RSS

สัญญาณอันตราย-นักเรียนไทยมีความรู้แบบใช้งานได้น้อยลง โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล

26 พ.ค.

โครงการประเมินผลความรู้นักเรียนระหว่างชาติ (ชื่อย่อว่า PISA) ที่จัดโดยองค์กรเพื่อการร่วมมือทางเศรษฐกิจและการศึกษา (OECD)

ป็นโครงการประเมินผลความรู้แบบใช้งานได้หรือความรู้เรื่องของนักเรียนวัย 15 ปี ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับจากประเทศพัฒนาและประเทศรายได้ปานกลางมากที่สุดในเวลานี้ ผลการทดสอบที่ทำทุก 3 ปีเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกหรือการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้รัฐบาลหลายประเทศรวมทั้งสหรัฐที่นักเรียนของตนสอบได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าที่คาดต้องเร่งปฏิรูปการเรียนการสอนกันอย่างขนานใหญ่


ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการทดสอบนี้มาตั้งแต่ต้น คือ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ.2543) ถึงครั้งล่าสุดปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) แต่ทั้งรัฐบาล ชนชั้นนำ สื่อมวลชน นักการศึกษา ครูอาจารย์ ผู้ปกครองเอง รู้เรื่องนี้และสนใจเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งๆ ที่นักเรียนไทยได้ลำดับที่ต่ำมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และการทดสอบครั้งล่าสุดนี้ไทยได้ลำดับต่ำลงจากเดิมอีก ขณะที่บางประเทศได้ลำดับดีขึ้น
การทดสอบความรู้เรื่องใน 3 ด้านที่สำคัญไม่ได้ประเมินความรู้แบบท่องจำภายในกรอบหลักสูตร แต่เป็นการประเมินด้านศักยภาพที่ใช้ความรู้และทักษะที่ได้เรียนไปใช้ในชีวิตจริง คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ในอนาคตได้ การอ่านรู้เรื่องจับใจความได้คือ พื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ทุกสาขา การรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์พื้นฐาน คือการฝึกคิดอย่างเป็นเหตุผลเพื่อที่จะแก้ปัญหากับตัวได้ดี ดังนั้นการรู้หรือไม่รู้ 3 วิชานี้มากน้อยแค่ไหนจึงเป็นการประเมินที่สะท้อนศักยภาพของคุณภาพของคนที่จะไปพัฒนาประเทศในอนาคต
ที่เลือกนักเรียนอายุ 15 ปี เพราะถือว่าเป็นวัยที่ได้เรียนการศึกษาภาคบังคับมาราว 9 ปี ควรจะมีความรู้พื้นฐานที่ใช้งานได้พอวัดได้แล้ว การทดสอบใช้วิธีแปลเป็นภาษาแม่ของนักเรียนในแต่ละประเทศ ดังนั้นวิชาการอ่านสำหรับเด็กไทยก็คือการอ่านภาษาไทย แต่เป็นการอ่านแบบจับใจความและวิเคราะห์ได้ ไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ และทั้ง 3 วิชาที่ใช้ทดสอบจะวัดผลออกมาเป็นระดับ 1-6 คือ 1 ระดับต่ำสุด 2 ระดับพอใช้ยิ่งระดับสูงขึ้นถึง 5-6 ยิ่งถือว่าใช้งานได้ดี
การทดสอบแต่ละครั้งจะเน้นแต่ละวิชาแตกต่างกันไป สำหรับครั้งล่าสุดเน้นเรื่องการอ่าน แต่ก็รวมวิทยาศาสตร์ 20% คณิตศาสตร์ 20% นักเรียนไทยได้คะแนนเฉลี่ยลงต่ำลงจากการทดสอบครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 2000 ทุกวิชา คะแนนเฉลี่ยการอ่านและคณิตศาสตร์ของนักเรียนไทย ได้อันดับที่ 50 จาก 65 ประเทศที่เข้าร่วมโครงการ ส่วนวิทยาศาสตร์ ไทยได้อันดับที่ 49 คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม OECD มาก และต่ำกว่าประเทศเอเชียด้วยกันอย่างเซี่ยงไฮ้ของจีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ไต้หวัน ประเทศในยุโรปตะวันออกกลาง และ ละตินอเมริกา หลายประเทศ
ยิ่งถ้าพิจารณาจากระดับความรู้เรื่องในการอ่านด้วยแล้ว นักเรียนไทยที่สอบวิชาการอ่านได้ระดับสูงสุดคือระดับ 5-6 มีน้อยมากคือเพียง 0.3% นักเรียนไทยที่เข้าสอบและอยู่ระดับ 5 ทั้งหมด ถ้าพิจารณาในแง่นี้ไทยจะอยู่อันดับเกือบท้ายคืออยู่อันดับที่ 59 นักเรียนไทยที่สอบการอ่านได้ระดับ 1 และระดับ 2 มีถึง 43% เพิ่มจากการทดสอบเมื่อปี ค.ศ. 2000 ซึ่งก็สูงอยู่แล้วที่ 37% วิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนไทยก็ได้ระดับ 1 มากกว่าครึ่งหนึ่ง และวิทยาศาสตร์นักเรียนไทยได้ระดับ 1 เกือบครึ่งของนักเรียนไทยที่เข้าสอบ
ในขณะที่นักเรียนไทยสอบได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับตกต่ำลง นักเรียนในประเทศอื่น เช่น เกาหลีใต้ โปแลนด์ ได้คะแนนสูงขึ้นอย่างเด่นชัด เกาหลีใต้ได้คะแนนเฉลี่ยและลำดับค่อนข้างสูงตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่เขายังมุ่งปฏิรูปตัวนักเรียนการสอนให้มีคุณภาพสูงขึ้นได้อีก โปแลนด์ 10 ปีที่แล้วยังล้าหลัง แต่ตอนนี้ได้ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารการเรียนการสอนอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้ได้คะแนนเฉลี่ยและระดับสูงขึ้นมาก ประเทศที่ได้คะแนนสูงขึ้นมีทั้งอิสราเอล อิตาลี โปรตุเกส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี บราซิล ชิลี เม็กซิโก ตุรกี
ประเทศที่นักเรียนทำคะแนนเฉลี่ยได้สูงไม่ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจปฏิรูปของผู้นำ วัฒนธรรมการเรียนรู้ ความตั้งใจ คุณภาพของครู กระบวนการเรียนการสอนที่ได้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพขึ้นมากกว่า เช่นรัฐบาลเกาหลีใต้ รัฐบาลให้เงินอุดหนุนการติวนักเรียนหลังเลิกเรียนทำให้คนทั่วไปไม่เฉพาะคนจนมีโอกาสได้เรียนดีขึ้น รวมทั้งมีการช่วยเหลือเด็กอ่อนเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่สอบคณิตศาสตร์ไม่ผ่าน รัฐบาลจะช่วยให้ครูที่เก่งไปช่วยติวให้ โดยรัฐบาลเน้นการพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถ มีแรงจูงใจการทำงานในเรื่องความภูมิใจและความก้าวหน้าในอาชีพการงาน
หลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาเน้นกระบวนการปฏิรูปครูอาจารย์ การสอน การเรียนมากกว่าการลงทุนด้านโครงสร้างหรือเทคโนโลยีการสื่อสาร ประเทศไทยมีการลงทุนทางวัตถุเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนในเมือง นักเรียนไทยใช้คอมพิวเตอร์และกวดวิชามากขึ้นแต่กลับเป็นผลลบมากกว่า เพราะนักเรียนไทยยังเรียนแบบท่องจำเพื่อการสอบ ไม่ได้ฝึกการคิด วิเคราะห์
การกระจายการศึกษาให้เป็นธรรมขึ้น ให้มีครูที่มีคุณภาพไปสอนในโรงเรียนทั่วประเทศอย่างทั่วถึงก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการทำให้นักเรียนในประเทศนั้นๆ เรียนรู้และทำคะแนนได้สูงขึ้น ประเทศอย่าง นิวซีแลนด์ ฟินแลนด์ เป็นตัวอย่างที่ดี โดยใช้งบประมาณการศึกษาต่อหัวนักเรียนน้อยกว่า สหรัฐ แต่นักเรียนของเขาคะแนนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนสหรัฐ ประเทศไทยควรลุกขึ้นมาปฏิรูปหรืออภิวัฒน์การศึกษาครั้งใหญ่ ก่อนที่ประเทศจะเสื่อมถอยไปสู่ความหายนะ เพราะพลเมืองมีความรู้ใช้งานได้ต่ำกว่าประเทศอื่น และลดต่ำลงจากเมื่อก่อน

Tags : รศ.วิทยากร เชียงกูล

Advertisements
 

4 responses to “สัญญาณอันตราย-นักเรียนไทยมีความรู้แบบใช้งานได้น้อยลง โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล

  1. นิพา

    พฤษภาคม 27, 2011 at 6:38 am

    อ่านแล้วในฐานะที่เป็นครูมานาน ห่วงใยประเทศชาติมากคะ ที่โรงเรียนก็เป็นแห้งหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมทดสอบ จริงๆถ้าทุกฝ่ายหันมามองสาเหตุมากกว่ามองว่าครูสอนอย่างไรจึงทำให้ผลต่ำลง ลองสำรวจสภาพจริงในโรงเรียน แบบจริงๆนะคะไม่ใช่ผักชีโรยหน้า ครูมีภาระมากไม่ใช่สอนอย่างเดียว ครูพันธ์ุใหม่ยังขาดอุดมการณ์ ความรับผิดชอบน้อยมาก นร.มีปัญหาด้านสติปัญญามากขึ้น ความรู้สึกของครูที่ใกล้เกษียณหรือครูรุ่นเก่า ครูที่เป็นครูด้วยใจ ห่วงใยอนาคตของชาติมากคะ การพัฒนาครูทั้งระบบไม่ได้บ่งบอกว่าจะทำให้ครูดีขึ้น ต้องมาดูกระบวนการสอนจริงคะจะรู้ว่าครูแบบไหนควรจะนำไปพัฒนา เพราะมันสิ้นเปลืองงบประมาณ ครูที่ทำงานสอนมานานอย่างดิฉัน เป็นห่วงสถาบันการศึกษามากคะ ไปพบครูต่างโรงเรียนจะได้ยินคำบ่นว่า มหาวิทยาลัยผลิตครูมาอย่างไร ครูพันธ์ุุใหม่ถึงขาดความรับผิดชอบ และทุ่มเทให้สมกับเป็นแม่พิมพ์ของชาติ (ไม่ได้หมายถึงทุกคนนะคะ แต่ไม่ควรมีคะถ้าเกณฑ์การสอบบรรจุไม่ใช่แค่การสอบอย่างเดียว)ขอบคุณคะที่ให้แสดงความคิดเห็น ได้อ่านเรื่องดีๆ ทำให้ทันต่อเหตุการณ์ โอกาสหน้าคงได้อ่านบทความดีๆจากอาจารย์อีกนะคะ

     
  2. พรรณ

    พฤษภาคม 31, 2011 at 5:08 am

    เห็นด้วยกับภาระงานของครูที่มีงานอื่นมาเบียดเบียนเวลาของนักเรียน โดยเฉพาะงานผักชีทำให้ครูที่ตั้งใจสอนเด็กท้อ เวลานอกเหนือจากสอนเด็กในห้องจากอดีตที่ครูต้องเตรียมการสอนถูกใช้ไปกังงานผักชีประเด็นที่สำคัญที่สุดการปฏิรูปการศึกษาที่เพิ่มวิทยฐานะครูโดยความน่าจะเป็น ครูมีวิทยฐานะสูงน่าส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน แต่หารู้ไม่ว่ามีเหลือบทางการศึกษาเป็นจำนวนมากที่ทำให้ครุูที่ตั้งใจสอนทุ่มเทกับเด็กเกิดความรู้สึกรับไม่ได้เพราะ แม้แต่ชื่อเรื่องที่ตัวเองทำเสนอเพื่อขอวิทยฐานะให้สูงขึ้นยังไม่รู้จีกไม่ต้องไปถามว่านำปัญหาอะไรในชั้นเรียนมาทำก็มีเงินจ้างซะอย่างจ้างผู้ตรวจผลงานแหละรับรองไม่พลาดคุ้มมีเห็นจนทั่วไม่ว่าที่ไหน บางคนผลงานก็นผ่านแล้วเงินทำงานให้เหนื่อยไปทำไม พูดซะคนที่เขาตั้งใจจริงเป็นครูด้วยใจจริงรับไม่ได้

     
  3. kiatisak

    มิถุนายน 20, 2011 at 2:53 pm

    อ่านแล้วรู้สึกสั่นๆ ว่าใน ๕-๑๐ ปีข้างหน้า หากไม่มีการทบทวนการเรียนการสอนในปัจจุบันที่เป็นอยู่ เด็กของไทยจะมีความสสามารถไปเทียบกับต่างชาติได้อย่างไร การพัฒนาการศึกษาไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับเรียนการสอน ครู อาจารย์ต่างๆ น่าจะเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง มีการดูแลสถานบันการศึกษาต่างๆโดยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการศึกษาโดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นนักการเมืองที่เข้าไปหากินกับเด็กหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ อย่างที่เป็นข่าวในปัจจุบัน

     
  4. Bank ChillMan Inter

    ตุลาคม 31, 2011 at 7:21 am

    อ่านแล้วอยากปฏิวัติจังเลย บ่นไปก็เปล่าประโยชน์ ความมั่นคงเกิดจากฐานที่แข็งแรง ปัญหาจริงๆอยู่ที่ผู้บริหารฯ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการส่วนใหญ่ ไม่มีความรู้และไม่อยากจะรู้เรื่องมาตรฐานสถานศึกษา สร้างยุทธศาสตร์สถานศึกษาก็ไม่เป็น แล้วจะทำแผนพัฒนาการศึกษาที่มีประสิทธิภาพพัฒนาเด็กๆได้จริงๆอย่างไร มีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวไว้เล่นเกมส์ อีเมล เฟรตบุค ความรู้ดีๆแบบนี้ก็เลยไม่เคยได้อ่าน ไม่เคยได้รู้บางที่พิมพ์ไปให้อ่านยังไม่อ่านเลย อะไรๆก็ไปลอกเขามาทั้งนั้น เราเป็นครูแก่อีก 5 ปีจะเกษียณอายุแล้ว เป็นหัวหน้างานประกันคุณภาพฯ เป็นนักวิจัย ฯ รู้สึกอนาถมาก สงสารประเทศชาติ อย่าไปโทษครูหรือวิทยาลัยครูเลยสงสารเขา ประเมินศักยภาพผู้บริหารก่อนเลยจะดีใหมทำงานได้จริงใหม มีคุณภาพแค่ใหน ได้มาตรฐานหรือเปล่า
    คนใหนคุณภาพตำ่ก็เยียวยา และประเมินจาก OUT COME ของสถานศึกษาจริงๆ…ใครจะช่วยได้…. พระเจ้า………อยู่ที่ไหนจะไปขอร้อง……..วิงวอนด้วยใจ ……..จากคนที่เกิดมาเพื่อเป็นครู

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: