่ ด้วยการคัดเลือกเฉพาะคนเก่ง มีใจรักการเป็นนักวิชาการ รักการเป็นครูอาจารย์ มีอุปนิสัยใจคอ บุคลิก สุขภาพจิตที่เหมาะสมกับการเป็นครู มาเรียนในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีคุณภาพสูงจำนวนหนึ่งพอ ไม่ควรมีคณะด้านนี้มากเกินไป และไม่ควรรับนักศึกษาด้านนี้มากเกินกว่าความต้องการครูที่เราพอจะวางแผนล่วงหน้าได้ รัฐบาลควรให้แรงจูงใจเป็นทุนการศึกษาและประกันการจัดหางานให้หลังจบการศึกษา

นโยบายสมัย 40-50 ปีที่แล้ว ที่เคยคัดคนที่เก่ง ๆ ในท้องถิ่นให้ทุนมาเรียนเป็นครูน่าจะนำกลับมาใช้โดยมีสัญญาผูกพันให้กลับไปทำงานในต่างจังหวัดแบบเดียวกับการที่รัฐบาลให้เงินอุดหนุนนักศึกษาวิชาแพทย์ แต่ทั้งนี้ต้องปฏิรูปสถาบันการศึกษาด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ให้จัดการสอนการเรียนให้นักศึกษาวิชาครูเป็นคนคิดวิเคราะห์เป็นอย่างเข้มข้น รวมทั้งอาจจะส่งเสริมให้ผู้ที่เรียนสายวิชาการอื่น เช่นเรียนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ คณะครุศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ฯลฯ ในมหาวิทยาลัยที่มีให้มาลงเลือกเรียนวิชาครูหรือเรียนเพิ่มเติมอีก 1 ภาคการศึกษา จะทำให้เรามีโอกาสได้ครูที่มีคุณภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็ควรเปิดรับคนมีความรู้ประสบการณ์ในสาขาขาดแคลนมาเป็นครูโดยการอบรมวิชาครูเพิ่มขึ้นอย่างเข้มข้นสัก 6 เดือนก็เพียงพอแต่ต้องให้เงินเดือนสูงขึ้นถึงจะดึงดูดคนเก่งได้ ทั้งนี้ก็ต้องมีการจัดฝึกอบรมเพิ่มเติมครูที่ทำงานแล้วอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ มีการพิจารณาความดีความชอบและการปรับโยกย้ายโดยเน้นผลงานอย่างโปร่งใสเป็นธรรมด้วยฯลฯ จูงใจให้คนเก่งคนดีมีแรงจูงใจที่จะทำงานเป็นครูอาจารย์โดยไม่โยกย้ายไปหางานอื่น และมีความก้าวหน้าในการงาน(เช่นเงินเดือนสูง)ได้โดยไม่ต้องแข่งขันเพื่อมีตำแหน่งบริหารก็ได้ ถ้าเป็นครูอาจารย์ที่สอนดี ทำงานดีก็ควรมีรายได้สูง, พอกับผู้บริหารได้

ปัญหาครูอาจารย์มีรายได้น้อยและมีหนี้สินมาก ทำให้สอนไม่ได้ดี เป็นความจริงบางส่วน แต่ก็ใช้เป็นข้ออ้างแบบแก้ตัวบางส่วนด้วย เปรียบเทียบกับประชาชนทั่วไปครูอาจารย์ไทยก็มีรายได้มากพอสมควร เปรียบเทียบกับครูบางประเทศ เช่นเวียดนาม ครูไทยมีรายได้สูงกว่าแต่มีประสิทธิภาพในการสอนต่ำกว่า ทางแก้ไขต้องมุ่งสร้างแรงจูงใจด้านอุดมการณ์ด้วย ไม่ใช่ด้วยการเพิ่มค่าตอบแทนเท่านั้น

            การปฏิรูปครูเก่าไม่อาจทำได้โดยการสั่งการ ชี้แนะ พิมพ์คู่มือแจกหรือจัดหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นเท่านั้น เพราะครูส่วนใหญ่มีกรอบอุปนิสัยและพฤติกรรมแบบจำจากตำราไปสอนให้นักเรียนท่องจำ/ฝึกทำแบบฝึกหัดเพื่อไปสอบมากกว่าจะเป็นคนรักการอ่าน การค้นคว้าและสอนการคิดวิเคราะห์ ดังนั้นจึงจะต้องมีการจัดการฝึกอบรมใหม่ (REEDUCATION) แบบฝึกภาคปฏิบัติครูอาจารย์ที่สอนแนวเก่าทั้งประเทศอย่างเข้มข้น รวมทั้งต้องมีประเมินหลังการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด ครูแนวใหม่ต้องสนใจการอ่านการค้นคว้าเพิ่มเติมเตรียมการสอนและพัฒนาการสอนให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รู้จักการคิดวิเคราะห์ สามารถชี้แนะให้นักเรียนค้นคว้า คิดวิเคราะห์ได้ ครูแนวเก่าที่ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองให้เป็นครูแนวใหม่ได้ ควรจะให้เกษียณก่อนกำหนดหรือมีการโยกย้ายไปทำงานธุรการหรือย้ายไปกระทรวงอื่นเพื่อทำงานที่พอทำได้ดีกว่าการสอนแนวใหม่

การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ให้เข้ากับการทำงานของสมองเป็นเรื่องที่จะช่วยพัฒนาทั้งผู้เรียนและผู้สอน ถ้านักเรียนนักศึกษารู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น มีสื่อต่าง ๆ ช่วยให้เรียนรู้ได้สนุกขึ้น ผู้เรียนอยากรู้อยากเห็น กล้าคิด กล้าถาม แสดงความคิดเห็น ก็จะผลักดันให้ครูอาจารย์ที่สอนแนวเก่าต้องพัฒนาตัวเองไปอ่านค้นคว้ามาก ไม่อย่างนั้นครูอาจารย์ก็จะอายหรือไม่ได้รับการยอมรับนับถือ กระบวนการวัดผลก็ควรจะเปลี่ยนไปให้ผู้เรียนและเพื่อน ๆ ช่วยกันประเมินกันเองได้ด้วย จะได้ลดอำนาจผูกขาดในการให้คะแนนของครู และทำให้ผู้เรียนตระหนักว่าสิ่งที่สำคัญคือการรู้จักตัวเองว่าเรียนได้แค่ไหน ควรจะต้องปรับปรุงตัวเองอย่างไร ไม่ใช่เรียนเพื่อคะแนนหรือประกาศนียบัตร

การจะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นแบบผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ได้จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสอบวัดผลในการเลื่อนชั้นเรียน และการสอบเข้าสถาบันการศึกษาระดับสูงต่าง ๆ ที่เคยเน้นแบบท่องจำให้เป็นแบบการคิดวิเคราะห์ด้วย รวมทั้งต้องแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เช่นชั้นเรียนใหญ่เกินไป หลักสูตรที่กำหนดมาจากส่วนกลางเน้นเนื้อหาแบบท่องจำมากไป ทำให้ครูต้องบรรยายมาก เพราะกลัวว่าสอนได้ไม่ครบตามหลักสูตร ควรจะเน้นกระบวนการเรียนรู้และฝึกให้นักเรียนหัดคิดวิเคราะห์หัดอ่านค้นคว้าด้วยตัวเองมากขึ้น

ยกตัวอย่างเช่นวิธีการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ โรงเรียนนานาชาติหรือในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมจะเลือกสอนประวัติศาสตร์ช่วงใดช่วงหนึ่งอย่างวิเคราะห์เจาะลึกเพื่อให้นักเรียนเข้าใจเรื่องราวอย่างละเอียดและเข้าใจวิธีวิเคราะห์ซึ่งเป็นการสอนที่สนุกและฝึกให้นักเรียนได้คิดและสามารถที่จะไปอ่านและศึกษาประวัติศาสตร์ด้วยตนเองในภายหลังได้ ในขณะที่ครูไทยจะเน้นการสอนแบบป้อนข้อมูลประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย และเน้นเรื่องความจำเช่นชื่อคน พ.ศ. ยุคสมัยต่าง ๆ มากไป จนนักเรียนเบื่อหน่าย เพราะต้องเรียนรู้เรื่องจำนวนมากแบบย่อ ๆ และต้องจำข้อมูลแบบแยกเป็นส่วน ๆ มาก จับประเด็นสำคัญไม่ได้ ไม่ได้เรียนรู้วิธีอ่านวิธีวิเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ เพราะครูเองก็เรียนมาแบบเก่าและสอนได้แบบเก่าคือแบบมุ่งให้นักเรียนจำเพื่อสอบไปเท่านั้น ไม่ทำให้นักเรียนเกิดความรักความสนใจที่จะไปอ่านด้วยตนเองต่อ

เราต้องทำให้ครูอาจารย์เรียนรู้และตระหนักว่ากระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนรักการอ่าน การเรียนรู้และการพัฒนาตนเอง รู้วิธีที่จะเรียนรู้ต่อด้วยตัวเอง สถานศึกษา(รวมทั้งรัฐบาล)ควรสร้างสภาพแวดล้อมวัฒนธรรมทางสังคมที่ส่งเสริมให้นักเรียนและประชาชนสนใจอยากรู้อยากเห็นอยากเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง  การที่นักเรียนจะเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการที่พ่อแม่ผู้ปกครองเลี้ยงลูกและวิธีที่ครูสอนในโรงเรียนที่จะช่วยกันสนับสนุนให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้ มีแรงจูงใจอยากเรียนรู้ทำให้เด็กทุกคนภูมิใจ เชื่อมั่นในตนเอง อย่าทำให้เขามีปมด้อยว่าเรียนแข่งสู้คนอื่นไม่ได้ เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าการเรียนวิชาการเพื่อคะแนน คือการเรียนเพื่อรู้จักตัวเอง แข่งกับตัวเองหรือพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุด

นอกจากเรื่องการปฏิรูปการสอนแล้ว การปฏิรูประบบบริหารจัดการก็สำคัญ ตัวอย่างของเขตการศึกษาและสถานศึกษาที่มีความคิดริเริ่มปฏิรูปการศึกษารูปแบบต่าง ๆ ได้ดี สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริหารที่มีภาวะผู้นำที่ดีสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง จูงใจครูอาจารย์ คนในชุมชนร่วมมือกันปฏิรูปการศึกษาได้มาก แต่ผู้บริหารการศึกษาที่เฉื่อยชาทำงานตามระเบียบไปวัน ๆ ก็มีมาก รวมทั้งผู้บริหารแบบหัวเก่าไม่มีความคิดเชิงปฏิรูปและผู้บริหารที่ฉ้อฉลมุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัวก็มีไม่น้อยเช่นกัน

            6.5 ปัญหาการรณรงค์ให้ประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาวิกฤติการศึกษาตกต่ำ และเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาอย่างมีจิตสำนึกและเอาการเอางาน

การที่ประชาชนไทยส่วนใหญ่ได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่ไม่ทั่วถึงและมีคุณภาพต่ำ ทำให้การพัฒนาการเมืองและสังคมให้เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างล่าช้า ประชาชนมองว่าเรื่องการจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐ และครูอาจารย์ มากกว่าเรื่องของพ่อแม่ผู้ปกครอง และพอใจเรื่องง่าย ๆ เช่นให้ลูกได้มีที่เรียน ได้เรียนฟรีหรือได้อุดหนุนฟรี 5 รายการ ยิ่งทำให้นักการเมืองและข้าราชการผูกขาดการจัดการศึกษาแบบเก่าหรือเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบบางอย่าง โดยไม่สามารถปฏิรูปคุณภาพการศึกษาได้อย่างแท้จริงกลายเป็นเป็นวัฏจักรหรือวงจรที่ชั่วร้าย

ประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องการศึกษา(STAKEHOLDERS) เช่นนักการเมือง นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหาร นักเรียน นักศึกษาทั่วทั้งประเทศยังสนใจ มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นหรือเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปทางการศึกษาน้อย เพราะเราถูกระบบการศึกษาสอนให้มองเรื่องต่าง ๆ แบบแยกเป็นส่วน ๆ เช่นมองว่าการศึกษาเป็นเรื่องงานเฉพาะของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรื่องการจัดการสอนให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ทางวิชาชีพ เพื่อมาทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจต่อไปซึ่งเป็นเรื่องของการแบ่งงานทำกันอย่างง่าย ๆ ไม่ได้มองว่าการจัดการศึกษาให้คนทั้งประเทศในทุกรูปแบบ(รวมทั้งการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย)อย่างมีคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม คือหัวใจของการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศ

คนที่มีการศึกษาและมีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงหาทางแก้ไขปัญหาเรื่องการศึกษาไทยมีคุณภาพต่ำด้วยการส่งลูกหลานของตนไปเรียนต่างประเทศ โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงได้ ทำให้พวกเขาไม่ได้สนใจที่จะมาช่วยกันปฏิรูปสถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ทั่วประเทศที่ยังมีคุณภาพต่ำอย่างจริงจัง ถ้าเราเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นซึ่งเปิดประเทศรับเทคโนโลยีและส่งคนไปเรียนต่อในประเทศตะวันตกพร้อมกับไทย คือในสมัยรัฐบาลที่ 5 เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นพัฒนาการศึกษาและเศรษฐกิจได้ทัดเทียมกับประเทศตะวันตก ขณะที่ไทยไม่เพียงยังคงส่งคนไปเรียนประเทศตะวันตกเหมือนเดิม แต่ยังส่งเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย

การที่ประเทศไทยเกิดวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยทั้งในปีพ.ศ.2540 และพ.ศ.2552 มีปัญหาคนยากจน เป็นหนี้สิน ตกงาน หรือทำงานหนักโดยได้ผลตอบแทนต่ำ วิกฤติทางการเมืองที่มีการซื้อเสียงขายเสียง ทุจริตฉ้อฉลและหาผลประโยชน์ทับซ้อนกันมาก วิกฤติทางสังคม ที่ประชาชนส่วนใหญ่ขาดความรู้และข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพ สถาบันครอบครัวและชุมชนอ่อนแอ คนใช้ชีวิตแบบแก่งแย่งแข่งขันวิ่งเต้นหาอำนาจ อภิสิทธิ์ ระบบอุปถัมภ์ เต็มไปด้วยปัญหาการเอาเปรียบและการละเมิดศีลธรรม ทั้งเด็กและเยาวชนมีปัญหาเกเรรุนแรง ติดยาเสพติด การพนัน ปัญหาทางเพศและปัญหาทางสังคมอื่น ๆ เพิ่มขึ้น ปัญหาวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่กล่าวมาทั้งหมดมีสาเหตุสาวไปได้ถึงความล้มเหลวของการจัดการศึกษาหรือระบบเรียนรู้ของคนไทยทั้งประเทศตั้งแต่ระดับผู้นำถึงประชาชนทั่วไป

            ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเมืองและสภาพแวดล้อมของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดมาจากการขาดเงินหรือขาดทรัพยากร หากเกิดมาจากการขาดภูมิปัญญาและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมของชนชั้นนำและประชาชนส่วนใหญ่ที่ถูกชนชั้นนำครอบงำทางความคิด จึงได้นำพาประเทศไปผิดทาง สร้างความไม่สมดุล ความขัดแย้ง ความถดถอยและความตกต่ำ เราต้องหาทางปฏิวัติกรอบคิดใหม่และระบบการเรียนรู้ใหม่ของประชาชนไทยที่เน้นการพัฒนาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม ความเป็นธรรม ความโปร่งใส การพัฒนาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน(ลดการทำลายสภาพแวดล้อม) เราจึงจะนำพาคนไทยทั้งหมดให้รอดจากภาวะวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจสังคมและธรรมชาติสภาพแวดล้อมได้อย่างแท้จริง

ประชาชนควรเลิกคิดแบบแยกส่วนว่า การปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องของพวกครูอาจารย์ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะตรงเท่านั้น การจัดการศึกษาเป็นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ของคนทุกระดับในสังคมที่ต้องการความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลายของคนจากทุกวงการและทุกระดับมาช่วยกันคิดช่วยกันทำ จึงจะเกิดปัญญารวมหมู่ที่มีพลังมากกว่าการจดจำลอกเลียนความรู้สำเร็จรูปแบบไปเรียนมาจากเมืองนอกหรือตำราฝรั่ง

            “การปฏิรูปการศึกษาให้มีคุณภาพ” จะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อประชาชนจำนวนมากตื่นตัวว่าการศึกษาของไทยมีปัญหาด้านคุณภาพที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประเทศล้าหลังและเข้าร่วมรณรงค์ผลักดันทั้งในชุมชนของตนเองและในขอบข่ายทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา ในทำนองเดียวกับที่ประชาชนตื่นตัวทางการเมืองไปรณรงค์ผลักดันให้การเกิดปฏิรูปทางการเมืองและการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550มาแล้ว แม้ว่าจะทำให้เกิดการพัฒนาทางการเมืองได้เพียงบางส่วนก็ตาม

การศึกษานั้นสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องการเมือง  ถ้าไม่มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างขนานใหญ่ เพื่อทำให้ประชาชนทั้งประเทศได้เข้าสู่กระบวนเรียนรู้ที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีทั้งความรู้ความสามารถ ความฉลาดทุกด้านรวมทั้งจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมแล้ว เราจะแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจการเมืองสังคมไม่ได้ผล ความสามารถในการแข่งขันกับประเทศต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจจะลดลง ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยจะยิ่งตกต่ำลงไปมากกว่านี้

ประชาชนสามารถผลักดันมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาได้ในหลาย ๆ ทาง ตั้งแต่ในระดับการทำตัวเป็นครูคนที่สองของลูก ศึกษาหาความรู้และใช้เวลาดูแลสอนลูกให้เป็นคนเก่งคนดีคนมีความสุขเพิ่มขึ้น, การใส่ใจที่จะติดตามการเรียนของลูก ติดต่อเสนอแนะช่วยเหลือทางครูและโรงเรียน, การรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมผู้ปกครอง, กลุ่มเรียกร้องสิทธิในการให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง หรือกิจกรรมรณรงค์เพื่อการปฏิรูปการศึกษารูปแบบต่าง ๆ  

การจะปฏิรูปทั้งด้านคุณภาพและความเป็นธรรมของการจัดการศึกษาได้ ต้องอยู่ที่การทำให้เด็กเยาวชน ประชาชนทั้งหมดเข้าใจอย่างเห็นสภาพความเชื่อมโยงของการศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างเป็นระบบองค์รวมว่า การศึกษาเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมายในการพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นแค่ “เครื่องมือ” ผลิตแรงงานที่มีความรู้ทักษะจำนวนหนึ่งเพื่อไปรับใช้ “เป้าหมาย” การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อทุนต่างชาติ, นายทุนและชนชั้นกลางส่วนน้อย มากกว่าประชาชนส่วนใหญ่

นั่นก็คือเราต้องปฏิรูปการจัดการสอนการเรียน(รวมทั้งการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย)แบบใหม่ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ ทดลอง ปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์ได้เรียนรู้จักตนเองและพัฒนาศักยภาพตนเองได้อย่างเต็มที่ พัฒนาความฉลาดในทุกด้าน(รวมทั้งปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม)เข้าใจชีวิต ชุมชนและสังคมมากขึ้น รู้จักการใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในสังคมอย่างเสมอภาค สร้างสรรค์และมีความสุขมากขึ้น พัฒนาตนเองให้เป็นพลเมืองที่ดีทั้งสำหรับประเทศและสำหรับโลก และเป้าหมายสุดท้ายตามหลักธรรมคือพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้สมบูรณ์(รวมทั้งการพัฒนาด้านจิตใจ)ยิ่งขึ้น

เราจะต้องช่วยกันทำให้ประชาชนตระหนักว่า การปฏิรูปคุณภาพการเรียนรู้ของคนไทยทั้งหมดให้เป็นวาระแห่งชาติที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดที่จะช่วยให้คนไทยมีความสามารถที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาทั้งตัวเองและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและจิตสำนึกทางสังคมมากขึ้น สามารถก้าวข้ามพ้นวิกฤติความขัดแย้งของกลุ่มคนที่มุ่งประโยชน์ส่วนตัว รู้จักเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวม เป็นประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม เป็นธรรม และยั่งยืน และหาทางออกจากวิกฤติเศรษฐกิจการเมืองสังคมวัฒนธรรม และวิกฤติระบบนิเวศที่เผชิญหน้าเราอยู่ในขณะนี้ได้อย่างแท้จริง

 


1 ตัวอย่างเช่น การที่มีนักเรียนสมัครแข่งสอบเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  ในโรงเรียนมีชื่อเสียงรวม 369 แห่งทั่วประเทศในเดือนมีนาคม 2552 ถึง 3.33 แสนคน โดยทางโรงเรียนดังกล่าวรับรวมกันราวครึ่งหนึ่ง คือ 1.65 แสนคน มติชน 24 มีนาคม 2552

2 องค์กรนี้จะทำหน้าที่ดูแลรับประกันให้บริการการศึกษาแทนกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งควรเป็นหน่วยงานเล็กลง ทำหน้าที่เป็นฝ่ายวิชาการหรือฝ่ายวิจัยวางแผนและพัฒนา และสนับสนุนให้ชุมชนและสถานศึกษาเป็นผู้จัดการบริการศึกษาโดยตรง ส่วน สมศ. เป็นผู้ติดตามประเมินผลวิเคราะห์การทำงานของสถาบันศึกษา คำว่าประกันคุณภาพภายนอกของ สมศ. หมายถึงหลักเกณฑ์ในการวัดคุณภาพการทำงานของสถาบันการศึกษาเท่านั้น เป็นคนละเรื่องกับคำว่าการประกันการให้บริหารศึกษาที่มีคุณภาพที่ผู้วิจัยใช้คำเลียนแบบการประกันสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข

3 ดูตัวอย่างสถาบันศึกษา และชุมชนที่เริ่มการปฏิรูปการเรียนรู้รูปแบบต่าง ๆ ได้ที่ วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ ชื่นขวัญ บุญทวี เรื่องดี ๆ ในวงการศึกษาไทย สสส. 2551  www.newschool.in.th  โครงการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้ ปลายทางความรู้ : ชุดความรู้ศูนย์การเรียนชุมชน ภาคต่าง ๆ 5 เล่ม 2552  http://www.codi.or.th

4 ประเทศไทยเก็บภาษีไปใช้ในการจัดสรรงบประมาณรัฐบาลประจำปีได้ราวร้อยละ 17-18 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ขณะที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเก็บภาษีได้ราวร้อยละ 30-40 ของ GDP และประเทศไทยยังมีการเก็บภาษีทางตรงในอัตราก้าวหน้าจากคนร่ำรวยน้อย รวมทั้งไม่มีภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สินฯลฯ

5 อ้างไว้ใน ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ในบทความ “10 อาการที่ทำให้ต้องผ่าตัดใหญ่การศึกษาไทย” มติชนรายวัน 8,10,12,13 พฤศจิกายน 2551

6 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา  รายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สกศ. 2551

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: