RSS

บทที่ 5 กรณีศึกษา – การปฏิรูปการศึกษาในสถานศึกษาของไทย : รายงานสภาวะการศึกษาฯปี 52-53

16 มี.ค.

บทที่ 5

กรณีศึกษา – การปฏิรูปการศึกษาในสถานศึกษาของไท

 

การปฏิรูปการศึกษาของไทยในรอบทศวรรษแรก ตั้งแต่มีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542ฯ มาถึงปัจจุบันเน้นในเรื่องการแก้ไขกฎหมาย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ การแต่งตั้งคณะกรรมการ และการกำหนดนโยบายคำสั่งโครงการจากสำนักงานส่วนกลางใน(กระทรวงศึกษาฯ)ไปยังสถานศึกษาต่างๆ วิธีการปฏิรูปภายใต้ระบบราชการรวมศูนย์ดังกล่าวที่ใช้มาแล้วกว่า 10 ปี ไม่ปรากฏผลสำเร็จโดยรวมอย่างเด่นชัด นอกจากมีความก้าวหน้าเกิดขึ้นเป็นจุดๆ เช่นในบางสถาบัน หรือในกลุ่มนักเรียนที่เก่งที่สุดในสถาบันนั้นๆ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับนักเรียนทั่วทั้งประเทศ ปัญหาที่สำคัญ 2 เรื่องที่การศึกษาไทยแก้ไขได้ไม่ดีพอ คือเรื่องคุณภาพการศึกษาโดยเฉลี่ยทั้งประเทศต่ำ และรัฐจัดให้บริการทางการศึกษาได้อย่างไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ปัจจุบันสถาบันการศึกษามีคุณภาพแตกต่างกันมาก  คนจน คนด้อยโอกาส คนมีปัญหาต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอันเนื่องจากสภาพชีวิตและสังคมที่อัตคัดขาดแคลนทำให้เด็กวัยเยาวชนไม่ได้เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายกันมาก

อย่างไรก็ดี แม้โดยภาพรวมเรายังปฏิรูปการศึกษาไม่ได้ผลเห็นชัด แต่ในภาพย่อยก็มีโรงเรียนอยู่จำนวนหนึ่ง ที่พยายามจะปฏิรูปการสอนและการเรียนรู้แนวใหม่ ให้นักเรียนมีความสุข เป็นคนเก่ง คนดีเพิ่มขึ้น ผู้วิจัยเห็นว่าควรนำกิจกรรมของโรงเรียนเหล่านี้มาเป็นกรณีศึกษาตัวอย่างเพื่อที่ผู้ที่สนใจเรื่องการปฏิรูปศึกษา จะได้เกิดแนวคิดในทางบวกที่เป็นรูปธรรมว่าการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยมีความเป็นไปได้ ถ้ามีนักการศึกษาที่กล้าคิดกล้าทำอะไรใหม่ๆ มากขึ้น บทนี้จะเป็นการเสนอในแง่จุลภาค หรือภาพย่อยที่เป็นเรื่องของแต่ละสถาบัน ในบทที่ 6 ซึ่งเป็นบทสุดท้าย จะเสนอในมุมมองด้านมหภาคหรือภาพใหญ่ว่าเราควรจะมีเป้าหมายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาอย่างไรจึงจะทำให้เกิดผลได้จริงในระดับทั่วทั้งประเทศ

5.1 การจัดการเรียนภาษาแบบธรรมชาติ (WHOLE LANGUAGE) ของโรงเรียนสาธิต

     บางนา และโรงเรียนอนุบาลหนูน้อย12[1]

การสอนภาษาแบบเก่า ครูมักยึดวิธีการสอนแบบ Phonics ซึ่งเน้นการออกเสียงการอ่านสะกดคำและหัดเขียนตัวอักษร แต่ต่อมาครูในซีกโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเริ่มตั้งคำถามว่า ถึงแม้การสอนแบบเคี่ยวเข็ญจะช่วยให้เด็กอ่านออกเขียนได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ แต่กลับพบว่าเด็กไม่มีความสุขที่จะเรียน บรรดาครูจึงช่วยกันค้นคว้า วิจัย และสรุปออกมาเป็นทฤษฎีการสอนภาษาแบบธรรมชาติหรือ Whole Language

ประเทศไทยเน้นการสอนแบบท่องสะกดแยกส่วน ก-า ? กา/ก-ะ ? กะ หรือบังคับให้เด็กเขียน     ก-ฮ ตามที่ครูกำหนด ท่องนับเลข 1-100 ได้ แต่ไม่เคยได้ใช้นับจำนวนสิ่งของจริง ครูจำนวนหนึ่งได้เริ่มแสวงหาหนทางใหม่ด้วยการนำทฤษฎีการสอนแบบ Whole Language มาใช้โดยไม่เข้มงวดกับการ      ท่องสะกดคำ เพราะตระหนักดีว่าการเรียนรู้โดยยึดคำเป็นหลักนั้นอาจเป็นคำที่ไม่มีความหมายในชีวิตจริง

ของเด็ก และไม่บังคับให้เด็กเขียน เพราะตระหนักดีว่ากระดูกนิ้วมือของเด็กยังไม่แข็งแรงพอที่จะบังคับให้เด็กเขียนได้จนกว่าจะ 6 ขวบ แต่ครูใช้วิธีสอนในสิ่งที่เด็กสนใจและมีความหมายสำหรับเขา เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้ดีกว่าถ้าเขามีประสบการณ์ในสิ่งนั้น โดยครูใช้วิธีอ่านหนังสือให้ฟังทั้งคำ ทั้งประโยค ทั้งเล่ม เพื่อให้เด็กมองเห็นภาพรวม รับรู้ข้อมูลตั้งแต่ต้นจนจบ ครูใหญ่และนักการศึกษาที่นำแนวการศึกษาวิธีนี้มาใช้อธิบายว่า

“นี่คือวิธีการเดียวกับที่เด็กเล็กๆ เรียนรู้ตามธรรมชาติ ในการพูดคำว่าพ่อ แม่ จมูก อาบน้ำ ได้โดยไม่จำเป็นต้องรู้หลักไวยากรณ์ แต่พูดได้ยินบ่อยๆ และเข้าใจอากัปกิริยาเมื่อใช้คำนั้นๆ ได้”

“คนเราเรียนรู้โดยอัตโนมัติ เห็นถุงขนม เห็นป้ายก็รู้ว่าคืออะไร เด็กมีพื้นฐานของการเรียนรู้อยู่แล้ว แต่พอมาโรงเรียน การสอนที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ทำให้เด็กทอดทิ้งประสบการณ์ทางภาษาที่มีอยู่เดิม คนที่จะใช้ Whole Language ต้องเข้าใจว่าการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนในรั้วโรงเรียน แต่ทุกขณะ ทุกขั้นตอนคือการเรียนภาษาตามธรรมชาติ”

โรงเรียนสาธิตบางนา และโรงเรียนอนุบาลหนูน้อย ซึ่งเป็นผู้นำในการจัดการเรียนการสอนภาษาตามธรรมชาติ จัดรูปแบบกิจกรรมรวมหลักๆ คล้ายคลึงกันคือ 1.เน้นการอ่านหนังสือเพื่อให้เด็กคุ้นเคยกับหนังสือและอักษร 2.การเปิดมุมเสรี เพื่อให้เด็กมีโอกาสเลือกเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองชอบ 3.การสอนเป็นหน่วยบูรณาการ

โรงเรียนสาธิตบางนาใช้วิธีการให้ครูอ่านหนังสือหรืออ่านนิทานให้เด็กชั้นอนุบาลฟังในตอนเช้า   ทุกวัน วันละประมาณ 15 นาที เป็นการอ่านให้ฟังทั้งเรื่อง โดยตระหนักว่าการอ่านไม่ใช่เพียงการเปล่งเสียงอย่างถูกต้อง แต่คือการอ่านแล้วเข้าใจความหมาย เมื่อเด็กได้ฟังเนื้อความตลอดเรื่องแล้ว เด็กจะเข้าใจความหมายและจำได้ เด็กจะรู้สึกสนุกกับการเรียน ขวนขวายที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน รู้จักเดาคำที่มีตัวสะกดใกล้เคียงกัน และการที่เด็กเกิดความเข้าใจนี้จะนำไปสู่การอ่านแบบวิเคราะห์ภายหลังได้

“เมื่อเด็กรู้จักความหมายของคำทั้งคำ แล้วค่อยสอนให้เด็กแยกแยะว่า คำๆ นั้นประกอบด้วย พยัญชนะ สระ ตัวสะกดอะไรบ้าง เมื่อเด็กไปเห็นคำอ่านอื่นๆ ที่ใกล้เคียง อาทิคำว่า กัน วัน ปัน เด็กก็จะเรียนรู้ถึงองค์ประกอบของคำ โดยไม่ต้องเร่งท่องจำแบบแยกส่วน”

ครูอาจให้เด็กเล่าย้อนกลับในเรื่องที่ครูเคยเล่าให้ฟัง และเขียนตามคำบอกเล่าเด็กบนกระดาน หรือบนกระดาษแผ่นใหญ่ ตรงจุดนี้เด็กจะได้พัฒนาการพูด การออกเสียง ครูไม่ควรกังวลหรือตำหนิหากเด็กออกเสียงไม่ชัด เช่นเดียวกับที่พ่อแม่จะมีแต่ความปีติเมื่อลูกพูดได้อย่างเข้าใจความหมาย แม้จะพูดไม่ชัดก็ตาม เพียงแต่ครูต้องเป็นพี่เลี้ยงและป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้

นอกจากได้ฝึกพูดแล้ว เด็กยังได้เป็นเสมือนนักเขียนนักประพันธ์ที่ให้ครูเขียนตามเนื้อเรื่องที่ตนเล่า ขณะเดียวกันก็ได้สังเกตรายละเอียดของการลากเส้น ตัวอักษร ครูจะปล่อยให้พัฒนาการเขียนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะตระหนักดีว่า เด็กเล็กๆ จะเริ่มต้นจากการขีดเขียนเส้นยุ่งไม่มีความหมาย แต่ต่อไปศักยภาพและอารมณ์ของเด็กจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นจนสามารถกำหนดทิศทางการเขียนให้เป็นตัวอักษรที่สมบูรณ์ได้

ในช่วงเย็นก่อนเลิกเรียน โรงเรียนยังได้จัดให้เป็นช่วงเวลาอ่านเงียบ เพื่อให้เด็กได้ฝึกฝนการอ่านจับใจความและเป็นการฝึกสมาธิในการอ่าน โรงเรียนได้มีจดหมายถึงผู้ปกครองเพื่อช่วยกันส่งเสริมเด็กให้อ่านหนังสือให้ผู้ปกครองฟังที่บ้านด้วย

นอกจากกิจกรรมการอ่านแล้ว โรงเรียนอนุบาลหนูน้อยย่านถนนสุขุมวิทยังได้จัดมุมเสรีต่างๆ ไว้มากมาย เพื่อให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเลือกเล่นกิจกรรมที่มุมใด อาทิ มุมหนังสือ มุมศิลปะที่ให้เด็กๆ ได้เข้ามาขีดเขียน มุมบล็อคที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้มิติ รูปทรงของสิ่งของ มุมคณิตศาสตร์ที่มีวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะพัฒนาให้เด็กฝึกการวัด วิธีนับเลข คำนวณได้ เป็นต้น

การสอนแบบธรรมชาติอีกวิธี คือการสอนแบบบูรณาการ ไม่เรียนแบบแยกส่วนเป็นวิชาเช่นภาษาไทย เลขคณิต ศิลปะอย่างเด็ดขาด แต่หาวิธีผสานทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน อาทิ ที่โรงเรียนอนุบาลหนูน้อยมีการเรียนเรื่องร่างกายของเรา เด็กจะได้เรียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษว่าอวัยวะส่วนต่างๆ เรียกว่าอะไร เขียนอย่างไร ขณะเดียวกันก็ได้เรียนภาษาคณิตศาสตร์ นับนิ้วมือ นิ้วเท้า เมื่อเรียนภาษาศิลปะ ก็จะให้เด็กส่องกระจก วาดใบหน้าตนเอง เป็นต้น

ครูของโรงเรียนอนุบาลหนูน้อยคนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อก่อนตนจะไม่ค่อยสังเกตพฤติกรรมเด็กเท่าใดนัก เด็กทุกคนเรียนเหมือนกัน แต่เมื่อศึกษาและเข้าใจวิธีการเรียนแบบตามธรรมชาติมากขึ้น พบว่าเด็กมีความชอบต่างกันและไม่ควรฝืนใจเด็ก หากแต่ครูต่างหากที่ต้องเป็นนักสังเกต และสอนอย่างสร้างสรรค์ เข้าใจว่าทุกขณะคือการเรียนรู้ ครูของโรงเรียนอนุบาลหนูน้อยจะไม่เอ็ดนักเรียนที่แข่งกันคุยเสียงดังขรมขณะทำกิจกรรม เพราะเชื่อว่านั่นเป็นวิธีการหนึ่งของการเรียนรู้แลกเปลี่ยนภาษาของเด็ก

ครูอีกคนหนึ่งสังเกตว่าหากดึงเรื่องไกลตัวเด็กมาสอนต้องใช้เวลานานกว่าเด็กจะเข้าใจ แต่ถ้านำเรื่องที่เด็กมีประสบการณ์มาสอน เด็กจะตื่นตาตื่นใจและรู้สึกว่าสัมผัสกับสิ่งที่สอนได้ง่ายขึ้น

ในการประเมินผลนั้น การสอนแนวนี้ประเมินจากแฟ้มผลงาน (Portfolio) เป็นสำคัญ เป็นการดูการพัฒนาการของเด็กแต่ละคนในด้านต่างๆ ทั้งความคิด จิตนาการ การอ่าน การเขียน ความเข้าใจของเด็ก ครูต้องเข้าใจว่าเด็กมีขั้นของการพัฒนาช้า-เร็ว แตกต่างกันตามธรรมชาติ

ศ.ดร.อารี สันติฉวี ครูใหญ่โรงเรียนสาธิตบางนากล่าวว่า ไม่อาจชี้ขาดว่าการสอบแบบ Whole Language นั้น เด็กจะมีพัฒนาการที่เหนือกว่าการสอบแบบ Phonics เด็กที่เรียนแบบธรรมชาติบางคนพัฒนาไกลถึงขั้นสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ได้ตั้งแต่อนุบาล 3 ขณะที่เด็กบางคนยังอ่านไม่ได้เมื่อเทียบกับเด็กในระดับเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ครูใหญ่สาธิตบางนาสัมผัสได้คือ เด็กมีความสุขในการเรียนรู้ และไม่เครียด ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

5.2 การส่งเสริมการรักการอ่านและการพัฒนาการเรียนรู้ของโรงเรียนสายปัญญา

 

ในปี 2546 คณะครูโรงเรียนสายปัญญาได้เข้าร่วมงานวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือ “TOPSTAR” กับสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (สวร.) และได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา โดยเน้นที่การปรับปรุงระบบการเรียนรู้เป็นระบบหลักก่อน โดยมีระบบสนับสนุนคือระบบพัฒนาบุคลากร ระบบบริหารจัดการ และระบบสารสนเทศ

กระบวนการปรับปรุงระบบการเรียนรู้ตามแนวทางของ TOPSTAR เน้นการวิเคราะห์ระบบการเรียนรู้ร่วมกันของครูทั้งโรงเรียน แล้วจัดทำแผนผังระบบการเรียนรู้ขึ้นมา เพื่อให้มีทิศทางในการพัฒนานักเรียนที่เป็นระบบและชัดเจนยิ่งขึ้น จุดเน้นที่เปลี่ยนไปคือ หลังจากการวิเคราะห์หลักสูตรและจัดทำแผนการสอนแล้ว จะต้องมีการวิเคราะห์ผู้เรียนอย่างจริงจัง โดยอาศัยข้อมูลผลการสอบเข้า ม.1,ม.4 (สำหรับนักเรียนใหม่) ข้อมูลผลการเรียนในปีที่ผ่านมา (สำหรับนักเรียนเก่า) ผลการตรวจสุขภาพของนักเรียน ข้อมูลประวัตินักเรียนจากฝ่ายปกครอง และการ Pretest (ทดสอบล่วงหน้า) ที่ครูผู้สอนแต่ละวิชาจัดทำขึ้นก่อนที่จะเริ่มการเรียนการสอน เป็นต้น สารสนเทศเหล่านี้ทำให้ครูผู้สอนสามารถรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลชัดเจนขึ้น

จากข้อมูลหลายๆ ด้านทำให้ครูเห็นชัดว่าเด็กคนไหนอ่อนอะไร ต้องเพิ่มเติมในส่วนไหนบ้าง ถ้าเป็นนักเรียนใหม่ก็จะต้องเรียนปรับพื้นฐานก่อน สำหรับนักเรียนเก่าจะมีหลากหลายวิธีการที่จะช่วยพัฒนาให้เรียนได้ทันเพื่อนๆ เช่น เรียนเสริม-ซ่อม โครงการเพื่อช่วยเพื่อน เป็นต้น

ครูจะต้องทำวิจัยในชั้นเรียนเทอมละ 2 เรื่อง การวิจัยในชั้นเรียนจะช่วยให้ครูสามารถพัฒนานักเรียนได้ตรงจุด รวมถึงช่วยแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนได้ด้วย”

การใช้ระบบให้ครูมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์และวางระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนมีผลมากต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้มากขึ้น ทำให้คณะครูมีการพัฒนาคุณภาพและความเอาใจใส่ในการจัดการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนในทางวิชาการ มองเห็นภาพรวมของระบบการทำงานหลักๆ ที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านการดูแลนักเรียน การจัดกิจกรรม ทำให้คณะครูสามารถประสานการทำงานระหว่างกันได้ชัดเจนเป็นระบบยิ่งขึ้น

หนึ่งในตัวอย่างการประสานการทำงานของคณะครูทั้งโรงเรียนเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้คือ โครงการส่งเสริมการอ่าน

การรณรงค์โครง “รักการอ่าน”

ในช่วงปี 2546-2547 โรงเรียนสายปัญญาฯ ได้ส่งเสริมการอ่านผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

 

“วางทุกงาน อ่านทุกคน” ให้นักเรียนได้เลือกอ่านหนังสือที่สนใจวันละ 15 นาที  และในชั่วโมงรักการอ่านทุกวันศุกร์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง โดยมีคณะกรรมการพัฒนาห้องสมุดเป็นผู้ดำเนินการ (ประกอบด้วย ฝ่ายบริหาร หัวหน้ากลุ่มทุกสาระวิชา บรรณารักษ์กลุ่มสาระ และบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียน) จัดหาหนังสือทั้งประเภทสารคดี และบันเทิงคดี รวมทั้งความรู้ใหม่ๆ จากอินเตอร์เน็ต ความรู้จากวารสาร หนังสือพิมพ์ จัดทำเป็นกฤตภาคเพิ่มเติม ใส่กล่องละ 50 เล่ม ครบทุกห้องเรียน

ในขณะเดียวกัน มีการจัดตารางให้นักเรียนเข้าห้องสมุด ครั้งละ 2 ห้องเรียน เพื่ออ่านสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เมื่อนักเรียนอ่านเสร็จแล้ว จะบันทึกการอ่านในใบบันทึกส่งอาจารย์ที่ปรึกษาตรวจพร้อมลงนาม เวลาที่เหลือให้นักเรียนแลกเปลี่ยนหนังสืออ่านเพิ่มเติม หรือผลัดกันเล่าเรื่องที่อ่าน และเพิ่มกิจกรรม “หนังสือดีที่กลับไปเล่าที่บ้าน” โดยให้นักเรียนทำหนังสือเล่มที่อ่านแล้วประทับใจให้กลับไปเล่าให้พ่อแม่ ญาติพี่น้องฟัง แล้วให้บุคคลที่รับฟังเขียนติชม

“ค่ายผู้นำเยาวชนรักการอ่าน” โรงเรียนได้จัดอบรมค่ายผู้นำเยาวชนรักการอ่าน โดยรับสมัครนักเรียนในสหวิทยาเขตกรุงเกษม โรงเรียนละ 10 คน ใช้เวลาในการเข้าค่ายอบรม 2 วัน เพื่อให้ครูและนักเรียนที่สนใจการอ่าน นำความรู้ และแนวทางที่ได้จากการอบรมไปขยายเครือข่ายการอ่านในโรงเรียน กิจกรรมในการอบรมประกออบด้วยการอ่านสู่การเรียนรู้ กลยุทธ์สร้างศิษย์รักให้เป็นนักอ่าน ขุมทรัพย์ความรู้/หนังสือในดวงใจ เสียงเพลงกับการอ่าน Reading Rally และสิ่งประดิษฐ์จากการอ่าน

ค่ายผู้นำเยาวชนรักการอ่าน ยังได้เชิญนักเรียนเยาวชนรักการอ่านรุ่นก่อนเป็นวิทยากรพี่เลี้ยง ให้ความรู้และความสนุกเพลิดเพลินแก่ผู้เข้ารับการอบรม ปรากฏผลการประเมินอยู่ในระดับดีและดีมากทุกกิจกรรม ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคนได้แนวทางไปประยุกต์ใช้ในการสร้างเครือข่ายการอ่านในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี นักเรียนที่ผ่านการอบรมสามารถไปสร้างเครือข่ายการอ่านที่มีสมาชิกเพิ่มขึ้นจำนวนมาก

จาก “รักการอ่าน” สู่การพัฒนาระบบการเรียนรู้

แนวทางการทำงานเน้นการทำงานเป็นทีมระหว่างครูและบรรณารักษ์ห้องสมุด มีการวางแผนอย่างเป็นระบบร่วมกันและมีการประเมินผลการทำงานอยู่เป็นระยะๆ หลังจากการที่ครูวิเคราะห์หลักสูตรและคำอธิบายรายวิชาแล้ว ในการจัดทำแผนการสอนและเอกสารประกอบการสอน จะเน้นให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองค่อนข้างมาก มีทั้งหนังสืออ่านประกอบการเรียนหนังสือค้นคว้าเพิ่มเติม และสื่อหลากหลายรูปแบบ ทั้งกฤตภาคและอินเทอร์เน็ต ครูผู้สอนในสาระวิชาต่างๆ และครูบรรณารักษ์ร่วมมือกันในการตระเตรียมหนังสือให้นักเรียนได้ค้นคว้า

หนึ่งในร่องรอยที่ครูสามารถติดตามได้ว่านักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านมากน้อยเพียงใดคือ “สมุดบันทึกการอ่าน” ซึ่งมีการปรับปรุงเป็นระยะๆ ล่าสุดเป็นรูปเล่มสวยงาม มีโครงสร้างในการบันทึกชัดเจนเป็นระบบ เช่น นักเรียนจะต้องบันทึกชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งสำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ จำนวนหน้า สรุปสาระสำคัญ และข้อคิดที่ได้จากการอ่าน

การที่โรงเรียนสายปัญญาฯ เน้นการจัดระบบการเรียนรู้แนวใหม่ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนค้นคว้าด้วยตนเอง ผ่านการทำโครงการ การทำรายงาน ฯลฯ สอดประสานกับโครงการรักการอ่านที่ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับนักเรียน เมื่อนักเรียนต้องค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ นักเรียนได้มีทักษะความชำนาญในการค้นคว้าและการประยุกต์ใช้เพิ่มขึ้น

จากการวิเคราะห์ของคณะครูพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับพฤติกรรมการอ่านหนังสือของนักเรียนเด็กที่อ่านหนังสือมากจะมีผลการเรียนดีตามไปด้วย ดังนั้นในการเรียนการสอนจึงเน้นให้เด็กสร้างความรู้จากสิ่งที่เด็กอ่านหรือค้นคว้าเพิ่มเติมแล้วประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง โรงเรียนยังส่งเสริมให้เด็กอ่านทั้งหนังสือวิชาการและหนังสือบันเทิงคดีต่างๆ เพราะเห็นว่าช่วยให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตได้หลากหลายยิ่งขึ้น

นอกจากการส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่านแล้วคณะครูจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ อีกมาก ทั้งการศึกษานอกสถานที่ การทำโครงงานกลุ่ม การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ที่นักเรียนเป็นฝ่ายริเริ่ม ด้วยตระหนักว่าผู้เรียนมีลักษณะนิสัยและแววความสามารถที่แตกต่างกัน จึงควรมีกิจกรรมและรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายด้วย โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความสามารถหรือความสนใจของตนเอง ทีมงาน TOPSTAR ของโรงเรียนพยายามเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ที่โรงเรียนกำลังเร่งรัดดำเนินการ เช่น ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ระบบกิจกรรมนักเรียน ระบบชุมชนสัมพันธ์ ระบบสารสนเทศ และระบบพัฒนาบุคลากร ฯลฯ เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้และคุณลักษณะด้านต่างๆ ของผู้เรียนตามปรัชญาของโรงเรียนที่ว่า “ประพฤติดี วิชาดี ทักษะ พละเด่น”

5.3   กิจกรรมแนะแนวในโรงเรียนบุญวัฒนา จ.นครราชสีมา

โรงเรียนบุญวัฒนาเป็นโรงเรียนมัธยมในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กรมสามัญศึกษา เดิม) ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา มีนักเรียนประมาณ 3,600 คน มาจากทั้งในเขตอำเภอเมืองและพื้นที่ใกล้เคียง โรงเรียนมีชื่อเสียงเด่นในด้านการให้คำปรึกษาและจัดกิจกรรมแนะแนวภายใต้แนวคิดที่ว่า เด็กทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง หน้าที่ของครูแนะแนวคือส่งเสริมช่วยเหลือเด็กให้มีโอกาสใช้ศักยภาพของตนอย่างเต็มที่

กิจกรรมแนะแนวที่โรงเรียนจัดขึ้นครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในด้านการเรียน การให้ข้อมูลข่าวสารด้านการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ ตลอดจนการให้คำแนะนำและความช่วยเหลือแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนการศึกษา

โรงเรียนบุญวัฒนาจัดกิจกรรมแนะแนวหลากหลายรูปแบบ ทั้งการให้คำปรึกษาแบบเขียนโต้ตอบในสมุดบันทึกระหว่างครูกับนักเรียน และการให้คำปรึกษาสายด่วนทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนั้นแล้วยังมีโครงการแนะแนวเคลื่อนที่ และจัดอบรมครูแนะแนวในจังหวัด เพื่อเผยแพร่ความรู้ในการจัดกิจกรรมแนะแนวให้แก่เพื่อครูด้วยกัน เป็นต้น

จากการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และสามารถเป็นที่พึ่งทางใจของนักเรียนในยามที่พวกเขามีปัญหาโดยไม่จำกัดในเวลาเรียนหรือนอกเวลานี้เอง ทำให้เป็นที่รู้กันในหมู่เด็กนักเรียนและผู้ปกครองว่า “เมื่อใดมีปัญหา ให้ปรึกษาอาจารย์แนะแนว”

ผู้อำนวยการโรงเรียนบุญวัฒนามองว่าการแนะแนวเป็นงานสำคัญอย่างหนึ่งของการให้การศึกษา เพราะนอกจากจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กโดยตรงแล้ว ยังช่วยลดอุปสรรคปัญหาที่จะมีผลต่อการพัฒนาดังกล่าว

“อาจกล่าวได้ว่า วันแรกที่เด็กมาเข้าเรียนเด็กเจอกับปัญหาแล้ว ทั้งการปรับตัวในการเรียน และกลุ่มเพื่อน ครูแนะแนวจะเข้ามาดูแลนับตั้งแต่จุดนี้ และครอบคลุมอีกหลากหลายเรื่องตลอดระยะเวลาที่เด็กศึกษาในโรงเรียน”

แม้ครูฝ่ายแนะแนวในโรงเรียนบุญวัฒนาจะมีอยู่เพียง 6 คน แต่ทุกคนล้วนได้รับการอบรมมาอย่างดีและพัฒนาตนเองสม่ำเสมอ อีกทั้งทำหน้าที่เต็มกำลังความสามารถและเสียสละยิ่ง ที่นี่จึงไม่มีปัญหาจำนวนครูไม่เพียงพอกับเด็ก

ในการจัดการเรียนชั่วโมงแนะแนว จะเรียนสัปดาห์ละ 1 คาบ เช่นเดียวกับหลักสูตรบังคับทั่วไป กล่าวคือ

ระดับชั้นม.1 เน้นการทำความรู้จักกับฝ่ายต่างๆ ของโรงเรียน และเพื่อนใหม่ ตลอดจนการปรับตัวในตลอดจนการปรับตัวในการเรียน

ระดับชั้นม.2 และม.3 ให้ความรู้ในการเตรียมตัวและวางแผนศึกษาต่อในสายสามัญและสายอาชีพ

ระดับชั้นม.4 ทำความเข้าใจเรื่องหลักสูตร เพราะมีรายวิชาที่แยกตามสาขาวิชามากขึ้น

ระดับชั้นม.5 และม.6 เตรียมตัวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ศึกษาคู่มือและระเบียบการเพื่อตัดสินใจในการเลือกคณะและมหาวิทยาลัย

กิจกรรมแนะแนวในชั้นเรียนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมด้านแนะแนวของโรงเรียนบุญวัฒนา ซึ่งยังมีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจอีกมาก

การเข้าถึงเด็กทุกรูปแบบ อาจารย์ผู้ดูแลงานแนะแนวในระดับชั้น ม.2 เผยว่า กิจกรรมการปรึกษาปัญหาแบบให้นักเรียนเขียนระบายปัญหาความในใจในสมุดบันทึกวิชาแนะแนวและครูเขียนตอบเป็นวิธีหนึ่งที่ได้ผลดี เพราะเด็กยังไม่กล้าบอกครูด้วยคำพูดโดยตรง แต่วิธีการนี้จะทำได้ดีต่อเมื่อเด็กและครูแนะแนวเริ่มมีความคุ้นเคยกันบางแล้ว โดยสมุดเล่มนี้จะปกปิดเป็นความลับ รู้กันระหว่างครูกับนักเรียนเท่านั้น เมื่อเด็กไว้ใจครูมากขึ้น เขาจะเล่าปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนและการดำเนินชีวิต เช่น เรียนไม่ทัน ไม่ถูกกับครูบางคน ผลการเรียนตกต่ำ บ่อยครั้งเป็นเรื่องปัญหาส่วนตัว เช่น คบเพื่อน ปัญหาในครอบครัว ปัญหาด้านการเงิน เป็นต้น ทำให้ครูสามารถรู้ได้ว่า ใครกำลังมีความทุกข์เรื่องใด จะช่วยกันหาทางแก้ไขได้ก่อนจะสายเกินไป

 

ในการแนะแนวทางแก้ปัญหา ครูจะไม่ชี้นำหรือมีคำตอบสำเร็จรูป แต่จะพยายามชี้ให้นักเรียนเห็นที่มาของปัญหา และกระตุ้นให้เด็กค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยตนเองก่อน บ่อยครั้งที่ปัญหาแหล่านั้นอาจดูเป็นเพียงปัญหาของเด็กวัยรุ่นที่กำลังอยู่ในช่วงฮอร์โมนในร่างกายและอารมณ์ปรวนแปร แต่ครูต้องเข้าใจและรู้เท่าทันเด็ก

“เด็กวัยนี้ก็อยากให้มีใครสักคนรับฟังเขา หรือคอยให้กำลังใจ บางคนเขียนกำกับมาเลยว่า ไม่ได้ต้องการคำตอบจากครู เพียงแต่เขาอยากจะระบายความรู้สึก ในฐานะครูแนะแนว สิ่งที่เราทำได้คือการให้แง่คิดดีๆ ในการดำเนินชีวิตแก่เขากลับไป”

ในกรณีที่เด็กมีปัญหารุนแรง และต้องการคำแนะนำที่เป็นกิจลักษณะมากกว่าเขียนถึงครู ครูจะเปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามาพูดคุยปรึกษากับครูโดยตรงแบบตัวต่อตัว เพื่อหาทางช่วยเหลือ และยังมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

“ส่วนมากการปรึกษาในลักษณะนี้ มักเป็นปัญหาในเรื่องการเรียนเป็นหลัก เรื่องส่วนตัวเด็กจะไม่กล้าพูดคุยด้วยเท่าไร เว้นแต่จะสนิทกับครูแนะแนวจริงๆ เท่านั้น”

เมื่อเห็นว่ากิจกรรมแนะแนวรูปแบบนี้ยังไม่สามารถช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาได้อย่างทั่วถึง ทีมครูแนะแนวของโรงเรียนจึงจัดทำกิจกรรมใหม่ขึ้นมาอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า การปรึกษาแบบฮอตไลน์ 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเด็กที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับครูโดยตรง และไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อให้ครูรู้ สำหรับนักเรียนที่นิยมใช้บริการฮอตไลน์สายด่วนนี้ มักเป็นเด็กที่กำลังมีปัญหาครอบครัว บางครั้งมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพ่อแม่หรือปัญหาเรื่องชู้สาว ความรัก ไปจนกระทั่งถึงการพลาดพลั้งของเด็กหญิงที่นำไปสู่การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงปรารถนา

อาจารย์พูนศิริลักษณ์ รับหน้าที่ดูแลในส่วนของบริการฮอต์ไลน์สายด่วน ช่วงกลางวันเด็กสามารถโทรปรึกษาได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ของโรงเรียน ตกเย็นเป็นต้นไปโทรสายตรงบ้านครู เป็นที่รู้กันในหมู่เด็กนักเรียนว่า ครูจะแบ่งเวลาในการให้คำปรึกษาไว้กว้างๆ คือ ช่วงเย็น ให้คำปรึกษาเรื่องเกี่ยวกับการเรียน ช่วงหัวค่ำ ปัญหาเรื่องเพื่อนและครอบครัว และช่วงดึกให้ปรึกษาปัญหาความรัก และปัญหาชีวิต

แต่ละวัน จะมีเด็กนักเรียนโทรเข้ามาขอคำปรึกษาเป็นประจำด้วยความทุกข์และปัญหาที่แตกต่างกันไป  วิธีนี้จะเป็นวิธีที่เด็กนิยมมาก เนื่องจากเด็กสามารถเปิดเผยปัญหาของตนได้อย่างเต็มที่ ต่อมาเมื่อผู้ปกครองของเด็กทราบว่ามีบริการดังกล่าว ก็ได้โทรมาปรึกษาปัญหาของตนด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยและต้องการความอดทนอย่างสูง แต่อาจารย์พูนศิริลักษณ์ไม่เคยนึกย่อท้อเลย ด้วยเป็นเพราะต้องการช่วยเหลือเด็กๆ ให้สามารถก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีสติและเดินถูกทาง

“ปกติเวลาวัยรุ่นมีปัญหา เขาจะเข้าหากลุ่มเพื่อน เจอกลุ่มดีก็ดีไป แต่ถ้าไปเข้ากลุ่มที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะถูกชักนำไปในทางที่ไม่ดี ถ้าเราเข้ามาเป็นเพื่อน เป็นผู้รับฟัง กระตุ้นให้เขาคิด และพยายามค้นหาวิธีให้เขาแก้ปัญหาด้วยตนเอง จะช่วยให้เด็กรอดพ้นจากความเลวร้ายต่างๆ ได้” อาจารย์พูนศิริลักษณ์ กล่าว

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้ว โรงเรียนบุญวัฒนายังจัดกิจกรรมแนะแนวพิเศษอื่นๆ เช่น “กิจกรรมพี่จุดไฟให้น้อง” เป็นการแนะแนวการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา โดยรุ่นพี่ที่จบไปแล้วของปีการศึกษาที่ผ่านมาให้แก่รุ่นน้องที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.6

ในระดับจังหวัด โรงเรียนได้จัดโครงการแนะแนวเคลื่อนที่ออกให้คำแนะนำแก่โรงเรียนระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในเรื่องการศึกษาต่อ ขณะเดียวกันโรงเรียนบุญวัฒนายังเป็นศูนย์แนะแนวจังหวัด ทำหน้าที่จัดการอบรมและให้คำปรึกษาด้านงานแนะแนวแก่โรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมา โดยการจัดการอบรมครูแนะแนวประจำปี และการจัดนิทรรศการสัปดาห์แนะแนว ควบคู่ไปกับการบรรยายเรื่องการศึกษาต่อในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน ทั้งในสายอาชีพและสายสามัญ นอกจากนั้นแล้ว ฝ่ายแนะแนวของโรงเรียนยังได้ร่วมมือกับทางแรงงานจังหวัดแนะนำอาชีพที่หลากหลายและตำแหน่งงานให้นักเรียนที่ใกล้จบการศึกษาและไม่ประสงค์จะเรียนต่อ แต่ละปี จะมีครูและนักเรียนจากจังหวัดใกล้เคียง เช่น สุรินทร์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ เข้าร่วมงานดังกล่าวนี้เป็นจำนวนมาก

นอกจากจะขยายขอบข่ายการจัดการกิจกรรมแนะแนวออกไปกว้างถึงในระดับจังหวัดและภูมิภาคแล้ว ทีมงานแนะแนวของโรงเรียนบุญวัฒนายังให้ความสำคัญกับการติดตามผลภายหลังเด็กเข้ามาขอคำปรึกษา ที่ผ่านมาพบว่า หากเป็นปัญหาในเรื่องของการเรียน การแก้ปัญหาจะสามารถทำได้รวดเร็ว ขณะที่ปัญหาอื่นๆ เช่น เรื่องเพื่อน ครอบครัว ตลอดจนปัญหาส่วนตัวอื่นๆ ต้องใช้ระยะเวลาในการแก้ไขปัญหา และมีการให้คำปรึกษามากกว่า 1 ครั้ง ดังนั้น การติดตามผลในส่วนนี้อาจต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานมากกว่าการแก้ไขปัญหาในด้านการเรียน อย่างไรก็ตาม จากการติดตามประเมินผลในการแก้ปัญหาต่างๆ โดยรวมที่เด็กนักเรียนเข้ามาปรึกษา พบว่า ปัญหาต่างๆ สามารถคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นกว่าร้อยละ 90 เด็กนักเรียนบางรายที่มีปัญหาหนัก ที่ใครๆ คาดว่าคงเลิกเรียนแล้ว ยังสามารถกลับมาศึกษาต่อจนกระทั่งจบชั้นม.6 ด้วยฝีมือของทีมครูแนะแนวในโรงเรียนแห่งนี้

นายมงคล พุทะบุรี นักเรียนชั้นม.6 เผยถึงความคิดเห็นในการให้การบริการแนะแนวของโรงเรียนว่า รู้สึกอบอุ่นใจว่า หากตนมีปัญหาสามารถปรึกษาครูซึ่งเป็นบุคคลที่ตนเองไว้ใจได้ตลอดเวลา

“แต่ถ้าผมมีปัญหา ผมคงเลือกใช้บริการฮอตไลน์ เพราะถ้าให้เปิดเผยตัวพูดต่อหน้าครูผมคงประหม่า” นายมงคล กล่าว

นายรัชวัตร โลหนุต นักเรียนชั้นม.6 อีกรายกล่าวว่า เขาชื่นชอบการแนะแนวแบบฮอตไลน์สายด่วน เพราะเด็กสามารถปรึกษาปัญหาได้อย่างทันใจ ที่สำคัญ ไม่ต้องเผชิญหน้ากับครูโดยตรง

“ปัญหาบางเรื่อง ผู้ใหญ่อาจเห็นว่าไม่สำคัญ แต่ในความรู้สึกของเด็กนักเรียนเป็นเรื่องเร่งด่วน ขอเพียงแค่ให้มีใครสักคนรับฟังก็ยินดี เพียงแค่นี้ปัญหาก็อาจจะคลี่คลายไปได้” นายรัชวัตร สะท้อนถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็กวัยรุ่นในยุคปัจจุบัน

5.4 หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาแบบบูรณาการของโรงเรียนสุนทรภู่พิทยา จ.ระยอง13[2]

 

โรงเรียนสุนทรภู่พิทยา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ตั้งอยู่ในเขตธรณีสงฆ์ของวัดกลางกร่ำ เปิดสอนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียนจำนวน 835 คน เดิมเป็นโรงเรียนมัธยมระดับตำบล

โรงเรียนสุนทรภู่พิทยาได้ริเริ่มใช้หลักสูตรการสอนแบบสองภาษารูปแบบใหม่มีชื่อเป็นทางการว่า หลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษาแบบบูรณาการ (English for Integrated Studies : EIS) โดยใช้หลักการเรียนภาษาที่สอง รูปแบบ SSF (S:Short,S:Simple,F:Familiarize) และประยุกต์การเรียนรู้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษโดยการฝึกทักษะและการคิดวิเคราะห์โดยรูปแบบระเบียบวิธีการคิดทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Methodology Model) ใช้หนังสือเรียนภาษาอังกฤษจากประเทศสิงค์โปรเป็นหลัก

โรงเรียนสุนทรภู่พิทยาได้นำหลักการของหลักสูตร EIS มาประยุกต์ในการจัดการเรียนการสอนทั้ง 3 ภาษา (ไทย-อังกฤษ-จีน) การปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา ทำโดยกำหนดผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของEIS ที่สัมพันธ์กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ใช้หนังสือเรียนและ/หรือประกอบเรียนเป็นภาษาอังกฤษจากสิงคโปร์ ใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนการสอน วัดและประเมินผลโดยใช้ข้อทดสอบเป็นภาษาอังกฤษ กำหนดระบบการวัดและประเมินผลการเรียนที่เน้นกระบวนการเรียนรู้เข้มข้นขึ้น มีการทำความเข้าใจกับผู้ปกครองและชุมชนส่งเสริมกิจกรรมรูปแบบ Sister School กับต่างประเทศ (สิงคโปร์ จีน และมาเลเซีย) พัฒนาสมรรถนะครูไทยประจำการให้ใช้ภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐาน เพื่อการสื่อสารสำหรับการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และคอมพิวเตอร์ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา และมีการพัฒนารูปแบบการพัฒนาครู EIS

ในด้านการพัฒนาบุคคล โรงเรียนได้เพิ่มบทบาทการสอนให้แก่ครู และลดบทบาทการประสานงาน และงานธุรการลง โดยจ้างเจ้าหน้าที่มารับผิดชอบโดยตรง นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาบุคลากร พัฒนาการเรียนการสอน เช่น การเรียนรู้โต้ตอบทางออนไลน์ (พัฒนาทั้งทักษะภาษาอังกฤษและการใช้เทคโนโลยี) ก่อให้เกิดการจัดการความรู้ (Knowledge Management : KM) ในโรงเรียน และให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองแก่ครูในโรงเรียน ด้วยการส่งครูไปศึกษาดูงานและพัฒนาตนเองในต่างประเทศ (เช่น สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย) เพื่อให้ครูได้ประสบการณ์ เปิดโลก เปิดกระบวนการทัศน์ สร้างแรงจูงใจในการพัฒนาการเรียนการสอน และการพัฒนาโรงเรียนต่อไป

ขณะเดียวกันโรงเรียนก็ยังคงความเป็นโรงเรียนของชุมชนท้องถิ่น ที่ทั้งพระสงฆ์ และประชาชนให้ความร่วมมือทั้งการเป็นคณะกรรมการสถานศึกษา ที่ร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมสนับสนุนการดำเนินงานตลอดจนการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ทั้งด้านครุภัณฑ์ ทุนการศึกษา และสถานที่

โรงเรียนสุนทรภู่พิทยามีจุดเด่นในด้านการจัดทำหลักสูตร EIS ทางเลือกใหม่สำหรับคนไทยสู่สากล โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เก็บค่าเล่าเรียนต่ำ เรียนรู้จากกระบวนการในท้องถิ่นและชุมชนผสมผสานเข้ากับความเป็นสากล แม้ว่าโรงเรียนจะมีข้อจำกัดในด้านทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ในชนบทและนักเรียนส่วนใหญ่ยากจน แต่ข้อจำกัดดังกล่าวก็กลับเป็นโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนได้แบบไม่แปลกแยกเหมือนที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นอื่น เนื่องจากธรรมชาติและกลิ่นอายของวัฒนธรรมและความเป็นท้องถิ่น ที่บ้าน วัด โรงเรียนและชุมชนยังคงร่วมมือกันเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน/เยาวชนในท้องถิ่นของตน

โรงเรียนสุนทรภู่พิทยาเน้นการพัฒนาให้เป็นโรงเรียนสอนภาษาแบบพอเพียงโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการพัฒนาครูอย่างทั่วถึง ผู้บริหารสถานศึกษามีความเข้มแข็งและสามารถเชื่อมโยงความรู้ระหว่างครูสู่ครู ระหว่างครูสู่นักเรียน สร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้คณะครูทำงาน กรรมการโรงเรียนและผู้ปกครองร่วมมือสนับสนุน ทำให้ผลการเรียนของนักเรียนโรงเรียนสุนทรภู่พิทยาดีขึ้น จนกระทั่ง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนโดยรวมที่เคยเป็นโรงเรียนลำดับท้ายๆ ของจังหวัดเมื่อปีการศึกษา 2547 ได้ก็กลับมา โดดเด่นในวิชา ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในลำดับต้นๆ จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (O-NET) เมื่อปี 2550 –2553 ตามลำดับ ส่งผลให้นักเรียนของโรงเรียนมีความภาคภูมิใจในตนเองและมีความกล้าแสดงออก สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างต่อเนื่องน่าชื่นชม

ความสำเร็จของโรงเรียนสุนทรภู่พิทยาเกิดจาการทำงานร่วมกันของครู ผู้บริหาร กรรมการสถานศึกษา และชุมชน เป็นการบริหารแบบใช้โรงเรียนและชุมชนเป็นฐานและร่วมมือแก้ปัญหาด้วยภาวะผู้นำของผู้บริหาร ความตั้งใจและความมุ่งมั่นในการสอนของคณะครู และความร่วมมือของพ่อแม่ผู้ปกครอง พระสงฆ์ และชุมชนท้องถิ่น อย่างเป็นรูปธรรม โรงเรียนสุนทรภู่พิทยายังเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายครู EIS แห่งประเทศไทยซึ่งมีเครือข่ายหลายสิบโรงเรียนด้วย

 


 

5.5 การเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนบ้านเมืองชุม จ.เชียงราย14[3]

โรงเรียนบ้านเมืองชุม จังหวัดเชียงราย เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในชุมชนซึ่งโอบล้อมไปด้วยป่าไม้ขุนเขาและสายน้ำ เป็นโรงเรียนที่ทำกิจกรรมเรื่องสิ่งแวดล้อมธรรมชาติอย่างเข้มข้น ซึ่งทำให้เด็กเกิดการซึมซับได้เห็นมุมมองและประสบการณ์ใหม่ๆ สามารถเข้าใจและอยู่ร่วมกับธรรมชาติและใช้ประโยชน์ได้คุ้มค่า และส่งผลดีต่อการเรียนรู้และพัฒนาในด้านอื่นๆ ด้วย

ครูโรงเรียนบ้านเมืองชุมมองว่าปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่จะเน้นการเรียนกับตำรามากกว่าเรียนกับธรรมชาติจนทำให้เด็กต้องแข่งขันมากขึ้น มีจิตใจก้าวร้าว เห็นประโยชน์ส่วนตน อันเป็นผลที่ได้จากการเรียนกับสิ่งที่ไร้ชีวิต การนำกิจกรรม Eco School โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมาประยุกต์ใช้ภายในโรงเรียนบ้านเมืองชุมทำให้เด็กได้เรียนรู้กับธรรมชาติมากกว่าเรียนในตำรา เกิดความตื่นตัว และมีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

สำหรับกิจกรรมจะเน้นการพาเด็กนักเรียนลงพื้นที่ศึกษาแหล่งเรียนรู้จริงในชุมชน เช่น แหล่งเพาะพันธ์ปลา แหล่งทำเกษตรอินทร์ โรงเรียนชาวนา วิธีการทำปุ๋ยหมักจากหน่อกล้วย ซึ่งประสบการณ์ที่เด็กจะได้รับรู้ ได้มองเห็น และรู้ว่าประโยชน์ที่ได้จากการลงมือทำสิ่งนั้นคืออะไร เป็นการรับรู้โดยอัตโนมัติ และจำขึ้นใจโดยไม่ต้องท่องจำเหมือนนกแก้ว นกขุนทอง

ประธานนักเรียนโรงเรียนบ้านเมืองชุม กล่าวว่า กิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมที่โรงเรียนทำเป็นประจำจะทำทั้งตอนเช้าก่อนเข้าเรียนและตอนเย็นหลังเลิกเรียน โดยแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น โครงการธนาคารขยะ โครงการทำปุ๋ยหมัก และโครงการเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อกำจัดเศษอาหาร

“สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำกิจกรรมคือเรื่องของภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ฆ่าแมลง ซึ่งได้ผลอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ผมอยากบอกเพื่อนๆ ว่าสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา มีทั้งสิ่งมีชีวิติและไม่มีชีวิต การรักษาสิ่งแวดล้อมก็จะทำให้โลกเราไม่เกิดภาวะโลกร้อนซึ่งปัจจุบันเป็นวิกฤตที่ใหญ่มาก ทุกคนก็บ่นว่าร้อน แต่ก็ไม่ได้ประหยัดพลังงานอะไรเลย ผมจึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อลูกหลานของเราในอนาคตนะครับ”

ครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านเมืองชุม ชี้ว่านอกจากผลลัพธ์ที่ได้คือสิ่งแวดล้อมภายในโรงเรียนและชุมชนน่าอยู่แล้ว ด้านพฤติกรรมของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการก็เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งเรื่องกิริยามารยาท การสนใจหาความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น เริ่มทำงานเป็น มีความคิดเป็นผู้นำ กล้าคิดที่เหตุผล และผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นทางการเรียนก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะโรงเรียนบ้านเมืองชุมเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนประมาณ 150 คน แต่สามารถติด 1 ใน 10 ของโรงเรียนในระดับจังหวัดของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จังหวัดเชียงราย เขต 1 ได้

“กลุ่มวิชาที่นักเรียนได้ดีเพิ่มขึ้นเห็นได้ชัดคือ วิชาวิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยของการสอบเพิ่มสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดเชียงราย รวมทั้งผลงานที่นักเรียนส่งเข้าประกวดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมก็ได้คว้ารางวัลอันดับที่ 2 ของจังหวัด สร้างความภาคภูมิใจให้กับคณะครู – นักเรียน เป็นอย่างมาก กระบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นการทำให้เด็กรู้จักตนเอง มีการพัฒนาตนเองพัฒนาทางความคิด และรูปแบบพฤติกรรมที่พึ่งประสงค์ เป้าหมายสูงสุดของหลักสูตรคือเด็กมีจิตสาธารณะ คนที่ภูมิใจกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้คือผู้ปกครองที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกในทางที่ดีและมีประโยชน์ต่อสังคม

5.6 การพัฒนาทักษะการคิดของโรงเรียนอำนวยศิลป์15[4]

 

โรงเรียนอำนวยศิลป์ เป็นโรงเรียนเอกชนในกรุงเทพฯ ได้นำแนวทางการจัดการศึกษาในแบบ Thinking School หรือโรงเรียนที่เน้นการพัฒนาทักษะการคิดให้กับเด็กจากต่างประเทศมาปรับใช้ ด้วยเห็นว่าจะเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้มีประสิทธิภาพ ทางโรงเรียนได้จัดส่งคณะครูไปเข้ารับการอบรมที่ King’s School เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่ประสบความสำเร็จในการสอนแบบ Thinking School

กระบวนการปฏิรูปการศึกษาของโรงเรียนอำนวยศิลป์นั้น มีทั้งการพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพ ที่สำคัญคือการพัฒนาครูฟันเฟืองสำคัญที่จะบ่มเพาะนักเรียนไปสู่เป้าหมาย โดยเฉพาะการส่งครูไปศึกษาฝึกอบรมดูงานตามโครงการ Thai School of Ex-cellence การเชิญวิทยากรจากต่างประเทศมาจัดอบรมสัมมนาที่โรงเรียนและการเซ็นสัญญาความร่วมมือทางวิชาการกับโรงเรียนคิงส์ ประธานบริหารโรงเรียนได้กล่าวว่า

“สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือการให้เด็กได้เรียนรู้ตามศักยภาพและความต้องการมากกว่ายัดเยียด Thinking School จะสร้างเด็กให้มีศักยภาพเพื่อต่อสู้ในโลกแห่งการแข่งขันในอนาคต สิ่งสำคัญของกระบวนการคือยังคงสอนเนื้อหาตามหลักสูตร แต่ที่เพิ่มขึ้นคือ การนำความรู้เหล่านั้นไปใช้โดยผ่านการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ และคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง 1 ปีที่เราดำเนินการมา เห็นได้ชัดว่าเด็กกล้าแสดงออกและถามมากขึ้น กระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น นอกจากนี้เรายังมุ่งหวังว่าหากได้ผลในระดับมาตรฐานเราก็จะแบ่งปันองค์ความรู้ไปยังสถานศึกษาอื่นๆ ที่สนใจต่อไป”

ครูใหญ่โรงเรียนคิงส์ให้ข้อคิดว่า “เป็นความรับผิดชอบของโรงเรียนที่ต้องพัฒนาเด็กให้สามารถอยู่บนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา และทุกวิชาสามารถใช้กระบวนการคิดได้ทั้งสิ้น กระบวนการดังกล่าวไม่ใช่มาทดแทนสิ่งที่ดำเนินการมา แต่เป็นการเสริมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

ผู้ช่วยครูใหญ่โรงเรียนคิงส์ ผู้เริ่มนำ Thinking School มาปรับใช้ในโรงเรียนคิงส์เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา กล่าวเสริมว่า “จากเดิมที่คนพูด เด็กฟัง แต่ Thinking School เน้นให้เด็กคิดสร้างสรรค์ (creative)  คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล (critical) และคิดแบบพินิจพิจารณา (reflective) กลไกสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายได้ที่ว่าอย่างมีประสิทธิภาพคือ “ครู” ที่ต้องคิดวิเคราะห์ และมีมุมมองที่หลากหลายในการนำเสนอบทเรียน ยอบรับว่าเป็นความท้าทายที่ต้องปรับปรุงพฤติกรรมการสอนของครูให้มีกระบวนการดังกล่าว แต่ผลสำคัญที่ได้คือครูเองก็มีพัฒนาการ มีแรงจูงใจในการสอนเพิ่มขึ้น ขณะที่นักเรียนก็มีแรงจูงใจในการเรียน โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมในการเรียนเพิ่มขึ้น”

ครูคณิตศาสตร์ป.6 โรงเรียนอำนวยศิลป์ที่ผ่านการอบรมกล่าวว่า “เห็นบทบาทครูที่ไม่ใช่ทำ  หน้าที่สอนความรู้อย่างเดียว แต่ต้องสอนทักษะให้เด็กรู้จักประยุกต์ใช้ ตัวอย่างในโรงเรียนคิงส์  จะเห็นว่า

และศิษย์ไม่มีการแยกแยะสถานะว่าฉันคือครู เธอคือศิษย์ นักเรียนทุกคนจึงเสนอความคิดเห็นที่  หลากหลายได้

อย่างกว้างขวาง ขณะเดียวกันครูเองก็เรียนรู้จากเด็กด้วยซ้ำ ดังนั้น การตั้งคำถามให้เด็กวิเคราะห์ เป็นกระบวนการที่น่าสนใจและเป็นโจทย์ใหญ่ที่ครูต้องทำการบ้านอย่างหนัก”

ครูคณิตศาสตร์ ป.4 กล่าว “เราต้องการให้เด็กมีทักษะในการแสวงหาความรู้เพื่อการดำรงอยู่บนโลกอนาคต แต่ระบบการศึกษาไทยยังมีเป้าหมายเพียงแค่การสอบเข้าโรงเรียนดังๆ หรือสอบแอดมิชชั่นได้ สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่บั่นทอนความคิดของเด็ก

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          

5.7 สรุป

การนำเสนอกรณีตัวอย่างที่ยกมาในบทนี้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีโรงเรียนในสังกัดต่างๆ ที่มีความคิดริเริ่ม ปฏิรูปการศึกษาด้วยภาวะการนำของ ครูใหญ่ ผู้อำนวยการ คณะครู ผู้ปกครอง ชุมชน อยู่อีกมาก ปัจจัยสำคัญคือต้องมีคนมีภาวะผู้นำที่มีความรู้ ความคิดความอ่าน และกล้าริเริ่มที่จะทำอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากการทำงานประจำตามคำสั่งและระเบียบราชการไปวันๆ  เราอาจจะเรียกพวกเขาหรือเธอว่าผู้นำทางยุทธศาสตร์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำทางการเมืองที่มีตำแหน่งสูงมาก ก็สามารถก่อให้เกิดการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่ง

กรณีตัวอย่างแสดงว่า แม้การปฏิรูปการศึกษาทั่วทั้งประเทศให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การเรียนสูงขึ้น และนักเรียนได้มีความฉลาดหลายด้านเพิ่มขึ้น ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ถ้าผู้บริหาร ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ชุมชนเข้าใจและตั้งใจที่จะปฏิรูปในส่วนที่ตนทำได้อย่างจริงจังก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทั้งนี้สถานศึกษาที่ได้เริ่มทำกิจกรรมเหล่านี้ ควรจะวิเคราะห์ประเมินผล ทั้งจุดแข็งจุดอ่อนของตนเองและเป็นโรงเรียนที่รู้จักเรียนรู้อยู่เสมอ (LEARNING SCHOOL) พัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องรวมทั้งการสร้างเครือข่ายการปฏิรูปการศึกษาร่วมกับสถานศึกษาและชุมชนอื่นได้ต่อไป

การจะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผลอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งผู้บริหาร ครู ตลอดจนผู้นำชุมชน ผู้ปกครองอย่างขนานใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดหรือผู้บริหารและครู ต้องมีวิธีการคัดเลือกและพัฒนาส่งเสริมให้ได้บุคลากรที่มีภาวะผู้นำในการปฏิรูปการศึกษา มีอุดมการณ์ในการทำงานอย่างจริงจัง โดยยึดหลักความรู้ความสามารถ ความมีไฟหรือมีแรงจูงใจในการทำงานสูงของบุคลากรเป็นด้านหลัก

การจะปฏิรูปผู้บริหารและครูได้อย่างแท้จริงจะต้องผ่าตัดยกเลิกระบบบริหารแบบเก่าที่นิยมการคัดเลือกและให้ผลตอบแทนบุคลากรตามปริญญาบัตร ตามขั้นหรือการสอบประเมินในระบบราชการแบบเก่า เพราะระบบดังกล่าวเป็นตัวถ่วงทำให้การศึกษาย่ำเท้าอยู่กับที่หรือแม้แต่ถอยหลัง การจะปฏิรูปการศึกษาให้ได้ผลในระดับประเทศนอกจากจะขึ้นอยู่กับการปฏิรูปครูและผู้บริหารกันอย่างขนานใหญ่แล้ว ยังจะต้องปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแบบกล้าผ่าตัดในเชิงโครงสร้างทางสังคมอีกหลายด้าน ด้วยความเข้าใจสภาพ สาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกันเป็นระบบองค์รวม ดังที่ผู้วิจัยจะได้   นำเสนอในบทต่อไป


12 กรณีศึกษา 1-3 ผู้วิจัยคัดและสรุปย่อมาจาก วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์ และชื่นขวัญ บุญทวี บรรณาธิการ เรื่องดีๆ ในวงการศึกษาไทยโครงการเว็บไซด์นิวสคูล  2551 WWW.NEWSCHOOL.IN.TH หนังสือเล่มนี้มีกรณีตัวอย่างทั่วประเทศจำนวนมาก

13 สรุปจากหนังสือ วราภรณ์ สามโกเศสและคณะ ข้อเสนอทางเลือกระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับสุขภาวะคนไทย โครงการ ปศท และ สสส. 2553.

14 กรุงเทพธุรกิจ 1 ธันวาคม 2553.

15 สรุปจากหนังสือ วราภรณ์ สามโกเศส และคณะ ข้อเสนอทางเลือกระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับสุขภาวะคนไทย โครงการ ปศท และ สสส. 2553.

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: