RSS

วิพากษ์เรื่องการรณรงค์โหวตโน

22 เม.ย.

วิพากษ์เรื่องการรณรงค์โหวตโน

วิทยากร  เชียงกูล

การรณรงค์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนออกไปกาช่องไม่ประสงค์เลือกใครในการเลือกตั้งคราวหน้า เป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงสูงว่าจะได้ผลลบมากกว่าผลบวก

คำอธิบายของแกนนำพันธมิตร ว่านี่คือการต่อสู้ครั้งสำคัญ เพื่อปฏิรูปประเทศไทยหรือระบบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยของประชาชนอย่างแท้จริง ค่อนข้างเป็นอุดมคติแบบลอยๆ ไม่มีเหตุผลหลักฐานพยานที่จะสนับสนุนได้อย่างเป็นวิชาการชัดเจนว่าการโหวตโนของประชาชนจะก่อให้เกิด “การปฏิรูป”ได้ในแบบไหนและอย่างไร

แกนนำพันธมิตรฯ ค่อนข้างเพ้อฝันว่าหากคะแนนโหวตโนมีมากกว่าคะแนนที่คนเลือกนักการเมืองในเขตนั้นๆ หรือทั้งประเทศ คือการประกาศว่าประชาชนส่วนใหญ่ปฏิเสธนักการเมืองในระบบเลือกตั้งปัจจุบัน และจะนำไปสู่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบใหม่อย่างสำคัญ

ความจริงทางการเมืองก็คือ กลุ่มพันธมิตรฯลฯ ซึ่งตอนนี้มีแนวร่วมลดลงกว่าสมัยชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทักษิณมาก คงจะโน้มน้าวให้คนไปกาไม่ประสงค์เลือกใครได้ไม่มากนัก ในประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลก การโหวตโนไม่เคยเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปการเมือง ประเทศไทยเคยมีสถานการณ์พิเศษที่ทำให้คนราว 10 ล้านคนไปโหวตโนในการเลือกตั้งเดือนเมษายน 2549 เพราะครั้งนั้นรัฐบาลทักษิณยุบสภาเพื่อหนีปัญหา ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้านอื่นคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัคร คนที่มีการศึกษาและหรือตื่นตัวทางการเมืองก็ไม่พอใจรัฐบาลมาก จึงออกมาโหวตโนกันมาก(ราว 30%ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง)การโหวตโนครั้งนั้นทำให้เขตที่มีผู้สมัครจากพรรคทักษิณเพียงพรรคเดียวที่ได้คะแนนไม่ถึง 20 % ไม่มีสิทธิเป็น สส. ในหลายเขต แต่หลังจากนั้นก็มีการจัดเลือกตั้งซ่อมและมีพรรคเล็กๆส่งคนลงสมัคร ทำให้พรรคของทักษิณได้ สส.เข้ามามากและจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ดี

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นต่อมาเพราะศาลพิพากษาว่าพรรคของทักษิณทำผิดในการไปว่าจ้างพรรคเล็กๆ ให้มาลงสมัครแข่งกับผู้สมัครพรรคของตน เพื่อจะได้ไม่ต้องติดเงื่อนไขต้องได้คะแนนเกิน 20% การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นเพราะประชาชนไปโหวตโนมากแต่อย่างใด ไม่ได้มีกฎหมายหรือวัฒนธรรมทางการเมืองไทยรับรองว่าการโหวตโนจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

การเลือกตั้งคราวหน้า สถานการณ์ต่างไปมาก พรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทยอยากลงสมัคร เพราะพวกเขาหวังชนะกลับมาจัดตั้งรัฐบาล พรรคทุกพรรคก็จะลงสมัครด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคิดว่าการเลือกตั้งเป็นวิธีที่พอใช้ได้หรือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรัฐประหาร จะมีก็เฉพาะปัญญาชนที่มีการศึกษาและหรือที่ตื่นตัวทางการเมืองส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เบื่อนักการเมือง อาจจะไม่ไปเลือกตั้งหรือไปกาช่องไม่เลือกใคร และพวกที่ผูกพันทางอารมณ์กับกลุ่มพันธมิตร อย่างเหนียวแน่น เมื่อถูกแกนปลุกระดมให้โหวตโนก็คงจะคล้อยตามอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมทั้งประเทศแล้ว คนที่ไปกาช่องไม่เลือกใครคงจะน้อยมาก คงไม่ถึง 10% ของผู้มาใช้สิทธิและอาจจะต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ

เมื่อคะแนนไม่ประสงค์เลือกใครมีน้อย จึงคงไม่มีผลสะเทือนทางการเมืองในทางบวก ขณะที่ผลในทางลบที่เห็นชัดคือจะทำให้โอกาสของพรรคการเมืองใหม่ และ พรรคเล็กอื่นๆ ที่จะได้ สส. อย่างน้อยในระบบบัญชีรายชื่อหายไป รวมทั้งจะทำให้คะแนนที่คนอาจลงให้พรรคประชาธิปัตย์ลดน้อยลงด้วย ขณะที่คะแนนจัดตั้งของพรรคเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ นั้นมีแน่นอนอยู่จำนวนหนึ่ง ถึงพวกเขาจะได้เท่าที่เขามี แต่เมื่อคิดคะแนนเป็นสัดส่วนตามระบบบัญชีรายชื่อแล้วจะมีน้ำหนักมากขึ้น พวกเขาจะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลมากขึ้น

แกนนำพันธมิตรฯ บางคนอธิบายว่าการโหวตโนเป็นการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ที่จะต้องมีคนกลุ่มน้อยกล้าทำจึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้ แต่นี่เป็นข้อเสนอที่ค่อนข้างเป็นหลักการลอยๆ ไม่ชัดเจน เพราะทางเลือกอื่นนอกจากระบบเลือกตั้ง เช่น การใช้ระบบสรรหาหรือคัดเลือกตามกลุ่มวิชาชีพนั้นยังเห็นได้ไม่ชัดเจนว่าจะดีกว่า ระบบเลือกตั้งที่ประเทศส่วนใหญ่เขาใช้กันอย่างไร การรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่นำสู่รัฐบาลและสภาจากการแต่งตั้งก็พิสูจน์แล้วว่าไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก ระบบการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาครึ่งหนึ่งคือ 74 คน ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ได้ สว.ส่วนใหญ่ที่ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า สว.จากการเลือกตั้งแล้ว แม้จะได้ สว.ที่เป็นนักเสรีประชาธิปไตยและเอาการเอางานในกลุ่ม สว. 40 อยู่บ้าง แต่ สว. กลุ่ม 40 นั้นบางคนก็มาจากการเลือกตั้ง  มองภาพรวมแล้ว สว.จากการสรรหาเกินครึ่งหนึ่งเป็นพวกอดีตนายทหารนายตำรวจข้าราชการและพวกนักธุรกิจที่มีเส้นสาย ที่ไม่ได้เป็น สว.ที่ทำงานอย่างมีคุณภาพมากนัก การเสนอการปฏิรูปประเทศด้วยระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบเลือกตั้งจึงไม่ใช้คำตอบที่เป็นหลักประกันได้ดีนัก และมีลักษณะเป็นชนชั้นนำนิยม ไม่มองที่การปฏิรูปจากล่างขึ้นบน คือที่ภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ระบบเลือกตั้งของไทยมีปัญหาจริง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังยากจน ได้รับการศึกษาและข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพต่ำ เมื่อปัญหาอยู่ตรงนี้ก็ต้องแก้ที่ตรงนี้ เช่นการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมให้เป็นธรรม ปฏิรูปการศึกษาให้เป็นธรรมและมีคุณภาพ การปฏิรูประบบเลือกตั้ง เช่น เลือกนายกรัฐมนตรีและทีมคณะรัฐมนตรีโดยตรง, การเพิ่มจำนวน สส. แบบบัญชีรายชื่อ,การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตคนที่ชนะต้องให้ได้เสียงเกิน 50% ขึ้นไปจึงได้เป็น สส.ถ้าเลือกครั้งแรกยังไม่ได้ ให้คัดคนเฉพาะที่ 1-2 มาให้คนเลือกรอบ 2 , การเลือก สส. ตามกลุ่มอาชีพฯลฯ นี่คือตัวอย่างแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจนกว่าเรื่องโนโหวตซึ่งเป็นการคิดแบบหวังผลเลิศที่ค่อนข้างโรแมนติคมากกว่าจะอยู่กับความเป็นจริงทางการเมือง

การปฏิรูปทางการเมืองนั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลายาวนาน ต้องใช้ยุทธวิธีพลิกแพลงยืดหยุ่น ต่อสู้ได้หลายๆทางโดยไม่จำกัดผูกมัดตัวเองแบบเสี่ยงต่อการกลับมาทำร้ายตนเองหรือพรรคพวก ที่สำคัญคือต้องเน้นการให้การศึกษาและการจัดตั้งประชาชน ไม่ใช่หวังพึ่งทหาร, ตุลาการ ,สถาบันของชนชั้นนำสถาบันใด

ในสถานการณ์ที่ประชาชนยังไม่สุกงอมตื่นตัวทางการเมืองมากพอและประชาชนอยากมีทางเลือกที่พอเห็นได้บ้าง การไปลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองใหม่หรือพรรคเกษตรกร พรรคแรงงาน ฯลฯ ให้พวกเขามี สส. ไปเป็นฝ่ายค้านและเป็นฝ่ายไปโฆษณาผลักดันการปฏิรูปการเมืองสังคม ซึ่งต้องใช้เวลาในการให้การศึกษาและจัดตั้งประชาชน น่าจะมีผลดีในการสร้างการเรียนรู้จากการปฏิบัติและผลักดันปฏิรูปประเทศได้ดีกว่าการโหวตโน

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

4 responses to “วิพากษ์เรื่องการรณรงค์โหวตโน

  1. agel

    เมษายน 29, 2011 at 6:27 pm

    ดีมากเลยครับ

     
  2. wee

    พฤษภาคม 5, 2011 at 1:57 pm

    ต่างคน ต่างความคิด ^_^

     
  3. ธนบัตร อารีสวัสดิ์

    มิถุนายน 23, 2011 at 7:42 pm

    ผมเห็นว่า..คะแนนโหวตโน ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลใดๆก็ตาม แต่จะยังคงสะท้อนให้นักการเมืองได้เห็นว่า กำลังจะมีคู่ต่อสู้ใหม่ที่จะมีผลในอนาคต ถ้าผู้ที่โหวตโนพร้อมใจกันที่จะแสดงประชามตินี้ต่อไปและให้การสนับสนุนในการเปลี่ยนแปลงนักการเมือง ผมเห็นด้วยที่แกนนำพันธมิตรยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าถ้าโหวตโนแล้วจะมีการเปลี่นแปลงไปในทางที่ดีกว่าได้อย่างไร แต่อย่างน้อยก็ทำให้เห็นถึงจำนวนคนที่จะร่วมมือในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป คงยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ต่อไปกลุ่มคนเหล่านี้อาจจะร่วมมือในการแก้ไปในแนวทางที่อาจารย์ได้นำเสนอมาก็ได้ ถ้าได้มีการดำเนินการต่อไปอย่างจริงจัง..

     
  4. นายหนุ่ม

    กรกฎาคม 1, 2011 at 8:23 pm

    เห็นด้วยที่จะไปกาไม่ประสงศ์ลงคะแนน หากพิจารณาแล้วไม่มีผู้เหมาะสม
    เพื่อแสดงให้นักเลือกตั้งได้เห็น แต่ไม่เห็นด้วยที่พันธมิตร รณรงค์ ด้วยการใช้ถ้อยคำหยาบคาย
    เพราะไม่ชอบ หากจะด่าว่าเลว ชั่ว ควรให้ชัดเจนว่านักการเมืองทำอย่างไรที่ชั่ว

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: