RSS

Category Archives: ทางออกของปัญหา

ทางออกอื่นนอกจากการยุบสภา/เลือกตั้งใหม่ โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล


การยุบสภา/เลือกตั้งใหม่ ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความหวังมากนัก เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองในปัจจุบัน จะทำให้นักการเมืองหน้าเดิมจากพรรคใหญ่

และพรรคขนาดกลางที่มีฐานเสียงเดิมอยู่เท่านั้น ที่จะสามารถใช้อำนาจรัฐ ระบบอุปถัมภ์ หัวคะแนน นโยบายประชานิยม ฯลฯ เอาชนะการเลือกตั้งได้

ดังนั้น เราก็จะได้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ผสมกับพรรคอื่นเป็นรัฐบาล ที่ล้วนเป็นนักการเมืองหน้าเดิม ที่มุ่งแสวงหาอำนาจ/ผลประโยชน์ให้ตัวเอง และต่างก็มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบเอื้อนายทุนผูกขาดส่วนน้อย ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ:

ทางออกของปัญหา:จะปฏิรูปประเทศแบบไหนอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาได้


จะปฏิรูปประเทศแบบไหนอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาได้
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 28 มิถุนายน 2553 12:26 น.
แผนปรองดองและแนวทางการปฏิรูปประเทศ หากต้องการให้ได้ผลจริงต้องวิเคราะห์ให้เข้าถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและกล้าแก้ไขแบบปรับรื้อระบบโครงสร้างใหม่อย่างจริงจัง มากกว่าใช้เป็นยุทธวิธีหาเสียงทางการเมืองและซื้อเวลาของรัฐบาล

การแก้ปัญหาให้ได้ผล ต้องจำแนกแต่ละปัญหาให้ตรงประเด็น อย่าพูดเหมารวมแบบกว้าง ๆ ลอย ๆ

Read the rest of this entry »

 

ผู้นำแห่งอนาคตในทัศนะ สตีเฟน โควีย์


ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 31 พฤษภาคม 2553 10:23 น.
โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล
สตีเฟน อาร์ โควีย์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง “อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูง” เขาได้เขียนบทความ เรื่อง “THREE ROLES OF THE LEADERS” (บทบาท 3 ด้านของผู้นำ) ในหนังสือรวมบทความเรื่องผู้นำแห่งอนาคตที่มูลนิธิปิเตอร์ ดรักเกอร์ จัดพิมพ์ขึ้น
Read the rest of this entry »
 

ทัศนะต่อ “ผู้นำแห่งอนาคต”


โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 25 พฤษภาคม 2553 10:48 น.
มูลนิธิ PETER F DRUCKER ได้พิมพ์หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรและบทบาทของผู้นำในสังคมโลก จากบรมครู (GURU) ด้านการนำ/การบริหารองค์กรเด่น ๆ หลายคน 3 บทความแรกที่น่าสนใจประกอบไปด้วย
 

ทางออกของปัญหา:จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้อย่างไร


จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้อย่างไร

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

14 พฤษภาคม 2553 12:31 น.

ปัญหาความล้มเหลวของรัฐไทยยุคนี้ มาจาก 2 เรื่อง คือ 1.กลุ่มเพื่อทักษิณเป็นพวกนักการเมืองแบบกล้าได้กล้าเสียที่ใช้ทุกวิธีการเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนและสามารถชักจูงครอบงำคนส่วนหนึ่งได้ สร้างอำนาจต่อรองได้เก่ง 2.รัฐบาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ขาดภาวะผู้นำ ไม่ทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่ร้าวลึกคือ พฤติกรรมที่นักการเมืองดึงประชาชนเข้าไปเป็นพวกแบบให้ผลประโยชน์และปลุกเร้าด้วยอารมณ์ให้รักเฉพาะพวกตัวเองและเกลียดชังพวกอื่น ทำให้คนไทยแตกแยกเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง

Read the rest of this entry »

 

ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย


ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 กุมภาพันธ์ 2552 18:18 น.
ใครที่ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คงจะเคยได้อ่านหรือได้ยินชื่อ ไมเคิล ไรท์ ผู้เขียนบทความภาษาไทยรวมเป็นเล่มชื่อ “ฝรั่งคลั่งสยาม” และอื่น ๆ เขาได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดโต้แย้งกันมากพอสมควร เช่นหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ที่เคยเชื่อกันว่าจารึกในสมัยสุโขทัยนั้น เขาเห็นว่าโดยโครงสร้างไวยากรณ์สำนวนภาษาน่าจะจะจารึกในสมัยต้น ๆ รัตนโกสินทร์และถือเป็นวรรณกรรมสั่งสอนมากกว่า ในที่นี้ผมเพียงแต่อยากจะเขียนถึงไมเคิล ไรท์ในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่งแบบมองภาพกว้างมากกว่า

ผมรู้จักไมเคิล ไรท์เมื่อผมย้ายงานจากสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชเข้าไปทำงานที่ฝ่ายวิจัยและวางแผนธนาคารกรุงเทพในปี 2515 งานหลักของฝ่ายวิจัยฯสมัยนั้นคือ ทำวารสารเศรษฐกิจรายเดือน และวารสารประจำปีของธนาคารกรุงเทพซึ่งมีคนหาอ่านและกล่าวถึงกันพอสมควร ในยุคที่เผด็จการที่วงการวิชาการและนิตยสารถูกจำกัดเขต ผมเข้าไปช่วยทำฉบับภาษาไทย ไมเคิล ไรท์ที่เรามักชอบเรียกสั้น ๆ ว่าไมค์ ทำฉบับภาษาอังกฤษ เข้าใจว่าเขาคงจะช่วยแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ, ช่วยตรวจทานด้านภาษาอังกฤษหรือเขียนข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเขาไม่ได้มีพื้นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มากพอที่จะเป็นนักเขียนบทความประจำฉบับเหมือนอย่างกองบรรณาธิการส่วนใหญ่ ซึ่งจบหรือมีพื้นมาทางเศรษฐศาสตร์ ที่จริงไมค์คนอังกฤษออกเดินทางมาเอเชียตั้งแต่อายุ 19 โดยไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นนักศึกษาด้วยตัวเอง เป็นนักอ่านอย่างกว้างขวาง เขาจึงเขียนภาษาอังกฤษได้ดีและตอนหลังเขาก็เขียนภาษาไทยได้ค่อนข้างดีด้วย นี่คือสิ่งที่คนไทยและระบบการศึกษาไทยยังไม่ค่อยได้เรียนรู้ว่าการอ่านและการเรียนด้วยตนเองสำคัญอย่างไร

ก่อนจะมาอยู่เมืองไทย ไมค์เคยไปอยู่ศรีลังกามาระยะหนึ่งและเขาชอบคุยเปรียบเทียบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของศรีลังกากับไทยให้พวกเราฟัง รวมทั้งทำอาหารศรีลังกาให้พวกเรากิน เวลาเขาเชิญพวกเราไปสังสรรค์กันที่บ้านเช่าของเขาด้วย ผมเป็นคนชวนเขาให้เขียนบทความเป็นภาษาไทยและช่วยดูภาษาบทความแรก ๆ ให้เขาด้วย ส่วนเขาก็เคยช่วยแปลบทกวีเพลงเถื่อนแห่งสถาบันและบทกวีอื่น ๆ ของผมอีก 3-4 ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ตอนที่ผมได้รับเชิญให้ไปประชุมกวีแห่งอาเซียนที่อินโดนีเซียร่วมกับอังคาร กัลยาณพงศ์และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ตอนนั้นคุณเนาวรัตน์ก็มาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯ แต่อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าเขาคงจะแปลบทกวีของคุณเนาวรัตน์ด้วย

หลังเหตุการณ์นักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 พนักงานธนาคารหนุ่มสาวกลุ่มที่เป็นนักประชาธิปไตยได้จัดตั้งสหพันธ์พนักงานธนาคาร ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พนักงานธนาคารซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจบมหาวิทยาลัยที่ทำงานในห้องแอร์ได้เงินเดือนค่อนข้างสูงและหัวสูงมากกว่าที่จะคิดว่าพวกตนเป็นแรงงานกับเขาด้วยเหมือนกัน ได้จัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้น คนที่จัดตั้งสหภาพแรงงานธนาคารเป็นพนักงานธนาคารส่วนน้อยที่หัวก้าวหน้า ที่จัดตั้งเป็นสหภาพฯขึ้นมาเพราะความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมส่วนรวมมากกว่า เพื่อต้องการต่อรองเรื่องค่าจ้างซึ่งพนักงานธนาคารสมัยนั้นมีปัญหาน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมมาก คนที่เป็นหัวแรงคือคุณสกุล ซึ่งภายหลังยังมาทำสหภาพแรงงานพนักงานธนาคารกรุงเทพต่อ และณรงค์ เพชรประเสริฐ ซึ่งตอนนั้นอยู่ธนาคารกรุงเทพด้วยกัน

เหตุที่พวกเราจัดตั้งเป็นสหพันธ์ที่มีสมาชิกจากพนักงานหลายธนาคารทีเดียวเลย เพราะกฎหมายอนุญาตและเพราะเรามีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่จบจามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จากหลายธนาคาร แม้จำนวนสมาชิกโดยรวมแล้วจะน้อยมาก แต่ชื่อสหพันธ์ฯฟังดูเป็นองค์กรระดับชาติที่ใหญ่โต เวลาออกแถลงการณ์สนับสนุนการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนหรือสหภาพแรงงานอื่น ๆ ดูมีน้ำหนักในทางการเมืองพอสมควร

ไมเคิล ไรท์เป็นคนที่เข้าร่วมกลุ่มพูดคุยและสนับสนุนกิจกรรมของพวกเราอยู่เสมอ อาจจะไม่เป็นทางการและอาจไม่แสดงตัวในที่สาธารณะ เพราะการเป็นฝรั่งต่างชาติคงจะทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นที่เพ่งเล็งได้มากเกินไป แต่เขาเข้ามาร่วมกับพวกเราด้วยความสมัครใจและเอาการเอางานอย่างไม่ต้องสงสัย และเท่าที่พวกเรารู้จักกันมานานอย่างรู้ความคิดนิสัยใจคอกันดีเชื่อว่าเขาไม่ใช่สายลับของชาติไหนด้วย แม้ไมค์จะชอบเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องการเมือง แต่เขาก็มาเข้าร่วมกลุ่มศึกษาปรัชญาวัตถุนิยมวิพากษ์ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์กับพวกเราอยู่เกือบประจำ นี่คือวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนรุ่น 14 ตุลาคม 2516 ที่น่าเสียดายที่มาถูกตัดตอนไปในอีก 3 ปีต่อมา

สหพันธ์พนักงานธนาคารมีบทบาทในทางการเมืองระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานด้านเผยแพร่ความรู้และกิจกรรมทางสังคมมากกว่าการเรียกร้องเรื่องแรงงานสัมพันธ์ เพราะสมาชิกในแต่ละธนาคารเป็นคนส่วนน้อยมาก และสภาพการจ้างงานในธนาคารในตอนนั้นก็มีปัญหาไม่มากนัก แต่ในธนาคารก็มีเรื่องให้ต่อสู้อยู่บ้างเหมือนกัน เช่นเมื่อฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯสั่งย้ายพนักงานธนาคารกรุงเทพฯที่เป็นกรรมการสหพันธ์ 2 คน ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะไม่พอใจที่เขาทั้ง 2 ไปร่วมจัดตั้งสหภาพแรงงาน เราได้ฟ้องร้องและชนะตามกฎหมายแรงงานว่านายจ้างไม่มีสิทธิที่จะย้ายกรรมการสหภาพไปอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการขัดขวางการทำงานด้านสหภาพได้ นี่คือการให้บทเรียนที่ฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯต้องปรับท่าที และต้องจ้างคนที่รู้เรื่องกฎหมายแรงงานและแรงงานสัมพันธ์มาดูแลฝ่ายบุคคล

จากการเป็นสมาชิกสหพันธ์พนักงานธนาคารนี้เอง ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมเป็นครูของพนักงานสหภาพแรงงาน ที่สถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่เมืองตูรินประเทศอิตาลีเป็นเวลา 3 เดือนในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาประชาชน 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารบางคนถูกจับกุมในการร่วมชุมนุมคัดค้านการกลับประเทศของพลเอกถนอม กิตติขจรที่ธรรมศาสตร์ และภายหลังถูกปล่อยออกมา บางธนาคารถือโอกาสปลดกรรมการสหพันธ์ฯออกจากการเป็นพนักงานธนาคาร มีคนหนึ่งที่เลือกการเข้าป่าเหมือนนักศึกษาปัญญาชนหลายพันคนในยุคนั้น

ไมเคิล ไรท์โทรทางไกลไปบอกผู้อำนวยสถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานที่อิตาลีว่าให้เตือนผมว่าไม่ควรรีบกลับประเทศไทย เพราะมีการจับกุมคุมขังนักศึกษาประชาชนจำนวนมาก และมีการคุกคามเสรีภาพนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ สำนักงานของสหพันธ์ฯซึ่งเช่าที่ร่วมกันกับกลุ่มนักกิจกรรมส่งหนังสือไปให้ห้องสมุดในต่างจังหวัดถูกตำรวจค้น และยึดหนังสือไปทั้งหมด หลังจากการอบรมที่อิตาลีจบลงในเดือนธันวาคม 2519 ผมอาศัยเพื่อนฝูงและคนรู้จักรอดูสถานะการณ์อยู่ในฝรั่งเศสและต่อมาอังกฤษอยู่ 2-3 เดือนก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย หลังจากที่เห็นว่าสถานะการณ์การปราบนักศึกษาปัญญาชนตอนนั้นเริ่มผ่อนคลายไปพอสมควร และประเมินว่าผมเป็นแค่นักเขียน นักวิชาการ ไม่ใช่แอคติวิสต์หรือนักเคลื่อนไหวโดยตรง จึงน่าจะกลับมาได้โดยไม่มีปัญหา ผมกลับมาทำงานที่ฝ่ายวิจัยฯธนาคารกรุงเทพฯ กิจกรรมทางการเมืองของพวกเราต้องหยุดลง แต่ผมยังแปลยังเขียนหนังสือแนวที่ไม่ใช่การเมืองโดยตรงไมค์เริ่มไปสนิทกับสุจิตต์ วงศ์เทศและเขียนบทความให้ศิลปวัฒนธรรม อีก 5 ปีต่อมาผมจึงได้ลาออกไปเป็นอาจารย์ระดับตั้งต้น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเบื่อกรุงเทพฯที่จราจรติดขัด/แออัดและสภาพการทำงานที่เริ่มจำเจ

หลังจากนั้นผมก็ห่างจากไมเคิล ไรท์และพรรคพวกชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารไป เรายังมีการนัดพบปะกันบ้างนาน ๆ ครั้ง หรือได้เจอกับบางคนในกิจกรรมอภิปราย, สัมมนาต่าง ๆ บ้าง ช่วงนี้เองที่ไมเคิล ไรท์ได้ทำสิ่งที่เขาถนัด คือศึกษาและเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมเป็นภาษาไทยให้กับนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องและเริ่มมีชื่อเสียง ก็เป็นเรื่องแปลกดีที่คนไทยหลายคนไม่ได้สนใจอ่านศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยเอง แต่คนอังกฤษคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่มีวัฒนธรรมของนักอ่านและการศึกษาด้วยตนเองกลับสนใจมากกว่า และพยายามเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่น ๆ มากกว่า

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ

1. การสร้างวัฒนธรรมให้ประชาชนสนใจอ่านและเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของประเทศตัวเอง(ที่สัมพันธ์กับโลกด้วย) เป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งกระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ควรจะใส่ใจทำให้มากกว่าที่ทำมาสักร้อยเท่า

2. การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแบบมองนอกกรอบวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบที่ไมเคิล ไรท์ วิเคราะห์ปัญหาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้ได้มุมมองใหม่ ข้อสังเกตใหม่ ๆ ที่หลากหลายน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าบทวิเคราะห์หรือข้อสันนิษฐานของเขาอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรืออาจมีข้อจำกัด มีอคติอะไรอยู่บ้างก็ตาม แต่การเปิดมุมมองใหม่ ๆ คือประเด็นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ ประเด็นนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องรอให้คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมาช่วยวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ถึงจะได้มุมมองใหม่ หากการศึกษาไทยใจกว้าง เปิดให้คนไทยหัดคิดหัดเรียนรู้นอกกรอบ ความคิดจารีตนิยมได้ จะเปิดทางให้คนไทยเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจทั้งเรื่องของไทย และเรื่องของวัฒนธรรมอื่นได้กว้างขวางลึกซึ้งเพิ่มขึ้นกว่าระบบการศึกษาแบบท่องจำตามตำรา ตามครู ตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมที่อาจจะล้าสมัยอย่างที่เป็นอยู่

 

การละเลยและละเมิดสิทธิเด็กในประเทศไทย


การที่ผู้ใหญ่ไทยมัวทะเลาะกันทางการเมือง ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศถูกละเ ลยไม่ให้ความสำคัญและมีปัญหามากขึ้น อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่โดยเฉพาะชนชั้นนำ ว่าจะมีภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ ตระหนักถึงปัญหาของเด็กและเยาวชนไทยหรือไม่อย่างไร
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: ,

ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย


ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย
 รศ.วิทยากร  เชียงกูล
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 กุมภาพันธ์ 2552 18:18 น.
 
 
       ใครที่ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คงจะเคยได้อ่านหรือได้ยินชื่อ ไมเคิล ไรท์ ผู้เขียนบทความภาษาไทยรวมเป็นเล่มชื่อ “ฝรั่งคลั่งสยาม” และอื่น ๆ เขาได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดโต้แย้งกันมากพอสมควร เช่นหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ที่เคยเชื่อกันว่าจารึกในสมัยสุโขทัยนั้น เขาเห็นว่าโดยโครงสร้างไวยากรณ์สำนวนภาษาน่าจะจะจารึกในสมัยต้น ๆ รัตนโกสินทร์และถือเป็นวรรณกรรมสั่งสอนมากกว่า ในที่นี้ผมเพียงแต่อยากจะเขียนถึงไมเคิล ไรท์ในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่งแบบมองภาพกว้างมากกว่า
      

Read the rest of this entry »

 

วิกฤตเศรษฐกิจโลกและทางออกของไทย


การแก้ปัญหาแบบอุ้มคนรวย ไม่ใช่ทางที่จะแก้ไขวิกฤติได้อย่างแท้จริง

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐฯ เริ่มจากการที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ มีปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยสินเชื่อบ้านให้กับลูกหนี้ประเภทเสี่ยง (ที่เรียกว่าซับไพร์ม คือลูกหนี้เกรดต่ำกว่าลูกหนี้ชั้นดี) มากเกินไป โดยไม่พิจารณาความสามารถในการชำระคืนของลูกหนี้ และยังมีการนำภาระหนี้ไปทำเป็นตราสารหนี้และการรับประกันหนี้ขายต่อกันไปเป็ นทอด ๆ โดยนายอาลัน กรีนสแปน ประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ ผู้ที่อ้างเรื่องตลาด ไม่ได้สนใจจะวางกฎเกณฑ์ดูแลเรื่องตราสารหนี้อย่างรอบคอบ เมื่อเกิดปัญหาหนี้เสียมากจึงล้มตามกันเป็นทอด ๆ ไปถึงตัวสถาบันการเงินใหญ่
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: ,

ทางออกของปัญหา : ผู้แทนจะมีคุณภาพได้ต้องสร้างพลเมืองให้มีคุณภาพก่อน


      พลเมืองสมัยใหม่ต่างจากไพร่ฟ้าข้าราษฎรอย่างไร

รัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และปี 2550 ไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยเป็นระบบทุนนิยมผูกขาดแบบเป็นบริวารทุนต่ างชาติ ที่คนรวยกลุ่มน้อยมีอำนาจครอบงำประชาชนทุกด้านสูงมาก ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ขาดความรู้และจิตสำนึกในฐานะพลเมือง ยังคิดว่าตนเองเป็นไพร่ฟ้าที่ต้องพึ่งพาอยู่ภายใต้อุปถัมภ์และเป็นหนี้บุญคุ ณของผู้มีอำนาจ

Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทางออกของปัญหา:กองทุนหมู่บ้าน- ประชานิยมไม่อาจแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างได้


ทางออกของปัญหา:กองทุนหมู่บ้าน- ประชานิยมไม่อาจแก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างได้

โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 17 กุมภาพันธ์ 2551 19:01 น.

โครงการกองทุนหมู่บ้านและโครงการให้สินเชื่อรายย่อยประเภทต่างๆ ช่วยให้คนจนมีเงินสดหมุนเวียนไปประกอบอาชีพเกษตรกรและอาชีพอิสระรายย่อยเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ยากที่จะแก้ปัญหาความยากจนได้จริงๆ เพราะการที่คนจนจะก้าวข้ามพ้นความยากจน ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น การมีโอกาสได้เป็นเจ้าของที่ดินหรือปัจจัยการผลิตอื่น มีความรู้ความสามารถในการจัดการ มีระบบตลาดและการขนส่งที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ผู้ผลิตรู้จักรวมตัวกันเป็นกลุ่มสหกรณ์ที่เข้มแข็ง ฯลฯ

การเน้นโครงการให้สินเชื่อรายย่อยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการพัฒนาเศรษฐกิจแบบแข่งขันในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เป็นแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ทั้งๆที่คนที่ยากจนขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นอย่างมากนั้น จนเพราะถูกระบบระบบทุนนิยมผูกขาดเอาเปรียบ และพวกเขาควรได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐแบบให้เปล่าในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข บริการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ โดยรัฐบาลต้องเก็บภาษีจากคนรวยในอัตราก้าวหน้าและหารายได้ต่างๆมาช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาหรือปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานต่างๆในถิ่นที่ยากจน จึงจะเป็นช่องทางช่วยพัฒนาคนจนให้ช่วยตัวเองได้

การส่งเสริมการปล่อยเงินกู้รายย่อยให้ประชาชนเข้าไปแข่งขันในระบบทุนนิยมผูกขาดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนน้อยเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จในบางพื้นที่ แต่ก็อาจจะอยู่ในขอบเขตจำกัดและในระยะสั้นๆ ไม่อาจจะแข่งขันสู้กับบริษัทใหญ่ได้ในระยะกลางและระยะยาวได้ ยกเว้นแต่จะมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ผู้ผลิตที่เข้มแข็ง

การส่งเสริมธนาคารให้สินเชื่อขนาดย่อมเป็นด้านหลักโดยไม่ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองให้เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย เป็นเพียงการเปลี่ยนการขูดรีดดอกเบี้ยจากคนจนโดยระบบนายทุนเงินกู้เอกชน มาเป็นการขูดรีดโดยสถาบันการเงิน ที่คิดดอกเบี้ยต่ำกว่านายทุนเงินกู้เอกชนหน่อย แต่ดอกเบี้ยที่รายย่อยกู้ได้ยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าชั้นดีมากเท่านั้น เนื้อแท้ของการขูดรีดผ่าน ระบบการซื้อ (ปัจจัยการผลิต) แพง ขาย (ผลผลิต) ได้ถูก ไม่ได้เปลี่ยนแปลง โครงการเงินกู้รายย่อยเพียงช่วยให้ผ่อนคลายปัญหาและช่วยให้เศรษฐกิจทุนนิยมเดินต่อไปได้โดยไม่สะดุดดูดี แต่คนจนก็ยังติดกับดักของเงินกู้ คือต้องเป็นหนี้สะสมเพิ่มขึ้นไปชั่วชีวิตไม่ต่างไปจากเดิม

ทางออกของคนจน

เราน่าศึกษาบทเรียนจากธนาคารกรามีนของบังคลาเทศ (อ่าน วิทยากร เชียงกูล มูฮัมหมัด ยูนูส ธนาคารคนจนและรางวัลโนเบล สายธาร 2551) สหกรณ์ และองค์กรประชาชนในประเทศอื่นๆเพื่อหาจุดแข็งจุดอ่อนและนำมาประยุกต์ใช้ในการต่อสู้ในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้น โดยจะต้องวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมืองให้เข้าใจสภาพสาเหตุแนวทางการแก้ไขให้เชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวม ทางออกของคนจน คงไม่ใช่แค่การจัดตั้งธนาคารคนจน กลุ่มออมทรัพย์หรือสหกรณ์ออมทรัพย์แค่นั้น แต่ต้องจัดตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้บริโภค สหกรณ์ร้านค้าและสหกรณ์ประเภทต่างๆที่เข้มแข็งและมีเครือข่ายกว้างขวาง เช่น สหกรณ์การเกษตร ที่มีเครือข่ายระดับภูมิภาคและประเทศ ร่วมกันซื้อปัจจัยการผลิตได้ถูกลงและร่วมกับขายพืชผลได้อย่างมีความรู้มีการจัดการและอำนาจต่อรองขึ้น อย่างสหกรณ์การเกษตรในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาถึงขั้นมีธนาคารของตัวเอง มีร้านค้าสหกรณ์และบริษัทขายส่ง บริษัทส่งออกของตัวเอง

คนงานผู้ประกอบอาชีพต่างๆสามารถพัฒนา สหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค ที่สมาชิกสหกรณ์เป็นเจ้าของโรงงาน ธุรกิจต่างๆเองได้ แม้แต่การแพทย์และการรักษาพยาบาล ทั้งแพทย์ พยาบาล ประชาชนก็มีการ ตั้งสหกรณ์เพื่อการรักษาพยาบาล ในบราซิลและประเทศอื่นๆที่มีจุดแข็งมากกว่าโรงพยาบาลรัฐซึ่งให้บริการได้จำกัดและโรงพยาบาลเอกชนซึ่งคิดแพง ในหลายประเทศมีการตั้งสหกรณ์ผู้ผลิตและผู้ใช้น้ำ ไฟฟ้า ฯลฯ ที่มีจุดแข็งมากกว่ารัฐวิสาหกิจหรือบริษัทนายทุนเอกชน เพราะสหกรณ์เป็นการจัดระบบการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพแบบระบบตลาด แต่การบริหารและการแบ่งปันผลประโยชน์มีความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เน้นเพื่อประโยชน์สมาชิกส่วนรวม สหกรณ์จึงเป็นทางเลือกที่สามที่ดีกว่ารัฐวิสาหกิจ รัฐสังคมนิยมและระบบนายทุนเอกชน

สหกรณ์ที่มีสมาชิกมีความรู้และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมในหลายประเทศ ยังเป็น องค์กรที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาทางสังคมและสภาพแวดล้อมให้สมาชิก ชุมชน และประเทศ ได้ดีกว่าบริษัทธุรกิจเอกชนด้วย เช่น การเน้นการผลิตและการบริโภคสินค้าที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อม การให้สวัสดิการและความช่วยเหลือแก่คนจนหรือคนด้อยโอกาสในชุมชน การส่งเสริมสิทธิสตรี สิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ในภาคใต้และภาคตะวันออกของไทย นอกจากจะการจัดสวัสดิการชุมชนให้สมาชิกและรณรงค์ในเรื่องให้สมาชิกละเลิกอบายมุข และไม่ขายเสียงในการเลือกตั้งผู้แทนด้วย

ดังนั้น การรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือกันของประชาชนในแนวสหกรณ์ จึงมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาได้สูงกว่าการพัฒนาแนวทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการแข่งขันหากำไรส่วนบุคคล คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะไม่เกิดขึ้นได้จริง ถ้าแนวคิดการพัฒนาประเทศไทยยังเน้นแนวทางเปิดเสรีภายใต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเป็นด้านหลัก เศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นจริงได้ก็ต่อ เมื่อเราต้องพัฒนาระบบสหกรณ์ พัฒนาการรวมกลุ่มของประชาชน การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองระดับชุมชนได้เพิ่มขึ้น และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจการเมืองให้กับชุมชน ทำสหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค สหกรณ์ออมทรัพย์ ร้านค้า สหกรณ์ ฯลฯ ให้เข้มแข็งสามารถแข่งกับบริษัทนายทุนขนาดใหญ่ รวมทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ ประชาชนไทยจึงจะมีโอกาสแก้ไขปัญหาความยากจน และปัญหาความด้อยพัฒนาอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง

 

ทางออกของปัญหา:จะมองและสร้างเศรษฐกิจทางบวกได้อย่างไร


ทางออกของปัญหา:จะมองและสร้างเศรษฐกิจทางบวกได้อย่างไร
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 6 ธันวาคม 2550 18:52 น.
       ปัญหาน้ำมันแพง และเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัว ทำให้นักเศรษฐศาสตร์พากันกล่าวว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าต้องลดลงด้วย เพราะเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการลงทุนและการค้าต่างประเทศ (ส่งออก) เป็นหลัก นี่คือการคิดอยู่ในกรอบว่าเราต้องพัฒนาเศรษฐกิจแนวพึ่งต่างชาติแนวเดียว ไม่กล้าคิดว่าเราสามารถแหกกรอบไปทางอื่น เช่นการพึ่งเศรษฐกิจภายในประเทศมากขึ้นได้
       
        นักการเมืองและชนชั้นนำของไทยมักอ้างว่าไทยเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนโยบายเปิดการลงทุนและการค้าเสรี แต่ประเทศไทยมีประชากรใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก ใหญ่กว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสนิดหน่อยด้วยซ้ำ แต่คนส่วนใหญ่ของประชากร 64 ล้านของไทยยากจน พวกเขาไม่มีอำนาจซื้อ ตลาดภายในประเทศของไทยจึงเล็กกว่าอังกฤษ ฝรั่งเศสหลายเท่า
       
       ประเทศไทยมีพื้นฐานการเกษตรที่ค่อนข้างดี มีอาหารพอกินและเหลือส่งออกด้วย ซึ่งดีกว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ภาคเกษตรยังสามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมาก ส่วนแรงงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ซึ่งเป็นกำลังแรงงานที่สำคัญก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้อีกมากเช่นกัน ถ้าหากรัฐทุ่มเทการพัฒนาคนจน ทำคนส่วนใหญ่ให้มีความรู้ มีงานที่มีรายได้สูงขึ้น จะก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มและเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศสูงขึ้น จนลดผลกระทบจากปัญหาการส่งออกชะลอตัวได้
       
       นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตลาดต่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศ เป็นนโยบายที่ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ยิ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวและน้ำมันแพง เศรษฐกิจไทยจะยิ่งตกต่ำหนัก แต่ถ้ารัฐบาลฟังนักวิชาการ ผู้นำชุมชน ผู้นำสังคมและกล้าคิดกล้าเลือกทางเดินใหม่ คือเน้นพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศแบบพึ่งตนเองและพึ่งตลาดภายในระดับชุมชนและประเทศเป็นด้านหลัก ส่งเสริมการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศเฉพาะที่จำเป็นและไทยได้ประโยชน์จริงๆ ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนเศรษฐกิจต่างประเทศลดลง และพัฒนาจากภายในประเทศเป็นด้านหลักได้
       
       ประเทศไทยมีเงินออมในระบบธนาคารมากกว่า 5 ล้านล้านบาท สภาพคล่องเหลือ ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ แต่เป็นเพราะรัฐบาล (ทุกรัฐบาล) ขาดภูมิปัญญาและขาดจิตสำนึกที่จะคิดแนวใหม่ เช่น เศรษฐกิจพึ่งตนเอง เน้นการพัฒนาทรัพยากร แรงงานและตลาดในประเทศ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ ระบบสหกรณ์ สังคมนิยมประชาธิปไตย ชุมชนสวัสดิการ ฯลฯ
       
       ประเทศไทยจะลดปัญหาผลกระทบจากเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวได้ถ้าเปลี่ยนมาใช้นโยบายจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในประเทศเสียใหม่ โดยเน้นการพัฒนาคนส่วนใหญ่ให้หายจน ทั้งเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปการให้สินเชื่อ ปฏิรูปการศึกษา การฝึกอบรม การจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ การปฏิรูปการตลาด เมื่อแรงงาน 30 กว่าล้านคนของไทย มีความรู้ มีงานทำ และรายได้เพิ่มขึ้น พวกเขาก็จะไปซื้อสินค้าและบริการเพื่อครอบครัว ซึ่งมีรวมแล้วถึง 64 ล้านคนเพิ่มขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตได้
       
       นโยบายแบบทักษิณที่หมุนเงินมาใช้เก่งและเร่งรัดการลงทุนและการบริโภค เป็นการแก้ปัญหาแบบกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตในระยะสั้น แต่เพิ่มการทำลายทรัพยากรและสภาพแวดล้อม การเพิ่มการสั่งเข้าพลังงานจากปีละ 2 – 3 แสนล้านบาทเป็นปีละ 5 – 6 แสนล้านบาท ทำให้ทั้งรัฐบาลภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนเป็นหนี้เพิ่มขึ้น และทำให้สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศเสียหายเพิ่มขึ้นมาก แม้รัฐบาลทักษิณจะอ้างว่าเขาทำให้หนี้ต่างประเทศภาครัฐลดลง แต่หนี้ภายในประเทศซึ่งรวมทั้งการออกพันธบัตรกลับสูงขึ้น นโยบายทักษิณกระจายเงินไปหาเสียงกับคนจนได้ส่วนหนึ่งและโฆษณามาก แต่งบส่วนใหญ่ที่ใช้อย่างเงียบๆมุ่งช่วยคนรวย คนชั้นกลาง ช่วยภาคธนาคารและธุรกิจให้ขายของหากำไรจากคนจนได้มากขึ้น ไม่ได้ช่วยให้คนจนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้จริงๆ
       
       การค้านคุณทักษิณในข้อหาว่าเขารวบอำนาจผูกขาดโกงและหาผลประโยชน์ทับซ้อนมากเกินไปยังไม่พอ รัฐบาลใหม่ต้องก้าวข้ามระบอบทักษิณหรือระบอบทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาดที่เป็นบริวารทุนต่างชาติให้ได้ด้วย คือ ต้องปฏิรูปเศรษฐกิจทั้งระบบ เน้นการพัฒนาคน ใช้แรงงาน ทุน ทรัพยากร ภูมิปัญญาและเทคโนโลยีที่เหมาะสม ลดขนาดการพึ่งพาการค้าและการลงทุนกับต่างชาติลง (ตอนนี้ไทยพึ่งการค้าระหว่างประเทศถึง 130 – 140 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวม) หันมาใช้นโยบายเศรษฐกิจพึ่งตนเองเรื่องปัจจัยสี่ในระดับชุมชนและระดับประเทศ เน้นการพัฒนาเกษตรกร แรงงาน ผู้ประกอบการขนาดย่อม ขนาดกลาง เน้นพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้น ปรับโครงสร้างการผลิตและการบริโภคที่ลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน ถ่านหินและแก๊สธรรมชาติลง และเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น (เช่น เพิ่มภาษีค่าธรรมเนียมรถยนต์ส่วนตัวและจัดเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองชั้นใน เพื่อส่งเสริมให้คนใช้การขนส่งสาธารณะแทน ปิดสถานบันเทิงและโทรทัศน์เร็วขึ้น ฯลฯ)
       
       เราต้องเปลี่ยนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยเน้นการสร้างฐานรากคือ พัฒนาประชาชนและชุมชนให้เข้มแข็ง ทำให้คนส่วนใหญ่มีปัจจัยที่จำเป็น อาหาร ที่อยู่ ยา เสื้อผ้า เครื่องใช้จำเป็น การศึกษา อย่างพอเพียง และกระจายการศึกษา การมีงานทำ ทรัพย์สินและรายได้อย่างสมดุลและเป็นธรรม ช่วยให้คนไทยทั้งประเทศเติบโตพร้อมๆกัน ถึงไปช้าหน่อย แต่จะสมดุลและยั่งยืนกว่า และเป็นทางที่จะทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและน้ำมันแพงไม่ทำร้ายคนไทย โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ที่ยากจนมากเกินไป จนทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองที่วุ่นวายไม่รู้จบ