RSS

ปัญหาการผลิตและจำหน่ายอาหารของโลก

18 ก.พ.

ประเทศกำลังพัฒนาที่เคยปลูกพืชที่เป็นอาหารหลักแบบพึ่งตนเองได้เป็นส่วนใหญ่ ถูกลัทธิจักรวรรดินิยมหรือระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมของโลกแบ่งงานใหม่ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเพื่อขายรวมทั้งพืชที่ไม่ใช่อาหารมากขึ้น ในบรรดาประเทศกำลังพัฒนา 200 กว่าประเทศในปัจจุบัน มีเพียงราว 10 ประเทศ(รวมทั้งไทย) ที่ปลูกพืชที่เป็นอาหารหลักพอกินและส่งออก ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต้องสั่งเข้าพืชที่เป็นอาหารหลักในระดับใดระดับหนึ่ง

สหรัฐฯและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น เช่นแคนาดา ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ที่ผลิตพืช สัตว์(รวมการประมง)ที่เป็นอาหารได้มาก ใช้แรงงานเกษตรเพียง 3 – 5 % สามารถผลิตอาหารส่งไปขายได้ทั่วโลก พวกเขาใช้ระบบการผลิตขนาดใหญ่ ที่ใช้เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ เครื่องบินพ่นปุ๋ย พ่นยาฆ่าแมลง เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ ใช้ปัจจัยการผลิต และพลังงานมาก โดยใช้แรงงานน้อย (เช่น เกษตรกร รับจ้างคนหนึ่งอาจจะเลี้ยงไก่ในฟาร์มสมัยใหม่ได้หลายหมื่นหรือหลายแสนตัว) บริษัทข้ามชาติของนายทุนจากประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม และประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีน้ำมัน มีทุนมากแต่มีที่ดินน้อยยังไปลงทุนทำเกษตรแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ กำลังพัฒนาอื่น ๆ ด้วย


บริษัทข้ามชาติในสหรัฐและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น คือผู้ควบคุมการผลิตและการค้าอาหารของโลกในปัจจุบัน บริษัท Cargill Inc ของสหรัฐฯบริษัทเดียวควบคุมการค้าเมล็ดธัญพืชของโลกถึง 45% บริษัทที่ใหญ่รองลงไป คือ Archer Daniel Midland ควบคุมอีก 30 % บริษัทขนาดใหญ่ 4 บริษัทเป็นเจ้าของโรงงานฆ่าสัตว์และผู้จัดจำหน่ายเนื้อวัวถึง 81 % ของตลาดเนื้อวัวในสหรัฐ

สินค้าอาหารอื่นๆก็มีลักษณะผูกขาดกลุ่มคล้ายๆกัน เช่น 85 % ของไก่อเมริกัน ผลิตภายใต้พันธสัญญากับบริษัทใหญ่ บรรษัทข้ามชาติ 4 แห่ง ควบคุมการขายนมวัว 70 % ของการตลาดนมวัวของสหรัฐ บรรษัทข้ามชาติ 4 บริษัทควบคุมการขายกาแฟสำเร็จรูป 85 % ของตลาดโลก และมีกลุ่มบริษัทข้ามชาติเพียงไม่กี่บริษัทที่ควบคุมการค้าโกโก้ ชา สับปะรด กล้วย ถึงราว 80 % ของตลาดโลก บริษัทข้ามชาติ 5 แห่ง ควบคุมการค้าเมล็ดพันธ์ผัก 75 % ของตลาดโลก พวกเขาไม่ได้คุมแค่การค้าอย่างเดียว แต่ยังเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธ์ผักแบบตกแต่งพันธุกรรม(GMO) ที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถใช้เมล็ดจากผักที่เขาปลูกแล้วไปปลูกใหม่ได้ เกษตรต้องกลับมาซื้อเมล็ดพันธ์ผักจากบริษัทเท่านั้น

บรรษัทข้ามชาติไม่ได้เพียงแต่ควบคุมการผลิตอาหารเท่านั้น พวกเขายังควบคุมการค้าด้วย บริษัท Walmart เป็นบริษัทข้ามชาติที่มียอดขายอันดับหนึ่งของโลก มีร้านแบบซุบเปอร์มาร์เก็ต ขายปลีก อาหารและสินค้าอื่นๆทั่วโลก มีรายได้ในปีค.ศ.2007 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในประเทศอื่นๆ ธุรกิจการขายอาหารก็ถูกผูกขาดโดยบริษัทใหญ่เช่นกัน ในอังกฤษ บริษัทเจ้าของเครือข่ายซุบเปอร์มาร์เก็ต 4 แห่ง ควบคุมการค้าอาหาร 80 % ของตลาดอาหารทั้งประเทศ

การบริหารแบบรวมศูนย์ของบรรษัทขนาดใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง ทำให้ร้านค้าเล็กล้มละลาย ผู้ผลิตสินค้าขนาดเล็กต้องขาดทุนและออกไปจากเวทีการแข่งขัน ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต เป็นผู้ตั้งมาตรฐานการรับซื้อสินค้าที่ทำให้ผู้ผลิตขนาดเล็กต้องขาดทุน อยู่ไม่ได้ ต้องเลิกกิจการไป ตัวอย่างเช่น จำนวนผู้ผลิตสินค้าขายส่งให้ซุปเปอร์มาร์เก็ตแต่ละแห่งในอังกฤษลดลงจาก 800 ราย ในปี 1987 เหลือแค่ 80 รายในปัจจุบัน 80 % ของมันฝรั่งในอังกฤษ (ซึ่งเป็นอาหารหลัก) ปัจจุบันผลิตโดยเกษตรกรหรือบริษัทผู้ผลิตมันฝรั่งเพียง 250 ราย จากที่เคยมี 5000 รายในปี ค.ศ. 2001 ในสหรัฐฯเกษตรกรขนาดกลาง ขนาดเล็กได้ผลตอบแทนต่ำกว่าเกษตรกรขนาดใหญ่และบริษัทนายทุนการเกษตรมาก

แนวโน้มของการผูกขาดแบบนี้กำลังขยายไปสู่ประเทศกำลังพัฒนาด้วยเช่น กัน บรรษัทข้ามชาติผู้ผลิตผู้ขายอาหารได้กำไรมากขึ้นและขยายกิจการได้มากขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตขนาดย่อม เกษตรกรตามพันธสัญญากับบริษัทและแรงงานรับจ้างเป็นฝ่ายเสียเปรียบ โดยเฉพาะเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาต้องยากจนลงเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจการเกษตรในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในปัจจุบันสามารถขายอาหารได้ในราคาต่ำลงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนชั้นกลางใน ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ผู้บริโภคที่มีรายได้สูงและปานกลางพอใจที่จะซื้อสินค้าแบบหีบห่อทันสมัยใน ร้านค้าทันสมัย ซึ่งพ่อค้าคนกลางและอุตสาหกรรมอาหารได้ส่วนแบ่งมากกว่าเกษตรกรผู้ลงแรงผลิต จริง ๆ

บริษัทข้ามชาติและบริษัทขนาดใหญ่ผลิตและจำหน่ายอาหารได้ต้นทุนต่ำกว่าผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรายย่อย เพราะ พวกเขาได้เปรียบจากการผลิตขนาดใหญ่มีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่า จึงมีประสิทธิภาพกว่าคู่แข่งอื่น ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาได้ประโยชน์จากนโยบายที่รัฐบาลสนับสนุนให้พลังงานมี ราคาถูก สะสมทุนได้มากกว่าและมีอำนาจต่อรองกับผู้ค้ามากกว่า ไม่ว่าจะต่อรองกับธนาคารเช่น ต่อรองกับผู้ส่งสินค้าป้อน ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทขนาดใหญ่ขูดรีดจากคนและธรรมชาติ เช่นจ่ายค่าแรงและค่าตอบแทนต่ำ โดยเฉพาะจากประเทศกำลังพัฒนา การกว้านจับปลาในมหาสมุทร การเพาะเลี้ยงกุ้งและปลาชายฝั่งและในแม่น้ำฯลฯ

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคจะคิดแต่ผลได้เฉพาะหน้าระยะสั้นๆว่าตนซื้อของจากห้างใหญ่ได้สะดวกและราคาถูกดี นี่คือปัญหา ที่ร้านค้าย่อยในจังหวัดและอำเภอต่างๆของไทยก็กำลังเผชิญจากการแข่งขันอย่าง รุนแรงชนิดสู้ได้ยากจากบริษัทค้าปลีกข้ามชาติในปัจจุบัน ในขณะที่รัฐบาลในยุโรป ญี่ปุ่น สิงคโปร์ กีดกันการผูกขาดและช่วยให้ร้านค้าเล็กแข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมพัฒนาสหกรณ์ร้านค้าให้เข้มแข็ง แข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ได้

ระบบการผลิตและจำหน่ายอาหารโดยบริษัทขนาดใหญ่ทำให้เกิดความเสียหายทางสังคมอย่างไร

1. การทำให้เกษตรกรรายย่อยต้องขาดทุนล้มละลายเลิกอาชีพไป ที่เหลือก็อยู่อย่างยากลำบากทำงานหนักขึ้น ได้ผลตอบแทนลดลง กลายเป็นเกษตรกรตามพันธสัญญาหรือแรงงานรับจ้างในภาค เกษตร ไม่ใช่เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพอิสระแบบก่อน การทำฟาร์มขนาดใหญ่ใช้เครื่องทุ่นแรง ทุน และเทคโนโลยีมากทำให้ลดการจ้างงานลงมาก ในสหรัฐฯและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น เกษตรกรอาจปรับตัวไปทำอาชีพอื่นได้ เพราะมีการพัฒนาทางอุตสาหกรรมการค้าและบริการมากพอที่ช่วยเพิ่มการจ้างงาน ได้บ้าง แต่การปรับตัวนี้ก็มีปัญหาอื่น ๆ ตามมา รวมทั้งบางคนก็ไม่สามารถปรับตัวได้ดีพอ

อัตราการว่างงานในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมสูงมาตลอดในช่วง 30 ปี แต่ระบบเศรษฐกิจยังมีการประกันสังคมที่ช่วยบรรเทาปัญหาคนว่างงานได้บ้าง สำหรับเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาต้องเจอปัญหาหนักกว่า เพราะพวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบจากทั้งบริษัทข้ามชาติและนายทุนพ่อค้าในประเทศ เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาไม่สามารถจ้างงานคนในภาคอุตสาหกรรม การค้า และบริการได้มากพอ รวมทั้งไม่มีระบบประกันสังคมและสวัสดิการที่ดี

ถึงการเติบโตของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมจะมีการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ รวมทั้งในฟาร์มขนาดใหญ่ให้คนบางส่วนทำได้บ้าง พวก เขาได้ค่าจ้างต่ำและสภาพแวดล้อมการทำงานเลวร้ายและเสี่ยงภัยยิ่งกว่าการทำ เกษตรแบบดั้งเดิม เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาก็ขายพืชผลได้ราคาต่ำมาก บางกรณีอาจจะขายได้แค่ 10 % ของราคาขายปลีกในตลาดโลก ที่เหลือคือต้นทุนในการแปรรูป การทำหีบห่อ การขนส่ง การโฆษณา และการจัดจำหน่าย และกำไรของผู้ผลิตผู้ขนส่งและผู้ค้า ซึ่งมีหลายขั้นตอนมาก

อาหารหลายชนิดเดินทางหลายพันไมล์กว่าจะถึงผู้บริโภค เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานของโลกและทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ทั้งที่พืชที่เป็นอาหารหลายชนิดเคยผลิตในชุมชนได้ แต่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศเช่นในแอฟริกาถูกบริษัท ข้ามชาติเข้ามาส่งเสริมการปลูกพืชบางชนิดเพื่อส่งออก เช่นชา กาแฟ โกโก้ อ้อย มันสำปะหลัง เลิกผลิตพืชที่เป็นอาหารหรือผลิตได้น้อยลง จนประชาชนในประเทศขาดแคลนอาหาร เพราะประชาชนไม่ได้ผลิตพืชที่เป็นอาหารกินเองเหมือนเดิม แต่ปลูกพืชอย่างอื่นไปขายหาเงินมาซื้ออาหาร ประชาชนที่ขายวัตถุดิบได้ราคาต่ำ หรือเป็นแรงงานรับจ้างได้ค่าแรงต่ำ ไม่มีรายได้สูงพอที่จะซื้ออาหารที่มีราคาสูงขึ้น เพราะประเทศผลิตได้ลดลงและหรือต้องสั่งเข้าจากประเทศอื่น

2. ระบบผลิตและจำหน่ายอาหารโดยบริษัทขนาดใหญ่ในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมทำให้ ชุมชนเกษตรขนาดเล็กซึ่งเคยพึ่งตนเองได้ ทำเกษตรแบบพอเพียงโดยไม่ใช้สารเคมี และคนมีความสัมพันธ์ที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีต้องล่มสลาย หรือกลายเป็นเกษตรกรในระบบทุนนิยมที่ต้องพึ่งพาเงิน พึ่งพาสารเคมี สินค้าและบริการที่สั่งเข้าจากต่างประเทศมากขึ้น คนเป็นหนี้สินและยากจนเพิ่มขึ้น มีปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น ชุมชนชนบทหลายแห่งกลายเป็นชุมชนชานเมืองที่ต้องพึ่งพาทุกอย่างจากเมืองใหญ่ และรับวัฒนธรรมบริโภคนิยม วัฒนธรรมแข่งขันแบบตัวใครตัวมันมากขึ้น เกษตรกรจำนวนมากอพยพไปอยู่ในสลัม เป็นคนงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยแบบหาเช้ากินค่ำไปวันๆ ประชาชนมีปัญหาทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย ปัญหาทางเศรษฐกิจการเมือง และวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับในยุคที่ชุมชนยังผลิตเพื่อกินเพื่อใช้และพึ่งตัวเองทางเศรษฐกิจได้

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

2 responses to “ปัญหาการผลิตและจำหน่ายอาหารของโลก

  1. Gclub

    กรกฎาคม 10, 2010 at 4:47 pm

    ยาวเหยียด แต่มีประโยชน์จริงๆครับ

     
  2. Glub

    กรกฎาคม 25, 2010 at 3:17 pm

    ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆครับ

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: