RSS

Category Archives: บทความในผู้จัดการร

ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย


ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 กุมภาพันธ์ 2552 18:18 น.
ใครที่ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คงจะเคยได้อ่านหรือได้ยินชื่อ ไมเคิล ไรท์ ผู้เขียนบทความภาษาไทยรวมเป็นเล่มชื่อ “ฝรั่งคลั่งสยาม” และอื่น ๆ เขาได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดโต้แย้งกันมากพอสมควร เช่นหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ที่เคยเชื่อกันว่าจารึกในสมัยสุโขทัยนั้น เขาเห็นว่าโดยโครงสร้างไวยากรณ์สำนวนภาษาน่าจะจะจารึกในสมัยต้น ๆ รัตนโกสินทร์และถือเป็นวรรณกรรมสั่งสอนมากกว่า ในที่นี้ผมเพียงแต่อยากจะเขียนถึงไมเคิล ไรท์ในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่งแบบมองภาพกว้างมากกว่า

ผมรู้จักไมเคิล ไรท์เมื่อผมย้ายงานจากสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิชเข้าไปทำงานที่ฝ่ายวิจัยและวางแผนธนาคารกรุงเทพในปี 2515 งานหลักของฝ่ายวิจัยฯสมัยนั้นคือ ทำวารสารเศรษฐกิจรายเดือน และวารสารประจำปีของธนาคารกรุงเทพซึ่งมีคนหาอ่านและกล่าวถึงกันพอสมควร ในยุคที่เผด็จการที่วงการวิชาการและนิตยสารถูกจำกัดเขต ผมเข้าไปช่วยทำฉบับภาษาไทย ไมเคิล ไรท์ที่เรามักชอบเรียกสั้น ๆ ว่าไมค์ ทำฉบับภาษาอังกฤษ เข้าใจว่าเขาคงจะช่วยแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ, ช่วยตรวจทานด้านภาษาอังกฤษหรือเขียนข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะเขาไม่ได้มีพื้นความรู้ทางเศรษฐศาสตร์มากพอที่จะเป็นนักเขียนบทความประจำฉบับเหมือนอย่างกองบรรณาธิการส่วนใหญ่ ซึ่งจบหรือมีพื้นมาทางเศรษฐศาสตร์ ที่จริงไมค์คนอังกฤษออกเดินทางมาเอเชียตั้งแต่อายุ 19 โดยไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ แต่เขาเป็นนักศึกษาด้วยตัวเอง เป็นนักอ่านอย่างกว้างขวาง เขาจึงเขียนภาษาอังกฤษได้ดีและตอนหลังเขาก็เขียนภาษาไทยได้ค่อนข้างดีด้วย นี่คือสิ่งที่คนไทยและระบบการศึกษาไทยยังไม่ค่อยได้เรียนรู้ว่าการอ่านและการเรียนด้วยตนเองสำคัญอย่างไร

ก่อนจะมาอยู่เมืองไทย ไมค์เคยไปอยู่ศรีลังกามาระยะหนึ่งและเขาชอบคุยเปรียบเทียบประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของศรีลังกากับไทยให้พวกเราฟัง รวมทั้งทำอาหารศรีลังกาให้พวกเรากิน เวลาเขาเชิญพวกเราไปสังสรรค์กันที่บ้านเช่าของเขาด้วย ผมเป็นคนชวนเขาให้เขียนบทความเป็นภาษาไทยและช่วยดูภาษาบทความแรก ๆ ให้เขาด้วย ส่วนเขาก็เคยช่วยแปลบทกวีเพลงเถื่อนแห่งสถาบันและบทกวีอื่น ๆ ของผมอีก 3-4 ขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ ตอนที่ผมได้รับเชิญให้ไปประชุมกวีแห่งอาเซียนที่อินโดนีเซียร่วมกับอังคาร กัลยาณพงศ์และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ตอนนั้นคุณเนาวรัตน์ก็มาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพฯ แต่อยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ถ้าจำไม่ผิดคิดว่าเขาคงจะแปลบทกวีของคุณเนาวรัตน์ด้วย

หลังเหตุการณ์นักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 พนักงานธนาคารหนุ่มสาวกลุ่มที่เป็นนักประชาธิปไตยได้จัดตั้งสหพันธ์พนักงานธนาคาร ซึ่งประกอบไปด้วยพนักงานจากธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พนักงานธนาคารซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจบมหาวิทยาลัยที่ทำงานในห้องแอร์ได้เงินเดือนค่อนข้างสูงและหัวสูงมากกว่าที่จะคิดว่าพวกตนเป็นแรงงานกับเขาด้วยเหมือนกัน ได้จัดตั้งสหภาพแรงงานขึ้น คนที่จัดตั้งสหภาพแรงงานธนาคารเป็นพนักงานธนาคารส่วนน้อยที่หัวก้าวหน้า ที่จัดตั้งเป็นสหภาพฯขึ้นมาเพราะความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสการตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมของสังคมส่วนรวมมากกว่า เพื่อต้องการต่อรองเรื่องค่าจ้างซึ่งพนักงานธนาคารสมัยนั้นมีปัญหาน้อยกว่าโรงงานอุตสาหกรรมมาก คนที่เป็นหัวแรงคือคุณสกุล ซึ่งภายหลังยังมาทำสหภาพแรงงานพนักงานธนาคารกรุงเทพต่อ และณรงค์ เพชรประเสริฐ ซึ่งตอนนั้นอยู่ธนาคารกรุงเทพด้วยกัน

เหตุที่พวกเราจัดตั้งเป็นสหพันธ์ที่มีสมาชิกจากพนักงานหลายธนาคารทีเดียวเลย เพราะกฎหมายอนุญาตและเพราะเรามีเครือข่ายเพื่อนฝูงที่จบจามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ จากหลายธนาคาร แม้จำนวนสมาชิกโดยรวมแล้วจะน้อยมาก แต่ชื่อสหพันธ์ฯฟังดูเป็นองค์กรระดับชาติที่ใหญ่โต เวลาออกแถลงการณ์สนับสนุนการต่อสู้ของนักศึกษาประชาชนหรือสหภาพแรงงานอื่น ๆ ดูมีน้ำหนักในทางการเมืองพอสมควร

ไมเคิล ไรท์เป็นคนที่เข้าร่วมกลุ่มพูดคุยและสนับสนุนกิจกรรมของพวกเราอยู่เสมอ อาจจะไม่เป็นทางการและอาจไม่แสดงตัวในที่สาธารณะ เพราะการเป็นฝรั่งต่างชาติคงจะทำให้การเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเป็นที่เพ่งเล็งได้มากเกินไป แต่เขาเข้ามาร่วมกับพวกเราด้วยความสมัครใจและเอาการเอางานอย่างไม่ต้องสงสัย และเท่าที่พวกเรารู้จักกันมานานอย่างรู้ความคิดนิสัยใจคอกันดีเชื่อว่าเขาไม่ใช่สายลับของชาติไหนด้วย แม้ไมค์จะชอบเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องการเมือง แต่เขาก็มาเข้าร่วมกลุ่มศึกษาปรัชญาวัตถุนิยมวิพากษ์ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์กับพวกเราอยู่เกือบประจำ นี่คือวัฒนธรรมการเรียนรู้ของคนรุ่น 14 ตุลาคม 2516 ที่น่าเสียดายที่มาถูกตัดตอนไปในอีก 3 ปีต่อมา

สหพันธ์พนักงานธนาคารมีบทบาทในทางการเมืองระดับประเทศ รวมทั้งการทำงานด้านเผยแพร่ความรู้และกิจกรรมทางสังคมมากกว่าการเรียกร้องเรื่องแรงงานสัมพันธ์ เพราะสมาชิกในแต่ละธนาคารเป็นคนส่วนน้อยมาก และสภาพการจ้างงานในธนาคารในตอนนั้นก็มีปัญหาไม่มากนัก แต่ในธนาคารก็มีเรื่องให้ต่อสู้อยู่บ้างเหมือนกัน เช่นเมื่อฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯสั่งย้ายพนักงานธนาคารกรุงเทพฯที่เป็นกรรมการสหพันธ์ 2 คน ไปอยู่ต่างจังหวัด เพราะไม่พอใจที่เขาทั้ง 2 ไปร่วมจัดตั้งสหภาพแรงงาน เราได้ฟ้องร้องและชนะตามกฎหมายแรงงานว่านายจ้างไม่มีสิทธิที่จะย้ายกรรมการสหภาพไปอยู่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นการขัดขวางการทำงานด้านสหภาพได้ นี่คือการให้บทเรียนที่ฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพฯต้องปรับท่าที และต้องจ้างคนที่รู้เรื่องกฎหมายแรงงานและแรงงานสัมพันธ์มาดูแลฝ่ายบุคคล

จากการเป็นสมาชิกสหพันธ์พนักงานธนาคารนี้เอง ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรมเป็นครูของพนักงานสหภาพแรงงาน ที่สถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ ที่เมืองตูรินประเทศอิตาลีเป็นเวลา 3 เดือนในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาประชาชน 6 ตุลาคม 2519 ไม่นาน ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารบางคนถูกจับกุมในการร่วมชุมนุมคัดค้านการกลับประเทศของพลเอกถนอม กิตติขจรที่ธรรมศาสตร์ และภายหลังถูกปล่อยออกมา บางธนาคารถือโอกาสปลดกรรมการสหพันธ์ฯออกจากการเป็นพนักงานธนาคาร มีคนหนึ่งที่เลือกการเข้าป่าเหมือนนักศึกษาปัญญาชนหลายพันคนในยุคนั้น

ไมเคิล ไรท์โทรทางไกลไปบอกผู้อำนวยสถาบันฝึกอบรมผู้นำแรงงานที่อิตาลีว่าให้เตือนผมว่าไม่ควรรีบกลับประเทศไทย เพราะมีการจับกุมคุมขังนักศึกษาประชาชนจำนวนมาก และมีการคุกคามเสรีภาพนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ สำนักงานของสหพันธ์ฯซึ่งเช่าที่ร่วมกันกับกลุ่มนักกิจกรรมส่งหนังสือไปให้ห้องสมุดในต่างจังหวัดถูกตำรวจค้น และยึดหนังสือไปทั้งหมด หลังจากการอบรมที่อิตาลีจบลงในเดือนธันวาคม 2519 ผมอาศัยเพื่อนฝูงและคนรู้จักรอดูสถานะการณ์อยู่ในฝรั่งเศสและต่อมาอังกฤษอยู่ 2-3 เดือนก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย หลังจากที่เห็นว่าสถานะการณ์การปราบนักศึกษาปัญญาชนตอนนั้นเริ่มผ่อนคลายไปพอสมควร และประเมินว่าผมเป็นแค่นักเขียน นักวิชาการ ไม่ใช่แอคติวิสต์หรือนักเคลื่อนไหวโดยตรง จึงน่าจะกลับมาได้โดยไม่มีปัญหา ผมกลับมาทำงานที่ฝ่ายวิจัยฯธนาคารกรุงเทพฯ กิจกรรมทางการเมืองของพวกเราต้องหยุดลง แต่ผมยังแปลยังเขียนหนังสือแนวที่ไม่ใช่การเมืองโดยตรงไมค์เริ่มไปสนิทกับสุจิตต์ วงศ์เทศและเขียนบทความให้ศิลปวัฒนธรรม อีก 5 ปีต่อมาผมจึงได้ลาออกไปเป็นอาจารย์ระดับตั้งต้น ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะเบื่อกรุงเทพฯที่จราจรติดขัด/แออัดและสภาพการทำงานที่เริ่มจำเจ

หลังจากนั้นผมก็ห่างจากไมเคิล ไรท์และพรรคพวกชาวสหพันธ์พนักงานธนาคารไป เรายังมีการนัดพบปะกันบ้างนาน ๆ ครั้ง หรือได้เจอกับบางคนในกิจกรรมอภิปราย, สัมมนาต่าง ๆ บ้าง ช่วงนี้เองที่ไมเคิล ไรท์ได้ทำสิ่งที่เขาถนัด คือศึกษาและเขียนเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมเป็นภาษาไทยให้กับนิตยสารศิลปวัฒนธรรมและอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องและเริ่มมีชื่อเสียง ก็เป็นเรื่องแปลกดีที่คนไทยหลายคนไม่ได้สนใจอ่านศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมของไทยเอง แต่คนอังกฤษคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่มีวัฒนธรรมของนักอ่านและการศึกษาด้วยตนเองกลับสนใจมากกว่า และพยายามเผยแพร่แลกเปลี่ยนความรู้กับคนอื่น ๆ มากกว่า

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ

1. การสร้างวัฒนธรรมให้ประชาชนสนใจอ่านและเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเรื่องของประเทศตัวเอง(ที่สัมพันธ์กับโลกด้วย) เป็นเรื่องสำคัญที่ทั้งกระทรวงศึกษาและกระทรวงอื่น ๆ ควรจะใส่ใจทำให้มากกว่าที่ทำมาสักร้อยเท่า

2. การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาแบบมองนอกกรอบวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบที่ไมเคิล ไรท์ วิเคราะห์ปัญหาประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้ได้มุมมองใหม่ ข้อสังเกตใหม่ ๆ ที่หลากหลายน่าสนใจมากขึ้น แม้ว่าบทวิเคราะห์หรือข้อสันนิษฐานของเขาอาจจะผิดพลาดคลาดเคลื่อนหรืออาจมีข้อจำกัด มีอคติอะไรอยู่บ้างก็ตาม แต่การเปิดมุมมองใหม่ ๆ คือประเด็นสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ ประเด็นนี้ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องรอให้คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมมาช่วยวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย ถึงจะได้มุมมองใหม่ หากการศึกษาไทยใจกว้าง เปิดให้คนไทยหัดคิดหัดเรียนรู้นอกกรอบ ความคิดจารีตนิยมได้ จะเปิดทางให้คนไทยเรียนรู้เพื่อที่จะเข้าใจทั้งเรื่องของไทย และเรื่องของวัฒนธรรมอื่นได้กว้างขวางลึกซึ้งเพิ่มขึ้นกว่าระบบการศึกษาแบบท่องจำตามตำรา ตามครู ตามกฎหมาย ขนบธรรมเนียมที่อาจจะล้าสมัยอย่างที่เป็นอยู่

 

ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย


ไมเคิล ไรท์ กระจกเงาส่องสังคมไทย
 รศ.วิทยากร  เชียงกูล
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 กุมภาพันธ์ 2552 18:18 น.
 
 
       ใครที่ชอบอ่านเรื่องประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม คงจะเคยได้อ่านหรือได้ยินชื่อ ไมเคิล ไรท์ ผู้เขียนบทความภาษาไทยรวมเป็นเล่มชื่อ “ฝรั่งคลั่งสยาม” และอื่น ๆ เขาได้เขียนบทความเชิงวิเคราะห์ที่ทำให้เกิดโต้แย้งกันมากพอสมควร เช่นหลักศิลาจารึก หลักที่ 1 ที่เคยเชื่อกันว่าจารึกในสมัยสุโขทัยนั้น เขาเห็นว่าโดยโครงสร้างไวยากรณ์สำนวนภาษาน่าจะจะจารึกในสมัยต้น ๆ รัตนโกสินทร์และถือเป็นวรรณกรรมสั่งสอนมากกว่า ในที่นี้ผมเพียงแต่อยากจะเขียนถึงไมเคิล ไรท์ในฐานะเพื่อนเก่าคนหนึ่งแบบมองภาพกว้างมากกว่า
      

Read the rest of this entry »

 

สำคัญกว่ากลไกแก้ขัดแย้ง คือ “สำนึกร่วม”ผลประโยชน์ชาติ


การทำงานของหน่วยงานภาครัฐหลายองค์กร ค่อนข้างจะได้รับอิทธพล ทฤษฎี “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ของ นพ.ประเวศ วะสี ที่เชื่อในพลังการเคลื่อนของ 3 ขั้วมุมคือ “ภาคการเมือง ภาคสังคม และภาคสื่อ”ว่าสามารถทำ “งานใหญ่” ที่เคยเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ ให้สามารถเป็นไปได้

บทเรียนที่ผ่านในช่วงทศวรรษนี้ สังคมได้เคลื่อนตัวไปสู่จุดที่นักวิชาการเรียกว่า “สังคมพหุนิยม”นั่นคือ การเกิดขึ้นของกลุ่มที่หลากหลายและมีความแตกต่างกันของผลประโยชน์ ดังนั้นแนวคิดแบบ Zero Sum Game ที่ “ผู้ชนะได้หมด” นั้นไม่สามารถดำรงอยู่ได้

ประเด็นก็คือ มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการสร้างเวทีต่อรองผลประโยชน์เพื่อให้เกิดดุลของ การจัดสรรทรัพยากรที่นับวันยิ่งมีอยู่อย่างจำกัด

อดีตที่ผ่านมานั้น การแย่งชิงทรัพยากรอาจจบด้วยโศกนาฏกรรมของสังคมชนบท แต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นได้ยากยิ่ง

ขณะที่ประเทศก็ไม่สามารถหยุดนิ่งการขับเคลื่อนท่ามกลางกระแสการพัฒนา การหาเวทีให้กลุ่มผลประโยชน์ที่หลากหลายได้ใช้ต่อรองจึงเลี่ยงไม่พ้น

สำหรับโครงการพัฒนานักลงทุนและภาครัฐ มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติและบวกรวมเป็นต้นทุนการดำเนินโครงการ นั่นก็คือ การเพิ่มต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน

กระบวนการนี้มีกลไกรองรับคือ รายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือเรียกสั้นๆว่า อีไอเอ.มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รับผิดชอบกำกับดูแล

ประเทศไทยเริ่มนำเข้ากระบวนการอีไอเอ.มาใช้ครั้งแรกในปี พ.ศ.2515 โดยระยะแรกจำกัดการบังคับใช้กับโครงการของรัฐต่อมาปี พ.ศ.2535 ขยายบังคับประเภทและขนาดของโครงการถึง 22 ประเภท และระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่ามาโครงการพัฒนาได้รับความเห็นชอบในรายงาน อีไอเอ.มากกว่า 3,500 โครงการ

แต่ด้วยโครงสร้างและกระบวนการแบบเดิมทำให้อีไอเอ.ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นต่อเนื่อง การจัดทำรายงานไม่ครอบคลุมจนในที่สุดทำไปสู่การมองอีไอเอ.ด้วยทัศนคติด้านลบ

สผ.จึงถูกมองว่าเป็นหน่วยงาน “ตรายาง”ในการให้ความชอบธรรมกับการที่รัฐ-เอกชนเข้าไปแย่งชิงทรัพยากรของชนบ ทเพื่อป้อนเข้าสู่เมืองภายใต้สิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนา”

ว่ากันว่า ปัญหานี้ครอบคลุมทั้งระบบบริหารจัดการในส่วนของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาโครงการ ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการ รวมทั้งและบริษัทที่ปรึกษา เมื่อผสมโรงกับจำนวนโครงการที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีไอเอมีมากขึ้น จากปี พ.ศ.2546 มีเพียง 574 โครงการ แต่พอปี 2551 มีโครงการที่จะต้องพิจารณาถึง 1,097 โครงการ ในขณะที่ สผ. มีเจ้าหน้าที่พิจารณาตรวจสอบเพียง 65 คน

ความเคลื่อนไหวของ สผ.โดยเปลี่ยนระบบคิด นำ “Steak Holder” โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา และภาคประชาคม อย่างนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการอีไอเอ.จึงเป็นคว ามเคลื่อนไหวที่มีนัยยะสำคัญ

การยกเครื่อง อีไอเอ. ที่ระบุว่า ดำเนินการภายใต้ หลัก 4 พ. คือ เพิ่มคุณภาพ เพิ่มความเร็ว เพิ่มความโปร่งใส และเพิ่มความรับผิดชอบนั้น โดยรวมแล้วก็มีปรัชญาพื้นฐานคือ การสร้างการยอมรับจากทุกภาคส่วนในกระบวนการจัดทำอีไอเอ.

ถ้าฟังจากนายชาตรี ช่วยประสิทธิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกถึงขั้นว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการ จะมีการเพิ่มสัดส่วนของ Steak Holder คือผู้แทนจากภาคประชาชนเข้าร่วมด้วย

หรือกระทั่งนายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง เลขาธิการ สผ. บอกว่า ปัญหาการยอมรับของชุมชนน่าจะได้รับการแก้ไข เพราะมีการเพิ่มผู้เกี่ยวข้อง (Steak Holder) ให้เข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาอีไอเอ อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สผ.ก็ยังเรียกร้องว่า ความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ประกอบการและชุมชน

สิ่งที่ต้องยอมรับว่าเมื่อเกิดโครงการพัฒนาย่อมมีผลกระทบ เพียงแต่ว่า ผลกระทบนั้นเป็นที่เป็นไปภายใต้มาตรฐานที่ยอมรับได้หรือไม่

สังคมไทยต้องพัฒนาต่อไปก็คือ เมื่อสร้างกลไกแก้ความขัดแย้ง สร้างเวทีในการ “สานเสวนา” เพื่อนำปัญหาเข้าสู่ระบบ สำคัญกว่านั่นก็คือสังคมไทยจะใช้กลไกที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ นั้น

ส ิ่งเหล่านี้ว่ากันถึงที่สุดแล้วก็ขึ้นคิดอยู่กับ “สำนึกร่วม” ของผู้คนในสังคม การละทิ้งแนวคิดสุดโต่ง ละทิ้งวาทกรรม “มึงสร้างกูเผา” ละทิ้งระบบคิดที่มองทุน รัฐ เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนแล้วหันมามองผลประโยชน์ชาติภายใต้ดุลภาพและความสมานฉ ันท์

โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 27 พฤศจิกายน 2551 09:51 น.

 

ป้ายกำกับ: , ,

สังคมต้องการความรัก … ไม่ต้องการความแตกแยก


โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์

มนุษย์เราถูกสร้างมาอย่างดีให้มีความแตกต่าง ดังอวัยวะของกายเดียวกัน ความแตกต่างไม่ควรเป็นเหตุแห่งความแตกแยก “ความรัก” ระหว่างมนุษย์จึงมีความสำคัญ และ “พระเจ้า” ผู้ยิ่งใหญ่ จึงเป็น “ความรัก” ที่จะผูกโยงอวัยวะที่ต่างกัน ให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในร่างกายเดียวกัน

.. ในความรัก ผู้คนจะไม่เห็นแก่ตัว แต่จะเห็นแก่กันและกัน
Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทางออกของปัญหา:คอร์รัปชั่นปราบได้ ถ้าคิดแก้ไขกันอย่างเป็นระบบ


ทางออกของปัญหา:คอร์รัปชั่นปราบได้ ถ้าคิดแก้ไขกันอย่างเป็นระบบ
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์     21 มีนาคม 2551 21:22 น.
คอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องปกติที่สืบเนื่องมาจากความโลภของมนุษย์หรือลักษณะทางวัฒนธรรมและศีลธรรมของนักการเมืองไทยที่หลายคนคิดว่าคงจะไม่มีทางแก้ได้ แต่เป็นเรื่องผิดปกติที่เกิดจากปัญหาบริหารการจัดการทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมที่ไม่ดี และปัญหานี้มีทางป้องกันและปราบปรามได้ ถ้าประชาชนตระหนักและรู้วิธี

Read the rest of this entry »

 

ทางออกของปัญหา : ผู้แทนจะมีคุณภาพได้ต้องสร้างพลเมืองให้มีคุณภาพก่อน


      พลเมืองสมัยใหม่ต่างจากไพร่ฟ้าข้าราษฎรอย่างไร

รัฐธรรมนูญทั้งปี 2540 และปี 2550 ไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยเป็นระบบทุนนิยมผูกขาดแบบเป็นบริวารทุนต่ างชาติ ที่คนรวยกลุ่มน้อยมีอำนาจครอบงำประชาชนทุกด้านสูงมาก ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน ขาดความรู้และจิตสำนึกในฐานะพลเมือง ยังคิดว่าตนเองเป็นไพร่ฟ้าที่ต้องพึ่งพาอยู่ภายใต้อุปถัมภ์และเป็นหนี้บุญคุ ณของผู้มีอำนาจ

Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทางออกของปัญหา:ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State)?


ทางออกของปัญหา:ประเทศไทยกำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลว (Failed State)?
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 3 มีนาคม 2551 15:04 น.
คำว่า Failed State – รัฐที่ล้มเหลว หมายถึงประเทศที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมอย่างรุนแรงยืดเยื้อเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยรัฐบาลและกลไกรัฐขาดความมั่นคงและประสิทธิภาพไม่สามารถบริหารประเทศและแก้ปัญหาต่างๆอย่างได้ผล เช่น ประเทศอิรัก ศรีลังกา ปากีสถาน เป็นต้นประเทศไทยมีแนวโน้มจะเป็นรัฐที่ล้มเหลวอันดับต่อไปได้หรือไม่? หากดูภาพภายนอกโดยทั่วไปคนส่วนใหญ่คงคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้จะมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว การเปิดเสรีและการเก็งกำไรที่ให้ค่าเงินบาทสูงจนผู้ส่งออกลำบาก มีปัญหาคนจน ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตในอัตรา 4- 5 % การเมืองก็มีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ช่วยระงับความขัดแย้งแบบสุดโต่งของคน 2 ฝ่ายในบางครั้งได้บ้าง สังคมก็พอเดินหน้าไปได้ โดยไม่มีความขัดแย้งรุนแรงมากนัก ยกเว้น 3 จังหวัดภาคใต้ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะ

แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกๆแบบตรงไปตรงมาน่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจนำไปสู่รัฐที่ล้มเหลวและทำให้ประเทศตกต่ำได้ เช่น ชนชั้นนำ ทั้งนักการเมือง นักธุรกิจ นายทหารข้าราชการชั้นสูง โดยเฉพาะรัฐบาลตัวแทนพรรคไทยรักไทยค่อนข้างฉลาดน้อย และเห็นแก่ตัวมาก มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางด้านเศรษฐกิจสังคม และความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองแบบเป็น 2 ขั้วสุดโต่งมาก ซึ่งอาจทำให้รัฐไทยล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น

บางประเทศที่รัฐล้มเหลวหรือประสิทธิภาพการบริหารต่ำลงนั้น เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการเมืองของประเทศตกต่ำไปกว่าระดับการพัฒนาที่ตนเคยมีอยู่ได้จริง เช่น ฟิลิปปินส์ อาร์เยนตินา ยูโกสาลาเวีย (ซึ่งปัจจุบันแตกแยกเป็นหลายประเทศ) เป็นต้น เคยมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมในอดีตเมื่อ 30 – 50 ปีที่แล้วที่เจริญรุ่งเรืองกว่าในยุคปัจจุบัน

ประเทศไทยกำลังมีรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่เพียงขี้เหร่นิดหน่อยเท่านั้น แต่มีคุณภาพต่ำ ทั้งแง่ความรู้ความสามารถ ความฉลาดรอบด้าน การขาดการมองการณ์ไกล ขาดคุณธรรมจริยธรรมหรือเห็นประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องมากกว่าคิดถึงส่วนรวม พวกเขาเหมือนไดโนเสาร์ในโลกแห่งการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศที่เจริญก้าวหน้าล้วนแต่มีวิธีการคัดเลือกคนเก่งๆและคนที่ตระหนักถึงประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาเป็นรัฐบาล เป็นคณะรัฐมนตรี ผู้บริหาร และผู้ทำหน้าที่รัฐด้านต่างๆได้ดีกว่าของไทย รวมทั้งฟังเสียงคัดค้านเสนอแนะและคำนึงถึงผลประโยชน์ประชาชนมากกว่าของไทยด้วย

ความล้มเหลวของไทยที่สำคัญคือชนชั้นนำ (ทั้งนักการเมือง นายทหาร ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ รวมทั้งตุลาการ) เป็นพวกจารีตนิยมล้าหลังไม่สนใจการอ่าน การคิดวิเคราะห์เรียนรู้พัฒนาตนเอง เพื่อปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและอย่างมากมาย

ทุกรัฐบาลใช้นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบปล่อยเสรีมือใครยาวสาวได้สาวเอาตามแนวคิดของประเทศพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรม โดยไม่มีความคิดของตัวเองที่จะพัฒนาประชาชนที่ยากจนที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจสังคมในประเทศมีความรู้ความสามารถและการจัดตั้งองค์กรที่เข้มแข็ง ไม่มีความคิดในเชิงรักชาติหรือคิดถึงส่วนรวม และความเป็นธรรมสำหรับคนในชาติ

ปีกว่าๆที่ผ่านมา ประชาชนเคยฝากความหวังกับฝ่ายตุลาการมาก จนถึงกับนักวิชาการที่เคยเป็นนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าเรียกว่า ตุลาการภิวัฒน์ หรือ การปฏิวัติโดยตุลาการ แต่โดยพื้นฐานแล้ว พวกตุลาการส่วนใหญ่เป็นพวกจารีตนิยมมากกว่าจะเข้าใจว่าสังคมมีปัญหาอย่างไร จะต้องการการปฏิวัติแบบไหน อย่างไร ส่วนใหญ่หรือบางคนในพวกเขาอาจจะรักความเป็นธรรมอยู่บ้าง แต่เป็นความเป็นธรรมในความหมายแคบ คือ ตามตัวอักษรในกฎหมายเวลาเกิดกรณีพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน พวกเขาไม่เข้าใจว่าสังคมไทยหรือประชาชนไทยที่ยากจนกำลังขาดความไม่เป็นธรรมทั้งทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมอย่างไร พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่สนใจอ่าน ไม่ได้ติดตามวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรมอย่างรอบด้าน

ดังนั้นตุลาการก็จะล้มเหลว ไม่ต่างจากคมช.และรัฐบาลสุรยุทธ์ สนช. /สสร. สังคมไปฝากความหวังให้พวกเขามากไป ผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมาจากชนชั้นนำที่จารีตนิยมและบางส่วนเป็นเสรีนิยมแบบทุนนิยมตะวันตกก็ไปให้อำนาจพวกตุลาการและองค์กรอิสระซึ่งมาจากตุลาการในการคัดสรร สว.มากเกินไป ผลการคัดสรรสว. 74 คนจากที่องค์กรต่างๆเสนอชื่อมาราว 1,000 องค์กร แทบไม่เห็นตัวแทนภาคประชาชน (เกษตรกร คนงาน ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย) หรือนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ที่มีความคิดก้าวหน้าหรือความคิดเชิงปฏิรูปสังคมเลย หรือถ้ามีก็น้อยมากแค่ 2 – 3 คน ในจำนวน 74 คน จนไม่อาจจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิรูปให้สังคมดีขึ้นได้อย่างจริง

หากไม่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นรัฐที่ล้มเหลว คนไทยส่วนที่ยังมองปัญหาบ้านเมืองอย่างวิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ และยังคิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน จะต้องอ่าน ศึกษาปัญหา คิดวิเคราะห์ร่วมมือกันคิดหาทางแก้ไขปัญหาที่ใหญ่มากนี้อย่างจริงจัง

 

ป้ายกำกับ: ,