RSS

ภัยน้ำท่วม เกิดจากคน ต้องแก้ที่คน

16 ม.ค.

รศ.วิทยากร เชียงกูล
คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต คอลัมน์ “ปฏิรูปประเทศไทย แบบไหน อย่างไร”
จำนวนคนอ่าน 1541 คน

ภัยน้ำท่วม เกิดจากคน ต้องแก้ที่คน

โดย : วิทยากร เชียงกูล

การอ้างว่าปัญหาน้ำท่วมใหญ่เป็นภัยธรรมชาติ ที่รัฐบาลทำหน้าที่ป้องกันและแก้ปัญหาได้ดีที่สุดแล้ว เป็นการพูดแก้ตัวง่ายๆ ที่อาจได้ผลสำหรับประชาชนที่ขาดความรู้ความเข้าใจ แต่ถ้ามองความจริงในโลกยุคใหม่แล้ว  เป็นคำอ้างที่ขาดทั้งวุฒิภาวะ ขาดภาวะผู้นำ และขาดความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศน์อย่างน่าห่วงใยในอนาคตของประเทศ

โลกยุคใหม่  ยุคทุนนิยมอุตสาหกรรม คนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติอย่างมาก การเกิดพายุฝนหลายลูก น้ำมากในปีนี้ เป็นผลมาจากคนเร่งการผลิตและบริโภคสินค้าเพื่อหากำไรและการเสพสุขกันมาก ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง รัฐบาล นายทุนนักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ต่างมีส่วนที่สำคัญ ในการสร้างปัญหาดังต่อไปนี้ คือ
1. ทำลายป่าไม้ ปลูกยางพารา ยูคาฯ พืชเพื่อการค้าอื่นๆ ทำบ้านพัก รีสอร์ท สนามกอล์ฟ ถนน สิ่งก่อสร้างต่างๆ การทำลายป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ คลองลำรางธรรมชาติ การพัฒนาเขตเมืองรุกล้ำเข้าไปในชนบท การขุดน้ำบาดาลทำให้ดินทรุด ฯลฯ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ เกิดฝนตกหนักสลับกับความแห้งแล้ง เมื่อฝนตกหนัก ไม่มีป่าไม้คอยดูดซับชะลอการไหลของน้ำเหมือนเมื่อก่อน เกิดดินโคลนถล่ม น้ำไหลบ่าลงอย่างรวดเร็ว กรุงเทพฯ ปริมณฑลทั้งดินทรุด ทั้งไม่เหลือป่าชายเลน ทำให้น้ำทะเลหนุนเสริมน้ำท่วมที่มาจากเหนือกรุงเทพฯ หนักกว่าเมื่อก่อน
2. รัฐบาลทุกรัฐบาลและนายทุนนักธุรกิจสนใจแต่การลงทุนแสวงหากำไรและเพิ่มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงสุด ไม่มีการวางผังเมืองที่ดีพอ  ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง  เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเข้าข้างนายทุนและหรือหย่อนประสิทธิภาพ  มีการสร้างถนน สนามบิน หมู่บ้านจัดสรร นิคมอุตสาหกรรม โรงงาน ฯลฯ ขวางทางน้ำหลากในฤดูฝน หรือที่เคยเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก เพียงเพราะผลประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ของเอกชน ทำให้เมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในภาคกลางซึ่งต้องไหลผ่านกรุงเทพฯ จึงเสียหายมากกว่าน้ำท่วมตามธรรมชาติเมื่อก่อนมาก
3. การที่ชนชั้นนำไทย เน้นการเติบโตและการหาประโยชน์ส่วนตัว ทำให้เน้นการสร้างถนน ขยายอุตสาหกรรมการค้าและบริการ สร้างถนนมาก ถมคูคลองที่เคยระบายน้ำได้มาทำถนน สร้างถนนขวางทางน้ำไหล ไม่สนใจขุดลอกคูคลอง แม่น้ำ ปล่อยให้ตื้นเขิน มีผักตบชวา ขยะ คนไปสร้างสิ่งก่อสร้างรุกล้ำคลอง  ไม่มีการซ่อมแซมดูแลปรับปรุงประตูระบายน้ำซึ่งมีอายุร้อยกว่าปีทั้งนั้น  ทำให้เมื่อน้ำท่วมใหญ่ไม่สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้ทัน
4. การบริหารจัดการเรื่องน้ำโดยรัฐบาลมีประสิทธิภาพต่ำมาก  เพราะองค์กรข้าราชการไทย รวมทั้งนักการเมืองที่เข้ามานำ ทำงานตามระเบียบสบายๆ แบบขุนนางสั่งการเป็นทอดๆ ทำตามหน้าที่ไปวันๆ ไม่มีภาวะผู้นำที่สนใจติดตามศึกษาปัญหา คอยตามป้องกันและแก้ปัญหาเพื่อประโยชน์ส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ  แถมนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่าย กทม.ยังคับแคบ มุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว และฐานคะแนนเสียงในเขตพื้นที่  มุ่งปกป้องพื้นที่ของตนเอง เช่น สุพรรณบุรี กทม. ชั้นใน ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ ฯลฯ การทำคันดินกั้นน้ำ เป็นการแก้ปัญหาแบบแยกเป็นส่วนๆ อย่างสิ้นเปลือง และส่วนใหญ่กันไม่ได้  น้ำก็ไหลวนเวียนเวียนจากที่หนึ่งไปอีกทีหนึ่ง ทำให้น้ำไหลท่วมที่อื่นแบบท่วมขังเป็นเวลานานขึ้น แทนที่จะได้ระบายน้ำออกสู่ทะเลแบบเฉลี่ยกันไป และระบายสู่ทะเลได้อย่างให้ประโยชน์ต่อส่วนรวม มากกว่าเฉพาะบางพื้นที่
คณะทำงานแก้ปัญหาระดับชาติ เป็นแค่ที่ประชุมนำโดยขุนนางและนักการเมือง ที่ทำงานแบบราชการเพื่อราชการ  ไม่รู้จักระดมนักวิชาการ นักวิชาชีพ นักบริหารจัดการมาช่วยคิด ตัดสินใจ และลงมือแก้ปัญหาได้อย่างฉลาด ทันสถานการณ์  แก้ปัญหาแบบตามปัญหาทีละปัญหา มองไม่เห็นภาพรวม ประชาชนไม่เชื่อถือ และติดตามข่าวจากสื่อมวลชนซึ่งกลับรายงานข่าวได้ดีกว่ารัฐบาล  การทำงานแบบราชการที่ล้าหลังทำให้เกิดปัญหาตามที่ต่างๆ รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างพื้นที่และกลุ่มชนวุ่นวาย  ต่อเมื่อประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสถึงขั้นต้องลงมือรื้อกระสอบทราย เปิดประตูน้ำ ปิดถนนประท้วง เป็นข่าวทางสื่อ ภาครัฐถึงจะเข้าไปเจรจาและหาทางแก้ไขปัญหาให้
สรุป คือ ภัยน้ำท่วมส่วนใหญ่เกิดจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมสุดโต่ง ความโลภ และความโง่เขลาของคนชั้นนำที่มีอำนาจและอิทธิพลในการกำหนดนโยบายและใช้ทรัพยากรส่วนรวมได้สูง  ดังนั้น จึงต้องแก้ไขที่คน ไม่ใช่โทษธรรมชาติ การทำพิธีขอให้ธรรมชาติช่วย หรือคิดเอาง่ายๆ ว่า น้ำท่วมคงไม่เกิดสองปีติดกันหรือคงไม่เกิดบ่อย ไม่ทำให้ปัญหาหมดไปได้
แนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและฟื้นฟูประเทศ
1. วิธีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหา เช่น ชุดที่มีอาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธานอาจได้ผลน้อย  เพราะเป็นเหมือนที่ปรึกษามากกว่า ไม่ได้มีอำนาจจริง   แต่ถ้าสรุปข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้เร็ว  และนายกฯ ตัดสินใจได้เร็ว ก็อาจทำอะไรได้บ้าง
ถ้าเขียนเป็นกฎหมายใหม่ เป็นคณะทำงานระดับชาติที่มีอำนาจเต็ม มีคน มีงบประจำของตนเอง น่าจะดีกว่า ข้อเสนอไม่ควรฝากความหวังไว้กับการแก้ปัญหาทางเทคนิคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น สร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดยักษ์จากนครสวรรค์ลงทะเลที่สมุทรปราการ  แต่ควรเป็นแผนบูรณาการ คือ ต้องทำหลายอย่างประกอบกัน โดยเน้นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์ด้วย เช่น การสร้างฝายทดน้ำ อ่างเก็บน้ำ  ขุดลอกคลองคู แม่น้ำ ฯลฯ  ไม่ใช่คิดแต่จะเอาน้ำไปทิ้งทะเล บางปีอาจมีปัญหาภัยแล้งได้
2. ต้องปฏิรูปองค์กร เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน หน่วยงานที่เกี่ยวกับสาธารณภัยและสิ่งแวดล้อม ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าปัจจุบันหลายเท่า  อาจทำเป็นศูนย์กลางระดับชาติแบบองค์กรมหาชนที่จ้างคนและบริหารงานแบบเอกชน  น่าจะทำได้คล่องตัว มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบราชการแบบปัจจุบัน   องค์กรนี้ควรมีระบบข้อมูลข่าวสารทั้งประเทศรวมทั้งของโลกด้วยที่ดี
แต่ในการทำงานจริง ควรฝึกและกระจายความรู้ อำนาจการบริหารจัดการไปสู่ท้องถิ่น จะได้ใกล้ชิดกับปัญหาและทันกาลมากกว่าระบบรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง  ยกเว้นท้องถิ่นขัดแย้งกันแบบต่างมุ่งประโยชน์เฉพาะหน้า ก็ต้องให้คนที่เป็นกลางเข้ามาตัดสินใจเพื่อส่วนรวม โดยรัฐต้องชดเชยให้เขตที่ได้รับความเสียหายเพราะเสียสละเพื่อส่วนรวมเป็นกรณีพิเศษ ปัญหาน้ำท่วมเที่ยวนี้ท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเอกชนหลายแห่งทำงานได้เก่งกว่ารัฐบาลกลาง การกระจายอำนาจการบริหารจึงเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน
3. รัฐบาลต้องมองประโยชน์ระยะยาวเรื่องการพัฒนาที่ลดการทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อม เพื่อจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนยาวนานอย่างกล้าตัดสินใจ เช่น ออกกฎหมายและควบคุมเรื่องผังเมือง เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด  ปราบปรามลงโทษคนตัดไม้ทำลายป่าอย่างรุนแรง ถือเป็นการทำลายความมั่นคงของประเทศ ยกเลิกนโยบายส่งเสริมการปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส การเลี้ยงกุ้งแถบป่าชายเลนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอื่นๆ   ส่งเสริมการปลูกป่าไม้พันธุ์พื้นเมืองแบบหลากหลายมากขึ้น   เวนคืนที่ที่เคยเป็นทางน้ำไหลผ่านหรือเป็นแก้มลิงในฤดูน้ำหลากให้เป็นพื้นที่สาธารณะ และห้ามคนเข้าไปทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
4. หยุดการเติบโตของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยต่ำมาก   กระจายความเจริญไปสู่เมืองอื่นๆ มากขึ้น ถ้าไม่ย้ายเมืองหลวง ก็อาจใช้วิธีสร้างเมืองบริวารห่างกรุงเทพฯ ออกไปในพื้นที่ที่มีระดับสูงกว่า  แต่การพัฒนาประเทศที่ดีกว่า คือ การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมสู่คนส่วนใหญ่อย่างทั่วถึง สมดุล ไม่กระจุกตัวในเมืองใหญ่ สร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจ เช่น เรื่องเกษตรได้มากขึ้น  เวลาเกิดปัญหาภัยพิบัติ ชุมชนที่เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ จะอยู่รอด แก้ปัญหาได้ดีกว่า คนในเมืองใหญ่มาก เช่น กรุงเทพฯ ที่คนจนไม่สามารถหาซื้อน้ำดื่มหรืออาหารบางอย่างได้ในช่วงน้ำท่วมใหญ่ได้
5. แนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศหลังน้ำท่วม ไม่ควรคิดแบบประกาศขายประเทศไทยแบบลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ แม้เราจะเสียหายมาก แต่ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ คน (65 ล้านคน ใหญ่เป็นอันดับที่ 21 ของโลก) ความรู้ ฝีมือ ต่างๆ ยังคงอยู่ และมีทางฟื้นฟูได้ด้วยตนเองค่อนข้างมาก เงินทุนที่เป็นเงินบาทของคนรวย คนชั้นกลางที่อยู่ธนาคารต่างๆ ก็ยังมีอยู่มาก (ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านล้านบาท) แทนที่จะคิดแบบขายให้ต่างชาติ ควรฟื้นฟูคนไทยก่อน ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบการขนาดย่อม ขนาดกลาง หรือแม้ขนาดใหญ่ ถ้าเป็นทุนไทย ผลได้จากการลงทุนก็น่าจะหมุนเวียนในประเทศมากกว่าพวกทุนต่างชาติขนาดใหญ่
น้ำท่วมเที่ยวนี้เกษตรกรทั้งนา ไร่ สวนผลไม้ กล้วยไม้ เลี้ยงปลา ฟาร์มไก่ ฯลฯ เสียหายมาก รัฐบาลควรสนใจและช่วยเหลือมากกว่านี้ แทนที่จะไปเน้นช่วยแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของต่างชาติ
ผู้ประกอบการขนาดย่อม ขนาดกลาง รวมทั้งสถานศึกษาเอกชนก็เสียหายมาก  หากรัฐบาลดูแลให้ทั่วถึง ก็จะฟื้นจากผู้ประกอบการภายในประเทศได้ จะส่งเสริมการจ้างงาน และทำให้เงินหมุนเวียนในประเทศได้มากกว่าทุนต่างชาติขนาดใหญ่ ซึ่งเน้นการใช้เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ การส่งออกและสั่งเข้า เงินไหลออกมากกว่า
วิธีที่จะหางบมาฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ไม่จำเป็นต้องกู้และพึ่งทุนต่างชาติเสมอไป อาจจะหาภายในประเทศ ทั้งการออกพันธบัตรเพื่อการฟื้นฟูประเทศ และการเก็บภาษี การหารายได้จากการให้สัมปทานสาธารณสมบัติของรัฐได้มากขึ้นได้
เฉพาะเรื่องให้สัมปทานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัฐบาลไทยได้ผลตอบแทนในอัตราที่น้อยกว่ารัฐบาลอินโดนีเซียและประเทศอื่นๆ มาก ควรทบทวน และแก้ไขสัญญา เพื่อให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น สัมปทานคลื่นวิทยุ โทรศัพท์ โทรทัศน์ และอื่นๆ รัฐบาลก็ควรมีรายได้สูงกว่าปัจจุบัน
ส่วนเรื่องภาษี รัฐบาลควรเก็บคนรวย โดยเฉพาะคนที่นั่งกินนอนกิน มีรายได้งอกเงยจากทรัพย์สินโดยไม่ต้องทำงาน ได้เพิ่มขึ้น ควรเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีน้ำท่วม เช่น เก็บจากคนกรุงเทพฯ ชั้นในที่รัฐป้องกันไม่ให้น้ำท่วม โดยให้ไปท่วมปริมณฑลแทน จะได้เป็นธรรม และคนจะได้ลดการบริโภคพลังงาน  ลดการทำให้โลกร้อน ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่เป็นที่มาของปัญหาน้ำท่วมใหญ่ด้วย
รัฐบาลจะได้มีงบประมาณมากพอ ที่จะฟื้นฟูประเทศ เพื่อคนส่วนใหญ่ รวมทั้งควรทำโครงการที่เน้นการเพิ่มการจ้างงาน เช่น ขุดลอกคูคลอง ทำอ่างเก็บน้ำ ซ่อมแซมปรับปรุงระบบระบายน้ำ การชลประทานเพื่อการเกษตร การปลูกป่า การส่งเสริมการเกษตร หัตถกรรม ธุรกิจขนาดย่อม ฯลฯ ไม่ใช่เน้นเฉพาะการลงทุนอุตสาหกรรมของทุนต่างชาติ ฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศเพื่อนายทุนส่วนน้อย ซึ่งจะเติบโตแบบชั่วคราวและสร้างปัญหาอื่นตามมา

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: