RSS

ทางออกคือ สร้างคนให้มีจิตใจแบบนักวิชาการ

11 ม.ค.

รศ.วิทยากร เชียงกูล
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมน์ “ปฏิรูปประเทศไทย แบบไหน อย่างไร”

ทางออกคือ สร้างคนให้มีจิตใจแบบนักวิชาการ

เราควรพัฒนาคนไทยส่วนใหญ่ให้เป็นคนที่สนใจศึกษาหาความรู้ และใช้ความรู้ในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาทั้งตนเอง องค์กร ชุมชนและประเทศมากกว่าปัจจุบันหลายเท่า เนื่องจากสังคมโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันสูง “ความรู้ข้อมูลข่าวสาร” คือปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าทรัพยากรและทุน การส่งเสริม ให้คนไทย มีจิตใจแบบนักวิชาการ (รักการเรียนรู้) และทำงานแบบนักวิชาการ (ค้นคว้า,วิจัย พิสูจน์ด้วยข้อมูลหลักฐานเหตุผลยืนยันได้อย่างเป็นระบบ) จะสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า เป็นธรรมและยั่งยืนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ได้

การลงทุนทางการศึกษาและการวิจัย ต้องปฏิรูปเชิงคุณภาพอย่างขนานใหญ่จึงจะสร้างสังคมความรู้ ข้อมูลข่าวสารได้ ประเทศไทยลงทุนทางการศึกษามากแต่ได้ผลน้อย เพราะทั้งนายกฯ รมต., รมว. ศึกษา,ข้าราชการ,ครูอาจารย์ ไม่ฉลาดและเก่งพอ ที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพได้ทั่วถึงและช่วยให้คนส่วนใหญ่ ได้เรียนจบอย่างน้อยมัธยมปลายและอาชีวศึกษา วิธีการสอนส่วนใหญ่ ยังเป็นแบบบรรยาย เพื่อท่องจำและเพื่อสอบนักเรียนมีปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจสังคมหลายด้าน ออกกลางคัน ไม่จบมัธยมปลายราวครึ่งหนึ่งของคนที่เริ่มเรียนพร้อมกันตอนประถมหนึ่ง แม้แต่คนส่วนหนึ่งที่ได้เรียนถึงมัธยมปลาย ,อาชีวศึกษา,มหาวิทยาลัย ก็มีคุณภาพใช้งาน ในโลกจริงไม่ได้มากนัก ครูอาจารย์ส่วนใหญ่รวมทั้งคนจบปริญญาโทและเอกด้วยเป็นแค่คนที่มีความรู้จำนวนหนึ่งที่พอสอนแบบบรรยายเพื่อการสอบแบบท่องจำได้ แต่ไม่ได้มีจิตใจเป็นนักวิชาการ และทำงานแบบนักวิชาการ เป็นแค่ข้าราชการหรือพนักงานที่พอทำงานบรรยายตามตำราได้เท่านั้น

การวิจัยและพัฒนาของไทยยังด้อยไม่ใช่เพราะมีงบประมาณน้อยเท่านั้น แต่เป็นเพราะมีผู้คนที่รักการวิจัย (รักวิชาการ) และชอบทำงานวิจัย (วิชาการ) น้อยด้วย แม้การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะขยายตัวมาก มีครูอาจารย์มากและบริษัทธุรกิจเอกชน ก็มีการจ้างคนมีความรู้จบปริญญาโทปริญญาเอกมาก แต่คนจะเป็นนักวิจัยที่ดีได้ก็ยังมีน้อย รวมทั้งระบบการให้ผลตอบแทนก็ส่งเสริมการทำงานสอนมากกว่าการวิจัย ในบริษัท,องค์กรขนาดใหญ่ก็นิยมซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าที่จะมีแผนกวิจัยและพัฒนาของตนเอง

ส่วนหนึ่งเพราะคนไทยมองเรื่องความเจริญก้าวหน้าวิชาการแบบเป็นเส้นตรง คือคิดว่าทางตะวันตก เขาพัฒนาวิชาการไปมากกว่าเรา ดังนั้นแทนที่เราจะลงทุนวิจัย และพัฒนาเองซึ่งต้องลงทุนสูงมากและทำได้ยากกว่าการซื้อความรู้เทคโนโลยีภาคตะวันตก (หรือประเทศที่ก้าวหน้ากันเช่น ญี่ปุ่น) จริงๆ แล้วเราควรตระหนักว่าความรู้ที่ใช้งานได้ดีขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละที่ด้วย การรู้จักใช้ความรู้ที่เป็นสากลมาวิจัยสถานการณ์เฉพาะในประเทศไทยและรู้จักการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมจะเป็นประโยชน์มากกว่าการสั่งเข้าความรู้เทคโนโลยีจากต่างประเทศล้วนๆ เทคโนโลยีที่ดี คือ เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศ ไม่ใช่เทคโนโลยีที่จะทำอะไรได้มากที่สุด เร็วที่สุด ฯลฯ

ในด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์เองยิ่งเห็นได้ชัดว่าปัญหาเศรษฐกิจการเมืองสังคมไทย เป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ ที่จะต้องวิจัยค้นคว้า หาความรู้และทางออกที่เหมาะสม ไม่ใช่แค่ศึกษาเปรียบเทียบและเลียนแบบการพัฒนาของตะวันตก สิ่งที่เรายังขาดและต้องทำอย่างเร่งด่วนต่อเนื่องคือ 1) การปฏิรูปการศึกษาในด้านคุณภาพการเรียนการสอน 2) การณรงค์ให้คนไทยรักการอ่านหนังสือ รักการค้นคว้า รักการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ อภิปรายปัญหาด้วยเหตุผล 3) ปลุกและส่งเสริมให้นักวิชาการไทยสนใจศึกษาวิจัยถกอภิปรายกันเรื่องปัญหาและอนาคตของประเทศไทยอย่างวิเคราะห์วิจารณ์ มีเหตุผลรอบด้าน เพิ่มขึ้น

สมัยเป็นนักเรียน นักศึกษาผมได้เรียนรู้จากการอ่าน การพูดคุย การทำกิจกรรม การดูหนังดีๆ มากกว่าในห้องเรียนมาก ช่วงใกล้ๆ และหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 สังคมไทยเกิดบรรยากาศการอยากเรียนรู้อ่าน อยากฟัง อยากพูดคุย การทำกิจกรรมต่างๆ มาก โดยเฉพาะในหมู่นักเรียน นักศึกษา มีการเขียนแปลพิมพ์หนังสือทางด้านการเมืองเศรษฐกิจสังคมออกมามาก มีคนสนใจอ่านและถกเถียงกัน การประชุมอภิปรายสัมมนา ปัญหาสังคมด้านต่างๆ ก็มีคนเข้าฟังมาก น่าเสียดายที่บรรยากาศนี้ถูกชนชั้นผู้ปกครองไทยที่หัวเก่า จารีตนิยมจัดทำลายไป ทำให้เดี๋ยวนี้ถึงจะมีหนังสือออกมามาก แต่หนังสือดีๆ มีน้อยและมีคนอ่านน้อย การจัดประชุมอภิปรายปัญหาต่างๆ มีน้อยและไม่ค่อยมีคนเข้าฟัง ทั้งๆ ที่เรามีคนจบปริญญาตรีมากขึ้น สถาบันสถาบันอุดมศึกษามีนักศึกษา ครูอาจารย์เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อ 40 ปีที่แล้วหลายเท่า ปัจจุบันเรามีโทรทัศน์อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ที่สื่อสารกันได้เพิ่มขึ้น แต่ใช้เพื่อความบันเทิง เรื่องส่วนตัวและการค้ามากกว่าเรื่องทางสังคมและการศึกษา มีการแสดงความเห็นทางการเมืองบ้างแต่เป็นการนินทาโจมตีกันแบบใช้อารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการถกเถียงทางวิชาการอย่างมีเหตุผล มีข้อให้แง่คิดเห็นเป็นเรื่องเป็นราว

การให้ทุนวิจัยมักจะมีกฎเกณฑ์ระเบียบวิธีการค่อนข้างมาก มีทุนวิจัยแบบให้นักวิชาการไปนั่งเขียนหนังสือวิชาการหรือกึ่งวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่คนทั่วไปได้ ไม่จำเป็นต้องมาเขียนโครงการวิจัยตามแบบแผนเสมอไป แต่บ้านเราเรื่องทุนวิจัยยังติดอยู่ในกฎ กติกา กรอบคิดของผู้ให้ทุนอยู่มาก ยิ่งการพิมพ์เผยแพร่ยิ่งลำบากเข้าไปอีกเพราะหนังสือเชิงวิชาการหรือกึ่งวิชาการ ขายได้ไม่น้อย เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่จะมีการศึกษาระดับไหนก็ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือและไม่มีการส่งเสริมให้คนอ่านหนังสืออย่างจริงจัง แม้แต่ในหมู่นักศึกษามหาวิทยาลัยแค่อ่านเอกสารประกอบคำสอนของอาจารย์ผู้สอนเล่มเดียวก็มีโอกาสสอบได้แล้ว แม้แต่การเรียนปริญญาโทปริญญาเอกซึ่งปัจจุบันขยายตัวมากก็ยังเรียนกันแบบบรรยาย และทำวิทยานิพนธ์แบบวิจัยเชิงปริมาณในเรื่องแคบๆ ทำให้การอ่าน การถกเถียง การวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการไม่เติบโตเชิงคุณภาพเท่าที่ควรประเทศจึงไม่ค่อยมีปัญญาในการหาทางออก

การที่คนไทยและชนชั้นนำไทยไม่สนใจเรื่องวิชาการ ทำให้เราได้รัฐบาลที่ดำเนินนโยบายเพื่อหาเสียงและผลประโยชน์ของพวกตน โดยไม่ได้คำนึงเรื่องหลักวิชาการ เช่น เศรษฐศาสตร์ การพัฒนาสังคมวัฒนธรรม นิเวศวิทยา (หรือสิ่งแวดล้อม) ฯลฯ เลย ประชาชนชอบนโยบายลดแลกแจกแถม เพราะหวังประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐกิจมหภาคเลยว่า การที่รัฐใช้เงินมาจากภาษีประชาชนและสาธารณะสมบัติ แบบอีลุ่ยฉุยแฉกเช่นนี้ จะทำให้มีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำแบบกรีกได้ในไม่กี่ปีนี้ ปัญหาน้ำท่วมชี้ชัดว่าประเทศไทยขาดภาวะการนำในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ภายใน 1-2 ปีข้างหน้าเราจะเจอปัญหาหนี้ท่วม นักการเมืองด้อยคุณภาพท่วม ฯลฯ ที่เราคงจะมีปัญญาแก้ได้น้อยกว่านี้อีกถ้าเราไม่ปฏิรูปอย่างแท้จริง

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: