RSS

Category Archives: ทางออกของปัญหา

ทางออกอื่นนอกจากการยุบสภา/เลือกตั้งใหม่ โดย : รศ.วิทยากร เชียงกูล


การยุบสภา/เลือกตั้งใหม่ ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความหวังมากนัก เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองในปัจจุบัน จะทำให้นักการเมืองหน้าเดิมจากพรรคใหญ่

และพรรคขนาดกลางที่มีฐานเสียงเดิมอยู่เท่านั้น ที่จะสามารถใช้อำนาจรัฐ ระบบอุปถัมภ์ หัวคะแนน นโยบายประชานิยม ฯลฯ เอาชนะการเลือกตั้งได้

ดังนั้น เราก็จะได้พรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาธิปัตย์ ผสมกับพรรคอื่นเป็นรัฐบาล ที่ล้วนเป็นนักการเมืองหน้าเดิม ที่มุ่งแสวงหาอำนาจ/ผลประโยชน์ให้ตัวเอง และต่างก็มีนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบเอื้อนายทุนผูกขาดส่วนน้อย ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก
Read the rest of this entry »

Advertisements
 

ป้ายกำกับ:

ทางออกของปัญหา:จะปฏิรูปประเทศแบบไหนอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาได้


จะปฏิรูปประเทศแบบไหนอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาได้
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 28 มิถุนายน 2553 12:26 น.
แผนปรองดองและแนวทางการปฏิรูปประเทศ หากต้องการให้ได้ผลจริงต้องวิเคราะห์ให้เข้าถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาและกล้าแก้ไขแบบปรับรื้อระบบโครงสร้างใหม่อย่างจริงจัง มากกว่าใช้เป็นยุทธวิธีหาเสียงทางการเมืองและซื้อเวลาของรัฐบาล

การแก้ปัญหาให้ได้ผล ต้องจำแนกแต่ละปัญหาให้ตรงประเด็น อย่าพูดเหมารวมแบบกว้าง ๆ ลอย ๆ

Read the rest of this entry »

 

ผู้นำแห่งอนาคตในทัศนะ สตีเฟน โควีย์


ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 31 พฤษภาคม 2553 10:23 น.
โดย รศ.วิทยากร เชียงกูล
สตีเฟน อาร์ โควีย์ เป็นผู้เขียนหนังสือขายดีเรื่อง “อุปนิสัย 7 ประการของคนที่มีประสิทธิภาพสูง” เขาได้เขียนบทความ เรื่อง “THREE ROLES OF THE LEADERS” (บทบาท 3 ด้านของผู้นำ) ในหนังสือรวมบทความเรื่องผู้นำแห่งอนาคตที่มูลนิธิปิเตอร์ ดรักเกอร์ จัดพิมพ์ขึ้น
Read the rest of this entry »
 

ทัศนะต่อ “ผู้นำแห่งอนาคต”


โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 25 พฤษภาคม 2553 10:48 น.
มูลนิธิ PETER F DRUCKER ได้พิมพ์หนังสือรวมบทความเกี่ยวกับอนาคตขององค์กรและบทบาทของผู้นำในสังคมโลก จากบรมครู (GURU) ด้านการนำ/การบริหารองค์กรเด่น ๆ หลายคน 3 บทความแรกที่น่าสนใจประกอบไปด้วย
 

ทางออกของปัญหา:จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้อย่างไร


จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแบบ 2 ขั้วสุดโต่งได้อย่างไร

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

14 พฤษภาคม 2553 12:31 น.

ปัญหาความล้มเหลวของรัฐไทยยุคนี้ มาจาก 2 เรื่อง คือ 1.กลุ่มเพื่อทักษิณเป็นพวกนักการเมืองแบบกล้าได้กล้าเสียที่ใช้ทุกวิธีการเพื่อผลประโยชน์ของพวกตนและสามารถชักจูงครอบงำคนส่วนหนึ่งได้ สร้างอำนาจต่อรองได้เก่ง 2.รัฐบาล ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ขาดภาวะผู้นำ ไม่ทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชน์ของส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่ร้าวลึกคือ พฤติกรรมที่นักการเมืองดึงประชาชนเข้าไปเป็นพวกแบบให้ผลประโยชน์และปลุกเร้าด้วยอารมณ์ให้รักเฉพาะพวกตัวเองและเกลียดชังพวกอื่น ทำให้คนไทยแตกแยกเป็น 2 ขั้วสุดโต่ง

Read the rest of this entry »

 

ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย


ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 กุมภาพันธ์ 2552 18:18 น.
ใครที่ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คงจะเคยได้อ่านหรือได้ยินชื่อ ไมเคิล ไรท์ ผู้เขียนบทความภาษาไทยรวมเป็นเล่มชื่อ “ฝรั่งคลั่งสยาม” และอื่น ๆ เขาได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดโต้แย้งกันมากพอสมควร เช่นหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ที่เคยเชื่อกันว่าจารึกในสมัยสุโขทัยนั้น เขาเห็นว่าโดยโครงสร้างไวยากรณ์สำนวนภาษาน่าจะจะจารึกในสมัยต้น ๆ รัตนโกสินทร์และถือเป็นวรรณกรรมสั่งสอนมากกว่า ในที่นี้ผมเพียงแต่อยากจะเขียนถึงไมเคิล ไรท์ในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่งแบบมองภาพกว้างมากกว่า

ผมรู้จักไมเคิล ไรท์เมื่อผมย้ายงานจากสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชเข้าไปทำงานที่ฝ่ายวิจัยและวางแผนธนาคารกรุงเทพในปี 2515 งานหลักของฝ่ายวิจัยฯสมัยนั้นคือ ทำวารสารเศรษฐกิจรายเดือน และวารสารประจำปีของธนาคารกรุงเทพซึ่งมีคนหาอ่านและกล่าวถึงกันพอสมควร ในยุคที่เผด็จการที่วงการวิชาการและนิตยสารถูกจำกัดเขต ผมเข้าไปช่วยทำฉบับภาษาไทย ไมเคิล ไรท์ที่เรามักชอบเรียกสั้น ๆ ว่าไมค์ ทำฉบับภาษาอังกฤษ เข้าใจว่าเขาคงจะช่วยแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ, ช่วยตรวจทานด้านภาษาอังกฤษหรือเขียนข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเขาไม่ได้มีพื้นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มากพอที่จะเป็นนักเขียนบทความประจำฉบับเหมือนอย่างกองบรรณาธิการส่วนใหญ่ ซึ่งจบหรือมีพื้นมาทางเศรษฐศาสตร์ ที่จริงไมค์คนอังกฤษออกเดินทางมาเอเชียตั้งแต่อายุ 19 โดยไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นนักศึกษาด้วยตัวเอง เป็นนักอ่านอย่างกว้างขวาง เขาจึงเขียนภาษาอังกฤษได้ดีและตอนหลังเขาก็เขียนภาษาไทยได้ค่อนข้างดีด้วย นี่คือสิ่งที่คนไทยและระบบการศึกษาไทยยังไม่ค่อยได้เรียนรู้ว่าการอ่านและการเรียนด้วยตนเองสำคัญอย่างไร

ก่อนจะมาอยู่เมืองไทย ไมค์เคยไปอยู่ศรีลังกามาระยะหนึ่งและเขาชอบคุยเปรียบเทียบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของศรีลังกากับไทยให้พวกเราฟัง รวมทั้งทำอาหารศรีลังกาให้พวกเรากิน เวลาเขาเชิญพวกเราไปสังสรรค์กันที่บ้านเช่าของเขาด้วย ผมเป็นคนชวนเขาให้เขียนบทความเป็นภาษาไทยและช่วยดูภาษาบทความแรก ๆ ให้เขาด้วย ส่วนเขาก็เคยช่วยแปลบทกวีเพลงเถื่อนแห่งสถาบันและบทกวีอื่น ๆ ของผมอีก 3-4 ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ตอนที่ผมได้รับเชิญให้ไปประชุมกวีแห่งอาเซียนที่อินโดนีเซียร่วมกับอังคาร กัลยาณพงศ์และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ตอนนั้นคุณเนาวรัตน์ก็มาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯ แต่อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าเขาคงจะแปลบทกวีของคุณเนาวรัตน์ด้วย

หลังเหตุการณ์นักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 พนักงานธนาคารหนุ่มสาวกลุ่มที่เป็นนักประชาธิปไตยได้จัดตั้งสหพันธ์พนักงานธนาคาร ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พนักงานธนาคารซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจบมหาวิทยาลัยที่ทำงานในห้องแอร์ได้เงินเดือนค่อนข้างสูงและหัวสูงมากกว่าที่จะคิดว่าพวกตนเป็นแรงงานกับเขาด้วยเหมือนกัน ได้จัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้น คนที่จัดตั้งสหภาพแรงงานธนาคารเป็นพนักงานธนาคารส่วนน้อยที่หัวก้าวหน้า ที่จัดตั้งเป็นสหภาพฯขึ้นมาเพราะความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมส่วนรวมมากกว่า เพื่อต้องการต่อรองเรื่องค่าจ้างซึ่งพนักงานธนาคารสมัยนั้นมีปัญหาน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมมาก คนที่เป็นหัวแรงคือคุณสกุล ซึ่งภายหลังยังมาทำสหภาพแรงงานพนักงานธนาคารกรุงเทพต่อ และณรงค์ เพชรประเสริฐ ซึ่งตอนนั้นอยู่ธนาคารกรุงเทพด้วยกัน

เหตุที่พวกเราจัดตั้งเป็นสหพันธ์ที่มีสมาชิกจากพนักงานหลายธนาคารทีเดียวเลย เพราะกฎหมายอนุญาตและเพราะเรามีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่จบจามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จากหลายธนาคาร แม้จำนวนสมาชิกโดยรวมแล้วจะน้อยมาก แต่ชื่อสหพันธ์ฯฟังดูเป็นองค์กรระดับชาติที่ใหญ่โต เวลาออกแถลงการณ์สนับสนุนการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนหรือสหภาพแรงงานอื่น ๆ ดูมีน้ำหนักในทางการเมืองพอสมควร

ไมเคิล ไรท์เป็นคนที่เข้าร่วมกลุ่มพูดคุยและสนับสนุนกิจกรรมของพวกเราอยู่เสมอ อาจจะไม่เป็นทางการและอาจไม่แสดงตัวในที่สาธารณะ เพราะการเป็นฝรั่งต่างชาติคงจะทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นที่เพ่งเล็งได้มากเกินไป แต่เขาเข้ามาร่วมกับพวกเราด้วยความสมัครใจและเอาการเอางานอย่างไม่ต้องสงสัย และเท่าที่พวกเรารู้จักกันมานานอย่างรู้ความคิดนิสัยใจคอกันดีเชื่อว่าเขาไม่ใช่สายลับของชาติไหนด้วย แม้ไมค์จะชอบเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องการเมือง แต่เขาก็มาเข้าร่วมกลุ่มศึกษาปรัชญาวัตถุนิยมวิพากษ์ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์กับพวกเราอยู่เกือบประจำ นี่คือวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนรุ่น 14 ตุลาคม 2516 ที่น่าเสียดายที่มาถูกตัดตอนไปในอีก 3 ปีต่อมา

สหพันธ์พนักงานธนาคารมีบทบาทในทางการเมืองระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานด้านเผยแพร่ความรู้และกิจกรรมทางสังคมมากกว่าการเรียกร้องเรื่องแรงงานสัมพันธ์ เพราะสมาชิกในแต่ละธนาคารเป็นคนส่วนน้อยมาก และสภาพการจ้างงานในธนาคารในตอนนั้นก็มีปัญหาไม่มากนัก แต่ในธนาคารก็มีเรื่องให้ต่อสู้อยู่บ้างเหมือนกัน เช่นเมื่อฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯสั่งย้ายพนักงานธนาคารกรุงเทพฯที่เป็นกรรมการสหพันธ์ 2 คน ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะไม่พอใจที่เขาทั้ง 2 ไปร่วมจัดตั้งสหภาพแรงงาน เราได้ฟ้องร้องและชนะตามกฎหมายแรงงานว่านายจ้างไม่มีสิทธิที่จะย้ายกรรมการสหภาพไปอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการขัดขวางการทำงานด้านสหภาพได้ นี่คือการให้บทเรียนที่ฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯต้องปรับท่าที และต้องจ้างคนที่รู้เรื่องกฎหมายแรงงานและแรงงานสัมพันธ์มาดูแลฝ่ายบุคคล

จากการเป็นสมาชิกสหพันธ์พนักงานธนาคารนี้เอง ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมเป็นครูของพนักงานสหภาพแรงงาน ที่สถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่เมืองตูรินประเทศอิตาลีเป็นเวลา 3 เดือนในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาประชาชน 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารบางคนถูกจับกุมในการร่วมชุมนุมคัดค้านการกลับประเทศของพลเอกถนอม กิตติขจรที่ธรรมศาสตร์ และภายหลังถูกปล่อยออกมา บางธนาคารถือโอกาสปลดกรรมการสหพันธ์ฯออกจากการเป็นพนักงานธนาคาร มีคนหนึ่งที่เลือกการเข้าป่าเหมือนนักศึกษาปัญญาชนหลายพันคนในยุคนั้น

ไมเคิล ไรท์โทรทางไกลไปบอกผู้อำนวยสถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานที่อิตาลีว่าให้เตือนผมว่าไม่ควรรีบกลับประเทศไทย เพราะมีการจับกุมคุมขังนักศึกษาประชาชนจำนวนมาก และมีการคุกคามเสรีภาพนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ สำนักงานของสหพันธ์ฯซึ่งเช่าที่ร่วมกันกับกลุ่มนักกิจกรรมส่งหนังสือไปให้ห้องสมุดในต่างจังหวัดถูกตำรวจค้น และยึดหนังสือไปทั้งหมด หลังจากการอบรมที่อิตาลีจบลงในเดือนธันวาคม 2519 ผมอาศัยเพื่อนฝูงและคนรู้จักรอดูสถานะการณ์อยู่ในฝรั่งเศสและต่อมาอังกฤษอยู่ 2-3 เดือนก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย หลังจากที่เห็นว่าสถานะการณ์การปราบนักศึกษาปัญญาชนตอนนั้นเริ่มผ่อนคลายไปพอสมควร และประเมินว่าผมเป็นแค่นักเขียน นักวิชาการ ไม่ใช่แอคติวิสต์หรือนักเคลื่อนไหวโดยตรง จึงน่าจะกลับมาได้โดยไม่มีปัญหา ผมกลับมาทำงานที่ฝ่ายวิจัยฯธนาคารกรุงเทพฯ กิจกรรมทางการเมืองของพวกเราต้องหยุดลง แต่ผมยังแปลยังเขียนหนังสือแนวที่ไม่ใช่การเมืองโดยตรงไมค์เริ่มไปสนิทกับสุจิตต์ วงศ์เทศและเขียนบทความให้ศิลปวัฒนธรรม อีก 5 ปีต่อมาผมจึงได้ลาออกไปเป็นอาจารย์ระดับตั้งต้น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเบื่อกรุงเทพฯที่จราจรติดขัด/แออัดและสภาพการทำงานที่เริ่มจำเจ

หลังจากนั้นผมก็ห่างจากไมเคิล ไรท์และพรรคพวกชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารไป เรายังมีการนัดพบปะกันบ้างนาน ๆ ครั้ง หรือได้เจอกับบางคนในกิจกรรมอภิปราย, สัมมนาต่าง ๆ บ้าง ช่วงนี้เองที่ไมเคิล ไรท์ได้ทำสิ่งที่เขาถนัด คือศึกษาและเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมเป็นภาษาไทยให้กับนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องและเริ่มมีชื่อเสียง ก็เป็นเรื่องแปลกดีที่คนไทยหลายคนไม่ได้สนใจอ่านศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยเอง แต่คนอังกฤษคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่มีวัฒนธรรมของนักอ่านและการศึกษาด้วยตนเองกลับสนใจมากกว่า และพยายามเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่น ๆ มากกว่า

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ

1. การสร้างวัฒนธรรมให้ประชาชนสนใจอ่านและเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของประเทศตัวเอง(ที่สัมพันธ์กับโลกด้วย) เป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งกระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ควรจะใส่ใจทำให้มากกว่าที่ทำมาสักร้อยเท่า

2. การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแบบมองนอกกรอบวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบที่ไมเคิล ไรท์ วิเคราะห์ปัญหาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้ได้มุมมองใหม่ ข้อสังเกตใหม่ ๆ ที่หลากหลายน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าบทวิเคราะห์หรือข้อสันนิษฐานของเขาอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรืออาจมีข้อจำกัด มีอคติอะไรอยู่บ้างก็ตาม แต่การเปิดมุมมองใหม่ ๆ คือประเด็นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ ประเด็นนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องรอให้คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมาช่วยวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ถึงจะได้มุมมองใหม่ หากการศึกษาไทยใจกว้าง เปิดให้คนไทยหัดคิดหัดเรียนรู้นอกกรอบ ความคิดจารีตนิยมได้ จะเปิดทางให้คนไทยเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจทั้งเรื่องของไทย และเรื่องของวัฒนธรรมอื่นได้กว้างขวางลึกซึ้งเพิ่มขึ้นกว่าระบบการศึกษาแบบท่องจำตามตำรา ตามครู ตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมที่อาจจะล้าสมัยอย่างที่เป็นอยู่

 

การละเลยและละเมิดสิทธิเด็กในประเทศไทย


การที่ผู้ใหญ่ไทยมัวทะเลาะกันทางการเมือง ทำให้เด็กและเยาวชนซึ่งเป็นประชากรราวครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศถูกละเ ลยไม่ให้ความสำคัญและมีปัญหามากขึ้น อนาคตของประเทศไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่โดยเฉพาะชนชั้นนำ ว่าจะมีภูมิปัญญาและวิสัยทัศน์ ตระหนักถึงปัญหาของเด็กและเยาวชนไทยหรือไม่อย่างไร
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: ,