RSS

บทที่ 1 บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย ในช่วงปี 2552–2553 “รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53”

11 มี.ค.

บทที่ 1    

บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย ในช่วงปี 2552–2553

 

สภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีอิทธิพลแบบปฏิสัมพันธ์ต่อกันและกันกับการจัดการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบองค์รวม การจะทำความเข้าใจและหาทางปฏิรูปการศึกษาไทยให้ได้ผลจริงจำเป็นที่จะต้องตระหนักและหาทางปฏิรูปทางด้านการเมืองเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยควบคู่ไปด้วย

1.1 การเมืองไทย ในปี 2552–2553 คงเป็นการเมืองเรื่องการแย่งผลประโยชน์ของกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูงกลุ่มน้อยที่ต่างฝ่ายต่างพยายามดึงประชาชนมาเป็นพรรคพวกของตน ปัญหาที่เด่นชัดที่สุดคือความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วสุดโต่งระหว่างฝ่ายนิยมและฝ่ายต่อต้านอดีตนายกฯ ดร.ทักษิณ ชินวัตร

การเมืองในสภาตั้งแต่ต้นปี 2552 มีการเปลี่ยนขั้วการจัดตั้งรัฐบาล เมื่อพรรคขนาดกลาง 2–3พรรคที่เคยร่วมมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยถูกสถานการณ์ผลักดันให้เปลี่ยนไปยกมือสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยที่พ้นสภาพไปตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ และพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน

การเมืองในช่วงปี 2552-2553 มีการชุมนุมประท้วงรัฐบาล โดยกลุ่มนปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) หรือที่นิยมเรียกกันว่ากลุ่มเสื้อแดง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์จลาจลในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ฝ่ายรัฐบาลได้ใช้กำลังทหารตำรวจเข้าปราบปราม ทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทั้งพลเรือน ทหาร และตำรวจ  และการจับกุมดำเนินคดีกับแกนนำนปช. จำนวนหนึ่ง ตลอดปี 2553 จนถึงต้นปี 2554 มีการชุมนุมคัดค้านวิจารณ์รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ มาโดยตลอด ทั้งโดยกลุ่มเสื้อแดง กลุ่มเสื้อเหลือง (กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และกลุ่มอื่นๆ ทั้งเรื่องที่มาจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ สังคมของประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง และการประท้วงของกลุ่มที่มีแนวคิดนโยบายอุดมการณ์ที่แตกต่างจากรัฐบาล เช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่มีแนวคิดในเรื่องการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดนกับกัมพูชาต่างไปจากรัฐบาล         นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

การเมืองไทยในรอบ 4-5 ปี ที่ผ่านมาสะท้อนว่าคนไทยจำนวนมากนิยมคิดแบบเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแบบสุดโต่ง ด้วยอารมณ์ความรู้สึกชอบพอผูกพันมากกว่าที่จะวิเคราะห์ด้วยเหตุผลแบบจำแนกประเด็นปัญหาเป็นเรื่องๆไป แม้ในหมู่ชนชั้นนำและผู้มีการศึกษาก็ไม่ค่อยได้คิดถึงและเสนอทางเลือกในเชิงปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมของประเทศเท่าที่ควร การเมืองไทยกล่าวโดยรวมจึงเป็นการเมืองประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่ด้อยพัฒนา ที่นักการเมืองและประชาชนมุ่งเรียกร้องผลประโยชน์ตัวเองมากกว่าจะเป็นการเมืองแบบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนกำหนด ที่ประชาชนรู้จักสิทธิหน้าที่พลเมือง มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบและแสดงบทบาทเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม เหมือนในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่าไทย

สภาพปัญหาของการเมืองลักษณะดังกล่าวเป็นทั้งผลลัพธ์และสาเหตุของการจัดการศึกษาแบบมุ่งแข่งขันพัฒนาความรู้/ทักษะทางวิชาชีพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน และการสอนให้ท่องจำเพื่อการสอบ ที่ทำให้ผู้เรียนมีความคิดค่านิยมแบบจารีตนิยมและการใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าการสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลมีผลและพัฒนาปัญญาเพื่อส่วนรวม

1.2 เศรษฐกิจไทย ในปี 2552–2553 เป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงของการปรับตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐอเมริกาและยุโรปตั้งแต่ 1-2 ปีก่อน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2553 เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ค่อนข้างสูง เพราะรัฐบาลไทยใช้นโยบายอัดฉีดโครงการและการผลักดันให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยก็กระเตื้องขึ้นจากปัจจัยภายนอกและมีเงินลงทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในไทยและภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การเติบโตทางเศรษฐกิจดังกล่าวให้ประโยชน์กับคนบางกลุ่มมากกว่าประชาชนทั่วไป ซึ่งมีฐานะและรายได้ปานกลางและต่ำ และต้องเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

รัฐบาลในปี 2552–2553 ดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแนวเดียวกับรัฐบาลก่อนๆคือแบบส่งเสริมตลาดเสรี เพิ่มการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการสารพัดชื่อประเภทแจกฟรีและปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ประชาชนหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นโครงการส่งเสริมการบริโภคมากกว่าลงทุน และกระจายไปสู่ประชาชนบางกลุ่ม แต่ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีผลิตภาพ/อำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) มาจากการส่งออก การก่อสร้าง อุตสาหกรรม การค้า และบริการ  เศรษฐกิจไทยมีลักษณะเติบโตแบบช่วงสั้นเป็นส่วนๆ ไม่ได้กระจายสู่ประชาชนส่วนใหญ่ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น ประชาชนเป็นหนี้จากการบริโภคมากกว่าการลงทุน ประชาชนไทยไม่ได้มีประสิทธิภาพในการผลิตหรือความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลเน้นการทำโครงการกระตุ้นการผลิตและการลงทุนและการใช้จ่ายเป็นเรื่องๆ ไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างการเป็นเจ้าของและผู้ควบคุมปัจจัยการผลิตทางเศรษฐกิจ (เช่นที่ดิน เงินทุน ปัจจัยการผลิตอื่นๆ) ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืนขึ้นอย่างแท้จริง

ที่เห็นได้ชัดคือภาคเกษตร เกษตรกรไทยเป็นหนี้เพิ่มขึ้นสูงกว่าการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร ทั้งเกษตรกรทั่วประเทศยังมีอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น หมายถึงเหลือแต่คนสูงอายุที่ยังคงทำการเกษตรซึ่งเป็นงานหนักที่ได้ผลตอบแทนต่ำ ที่คนหนุ่มสาวสนใจจะทำลดลงอย่างมาก ทั้งภาคเกษตรใน               ปี 2552-2553 ยังได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติทั้งน้ำท่วมและความแห้งแล้งในภูมิภาคต่างๆ อย่างกว้างขวาง โดยไม่มีระบบประกันความเสี่ยง สภาพเช่นนี้ทำให้โครงสร้างการผลิตของภาคเกษตรไทยอ่อนแอลง และจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยส่วนรวมต่อไป

ภาคอุตสาหกรรม การค้าและบริการ เติบโตสูงกว่าภาคเกษตร แต่ก็ไม่เข้มแข็งเพิ่มขึ้นจริง เนื่องจากโครงสร้างการผลิตขึ้นอยู่กับทุนขนาดใหญ่โดยเฉพาะจากต่างชาติ รัฐบาลไม่ได้ทุ่มเทส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของนักลงทุนในประเทศและแรงงานให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นพอที่จะแข่งขันกับทุนขนาดใหญ่ได้ ทั้งการใช้นโยบายเปิดเสรีต้อนรับการลงทุนและการค้าของต่างชาติแบบสุดโต่ง(ของทุกรัฐบาลที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน)  ยังทำให้ทุนต่างประเทศเข้ามาหาประโยชน์จากเศรษฐกิจและธรรมชาติของประเทศไทยได้มากกว่าที่คนไทยส่วนใหญ่จะได้ประโยชน์จากภาคเศรษฐกิจต่างๆ อย่างยั่งยืน

สภาพเศรษฐกิจแบบมุ่งความเติบโตทางเศรษฐกิจและมุ่งพึ่งพาทุนต่างชาติและทุนใหญ่ทำให้การจัดการศึกษาเน้นการรับใช้เศรษฐกิจทุนนิยมที่มุ่งแข่งขันกันหากำไรของภาคเอกชนมากกว่าเพื่อมุ่งพัฒนาความเป็นคนทุกด้านและสังคมที่ดี ขณะที่การกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรม           (มีคนรวยต่างจากคนจนมาก) ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางการศึกษาที่ทำให้คนจนมีการศึกษาต่ำกว่าและรายได้ต่ำกว่า ต้องตกอยู่ในวงจรของการเสียเปรียบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่ไม่เป็นธรรมยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ เศรษฐกิจ สังคม การเมืองไทยพัฒนาไปได้อย่างยากลำบาก

1.3 สังคมไทย  ในปี 2552–2553 มีปัญหาทางสังคมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพย์ติด อาชญากรรม การฉ้อโกง การเอารัดเอาเปรียบ สภาพปัญหาครอบครัวอย่าร้าง, แยกกันอยู่,การอพยพไปทำงานในเมืองทิ้งลูกให้อยู่กับปู่ย่าตายาย ปัญหาวัยรุ่นตีกัน วัยรุ่นทำแท้ง ปัญหามลภาวะทั้งทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรมฯลฯ ปัญหาเหล่านี้เป็นผลมาจากนโยบายการพัฒนาทางเศรษฐกิจ การเมือง แบบตลาดเสรีสุดโต่งที่มุ่งเน้นเน้นการหาประโยชน์ส่วนตัวแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอามากกว่าการพัฒนาเพื่อส่วนรวมอย่างเป็นธรรม เน้นการเติบโตทางวัตถุมากกว่าคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ ในขณะที่รัฐบาลเองให้บริการทางการศึกษา การสาธารณสุขและสวัสดิการสังคม ให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่มีรายได้ต่ำได้ไม่ทั่วถึงเป็นธรรม และบริการสาธารณะโดยภาครัฐยังมีคุณภาพโดยเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

การจัดการศึกษา มีคุณภาพแตกต่างกันมากระหว่างโรงเรียนมีชื่อเสียงในกรุงเทพและเมืองใหญ่ 300 กว่าแห่ง กับโรงเรียนที่อยู่อำเภอรอบนอก 3 หมื่นกว่าแห่ง ผลการเรียนการสอนเมื่อเฉลี่ยทั้งประเทศจึงมีคุณภาพต่ำ การจัดการศึกษายังให้บริการประชาชนทุกกลุ่มได้ไม่ทั่วถึง เด็กที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายยังเป็นสัดส่วนสูงราวครึ่งของเด็กที่ได้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่1 พร้อมกันเมื่อ 12 ปีก่อน เนื่องจากสภาพปัญหาของสังคมที่ตกต่ำมีผลกระทบต่อการจัดการศึกษาให้เด็กเรียนต่อถึงมัธยมศึกษาตอนปลายได้เป็นสัดส่วนต่ำ

แม้รัฐบาลในปี 2552-2553 จะให้ความสำคัญกับการศึกษามาก มีการเพิ่มงบประมาณ เพิ่มโครงการสนับสนุนต่างๆ มาก แต่งบประมาณและโครงการแบบเหวี่ยงแหให้คลอบคลุมหลายเรื่อง        มีลักษณะสนับสนุนนโยบายประชานิยมเพื่อการหาเสียงและกระตุ้นการใช้จ่ายที่ให้ประโยชน์เฉพาะคนบางกลุ่มหรือช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน แต่ปัญหาใหญ่ๆ ของการศึกษา เช่นคุณภาพการสอนการเรียนต่ำ การที่เด็กออกจากระบบการศึกษาด้วยสาเหตุที่สำคัญอันเนื่องมาจากสภาพปัญหาชีวิตและสังคม   ที่อัตคัด ขาดแคลน และต้องแข่งขันกันอย่างไม่เป็นธรรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างถึงรากและอย่างครบวงจร

 

 ด้านสาธารณสุข มีบุคลากรทางการแพทย์และงบประมาณไม่เพียงพอที่จะให้บริการฟรีหรือราคาต่ำในโรงพยาบาลของภาครัฐทั่วประเทศได้อย่างมีคุณภาพและทั่วถึง สวัสดิการสังคมโดยทั่วไปก็มีจำกัดและไม่เพียงพอ คนไทยที่อยู่ในระบบประกันสังคมมีเฉพาะคนมีเงินเดือนประจำซึ่งเป็นคนส่วนน้อย (ราว 9 ล้านคน จากแรงงาน 38-39 ล้านคน) และทั้งที่แรงงานเหล่านี้ต้องจ่ายเบี้ยประกันสังคมเองด้วยก็ได้สิทธิจากการประกันสังคมรวมทั้งสิทธิในการรักษาพยาบาลไม่สูงนัก คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกร แรงงาน รับจ้าง และ  ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยเบ็ดเตล็ด ไม่มีระบบประกันสังคมและได้รับสวัสดิการทางสังคมน้อยและไม่ทั่วถึง

ประชาชนไทยยังมีปัญหาทางสุขภาพอนามัยด้านอื่นๆ อีกมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาอุบัติเหตุอันตรายจากการจราจร และปัญหาสุขภาพจากการทำงาน และมลภาวะจากสภาพแวดล้อมเป็นพิษ

กล่าวโดยสรุปคือ รัฐบาลและชนชั้นนำสนใจหรือยุ่งกับเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมืองเพื่อความอยู่รอดของตนเองและนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจธุรกิจที่เน้นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวและการหาเสียง มากกว่าจะสนใจปัญหาทางสังคมและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจสังคมให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพจริงจัง ทำให้สังคมไทยในปี 2552-2553 มีปัญหาความขัดแย้ง การเอารัดเอาเปรียบ การแข่งแย่งกันเพิ่มขึ้น การจัดการศึกษาของไทย ถูกชนชั้นนำใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หรือแรงงานให้ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคมแบบทุนนิยมผูกขาด และการเมืองผูกขาดที่เอื้อประโยชน์ชนชั้นกลุ่มน้อยมากกว่าเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนส่วนใหญ่ ทั้งที่ตามหลักการสากลแล้ว การศึกษาควรจะเป็นผู้นำ ผู้ชี้ทาง ผู้สร้างปัญญาให้กับสังคมเพื่อการแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมให้เอื้อคนส่วนใหญ่อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน

Advertisements
 

One response to “บทที่ 1 บริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมไทย ในช่วงปี 2552–2553 “รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53”

  1. Rungrote Duangjan

    กรกฎาคม 16, 2012 at 1:05 am

    ผมคิดว่าแม้ว่าทุกคนจะมีการศึกษาที่สูงแต่จิตใจที่ต่ำก็ไม่สามารถนำการศึกษามาเปรียบได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาอะไรได้ หรือพัฒนาอะไรได้ ทุวันนี้หลายๆคนก็มุ่งสู่การเมืองก็เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเองไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายค้านก็ต่างอ้างว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ทำเพื่อประชาชน แต่ทุกนเคยคิดบ้างหรือเปล่าว่าทุกวันนี้ประชาชนส่วนใหญ่ต่างหากที่ทำประโยชน์ให้กับพวกนักการเมือ โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นลำดับต้นๆ เลยครับที่ทำผลประโยชน์ให้กับพวกนักการเมือง ลองคิดดูนะครับทุกวันนี้นักการเมืองทุกคนมีแรงมาด่ากันเถียงกันได้ก็เพราะเกษตรกรผลิตรข้าว อาหาร ให้มากินจนมีแรง ยังไม่พอครับเงินเดือนก็กินจากภาษีประชาชน ภาษีที่ดินที่เกษตรกรผลิตข้าวอาหารมาให้กิน ยังไม่พอครับยังมีการคอรัปชั่นจากสินค้าเกษตรที่เกษตรกรผลิตมาไว้ส่งออกให้กับต่างประเทศซึ่งจะมีข่าวคราวทุกๆปีไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ทำไมคุณๆทั้งหลายไม่เคยสำนึกว่าทุกวันนี้เขาอยู่ได้เพราะใครถ้าไม่ใช่กระดูกสันหลังของชาติ คุณๆทุกคนควรจะหันหน้ามาช่วยเหลือเกษตรกรกันบ้างไม่ใช่ว่าเอาเวลาไปทะเลาะกัน อายกันบ้างไหมครับกินข้าวจากชาวนาแต่ไม่เคยตอบแทนชาวนาด้วยการพัฒนาหรือส่งเสริมหัดคิดกันบ้างนะครับ เรียนสูงแต่………………………………

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: