RSS

ทัศนะต่อ “ผู้นำแห่งอนาคต”

15 มิ.ย.

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 25 พฤษภาคม 2553 10:48 น.
มูลนิธิ PETER F DRUCKER ได้พิมพ์หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรและบทบาทของผู้นำในสังคมโลก จากบรมครู (GURU) ด้านการนำ/การบริหารองค์กรเด่น ๆ หลายคน 3 บทความแรกที่น่าสนใจประกอบไปด้วย
1) PETER F DRUCKER : “NOT ENOUGH GENERALS WERE KILLED” (นายพลเสียชีวิตน้อยเกินไป) ชื่อบทความนี้ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ (1909-2005) ได้มาจากครูสอนประวัติศาสตร์ สมัยที่เขาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมในช่วงกลางทศวรรษ 1920 นักเรียนคนหนึ่งได้ตั้งคำถามครูว่า ทำไมหนังสือประวัติศาสตร์ทุกเล่มถึงได้กล่าวคล้าย ๆ กันว่า สงครามที่ยิ่งใหญ่(ชื่อเรียกสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นเรื่องของความล้มเหลวทางทหารโดยสิ้นเชิง ครูผู้นั้นซึ่งเคยไปรบและได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงครามดังกล่าว ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “เพราะว่ามีนายพลเสียชีวิตน้อยเกินไป ; พวกเขาอยู่ห่างจากแนวหน้าของสงครามมาก และปล่อยให้คนอื่นสู้รบและตาย”
ดรัคเกอร์ได้แนวคิดนี้มาสรุปว่า ผู้นำคือผู้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่คนที่พร่ำสอนคนอื่น ผู้นำอาจจะมอบหมายงานหลายอย่างให้คนอื่นช่วยทำได้ แต่เขาจะไม่มอบหมายงานที่เขาสามารถทำได้ดีที่สุด, งานที่เขาสามารถทำให้เกิดความแตกต่าง, ทำให้เป็นแบบอย่างที่คนจะจดจำเขาต่อไปให้คนอื่นได้ เขาจะต้องลงมือทำเอง.
ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้สรุปประสบการณ์ 50 ปีของเขาจากการถกกับพวกผู้นำทั้งหลาย ว่า แม้ว่าจะมีคนบางคนที่เกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยความสามารถในการเป็นผู้นำ แต่คนแบบนี้เป็นคนส่วนน้อยมากที่เราจะไปหวังพึ่งได้ยาก ภาวะการนำนั้นเป็นสิ่งที่คนเราสามารถเรียนรู้ได้ และคนเราควรจะต้องได้เรียนรู้
ข้อสรุปข้อที่ 2 ของดรัคเกอร์คือ ไม่มีสิ่งที่เรียกได้ว่า “บุคลิกนิสัยแบบผู้นำ” เพราะผู้นำที่มีประสิทธิภาพในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มีบุคลิกนิสัยที่แตกต่างกันหรือแม้แต่ขัดแย้งกันอย่างหลากหลายมาก แต่สิ่งที่พวกผู้นำที่มีประสิทธิภาพทั้งหลายมีคล้าย ๆ กัน คือ สิ่งที่เรียกได้ว่า CHARISMA บุคลิกพิเศษบางอย่างที่ดึงดูดคนได้ (บางคนใช้คำว่า มีบารมี) ดรัคเกอร์ สรุปว่า พวกผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้นตระหนักถึงความจริงง่าย ๆ 4 ข้อนี้ คือ
1.คำจำกัดความที่ใช้ได้เพียงอย่างเดียวของผู้นำ คือ คนที่มีผู้ตาม
2.ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ ผู้นำที่สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับ ผู้นำอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีคนรัก ชื่นชม หรือเป็นที่นิยมอย่างมากมายเสมอไป
3.ผู้นำ คือ คนที่คนอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน พวกเขาทำตนให้เป็นแบบอย่าง
4. ภาวะการนำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง, อภิสิทธิหรือเงิน แต่คือเรื่องของความรับผิดชอบ
2) JAMES M. KOUZES AND BARRY Z. POSNER : “SEVEN LESSONS FOR LEADING” (บทเรียน 7 บทสำหรับการนำ)
ในยุคสมัยที่ผู้คนพากันเบื่อหน่าย โกรธ เกลียดและมองอนาคตในแง่ร้าย มีความแปลกแยกสูง และความเชื่อถือ ความจงรักภักดีต่อตัวบุคคลและสถาบันลดลง ผู้นำจะสามารถจัดตั้งเคลื่อนไหวกลุ่มคนทั้งหลายไปสู่อนาคตที่ไม่อาจรู้ได้และไม่แน่นอนสูงได้อย่างไร
ผู้เขียนได้เล่าตัวอย่างการนำของ CHARLIE MAE KNIGHT ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านคนยากจนในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย สภาพที่เธอไปเจอเหมือนกับฝันร้าย นี่คือเขตที่มีรายได้ต่ำสุดในมลรัฐ และนักเรียน 98% ได้คะแนนทดสอบอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุด ตามทางเดินของโรงเรียนมีถังรองน้ำฝนจากหลังคาที่รั่ว มีหนูและตัวตุ่นเข้ามาอาศัยอยู่และมีการลักขโมยชุกชุม KNIGHT ไม่ได้ท้อแท้กับสภาพเลวร้ายที่เธอได้พบ เธอวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากบริษัทและมูลนิธิของชุมชนในเขตนั้นให้มาช่วยกันบูรณะโรงเรียน มีวิศวกรจากบริษัทแห่งหนึ่งเข้ามาช่วยซ่อมแซมและทำระบบสายโทรศัพท์ให้ใหม่ มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยกำจัดหนู ซ่อมแซมและทาสีโรงเรียนใหม่ โดยมีธุรกิจเอกชนที่ขายอุปกรณ์ด้านนี้ช่วยบริจาคสิ่งของให้
การมีผู้ลงมือบูรณะโรงเรียนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่แถบนั้นตื่นตัวที่จะตกแต่งหน้าบ้านของพวกเขาให้ดูดีขึ้นด้วยการปลูกต้นไม้หน้าบ้านกัน และประชาชนสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนมากขึ้น ภายใน 2 ปี นักเรียนของโรงเรียนนั้นทำคะแนนได้เฉลี่ยอยู่ในระดับ 51% ตามเป้าหมายที่วางไว้ และทางผู้บริหารมลรัฐให้คำชมเชยโครงการที่มีความคิดริเริ่มหลายอย่างของโรงเรียนนี้
จากตัวอย่างการนำของ CHARLIE MAE KNIGHT และผู้นำระดับต่าง ๆ อีกหลายพันคน ผู้เขียนได้สรุปว่ามีบทเรียนสำหรับการนำอยู่ 7 ข้อ คือ
1) ผู้นำไม่ต้องคอย ผู้นำไม่ต้องคอยขออนุญาตหรือรอโอกาสที่จะตั้งต้นการลงมือทำอะไร ผู้นำลงมือทำด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ผู้นำแบบ KNIGHT รู้ดีว่าเธอต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างให้เป็นชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้คนตื่นเต้นกับวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ และสนใจเข้ามาช่วยเธอทำต่อ
2) การมีอุปนิสัยที่ดีบางอย่างเป็นเรื่องสำคัญ ผู้คนจะชื่นชอบและเต็มใจที่จะตามผู้นำที่เป็นคนซื่อสัตย์, มองไปข้างหน้า, ให้แรงบันดาลใจ และมีความสามารถ เหนือสิ่งอื่นใด คือ ผู้คนต้องการผู้นำที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ผู้คนคาดหมายให้ผู้นำมีจุดยืนอุดมการณ์บางอย่างที่แน่ชัด และมีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ พวกเขาจะไม่ไว้วางใจคนที่โลเลเปลี่ยนจุดยืนไปทุกครั้งที่กระแสภายนอกเปลี่ยนไป
3) ผู้นำมองไปที่ท้องฟ้าไกลโพ้น แต่เท้าของเขายังยืนติดดิน นั่นก็คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์และรู้ทิศทางว่าเขาจะไปทางไหนในอนาคต และสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้โดยไม่เพ้อฝันจนหลุดลอยไปจากโลกที่เป็นจริง
4) การสร้างค่านิยมร่วมกันกับคนในองค์กรทำให้เกิดความแตกต่างได้ วิสัยทัศน์และค่านิยมของผู้นำจะต้องสอดคล้องไปด้วยกันได้กับความฝันของผู้คนในองค์กร ผู้ตามทั้งหลายต่างมีความต้องการ, ความสนใจและความฝันของพวกเขาเอง ถ้าหากผู้นำมีค่านิยมที่ต่างออกไปจากเพื่อนร่วมงานหรือคนในชุมชน เขาจะไม่ได้รับความร่วมมือ ผู้นำจะต้องสามารถสร้างชุมชนที่มีค่านิยมร่วมกัน จึงจะทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้
5) คุณไม่สามารถทำด้วยตัวคุณเองตามลำพังได้ ภาวะการนำไม่ใช่กิจกรรมแบบฉายเดี่ยว การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างพิเศษได้จะต้องอาศัยการเข้ามาเกี่ยวข้องและการสนับสนุนของคนจำนวนมากที่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้อง
6) มรดกที่คุณทิ้งไว้คือชีวิตที่คุณใช้อยู่ นั่นก็คือ คุณต้องทำอย่างที่คุณพูดจริง ๆ คุณต้องพิสูจน์ให้คนเห็นความจริงใจและอุปนิสัยที่ดี, ที่น่าเชื่อถือของผู้นำ โดยปราศจากข้อกังขา คุณจึงจะสามารถจูงใจให้คนอื่นร่วมมือและสนับสนุนคุณได้
7) ภาวะการนำเป็นเรื่องของคนทุกคน ภาวะการนำไม่ใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่ตำแหน่ง หากคือชุดของทักษะและความสามารถชุดหนึ่งที่คนเราสามารถเรียนรู้ได้ การเรียนรู้เรื่องการนำเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะใช้มันในการนำระดับไหนก็ตาม
3) CHARLES HANDY ; “EARN AUTHORITY” (สิทธิอำนาจเป็นเรื่องที่คุณต้องสร้างขึ้นด้วยตัวคุณเอง)
ชาร์ลส์ แฮนดี้ นักทฤษฎีการบริหารจัดการผู้มีชื่อเสียง ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โครงสร้างการบริหารแบบดั้งเดิม อำนาจมาจากตำแหน่งของคุณ แต่ในโลกยุคปัจจุบันซึ่งองค์กรมีการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงแบบผันแปรได้ง่าย ตำแหน่งอย่างเดียวมีน้ำหนักน้อย ผู้นำต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเขามีความสามารถจริง ผู้คนจึงจะเชื่อถือและทำตามเขา ก่อนที่คุณจะสั่งงานใครได้อย่างแท้จริง คุณจะต้องสร้างสิทธิอำนาจ (AUTHORITY) ด้วยตัวคุณเองให้คนอื่นเชื่อถือได้ก่อน คนที่เชื่อว่าเมื่อตนมีตำแหน่งแล้ว ทำให้ตนมีอำนาจที่จะสั่งใครทำตามได้ทุกเรื่องนั้น เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว
การที่ผู้นำจะสร้างสิทธิอำนาจด้วยตัวเขาเองได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างผสมกัน ดังนี้
1) การเชื่อมั่นในตัวคุณเอง นี่คือสิ่งเดียวที่จะทำให้คุณมีความมั่นใจในตัวเองที่จะก้าวไปในทิศทางใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก และชักชวนคนอื่นให้เดินไปกับคุณได้ ในขณะเดียวกัน คุณต้องรู้จักผสมผสานสิ่งนี้กับการรู้จักตั้งคำถาม/ข้อสงสัยที่เหมาะสม มีความถ่อมตัวที่จะยอมรับว่าคุณอาจจะผิดพลาดได้ และการรับฟังคนอื่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเท่ากับการพูดให้คนอื่นฟัง
2) มีความรู้สึกผูกพันอย่างรุนแรง (PASSION) ต่องาน การรู้สึกเช่นนี้จะทำให้คุณมีพลังและมีจุดเน้นที่จะผลักดันองค์กรและทำตนให้เป็นแบบอย่าง ขณะเดียวกันคุณก็ต้องตระหนักถึงโลกอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องงาน ด้วยการแบ่งเวลาที่จะอ่าน คิดทบทวน, พบปะพูดคุยกับคนอื่นนอกวงการของคุณ, ไปดูละครฯลฯ
3) รักผู้คน การมองคนในแง่ดี ให้ความรักความเมตตาต่อเขาเป็นเรื่องสำคัญ คนที่มองคนในแง่ร้าย ชอบมองว่าคนอื่นเป็นปัญหาที่ได้แต่สร้างความรำคาญ จะไม่มีใครอยากตามเขาอย่างเต็มใจ อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องรักษาความสมดุลของอุปนิสัยนี้ด้วยการพัฒนาความสามารถที่จะอยู่, คิดและตัดสินใจตามลำพังได้ด้วย ผู้นำที่ยิ่งใหญ่บ่อยครั้งที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น

ดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 25 พฤษภาคม 2553 10:48 น.
มูลนิธิ PETER F DRUCKER ได้พิมพ์หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรและบทบาทของผู้นำในสังคมโลก จากบรมครู (GURU) ด้านการนำ/การบริหารองค์กรเด่น ๆ หลายคน 3 บทความแรกที่น่าสนใจประกอบไปด้วย              1) PETER F DRUCKER : “NOT ENOUGH GENERALS WERE KILLED” (นายพลเสียชีวิตน้อยเกินไป) ชื่อบทความนี้ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ (1909-2005) ได้มาจากครูสอนประวัติศาสตร์ สมัยที่เขาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมในช่วงกลางทศวรรษ 1920 นักเรียนคนหนึ่งได้ตั้งคำถามครูว่า ทำไมหนังสือประวัติศาสตร์ทุกเล่มถึงได้กล่าวคล้าย ๆ กันว่า สงครามที่ยิ่งใหญ่(ชื่อเรียกสงครามโลกครั้งที่ 1) เป็นเรื่องของความล้มเหลวทางทหารโดยสิ้นเชิง ครูผู้นั้นซึ่งเคยไปรบและได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสงครามดังกล่าว ตอบอย่างไม่ลังเลว่า “เพราะว่ามีนายพลเสียชีวิตน้อยเกินไป ; พวกเขาอยู่ห่างจากแนวหน้าของสงครามมาก และปล่อยให้คนอื่นสู้รบและตาย”              ดรัคเกอร์ได้แนวคิดนี้มาสรุปว่า ผู้นำคือผู้ลงมือทำ ไม่ใช่แค่คนที่พร่ำสอนคนอื่น ผู้นำอาจจะมอบหมายงานหลายอย่างให้คนอื่นช่วยทำได้ แต่เขาจะไม่มอบหมายงานที่เขาสามารถทำได้ดีที่สุด, งานที่เขาสามารถทำให้เกิดความแตกต่าง, ทำให้เป็นแบบอย่างที่คนจะจดจำเขาต่อไปให้คนอื่นได้ เขาจะต้องลงมือทำเอง.              ปีเตอร์ ดรัคเกอร์ ได้สรุปประสบการณ์ 50 ปีของเขาจากการถกกับพวกผู้นำทั้งหลาย ว่า แม้ว่าจะมีคนบางคนที่เกิดมาพร้อมกับอุปนิสัยความสามารถในการเป็นผู้นำ แต่คนแบบนี้เป็นคนส่วนน้อยมากที่เราจะไปหวังพึ่งได้ยาก ภาวะการนำนั้นเป็นสิ่งที่คนเราสามารถเรียนรู้ได้ และคนเราควรจะต้องได้เรียนรู้              ข้อสรุปข้อที่ 2 ของดรัคเกอร์คือ ไม่มีสิ่งที่เรียกได้ว่า “บุคลิกนิสัยแบบผู้นำ” เพราะผู้นำที่มีประสิทธิภาพในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น มีบุคลิกนิสัยที่แตกต่างกันหรือแม้แต่ขัดแย้งกันอย่างหลากหลายมาก แต่สิ่งที่พวกผู้นำที่มีประสิทธิภาพทั้งหลายมีคล้าย ๆ กัน คือ สิ่งที่เรียกได้ว่า CHARISMA บุคลิกพิเศษบางอย่างที่ดึงดูดคนได้ (บางคนใช้คำว่า มีบารมี) ดรัคเกอร์ สรุปว่า พวกผู้นำที่มีประสิทธิภาพนั้นตระหนักถึงความจริงง่าย ๆ 4 ข้อนี้ คือ              1.คำจำกัดความที่ใช้ได้เพียงอย่างเดียวของผู้นำ คือ คนที่มีผู้ตาม              2.ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ คือ ผู้นำที่สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับ ผู้นำอาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีคนรัก ชื่นชม หรือเป็นที่นิยมอย่างมากมายเสมอไป              3.ผู้นำ คือ คนที่คนอื่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน พวกเขาทำตนให้เป็นแบบอย่าง              4. ภาวะการนำไม่ใช่เรื่องของตำแหน่ง, อภิสิทธิหรือเงิน แต่คือเรื่องของความรับผิดชอบ              2) JAMES M. KOUZES AND BARRY Z. POSNER : “SEVEN LESSONS FOR LEADING” (บทเรียน 7 บทสำหรับการนำ)              ในยุคสมัยที่ผู้คนพากันเบื่อหน่าย โกรธ เกลียดและมองอนาคตในแง่ร้าย มีความแปลกแยกสูง และความเชื่อถือ ความจงรักภักดีต่อตัวบุคคลและสถาบันลดลง ผู้นำจะสามารถจัดตั้งเคลื่อนไหวกลุ่มคนทั้งหลายไปสู่อนาคตที่ไม่อาจรู้ได้และไม่แน่นอนสูงได้อย่างไร              ผู้เขียนได้เล่าตัวอย่างการนำของ CHARLIE MAE KNIGHT ผู้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในย่านคนยากจนในมลรัฐคาลิฟอร์เนีย สภาพที่เธอไปเจอเหมือนกับฝันร้าย นี่คือเขตที่มีรายได้ต่ำสุดในมลรัฐ และนักเรียน 98% ได้คะแนนทดสอบอยู่ในกลุ่มต่ำที่สุด ตามทางเดินของโรงเรียนมีถังรองน้ำฝนจากหลังคาที่รั่ว มีหนูและตัวตุ่นเข้ามาอาศัยอยู่และมีการลักขโมยชุกชุม KNIGHT ไม่ได้ท้อแท้กับสภาพเลวร้ายที่เธอได้พบ เธอวิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากบริษัทและมูลนิธิของชุมชนในเขตนั้นให้มาช่วยกันบูรณะโรงเรียน มีวิศวกรจากบริษัทแห่งหนึ่งเข้ามาช่วยซ่อมแซมและทำระบบสายโทรศัพท์ให้ใหม่ มีอาสาสมัครเข้ามาช่วยกำจัดหนู ซ่อมแซมและทาสีโรงเรียนใหม่ โดยมีธุรกิจเอกชนที่ขายอุปกรณ์ด้านนี้ช่วยบริจาคสิ่งของให้              การมีผู้ลงมือบูรณะโรงเรียนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่แถบนั้นตื่นตัวที่จะตกแต่งหน้าบ้านของพวกเขาให้ดูดีขึ้นด้วยการปลูกต้นไม้หน้าบ้านกัน และประชาชนสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงเรียนมากขึ้น ภายใน 2 ปี นักเรียนของโรงเรียนนั้นทำคะแนนได้เฉลี่ยอยู่ในระดับ 51% ตามเป้าหมายที่วางไว้ และทางผู้บริหารมลรัฐให้คำชมเชยโครงการที่มีความคิดริเริ่มหลายอย่างของโรงเรียนนี้              จากตัวอย่างการนำของ CHARLIE MAE KNIGHT และผู้นำระดับต่าง ๆ อีกหลายพันคน ผู้เขียนได้สรุปว่ามีบทเรียนสำหรับการนำอยู่ 7 ข้อ คือ

1) ผู้นำไม่ต้องคอย ผู้นำไม่ต้องคอยขออนุญาตหรือรอโอกาสที่จะตั้งต้นการลงมือทำอะไร ผู้นำลงมือทำด้วยความรู้สึกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ผู้นำแบบ KNIGHT รู้ดีว่าเธอต้องเริ่มทำอะไรบางอย่างให้เป็นชัยชนะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้คนตื่นเต้นกับวิสัยทัศน์ใหม่ ๆ และสนใจเข้ามาช่วยเธอทำต่อ

2) การมีอุปนิสัยที่ดีบางอย่างเป็นเรื่องสำคัญ ผู้คนจะชื่นชอบและเต็มใจที่จะตามผู้นำที่เป็นคนซื่อสัตย์, มองไปข้างหน้า, ให้แรงบันดาลใจ และมีความสามารถ เหนือสิ่งอื่นใด คือ ผู้คนต้องการผู้นำที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ ผู้คนคาดหมายให้ผู้นำมีจุดยืนอุดมการณ์บางอย่างที่แน่ชัด และมีความกล้าที่จะทำในสิ่งที่เขาเชื่อ พวกเขาจะไม่ไว้วางใจคนที่โลเลเปลี่ยนจุดยืนไปทุกครั้งที่กระแสภายนอกเปลี่ยนไป

3) ผู้นำมองไปที่ท้องฟ้าไกลโพ้น แต่เท้าของเขายังยืนติดดิน นั่นก็คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์และรู้ทิศทางว่าเขาจะไปทางไหนในอนาคต และสามารถที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้โดยไม่เพ้อฝันจนหลุดลอยไปจากโลกที่เป็นจริง

4) การสร้างค่านิยมร่วมกันกับคนในองค์กรทำให้เกิดความแตกต่างได้ วิสัยทัศน์และค่านิยมของผู้นำจะต้องสอดคล้องไปด้วยกันได้กับความฝันของผู้คนในองค์กร ผู้ตามทั้งหลายต่างมีความต้องการ, ความสนใจและความฝันของพวกเขาเอง ถ้าหากผู้นำมีค่านิยมที่ต่างออกไปจากเพื่อนร่วมงานหรือคนในชุมชน เขาจะไม่ได้รับความร่วมมือ ผู้นำจะต้องสามารถสร้างชุมชนที่มีค่านิยมร่วมกัน จึงจะทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้

5) คุณไม่สามารถทำด้วยตัวคุณเองตามลำพังได้ ภาวะการนำไม่ใช่กิจกรรมแบบฉายเดี่ยว การจะทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างพิเศษได้จะต้องอาศัยการเข้ามาเกี่ยวข้องและการสนับสนุนของคนจำนวนมากที่มีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้อง

6) มรดกที่คุณทิ้งไว้คือชีวิตที่คุณใช้อยู่ นั่นก็คือ คุณต้องทำอย่างที่คุณพูดจริง ๆ คุณต้องพิสูจน์ให้คนเห็นความจริงใจและอุปนิสัยที่ดี, ที่น่าเชื่อถือของผู้นำ โดยปราศจากข้อกังขา คุณจึงจะสามารถจูงใจให้คนอื่นร่วมมือและสนับสนุนคุณได้

7) ภาวะการนำเป็นเรื่องของคนทุกคน ภาวะการนำไม่ใช่เรื่องที่ขึ้นอยู่ตำแหน่ง หากคือชุดของทักษะและความสามารถชุดหนึ่งที่คนเราสามารถเรียนรู้ได้ การเรียนรู้เรื่องการนำเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะใช้มันในการนำระดับไหนก็ตาม              3) CHARLES HANDY ; “EARN AUTHORITY” (สิทธิอำนาจเป็นเรื่องที่คุณต้องสร้างขึ้นด้วยตัวคุณเอง)              ชาร์ลส์ แฮนดี้ นักทฤษฎีการบริหารจัดการผู้มีชื่อเสียง ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้โครงสร้างการบริหารแบบดั้งเดิม อำนาจมาจากตำแหน่งของคุณ แต่ในโลกยุคปัจจุบันซึ่งองค์กรมีการบริหารจัดการแบบสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงแบบผันแปรได้ง่าย ตำแหน่งอย่างเดียวมีน้ำหนักน้อย ผู้นำต้องพิสูจน์ให้คนอื่นเห็นว่าเขามีความสามารถจริง ผู้คนจึงจะเชื่อถือและทำตามเขา ก่อนที่คุณจะสั่งงานใครได้อย่างแท้จริง คุณจะต้องสร้างสิทธิอำนาจ (AUTHORITY) ด้วยตัวคุณเองให้คนอื่นเชื่อถือได้ก่อน คนที่เชื่อว่าเมื่อตนมีตำแหน่งแล้ว ทำให้ตนมีอำนาจที่จะสั่งใครทำตามได้ทุกเรื่องนั้น เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว

การที่ผู้นำจะสร้างสิทธิอำนาจด้วยตัวเขาเองได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างผสมกัน ดังนี้              1) การเชื่อมั่นในตัวคุณเอง นี่คือสิ่งเดียวที่จะทำให้คุณมีความมั่นใจในตัวเองที่จะก้าวไปในทิศทางใหม่ที่คุณยังไม่รู้จัก และชักชวนคนอื่นให้เดินไปกับคุณได้ ในขณะเดียวกัน คุณต้องรู้จักผสมผสานสิ่งนี้กับการรู้จักตั้งคำถาม/ข้อสงสัยที่เหมาะสม มีความถ่อมตัวที่จะยอมรับว่าคุณอาจจะผิดพลาดได้ และการรับฟังคนอื่นนั้นเป็นเรื่องสำคัญเท่ากับการพูดให้คนอื่นฟัง             2) มีความรู้สึกผูกพันอย่างรุนแรง (PASSION) ต่องาน การรู้สึกเช่นนี้จะทำให้คุณมีพลังและมีจุดเน้นที่จะผลักดันองค์กรและทำตนให้เป็นแบบอย่าง ขณะเดียวกันคุณก็ต้องตระหนักถึงโลกอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือจากเรื่องงาน ด้วยการแบ่งเวลาที่จะอ่าน คิดทบทวน, พบปะพูดคุยกับคนอื่นนอกวงการของคุณ, ไปดูละครฯลฯ

3) รักผู้คน การมองคนในแง่ดี ให้ความรักความเมตตาต่อเขาเป็นเรื่องสำคัญ คนที่มองคนในแง่ร้าย ชอบมองว่าคนอื่นเป็นปัญหาที่ได้แต่สร้างความรำคาญ จะไม่มีใครอยากตามเขาอย่างเต็มใจ อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องรักษาความสมดุลของอุปนิสัยนี้ด้วยการพัฒนาความสามารถที่จะอยู่, คิดและตัดสินใจตามลำพังได้ด้วย ผู้นำที่ยิ่งใหญ่บ่อยครั้งที่จะต้องตัดสินใจด้วยตัวของเขาเองเท่านั้น

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: