RSS

บทที่ 4 บทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาในประเทศอื่น : รายงานสภาวะการศึกษาปี 52-53

15 มี.ค.

บทที่ 4

บทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาในประเทศอื่น

 

          บทนี้เสนอการวิเคราะห์และสรุปบทเรียนจากการปฏิรูปการศึกษาในประเทศอื่น เปรียบเทียบกับสภาพปัญหาของไทย เพื่อนำเสนอข้อมูลและแง่มุมที่คนไทยจะได้นำบทเรียนของประเทศอื่นมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยให้ได้ผลเพิ่มขึ้น โดยจะพิจารณาทั้งในประเด็นเรื่อง สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ การเมืองและการบริหารจัดการทางการศึกษา การจัดหลักสูตร และสาระการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษา,การบริหารจัดการ,การผลิตและการพัฒนาครูและผู้บริหาร,เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาฯลฯ

4.1 สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเมืองและการบริหารจัดการทางการศึกษา                

          ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่นสหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, ฟินแลนด์, นิวซีแลนด์ รวมทั้งเกาหลีใต้ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการเมืองแบบทุนนิยมเสรีได้ค่อนข้างก้าวหน้า มีระบบบริหารราชการและการกระจายอำนาจการบริหารและการพัฒนาประเทศไปสู่ท้องถิ่นที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ชุมชนในท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง บริบทเช่นนี้ทำให้นโยบายการปฏิรูปการศึกษาที่เพิ่มกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่นเพิ่มขึ้นได้ผลที่ดีขึ้นค่อนข้างชัดเจน ประชาชนและชุมชนท้องถิ่น เช่น เทศบาลมีขีดความสามารถที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาได้ค่อนข้างดี 

 

ประเทศที่ใหญ่และแต่ละมลรัฐ แต่ละเมืองบริหารกันเองมีความแตกต่างกัน เช่น สหรัฐฯ และอังกฤษแม้จะมีสถาบันการศึกษา มีนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยที่มีคุณภาพสูงระดับโลกอยู่จำนวนหนึ่ง แต่การที่แต่ละท้องถิ่นมีทรัพยากรและกำลังคนที่มีความรู้มีคุณภาพแตกต่างกันก็ส่งผลให้คุณภาพการจัดการศึกษาในแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน คือ ในหลายท้องถิ่นโดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยังมีปัญหาด้านคุณภาพอยู่พอสมควร การเมืองท้องถิ่น และการเมืองโดยสหภาพแรงงานครูอาจารย์ในสหรัฐฯ ที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตนเองทำให้การปฏิรูปคุณภาพการศึกษาในสหรัฐประสบความสำเร็จน้อยกว่าประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆ

ขณะที่จีน และเวียดนาม ซึ่งมาจากรัฐสังคมนิยม รัฐบาลกลางยังมีบทบาทที่สูงกว่ารัฐบาลท้องถิ่น และประเทศยังมีทรัพยากร, งบประมาณจำกัด ทำให้การจัดการศึกษาใน 2 ประเทศนี้จะมีความเข้มแข็งในแถบเมืองหลวงและเมืองใหญ่

ประเทศส่วนใหญ่เน้นการปฏิรูปการศึกษาแบบแข่งขันให้ได้เกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานและความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ผู้นำประเทศ เช่นประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีสนใจและลงมาผลักดันเรื่องการปฏิรูปการศึกษาอย่างใกล้ชิด นิวซีแลนด์นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งลงมาปฏิรูปการศึกษาด้วยตนเอง เกาหลีใต้มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการแห่งประธานาธิบดีเพื่อการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะ

 

ประเทศ เช่นฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแบบรัฐสวัสดิการ มีการกระจายทรัพย์สินและรายได้ที่เป็นธรรม พยายามจัดการศึกษาให้มีคุณภาพพัฒนาเศรษฐกิจสังคมทั่วทั้งประเทศ และการจัดการปฏิรูปการศึกษายังมองกว้างถึงการพัฒนาคนอย่างเป็นองค์รวมให้เป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ มีความฉลาดทางอารมณ์ มีมนุษยธรรม, คุณธรรมและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมด้วย

ประเทศที่มีประวัติศาสตร์การต่อสู้กับลัทธิอาณานิคม เช่น จีน เวียดนามจะเน้นความรักชาติและการสร้างชาติ สำหรับเกาหลีใต้พยายามผสมผสานในทุกด้านที่กล่าวมา

ฟินแลนด์ใช้โมเดลการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากสหรัฐฯ ที่เน้นการพัฒนาครูและการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงเท่าเทียมและให้ครูในแต่ละสถานศึกษาเน้นประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนจากความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนมากกว่าจะใช้วิธีสอบแบบมาตรฐานที่วัดคะแนนสูงต่ำเป็นการเปรียบเทียบแบบสหรัฐฯ สำหรับฟินแลนด์ใช้งบประมาณการศึกษาต่อหัวน้อยกว่า นักเรียนใช้ เวลาเรียนต่อปีน้อยกว่าสหรัฐฯ แต่นักเรียนฟินแลนด์ทำคะแนนทดสอบประเมินผลระหว่างชาติ (PISA) ได้สูงกว่านักเรียนสหรัฐฯมาก และนักเรียนฟินแลนด์ยังมีวินัยมากกว่า มองครูในทางบวกมากกว่านักเรียนสหรัฐฯ ด้วย

นักเรียนของนิวซีแลนด์และเกาหลีใต้ ทำคะแนนทดสอบประเมินผลระหว่างชาติ (PISA) ได้คะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศค่อนข้างสูง แต่เกาหลีใต้นั้น มีการแข่งขันกันภายในประเทศสูงและมีความแตกต่างระหว่างนักเรียนที่เก่งกับนักเรียนที่ไม่เก่งค่อนข้างสูง

 

4.2 การจัดหลักสูตรและสาระการเรียนรู้

ประเทศส่วนใหญ่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา) ราว 12 ปีคล้ายๆ กัน บางประเทศ เช่นฟินแลนด์ไม่เน้นการศึกษาขั้นปฐมวัย เพราะมีแนวคิดต้องการให้เด็กเรียนรู้จากครอบครัวและชุมชนมากกว่า แต่เด็กที่เข้าเรียนขั้นปฐมวัยจะแบ่งเป็นห้องตามกลุ่มอายุแต่ละห้องมีขนาดเล็ก (13-20 คน) เน้นการเรียนการสอนผ่านการเล่นด้วยกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัยแบบเตรียมความพร้อม

การศึกษาขั้นพื้นฐานของทุกประเทศจะเรียนภาษา คณิตศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะและการกีฬาคล้ายๆ กัน ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเน้นให้เด็กประถมศึกษาได้เรียนทางภาษาและคณิตศาสตร์มากกว่าวิชาอื่นๆ เพราะถือว่าเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานที่สำคัญจะไปใช้ประโยชน์ไปเรียนต่อวิชาอื่นๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ก็มีสาระการเรียนรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งประเทศที่มาจากรัฐสังคมนิยม เช่น จีน เวียดนามและประเทศแบบรัฐสวัสดิการ เช่น ฟินแลนด์ นิวซีแลนด์จะเน้นมากกว่าประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบเสรีนิยม ซึ่งมักเน้นความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกมากกว่า

ประเทศส่วนใหญ่ รัฐบาลกลางหรือกระทรวงศึกษาจะเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลาง และเป้าหมายการศึกษาโดยรวม และให้ท้องถิ่นทำหลักสูตรเพิ่มเติม หรือมีอิสระในการพัฒนาหลักสูตรแบบผสมผสานจัดการเรียนการสอนตามที่ท้องถิ่นเห็นว่าเหมาะสม ประเทศเช่น ฟินแลนด์และนิวซีแลนด์มีการกระจายอำนาจในการจัดทำหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนไปที่ท้องถิ่นและสถานศึกษามาก

สำหรับระดับมัธยมศึกษาในหลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์เริ่มแยกเป็นสายสามัญและสายอาชีพตั้งแต่ชั้นปีที่ 10-12 (มัธยมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6) บางประเทศเช่นอังกฤษเปิดให้นักเรียนได้เลือกเรียนรู้วิชาชีพหรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการออกแบบควบคู่ไปด้วย เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งวิชาสามัญและวิชาชีพในโลกของความเป็นจริง

การศึกษาในระดับอุดมศึกษา ส่วนใหญ่จะมีการแบ่งแยกสายวิชาการ และสายอาชีพชัดเจน การเรียนในสายอาชีพจะจัดการสอนโดยสถาบันโปลีเทคนิคหรือวิทยาลัยเฉพาะทาง เพื่อเตรียมคนออกไปทำงาน ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมจะมีสัดส่วนนักศึกษาที่เลือกเรียนด้านสายอาชีพหรือสายปฏิบัติการสูงกว่าสายวิชาการ ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาเช่น ไทยจะมีค่านิยมด้านการเรียนสายวิชาการมากกว่า ประเทศเกาหลีใต้ จีน และเวียดนาม ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนาเศรษฐกิจสูงพยายามจะเน้นการจัดการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการเรียนภาษาต่างประเทศเพิ่มขึ้น

ในสหรัฐฯ อังกฤษ และฟินแลนด์ฯลฯ มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับภาคธุรกิจเอกชนอย่างใกล้ชิดเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะใช้ได้ในโลกจริง ทางภาคธุรกิจเอกชนก็ต้องการจะได้แรงงานที่มีคุณภาพเพื่อพัฒนาผลผลิตที่ได้ไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น

4.3 การจัดการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษา

ประเทศที่ศึกษาส่วนใหญ่จัดการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนตามลำดับอายุและความพร้อมของผู้เรียนให้เข้าเรียนเป็นกลุ่ม ตามระดับชั้นต่างๆ ตั้งแต่ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ในการจัด การศึกษาขั้นปฐมวัยอาจใช้เวลา 1-3 ปี ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมความพร้อมให้เด็กได้เรียนรู้พัฒนาตนเองในหลายด้านขึ้น การเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาใช้เวลารวม 12 ปี ประถมศึกษาจะเรียนวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษา (การอ่าน) เลข (คณิตศาสตร์) วิทยาศาสตร์ สังคม (สิทธิหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม จริยธรรม) ศิลปะ การกีฬาฯลฯ มัธยมศึกษาเรียนวิชาพื้นฐานที่เป็นวิชาสามัญในระดับสูงขึ้น บางประเทศผสมผสานเรื่องอาชีพการงาน เทคโนโลยี การออกแบบ การคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ เป็นต้น ในระดับมัธยมศึกษาส่วนใหญ่แยกเป็นสายสามัญและสายอาชีพ

ประเทศส่วนใหญ่จะให้นักเรียนที่อายุวัยเดียวกันเรียนห้องเดียวกันแบบคละกัน บางประเทศ เช่นจีน เวียดนาม บางโรงเรียนมีการแยกห้องเด็กตามความเก่ง โดยเน้นการจัดการศึกษาพิเศษให้เด็กเก่งที่ได้รับการคัดเลือกเพื่อที่จะสอนเด็กที่เรียนได้ไว ให้ก้าวหน้าได้รวดเร็วขึ้นมากขึ้น ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม อาจแยกห้องเด็กเก่งตามวิชาหลัก ๆ อย่างยืดหยุ่น ซึ่งช่วยให้เด็กในแต่ละห้องเรียนได้เรียนอย่างใกล้เคียงกันเพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยเด็กเก่งเรียนรู้ได้เร็วให้เรียนได้เร็วขึ้นดีขึ้นแล้ว ยังช่วยเด็กที่เรียนช้าให้เรียนได้ดีขึ้นตามศักยภาพของเขาด้วย

หลายประเทศมีการแยกสายอาชีพจากสายวิชาการตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6, เกรด 10-12) เพื่อเตรียมนักเรียนที่มีความถนัดความสนใจเฉพาะทางได้เรียนรู้เพื่อไปประกอบอาชีพได้โดยตรง ส่วนคนที่เลือกเรียนสายสามัญก็มักจะมุ่งไปเรียนต่อในขั้นสูง คือ ขั้นอุดมศึกษา

การจัดการเรียนการสอนส่วนใหญ่ คือ ครูเป็นผู้บรรยาย ชี้แนะ สาธิต นำเสนอการอภิปราย ช่วยสรุป วิเคราะห์ ประเมินผล และส่งเสริมให้นักเรียนอ่าน ค้นคว้า ทดลอง ทำรายงาน ทำโครงการ เข้าสอบเพื่อการประเมินผล โดยมีการตั้งจุดประสงค์ เป้าหมาย การเรียนรู้ มาตรฐานในการประเมินหรือวัดองค์ความรู้ ทักษะสำหรับนักเรียนแต่ละระดับชั้น ในทางปฏิบัติจริงทำได้แตกต่างกันไป ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและในโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง ที่มีครูได้รับการฝึกฝนมาดี มีความรู้ความสามารถสูง ครูจะสอนด้วยวิธีการหลากหลายและมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย รวมทั้งมีการประเมินผลที่ติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนได้อย่างใกล้ชิดและใกล้เคียงกับความเป็นจริง ขณะที่โรงเรียนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ครูมักจะสอนแบบบรรยายตามตำรา นักเรียนใช้วิธีฟัง จดจำ ฝึกภาคปฏิบัติบ้าง และใช้การประเมินผลแบบทดสอบตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นการวัดได้เพียงคร่าวๆ และผู้เรียนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้อย่างไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

4.4 การบริหารจัดการ

ประเทศส่วนใหญ่ปฏิรูปการจัดการศึกษาโดยเน้นการกระจายอำนาจการบริหารจัดการรวมทั้งงบประมาณไปที่ท้องถิ่นและที่สถาบันการศึกษา และทำให้ส่วนกลางหรือกระทรวงศึกษาลดบทบาทในการเป็นผู้ลงมือจัดการเองลง ดูแลด้านนโยบายหลักสูตรแห่งชาติเท่าที่จำเป็น การติดตามประเมินผล การช่วยพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาต่าง ๆ

บางประเทศเช่นฟินแลนด์มีการจัดตั้งองค์กรอิสระเป็นผู้ประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา เพื่อทำให้มีการตรวจสอบความรับผิดชอบ (ACCOUNTABILITY) ของผู้บริหารการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพราะการเปลี่ยนรูปโครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและสถาบันการศึกษามากขึ้นจะได้ผลหรือไม่ได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระว่า ผู้บริหารในระดับท้องถิ่นและระดับสถานศึกษาทำงานอย่างรับผิดชอบ และมีประสิทธิภาพ/คุณภาพมากน้อยเพียงไร

นิวซีแลนด์มีสำนักงานตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของแต่ละรัฐตรวจสอบว่าโรงเรียนแต่ละแห่งได้ใช้งบประมาณตามที่ได้กำหนดไว้ในธรรมนูญโรงเรียน (SCHOOOL CHARTER) หรือไม่อย่างไร

ประเทศอื่นนั้นการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาพยายามทำให้เหมาะสมกับสภาพของประเทศเขาและมุ่งให้เกิดผลจริงๆ สหรัฐฯ กระจายไปที่เขตการศึกษาท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรเฉพาะ บริหารจัดการโดยคณะกรรมการที่มาจากทั้งการเลือกตั้งและสรรหา แต่เน้นการที่ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ประสบการณ์เป็นนักการศึกษาโดยตรงมาร่วมด้วย ไม่ใช่โอนย้ายการบริหารจัดการศึกษาจากระบบราชการส่วนกลางไปอยู่ภายใต้นักการเมืองท้องถิ่นเหมือนกับไปขึ้นกับหน่วยราชการอีกหน่วยหนึ่งแบบไทย

บางประเทศเช่นนิวซีแลนด์ กระจายไปที่คณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาซึ่งมาจากหลายฝ่ายรวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่นและคณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทสูง รวมเป็นผู้คัดเลือกและจ้างครูใหญ่หรือผู้อำนวยการด้วย บางประเทศเช่นฟินแลนด์ อังกฤษ นิวซีแลนด์ให้การศึกษาขึ้นอยู่กับองค์กรปกครองท้องถิ่นมากหน่อย แต่ในท้องถิ่นนั้นมีหน่วยงานด้านการบริหารการศึกษาที่มีผู้มีความรู้ด้านนี้เข้ามาช่วยดูแลโดยตรง ไม่ใช่ให้ผู้บริหารการเมืองการปกครองมาดูแลเรื่องการศึกษา

 

เรื่องสำคัญที่ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและเกาหลีใต้ทำคล้ายกันคือการกระจายอำนาจไปที่สถาบันการศึกษาหรือคณะกรรมการสถาบันการศึกษา ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่อยู่ในชุมชนมาช่วยกำกับดูแล คณะกรรมการเป็นผู้คัดสรรเลือกจ้างและกำกับดูแลครูใหญ่ ทำให้ครูใหญ่ต้องแข่งขันกันทำงาน ไม่ใช่แบบไทยที่แต่งตั้งครูใหญ่ตามระบบราชการที่เน้นอาวุโส การสอบ และการมีเส้นสาย ครูใหญ่ของไทยเป็นคนเลือกคณะกรรมการโรงเรียน และครูใหญ่เองมาเป็นประธานคณะกรรมการโรงเรียน

สหรัฐฯ อังกฤษและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นมีระบบตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของท้องถิ่น และสถานศึกษาที่เอาจริงเอาจังและสามารถใช้นโยบายการจัดสรรงบประมาณ และความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ผลักดันให้ท้องถิ่นและสถานศึกษาที่ทำงานได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานต้องปรับปรุงตัวเองในทางใดทางหนึ่ง รวมทั้งมีมาตรการถึงขั้นย้ายครูใหญ่ ย้ายครูส่วนใหญ่ ปิดโรงเรียน ได้ด้วย

ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐฯ อังกฤษยังใช้นโยบายบริหารแบบส่งเสริมให้เกิดการจัดการศึกษาแบบกึ่งรัฐกึ่งเอกชนแบบ CHARTER หรือ INDEPENDENT SCHOOL ที่รัฐบาลให้งบอุดหนุนแต่บริหารโดยมูลนิธิและองค์กรประชาชนที่ไม่ค้ากำไร ประเทศอื่น ๆ ส่งเสริมการจัดการศึกษาหลายรูปแบบ เช่นโดยภาคเอกชน โดยองค์กรปกครองท้องถิ่นโดยตรงฯลฯ เพื่อให้สถานศึกษาต่างๆ แข่งขันในเชิงคุณภาพได้มากขึ้น และให้ผู้เรียนมีทางเลือกมากขึ้น

การศึกษาวิจัยของโครงการประเมินผลความรู้นักเรียนระหว่างประเทศ (PISA) ของกลุ่ม OECD พบว่า ปัจจัยการแข่งขันกันระหว่างโรงเรียนสูง มีความสัมพันธ์กับการที่นักเรียนในประเทศนั้นทำคะแนนในการทดสอบระหว่างชาติได้ดี

เนื่องจากระบบการบริหารจัดการโรงเรียนของไทยเป็นแบบราชการรวมศูนย์ไม่ได้กระจายอำนาจการบริหารไปที่โรงเรียน ทำให้โรงเรียนของไทยไม่ได้แข่งกันในเชิงคุณภาพ เพราะหลักสูตรตำราเรียน การประเมินผล การสอบระดับชาติและสอบเข้ามหาวิทยาลัย งบประมาณ การจ้างครู ถูกกำหนดมาจากกระทรวงศึกษาธิการจากส่วนกลางหมดแล้ว ครูไม่ว่าจะสอนที่ไหน สอนอย่างไร ถ้าไม่ทำอะไรผิดกฎระเบียบก็ได้ขึ้นเงินเดือนทุกปีพอ ๆ กันอยู่แล้ว โรงเรียนของไทยจึงไม่ได้แข่งกันในเชิงคุณภาพ ที่นักเรียนไทยแข่งกันนั้นก็เพียงแต่แข่งการท่องจำ กวดวิชาเพื่อสอบเข้าโรงเรียนชั้นมัธยมที่มีชื่อเสียง และเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ ที่ทำให้ไม่มีความพยายามที่จะปฏิรูปการบริหารจัดการให้มีการเรียนการสอนประสิทธิภาพคุณภาพและมีธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

4.5 การผลิตและพัฒนาครู อาจารย์ และผู้บริหาร

ประเทศฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ สหรัฐฯ อังกฤษ มีการพัฒนาฝึกอบรมคัดเลือกผู้บริหารมืออาชีพอย่างจริงจัง โดยมีการคัดเลือกและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อเตรียมคนเป็นผู้บริหารการศึกษาโดยเฉพาะไม่ใช่ระบบเลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามอาวุโสหรือการสอบหลายประเทศทางคณะกรรมการสถานศึกษาใช้วิธีสรรหาหรือคัดเลือกผู้อำนวยการเขตการศึกษาและครูใหญ่ เพื่อจะได้ผู้บริหารมืออาชีพที่ต้องพิสูจน์ผลงาน เพราะถ้าผลงานไม่ดีอาจถูกเลิกจ้างหรือไม่ต่อสัญญาจ้างได้ ต่างจากของไทยตำแหน่งผู้บริหารเป็นระบบข้าราชการ ข้าราชการได้ตำแหน่งผู้บริหารตามอาวุโส การสอบและการวิ่งเต้น ไม่มีระบบคัดเลือกที่ดีเพียงพอและไม่มีการตรวจสอบความสามารถในการบริหารแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง

ส่วนการจัดตั้งคณะกรรมการเขตการศึกษาของไทย ก็มีแต่ผู้บริหารและครูเป็นหลัก ไม่มีคนนอกที่มีความรู้ความสามารถ มีความเข้าใจเรื่องการศึกษาเข้าร่วมทำงานอย่างแท้จริง คณะกรรมการสถาบันการศึกษา ก็คือคนที่ผู้อำนวยการครูใหญ่เลือกมา และบางทีครูใหญ่เป็นประธานเสียเอง คณะกรรมการจึงเป็นแค่ตรายาง ไม่ได้เป็นบอร์ดผู้บริหารอย่างแท้จริง ในประเทศอื่น เช่น อังกฤษ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ฯลฯ มีการกำหนดเลยว่าประธานคณะกรรมการสถานศึกษาต้องเป็นคนนอก ไม่ใช่ครูใหญ่หรือครูในสถานศึกษานั้น ซึ่งควรเป็นได้แค่กรรมการเท่านั้น

ครูใหญ่ไม่ควรมีอำนาจมากไปและไม่มีใครตรวจสอบดูแล ในหลายประเทศครูใหญ่ต้องสอนด้วย แม้จะสอนน้อยกว่าครูอื่น เพื่อที่ครูใหญ่จะได้ติดตามปัญหาการปฏิบัติงานการสอนได้ดี ครูใหญ่ต้องเข้าร่วมประชุมวางแผนการสอนการประเมินผลร่วมกับครูอื่น ๆ เหมือนเป็นครูคนหนึ่งด้วย

ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จในการศึกษา เช่นฟินแลนด์มีระบบคัดเลือกและการพัฒนาครูอาจารย์ให้มีความรู้ความสามารถทั้งด้านวิชาการและการสอน การแนะแนว และมีแรงจูงใจความตั้งใจในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างสำคัญ ในฟินแลนด์อาชีพครูอาจารย์เป็นที่เคารพเชื่อถือ และครูได้รับการไว้วางใจให้มีอิสระในการทำงาน ทำให้ครูพอใจในการทำงาน คนนิยมมาเรียนวิชาครูมากถึงขนาดการสอบเข้าคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ซึ่งมีคุณภาพและรับนักศึกษาจำกัด มีการแข่งขันสูงมาก   คนที่สอบได้มีเพียง 10% ของผู้สมัครทำให้ได้คนเก่งไปเป็นครู

ในประเทศอื่น เช่นเกาหลีใต้ สิงคโปร์ ก็ได้นักเรียนเก่งๆ ไปเรียนครูเช่นกัน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าเงินเดือนครูสูงกว่าอาชีพอื่น แต่เป็นหลายปัจจัยประกอบกันมากกว่า ที่สำคัญคือการได้รับการยอมรับ ยกย่องจากสังคม และการให้ครูทำงานได้อย่างเป็นอิสระและรับผิดชอบด้วยตัวเองได้มากขึ้น

ฟินแลนด์และประเทศอื่นด้วยให้เงินเดือนครูขั้นเริ่มต้นในอัตราที่สูงพอสมควร เพื่อให้ครูดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ลำบาก แต่การขึ้นขั้นเงินเดือนตลอดอาชีพครูไม่ได้สูงมาก คือขึ้นแต่พอสมควรพออยู่ได้สมฐานะ คนเลือกมาเป็นครูเพราะเป็นอาชีพที่เงินเดือนพออยู่ได้ แต่ได้รับความยกย่องจากสังคม และมีอิสระความรับผิดชอบในการทำงานสอน การวัดผล มีระบบการบริหารงานที่เป็นประชาธิปไตยและทำงานร่วมมือกันเป็นทีม ไม่ได้ถูกสั่งงานตามลำดับชั้นแบบราชการไทย

ประเทศไทยนั้นให้เงินเดือนครู (และข้าราชการอื่นที่อยู่) ขั้นต้นในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นๆ แต่เงินเดือนจะขึ้นไปเรื่อยๆ ตามระบบอาวุโส ทำให้ครูอาจารย์ที่อาวุโสสอนมาแล้ว 20-30 ปี ได้เงินเดือนสูงแตกต่างจากครูที่เริ่มต้นใหม่มาก เพดานเงินเดือนขั้นสูงสุดของครูไทยนั้นสูงมากกว่าหรือใกล้เคียงกับประเทศที่ร่ำรวยกว่าไทยแต่เงินเดือนครูขั้นต้นต่ำกว่ามาก (ดูตารางที่ 4.1) การให้เงินเดือนขั้นต้นต่ำไม่ส่งเสริมให้คนมาทำอาชีพครูมากนัก นอกจากคนที่ชอบเป็นข้าราชการเพราะหวังความมั่นคงทางอาชีพ และมีผลให้ครูไทยต้องทำงานหารายได้เสริม ทำให้ไม่ได้ทุ่มเทเพื่อการสอนอย่างมีคุณภาพ ครูที่อาวุโสที่ได้เงินเดือนค่อนข้างมาก ประเทศไทยใช้งบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยเป็นเงินเดือนครูราว 70% ทำให้มีเงินเหลือเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนไม่มากนัก

เรื่องเงินเดือนครูหรือแม้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาต่อหัวของนักเรียน ไม่ใช่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้นักเรียนเรียนเก่ง ประเทศเช่นสาธารณรัฐเช็ค เกาหลีใต้ ฟินแลนด์มีงบประมาณต่อหัวนักเรียนต่ำกว่าของสหรัฐฯมาก แต่นักเรียน 3 ประเทศนี้ได้คะแนนทดสอบในวิชาสำคัญ คือการอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ในการทดสอบของ PISA เฉลี่ยทั้งประเทศสูงกว่านักเรียนสหรัฐฯ ครูเวียดนาม จีนหรือเกาหลีใต้เงินเดือนไม่สูงไปกว่าอาชีพอื่น แต่ครูในประเทศเหล่านั้นได้รับการยกย่องและมีแรงจูงใจว่าเป็นอาชีพสำคัญเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติ พวกเขาจึงทำงานสอนอย่างค่อนข้างมีประสิทธิภาพ

ปัจจัยที่สำคัญคือคุณภาพของครู ที่ฟินแลนด์นั้นครูที่สอนการศึกษาขั้นพื้นฐานส่วนใหญ่จบปริญญาโททางการศึกษา ปริญญาตรีอาจจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา สังคมศาสตร์ได้ แต่คนจบเป็นครูต้องเน้นการมีความรู้ด้านจิตวิทยาและทักษะการสอน ประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นรวมทั้งเกาหลีใต้ ล้วนเน้นการผลิตครูที่มีความรู้และทักษะการสอนสูง มีองค์กรวิชาชีพซึ่งดูแลเรื่องคุณวุฒิใบประกอบวิชาชีพอย่างมีมาตรฐาน มีการพัฒนาครูหลายรูปแบบ เช่นจัดให้มีครูอาวุโส, ส่งครูไปฝึกอบรมสัมมนาอย่างต่อเนื่อง มีการประชุมการทำงานแบบทีมเวิร์คช่วยเหลือกันและกัน มีการตั้งกลุ่มครูที่มีทั้ง    ครูอาวุโส ครูรุ่นกลาง ครูรุ่นใหม่เพื่อเป็นกลุ่มที่ช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์และช่วยเสริมกันและกัน

 

ประเทศไทยต้องปฏิรูปการคัดเลือก การฝึกอบรม การให้แรงจูงใจ ผลตอบแทนเพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพ เพิ่มเงินเดือนครูขั้นต้น โดยเฉพาะในสายวิชาขาดแคลน ควรให้สูงขึ้นกว่าสายทั่วไป แต่ขั้นวิ่งของเงินเดือนโดยเฉพาะระดับอาวุโสอาจไม่ต้องสูงมากก็ได้

การจัดชั้นเรียนให้เล็กและให้ครูสอนไม่มากชั่วโมงเกินไป ช่วยให้ครูดูแลเด็กได้อย่างใกล้ชิดและมีเวลาเตรียมการสอนให้มีคุณภาพเพิ่มขั้น ฟินแลนด์เป็นตัวอย่างที่ดีนักเรียนใช้เวลาเรียนทั้งปีมีจำนวนชั่วโมงน้อยกว่าสหรัฐฯ แต่นักเรียนเก่งกว่าและมีสุขภาพจิตดีกว่า เกาหลีใต้มีชั้นเรียนใหญ่และชั่วโมงเรียนยาว แต่ก็พัฒนาการเรียนการสอนค่อนข้างได้ดี ประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐฯมองว่าเด็กสหรัฐฯ เรียนน้อยกว่าเด็กเกาหลีใต้จึงเรียนสู้ไม่ได้ แต่เป็นการมองแบบแยกส่วน คิดว่าถ้าเรียนมากชั่วโมงก็จะเก่งมากขึ้น แต่ความจริงแล้วเด็กเรียนเก่งน่าขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพการสอนการเรียนรู้ มากกว่าจำนวนชั่วโมงเรียน

ผู้บริหารและครูที่มีคุณภาพทำงานได้เป็นอิสระและรับผิดชอบสูงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ในสหรัฐฯ และอังกฤษก็มีปัญหาขาดแคลนผู้บริหารและครูที่มีคุณภาพมากพอสมควร ต้องหาวิธีจูงใจมากขึ้น เช่น มีโครงการครูรุ่นใหม่เพื่อการปฏิรูปการศึกษาที่มีการคัดเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถ มีภาวะผู้นำ มีการสื่อสารที่ดี ชอบทำงานที่ท้าทาย มีบุคลิกแบบอึดฮึดสู้ มาเข้ารับการฝึกอบรมการสอนและการแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งครูเหล่านี้ไปพัฒนาโรงเรียนที่มีปัญหาเด็กยากจน เกเร เรียนอ่อนเป็นเวลา 2 ปี เหมือนโครงการอาสาสมัคร พอครบ 2 ปี หากครูเหล่านี้ต้องการลาออกก็มีบริษัทธุรกิจเอกชนพร้อมจะรับเข้าทำงาน เพราะถือว่าเป็นคนที่ได้รับการคัดเลือกและเป็นคนมุมานะทำงานแบบเสียสละ ปรากฏว่าโครงการนี้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นมาก ครูก็พอใจกับอาชีพของตน ขออยู่ต่อกันมากกว่าครึ่งค่อน

ฟินแลนด์จะเน้นเรื่องการช่วยให้เด็กเรียนล้าหลังเรียนตามเพื่อนได้มาก มีการฝึกอบรมครูพิเศษเพื่อช่วยนักเรียนที่เรียนล้าหลัง มีการติวพิเศษ มีการระดมทีมช่วยแก้ปัญหาเด็กที่เรียนอ่อนเรียนช้า เพื่อให้เด็กนักเรียนทุกคนได้เรียนไม่ต่างกันจนเกินไป ที่อังกฤษก็มีโครงการคัดเลือกและส่งครูรุ่นใหม่ไฟแรงที่ได้รับการเตรียมตัวที่ดีมีความพร้อมสูงไปช่วยพัฒนาโรงเรียนที่มีปัญหาอย่างได้ผล

ฟินแลนด์ กำหนดคุณสมบัติครูที่สอนชั้นมัธยมศึกษาสูงกว่าและให้เงินเดือนสูงกว่าครูที่สอนชั้นประถมศึกษาในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ครูทุกคนจะได้เงินเดือนเพิ่มตามผลงาน แต่ในประเทศไทยซึ่งครูที่มีปริญญาเท่ากันได้เงินเดือนเท่ากัน แต่ละปีครูที่มีตำแหน่งงาน (ซี) เดียวกันก็จะได้เงินเดือนขึ้นเท่ากันหรือพอ ๆ กัน ทำให้ทั้งครูและโรงเรียนไม่ได้มีแข่งขันกันในเชิงคุณภาพ ถ้าจะกระตุ้นให้ครูเรียนรู้และพัฒนาการทำงานอย่างมีคุณภาพ ควรเปลี่ยนระบบการประเมินผลตอบแทนครูโดยเน้นความสามารถ  หรือผลงานสอนโดยรวมแทนวิธีการขึ้นเงินเดือนทุกคนเท่ากันตามระเบียบราชการ ส่วนการให้ผลตอบแทนวิทยฐานะเพิ่มโดยการประเมินจากผลงานเขียน ที่ไม่ได้สะท้อนการเพิ่มความรู้ความสามารถหรือประสิทธิภาพการสอนนั้น ก็ควรจะต้องปฏิรูปวิธีการประเมินและให้ผลตอบแทนเสียใหม่ ให้เชื่อมโยงกับการเพิ่มประสิทธิภาพคุณภาพการสอนการทำงานดูแลนักเรียนอย่างแท้จริง

4.6 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา

ประเทศฟินแลนด์ สหรัฐฯ อังกฤษ นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ทและส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา ประชาชนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสื่อมัลติมีเดีย โทรทัศน์เพื่อการศึกษา อินเตอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง เพราะมีทรัพยากรพื้นฐานค่อนข้างดี รัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้มากและมีการลงทุนสร้างสื่อการเรียนการสอน หลักสูตรออนไลน์ที่มีความรู้ความสามารถ และให้เงินเดือนแรงจูงใจคนมีความรู้ความสามารถ มาทำสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ รวมทั้งมีทีมงานไปชี้แนะฝึกให้ครูทั่วประเทศมีความรู้เรื่องนี้เข้ามาร่วมทำสื่อเพื่อการเรียนการสอน มีการฝึกให้นักเรียนรักการอ่าน การค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเองเป็น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้นักเรียนนักศึกษาได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศได้มากขึ้น

ประเทศจีน เวียดนามเห็นความสำคัญและเพิ่มการลงทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้จะได้เฉพาะบางภูมิภาค บางชุมชน อย่างไรก็ตาม การสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้นักเรียนเกิดความตื่นตัวอยากเรียนรู้ที่ทำให้มีความต้องการที่จะแสวงหาและเรียนรู้จากเทคโนโลยีนี้ด้วยตนเองได้

ประเทศส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ในการจัดการศึกษาผู้ใหญ่, การศึกษาต่อเนื่องที่สถาบันการศึกษาทุกประเภท, ทุกระดับมีส่วนร่วมในการจัดการได้อย่างกว้างไม่ได้แยกว่าเป็นงานของเฉพาะหน่วยราชการด้านนี้แบบไทย อย่างไรก็ตามหลายประเทศก็มีองค์กรและหรือสถาบันที่เน้นเรื่องนี้โดยเฉพาะด้วย และเน้นเรื่องการพัฒนาศึกษาต่อเนื่องที่จะใช้งานได้ในโลกเศรษฐกิจสมัยใหม่อย่างจริงจัง และด้วยการพัฒนาโปรแกรมให้คนสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกในการเรียนรู้ได้มากขึ้น ประเด็นสำคัญคือการสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นให้คนสนใจเรียนรู้ และเข้าถึงความรู้ได้สะดวก ราคาต่ำ

4.7 การประเมินผลการปฏิรูปการศึกษาและแนวทางการแก้ไขปัญหา

ประเทศเช่นสหรัฐฯ อังกฤษ  ไทยใช้งบประมาณการศึกษาเป็นสัดส่วนต่องบประมาณประจำปีและต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมสูง แต่ยังจัดการศึกษาได้มีประสิทธิภาพคุณภาพน้อยกว่าประเทศฟินแลนด์ นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ เพราะประเทศกลุ่มแรกมีปัญหาระบบการเมืองแบบมุ่งหาเสียงและระบบราชการ เพื่อประโยชน์ของข้าราชการหรือครูอาจารย์ เช่นในสหรัฐฯ อังกฤษ ครูอาจารย์เป็นกลุ่มที่เรียกร้องปกป้องผลประโยชน์ของตนเองสูง ทำให้การปฏิรูปการศึกษาได้ผลดีเฉพาะบางมลรัฐ บางเมือง บางท้องที่ไม่ได้ผลดีโดยรวม

ในไทย นักการเมือง ข้าราชการชั้นสูงก็บริหารการจัดการศึกษากันแบบหาเสียงและเอาใจพวกครูอาจารย์ซึ่งอยู่ในระบบราชการที่มั่นคงมากชนิดไม่มีการตรวจสอบประเมินผลจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง

สหรัฐฯ อังกฤษแก้ปัญหาการปฏิรูปการศึกษาด้วยการเพิ่มงบการตรวจสอบ, ช่วยเหลือเพื่อการปฏิรูปคุณภาพการจัดการการศึกษาเพิ่มขึ้น, การยกระดับความสำคัญของการสอนการให้รู้จักการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างและพัฒนาครูแบบใหม่และใช้เทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่เข้าไปช่วยเพิ่มขึ้น การปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการให้นักเรียนนักศึกษาได้รับข้อมูลป้อนกลับเร็วขึ้น รวมทั้งใช้นโยบายส่งเสริมให้เกิดการจัดการศึกษาแบบกึ่งรัฐกึ่งเอกชนที่เรียกว่า CHARTER SCHOOL, INDEPENDENT SCHOOL โดยรัฐบาลให้งบอุดหนุน มูลนิธิ องค์กรประชาชนที่ไม่ค้ากำไรไปบริหารกันเอง เพื่อให้มีการแข่งขันกันทางคุณภาพและประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น

เกาหลีใต้ จีน และเวียดนามมีปัญหาคนต้องการเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาระดับสูงเพิ่มขึ้นมาก รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มงบประมาณลงทุน และส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยเอกชน และการส่งเสริมให้คนไปเรียนต่อในต่างประเทศ

ในประเทศไทยไม่มีการวางแผนจัดลำดับความสำคัญและการวิเคราะห์ประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนทางการศึกษาในแต่ละเรื่องอย่างจริงจัง ส่วนใหญ่มักใช้งบประมาณไปในเรื่องเงินเดือนผลตอบแทน ค่าก่อสร้างซ่อมแซมอาคารสถานที่ ค่าซื้อวัสดุอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดต่าง ๆ มีงบลงทุนเพื่อการปรับปรุงการเรียนการสอนน้อย ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งโดยระบบราชการก็ไม่เก่งในการที่จะบริหารงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งผู้บริหารบางคนยังหาผลประโยชน์เป็นค่าคอมมิชชั่นในการก่อสร้าง ซื้อของฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาของระบบการเมืองและราชการไทยทั้งหมด แต่เมื่อเกิดกับกระทรวงศึกษาธิการจะมีผลกระทบให้การพัฒนาประเทศยิ่งล้าหลังมากขึ้น

4.8 การเปรียบเทียบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาของแต่ละประเทศ

ฟินแลนด์ และนิวซีแลนด์ เป็นประเทศที่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างค่อนข้างเสมอภาคทั่วทั้งประเทศโดยเฉพาะฟินแลนด์ และการจัดการศึกษาที่ดีของทั้ง 2 ประเทศนี้มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เรียกว่าเป็นการพัฒนาที่มีทั้งประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความเป็นธรรมและความยั่งยืน (ทำลายสภาพแวดล้อมน้อย)

โดยเฉพาะฟินแลนด์น่าสนใจมาก เด็กในระดับมัธยมศึกษาของฟินแลนด์ไม่เพียงเรียนเก่งที่สุดและใกล้เคียงกันทั้งประเทศในการทดสอบระหว่างประเทศ PISA ของ OECD เท่านั้น พวกเขายังเครียดน้อยกว่า มีวินัยและรักนับถือครูมากกว่านักเรียนประเทศอื่นๆ ด้วย สำหรับปัญหาที่นักเรียนเรียนไม่เก่งและมีปัญหาด้านอุปนิสัยจิตใจมากขึ้นไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ในสหรัฐฯ อังกฤษก็เป็นปัญหาใหญ่มากด้วยเช่นกัน

ฟินแลนด์มีแนวคิดที่ก้าวหน้ามากในเรื่องการประเมินผลการศึกษา ในการศึกษาระดับพื้นฐานใช้การประเมินผลแบบดูพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ไม่มีการสอบมาตรฐานแบบแข่งขันกันทั้งห้องหรือระดับชั้น ยกเว้นตอนมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อใช้เป็นใบเบิกทางไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัยหรือออกไปทำงาน แต่ครูต้องมีความรู้เป็นผู้ประเมินที่ดีและเอาใจใส่ติดตามประเมินผลเด็กอย่างเอาจริง สิ่งที่ฟินแลนด์ทำมากและทำได้ดีเป็นพิเศษคือการติดตามช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหา เรียนช้าเรียนอ่อนอย่างเอาใจใส่ตั้งแต่ต้น เพื่อช่วยให้พวกเขาเรียนตามเพื่อนได้ทัน นี่คือเหตุผลหนึ่งที่นักเรียนมัธยมศึกษาของฟินแลนด์ที่เข้าทดสอบประเมินผลระหว่างชาติตามโครงการ PISA ทำคะแนนได้ดีและนักเรียนทั้งประเทศมีคะแนนต่างกันน้อยกว่านักเรียนจากประเทศอื่นมาก

ประเด็นที่ว่านักเรียนทั้งประเทศมีคะแนนแตกต่างกันน้อยเป็นประเด็นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการที่เด็กระดับมัธยมศึกษาของฟินแลนด์ได้คะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศสูงสุดอันดับ 1-2 ทั้งในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่านและการแก้ปัญหานักเรียนในบางประเทศ เช่นนิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ก็สอบได้คะแนนเฉลี่ยทั้งประเทศสูง แต่มีความแตกต่างระหว่างนักเรียนที่เก่งและไม่เก่งมากของไทย ได้ทั้งคะแนนเฉลี่ยต่ำและนักเรียนไทยเองก็แตกต่างกันมาก

นี่คือสิ่งที่ครูไทยและนักการศึกษาไทยควรเรียนรู้ แทนที่จะไปตามแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาที่เน้นมาตรฐาน (การสอบ) แบบสหรัฐฯ ที่มีการลงทุนใช้งบประมาณมากกว่า ใช้เวลาเรียนนานกว่านักเรียนฟินแลนด์ แต่ผลการทดสอบของนักเรียนสหรัฐฯก็ด้อยกว่า และมีปัญหาด้านความเครียดและสุขภาพจิตมากกว่านักเรียนฟินแลนด์ด้วย

สหรัฐฯและอังกฤษ มีบางสถาบันการศึกษาและบางส่วนของประเทศที่มีการพัฒนาการศึกษาที่มีคุณภาพในระดับสูง เป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยและพัฒนาในสาขาความรู้ต่างๆ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการบริหารจัดการ แต่ถ้ามองภาพรวมทั้งประเทศแล้วการจัดการศึกษาก็ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องที่และในแต่ละกลุ่มชนมาก การศึกษาโดยรวมของสหรัฐฯ และอังกฤษยังมีจุดอ่อนด้าน   ต่าง ๆ อยู่มากพอสมควร เช่นเน้นการสอบ การแข่งขันเพื่อพัฒนาชนชั้นนำกลุ่มน้อยและความรู้ทักษะเฉพาะด้านไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่มีการกระจายทรัพย์สินรายได้ไปสู่คนกลุ่มต่าง ๆ แตกต่างกันมาก การศึกษาในสหรัฐฯ อังกฤษไม่ได้มุ่งพัฒนาคนทั้งประเทศอย่างเป็นองค์รวมเท่าที่ควร

ทั้งนักการเมือง ผู้บริหาร ครูและนักเรียนในสหรัฐฯและอังกฤษต่างมีปัญหาของตัวเอง ทำให้แม้ 2 ประเทศนี้จะมีการใช้งบประมาณในโครงการปฏิรูปการศึกษาสูง แต่ได้ผลน้อย ในระยะหลังแนวทางที่นักปฏิรูปการศึกษาในสหรัฐฯและอังกฤษคาดหมายว่าน่าจะได้ผลมากที่สุด คือการที่รัฐให้งบสนับสนุนโรงเรียนแบบ CHARTER หรือ INDEPENDENT SCHOOL ซึ่งให้มูลนิธิ, กลุ่มผู้ปกครอง ประชาชนเป็นผู้บริหารจัดการกันเองเพิ่มขึ้น เพราะโรงเรียนแบบนี้ทำให้ได้ผลที่มีคุณภาพดีกว่าโรงเรียนของภาครัฐและเก็บค่าเล่าเรียนต่ำกว่าโรงเรียนภาคเอกชน

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีพัฒนาทางการเมืองและวัฒนธรรมแบบศักดินานิยมและทหารนิยมและพัฒนาเศรษฐกิจเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบบริวาร คือพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศมากคล้ายกับไทย ปัญหาการศึกษาแบบต้องเน้นการกวดวิชาแบบท่องจำเพื่อสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยก็คล้ายกับไทยมาก เกาหลีใต้เมื่อ 40-50 ปีที่แล้วเคยมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมพอๆ หรืออาจต่ำกว่าไทยด้วย แต่ถึงวันนี้เกาหลีใต้ซึ่งประชาชนมีความคิดแบบชาตินิยมมากกว่าไทย พัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจสังคมและการศึกษาไปได้ไกลกว่าไทย ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรน้อยกว่าไทย แต่เกาหลีใต้เป็นทั้งสมาชิกกลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม OECD และเป็นประเทศในกลุ่ม G20 ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 20 ประเทศแรกของโลก แต่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาระดับรายได้ปานกลาง

จีนและเวียดนาม เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ประชากรยังมีระดับการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจแตกต่างกัน แต่ทั้ง 2 ประเทศทุ่มเทเรื่องการพัฒนาการศึกษาอย่างเอาจริงเอาจังมาก และเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การที่รัฐบาลใช้นโยบายเลือกเน้นพัฒนาเด็กกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษอย่างเอาจริงเอาจัง และการเน้นการวิจัยและด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบริหารจัดการ

การสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กและประชาชนรักการเรียนรู้ รักการอ่าน มีจิตใจรักประเทศชาติก็เป็นจุดแข็งและบทเรียนที่ไทยน่าศึกษา

ครูในเวียดนามและจีนเงินเดือนไม่สูง อุปกรณ์การสอนการเรียนก็มีน้อย แต่นักเรียน 2 ประเทศนี้ก็เก่งในวิชาสำคัญ เช่นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และนักเรียนนักศึกษา 2 ประเทศนี้ที่ไปเรียนในต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่ขยันเอาจริงเอาจังกับการเรียนมาก

 

กล่าวโดยรวมแล้ว ปัจจัยเรื่องความรักการเรียนความตั้งใจเอาใจใส่ของนักเรียนและครูเป็นปัจจัยที่สำคัญในกระบวนการเรียนรู้ การที่รัฐบาล เช่นสหรัฐ ไทย และอื่นๆ เน้นการแก้ปัญหาโดยเพิ่มงบประมาณเป็นด้านหลักไม่ใช่วิธีการที่จะเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนได้เสมอไป การปฏิรูปการศึกษาต้องปฏิรูปหลายด้านควบคู่กันไป ที่สำคัญที่สุด คือการคัดเลือก ผลิต พัฒนา และการให้แรงจูงใจเพื่อให้ได้ครู และผู้บริหารที่มีคุณภาพ และมีแรงจูงใจสูงเป็นผู้ลงมือปฏิรูปการศึกษาให้ประสบความสำเร็จ

 

 

4.9 สรุป

 

ประเทศอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ให้ความสำคัญต่อการปฏิรูปการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและกระจายรายได้อย่างทั่วถึงเป็นธรรมสูง พวกเขาปฏิรูปการศึกษา ทั้งในแง่ของการปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร ให้มีการกระจายอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ อิสระในการทำงานไปที่ระดับเขตและสถานศึกษา การคัดเลือก พัฒนาให้แรงจูงใจ ครู อาจารย์และผู้บริหาร การปฏิรูปหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้น่าสนใจ มีประสิทธิภาพและสนองความต้องการของผู้เรียนและสังคม มีการประเมินผล อย่างวิพากษ์วิจารณ์และพยายามแก้จุดอ่อนปัญหาต่างๆในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา อย่างตรงประเด็น และอย่างครบวงจร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง

ประเทศไทยพยายามพัฒนารูปแบบการปฏิรูปการศึกษาของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ทั้งการเพิ่มงบประมาณ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหาร การตั้งเป้าหมายฯลฯ แต่ยังคงดำเนินการภายใต้ระบบการเมืองและการบริหารที่อำนาจยังอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารแบบออกกฎระเบียบสั่งการจากบนลงล่าง ส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงแต่รูปแบบการบริหาร นโยบายและเป้าหมาย คำชี้แนะ แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงที่เนื้อหาสาระกระบวนการสอนการเรียนจริง ผู้บริหารการศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง นักเรียนสนใจแต่การเรียนการสอบเพื่อได้รับประกาศนียบัตรและปริญญาบัตร แต่ไม่สนใจพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ที่จะต้องพัฒนาให้ผู้เรียนรักและใฝ่การเรียนรู้ รู้จักวิธีการเรียนรู้ต่อด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาสมองตามศักยภาพของแต่ละคนอย่างเต็มที่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: