RSS

Category Archives: บทความใหม่

คำถามถึง “สื่อสีเขียว”เมื่อความรุนแรงทำลายพื้นที่ตั้งคำถามและสติ


รศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักวิชาการด้านสันติวิธี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในบทสัมภาษณ์ เผยแพร่ในเว็ปไซด์เสียงประชาคม (www.civilvoice.net) ว่า กำลังจะออกหนังสือ ชื่อ “ความรุนแรงกับการจัดการความจริง : กึ่งศตวรรษปัตตานี” ซึ่งเข้าใจว่า น่าจะเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งกำลังระอุ แต่ประเด็นความคิดซึ่งเป็นฐานคติในการมองปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนักวิช าการท่านนี้ก็คือ อย่าปล่อยให้ความรุนแรงทำลายพื้นที่ตั้งคำถามและสต

Read the rest of this entry »

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

เรียนรู้นอกระบบแบบ On-line


สมัยนี้การเรียนรู้หรือการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเ ทิงแทบจะแยกกันไม่ออกแล้วนะครับ เหตุผลหนึ่งก็คือการเรียนรู้นอกห้องเรียนนั้น จะต้องเป็นการเรียนรู้ที่มีความแตกต่างไปจากการเรียนรู้ในชั้นเรียน

การเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ประสานหรือผสานเข้าร่วมกับการใช้วิดี โอก็เพิ่มพลังอย่างยิ่ง ทำให้เกิดความรู้ที่มาจากตาดูหูฟังและความคิดผ่านประสบการณ์เหล่านั้น

Read the rest of this entry »

 

ป้ายกำกับ: ,

ทางออกของปัญหา:จะปฏิรูประบบสหกรณ์ไทยกันอย่างไร


ทางออกของปัญหา:จะปฏิรูประบบสหกรณ์ไทยกันอย่างไร
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 18 ตุลาคม 2550 14:45 น.

วิทยากร เชียงกูล

สหกรณ์ในประเทศไทย แม้จะมีจำนวนราวหมื่นแห่งและสมาชิกมากถึงราว 9 ล้านคน แต่ส่วนใหญ่คือสหกรณ์ออมทรัพย์ (สินทรัพย์ราว 4.4 แสนล้านบาท) และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการปล่อยกู้ ซึ่งยังมีสัดส่วนในระบบธนาคารและระบบเศรษฐกิจของประเทศต่ำ

หนทางที่จะพัฒนาระบบสหกรณ์ไทย คือต้องแก้กฎหมายให้สหกรณ์เป็นอิสระจากระบบราชการ และเปิดกว้างให้ประชาชนจัดตั้งสหกรณ์ได้หลายประเภท เปิดให้สหกรณ์ทำกิจกรรมได้อย่างคล่องตัวยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งสามารถตั้งธนาคาร ตั้งบริษัทที่ทำธุรกิจทั้งการเงิน การค้าและการบริการกับคนภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกได้

หน่วยงานส่งเสริมสหกรณ์นี้น่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชน ไม่ใช่เป็นแค่ระดับกรมอยู่ในกระทรวงเกษตร เพราะกิจกรรมและยอดธุรกิจของสหกรณ์ทั่วประเทศนั้นใหญ่โตกว่าหน่วยงานระดับกรมของทางราชการมาก รวมทั้งกิจกรรมของสหกรณ์บางประเภทก็ไม่เกี่ยวกับกระทรวงเกษตร

สหกรณ์เป็นทางเลือกที่ดีกว่าระบบทุนนิยมมากทั้งแนวคิดและภาคปฏิบัติ เพราะสหกรณ์เป็นระบบธุรกิจที่ตัดคนกลาง ลดต้นทุน เพิ่มประโยชน์ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ดีกว่าบริษัทธุรกิจเอกชน ขณะเดียวกันก็มีประสิทธิภาพ โปร่งใสกว่าระบบรัฐวิสาหกิจ

ในประเทศไทยซึ่งขณะนี้กำลังถกเถียงกันในปัญหาเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ปัญหาบริษัทค้าปลีกข้ามชาติเข้ามาทำให้ร้านค้าปลีกเล็กๆล้มละลาย

เรามักจะถกเถียงเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจว่าจะเป็นของเอกชนแบบทุนนิยมหรือระบบรัฐวิสาหกิจแบบเก่า ซึ่งมีข้อจำกัดทั้ง 2 แบบ หรือคิดเรื่องปัญหาร้านค้าปลีกที่กำลังถูกเบียดขับจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จากต่างชาติในกรอบคิดของระบบทุนนิยมอย่างเดียว หากเราคิดถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการจัดการรัฐวิสาหกิจและการพัฒนาร้านค้าปลีกในแนวสหกรณ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในประเทศอื่นมาแล้ว ทั้งสหกรณ์ให้บริการสาธารณูปโภค และสหกรณ์ร้านค้าที่มีประสิทธิภาพ แข่งกับร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ของต่างชาติได้ เราน่าจะหาทางเลือกใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจของคนไทยและประเทศไทยที่ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก

ประชาชนไทยควรระดมกำลังส่งเสริมการศึกษาวิจัยและพัฒนา เพื่อปฎิรูประบบสหกรณ์ในประเทศไทยอย่างจริงจัง นี่คือทางเลือกใหม่ ที่จะช่วยให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นความจริง ไม่ใช่พูดกันลอยๆแต่ยังเดินทางแนวทุนนิยม เพราะระบบทุนนิยมผูกขาดที่มุ่งการเติบโตและหากำไรสูงสุดของเอกชนนั้นไม่มีทางที่อยู่ร่วมกับเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างแท้จริง มีแต่ระบบสหกรณ์ซึ่งเน้นการสนองความต้องการที่จำเป็นของประชาชนอย่างเป็นธรรม และมีประสิทธิภาพเพื่อส่วนรวมเท่านั้น ที่จะอยู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างกลมกลืน

ปัจจุบันทั้งสหประชาชาติ องค์กรแรงงานโลก แผนกสหกรณ์ สหพันธ์สหกรณ์นานาชาติ และสหพันธ์สหกรณ์ระดับชาติและระหว่างชาติของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมหลายแห่ง สนใจที่จะขยายความช่วยเหลือและร่วมมือกับขบวนการสหกรณ์ในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น เพราะเห็นว่าการพัฒนาสหกรณ์เป็นหนทางที่จะแก้ปัญหาการว่างงาน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม อื่นๆ ได้ผลดีกว่าการพัฒนาตามแนวทางการเปิดเสรีการลงทุนและการค้า แต่สหกรณ์ของไทยยังรับรู้ และเข้าไปมีความสัมพันธ์กับองค์กรต่างๆเหล่านี้น้อย

สหกรณ์ของไทยเองยังขาดนักวิชาการ นักบริหารมืออาชีพที่จะเข้าไปช่วยพัฒนา ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากผู้มีความรู้ส่วนใหญ่ของไทยมีกรอบความคิดการพัฒนาแบบนิยมการลงทุนและการค้าเสรีโดยปัจเจกชน มากกว่าที่จะมีแนวคิดในเชิงพัฒนาเพื่อสังคมส่วนรวมแบบรวมหมู่ นักคิดก้าวหน้าแนวสังคมนิยมของไทยเองก็มองข้ามขบวนการ/ระบบสหกรณ์ไป และในยุคปัจจุบัน หลังจากพวกนักวิชาการนักกิจกรรมหัวก้าวหน้าอกหักจากสังคมนิยม พวกเขาส่วนหนึ่งก็เปลี่ยนจุดยืนไปสนับสนุนทุนนิยม ส่วนหนึ่งกลายเป็นพวกเย้ยหยัน ปัจเจกชนนิยม เสรีนิยมแบบต่างๆ นานา ไม่ค่อยได้สนใจศึกษาทางเลือกอื่นที่ต่างไปจากทุนนิยมและสังคมนิยมแบบเก่า

ประชาชนไทยต้องศึกษาเรื่องสหกรณ์และกลุ่มทางเลือกต่างๆทั้งจากภายในประเทศและจากประเทศอื่น และต้องทำงานด้านเผยแพร่ความคิดและการจัดตั้งองค์กรโดยเฉพาะสหกรณ์ให้มากขึ้น ในต่างประเทศ ขบวนการสหกรณ์มีการร่วมมือกับสหภาพแรงงาน กลุ่มองค์กรต่างๆ พรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าได้อย่างสร้างสรรค์ หรือแม้แต่ตั้งพรรคการเมืองของตนเอง แบบในอังกฤษ(ร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งของพรรคแรงงาน) และ สวิสเซอร์แลนด์

การต่อสู้ของขบวนการแรงงานและเกษตรกรในการเรียกร้องส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นภายใต้ระบอบทุนนิยม ที่ทุนยังเป็นของนายทุนเอกชนเพียงส่วนน้อย มักสู้ได้ยากหรือสู้ได้เพียงบางเรื่องบางช่วง ซึ่งเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาได้บางระดับ บางส่วนเท่านั้น ทางออกที่แท้จริงของการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองไทยต้องแก้ไขที่เป็นตัวปัญหาโครงสร้างการเป็นเจ้าของทุน โครงสร้างการผลิตและการกระจายสินค้าอย่างแท้จริง ด้วยการแทนที่ระบบทุนนิยมผูกขาดด้วยระบบสหกรณ์และทุนนิยมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม รื้อฟื้นพัฒนาเศรษฐกิจระดับ ชุมชนให้พึ่งตนเองได้เพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างการเมืองภาคพลเมืองที่เข้มแข็ง (CIVIL SOCIETY) และรัฐสวัสดิการสังคม

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทางออกของปัญหา:นโยบายพรรคการเมืองควรไปไกลกว่าตลาดเสรีและประชานิยม


ทางออกของปัญหา:นโยบายพรรคการเมืองควรไปไกลกว่าตลาดเสรีและประชานิยม
โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 25 ตุลาคม 2550 15:17 น.

วิทยากร เชียงกูล

พรรคการเมืองใหญ่ทุกพรรคยังเสนอนโยบายแนวตลาดเสรีและประชานิยม ซึ่งในแง่การตลาดคงหาเสียงได้ดี แต่ไม่ได้เสนอทางออกที่แท้จริงสำหรับเศรษฐกิจของไทยซึ่งมีปัญหาเชิงโครงสร้างคือเป็นทุนนิยมผูกขาดแบบบริวาร

นโยบายแนวตลาดเสรียังสร้างปัญหาอื่นๆอีกมาก การเน้นการผลิตขนาดใหญ่ ที่ใช้เครื่องจักร คอมพิวเตอร์ ทุนมาก ใช้แรงงานน้อย ทำให้เกษตรกรรายย่อย ผู้ผลิตรายย่อยแข่งขันสู้ไม่ได้ ต้องล้มละลาย คนว่างงานเพิ่ม? เกษตรกร คนงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระ ได้ผลตอบแทนต่ำ มีรายได้ที่ซื้อของได้แท้จริงลดลง เพราะปัญหาราคาสินค้าสูงขึ้นการดำเนินนโยบายแบบตลาดเสรีพึ่งการลงทุนและการค้าต่างประเทศมากกว่าพึ่งตลาดภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงสูง

การพัฒนาในแนวตลาดเสรีและประชานิยม ยังส่งเสริมการเพิ่มการผลิตและการบริโภคเพื่อหากำไรเอกชนโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนทางสังคมและคุณภาพชีวิตของคน ไม่สนใจการกระจายทรัพย์สินและรายได้ให้เป็นธรรม นำไปสู่การบริโภครถยนต์ส่วนตัว การใช้สินค้า บริการ และพลังงานอย่างฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นของคนรวยและชนชั้นกลาง ทำให้ประเทศไทยใช้น้ำมันเพิ่มในอัตราสูงกว่าการเพิ่มผลผลิต ประเทศขาดดุลการค้าและเป็นหนี้มากขึ้น และทั้งทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายสมดุลของทั้งธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้เกิดวิกฤติสภาพแวดล้อมที่เราเรียกว่า “ภาวะโลกร้อน” และวิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมวัฒนธรรม ที่โฆษณาให้คนคิดแต่เรื่องแก่งแย่งแข่งขันเพื่อประโยชน์ระยะสั้นของตัวเอง อย่างไม่เห็นการณ์ไกลและไม่มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม

ทางเลือกของไทยควรเป็นสังคมประชาธิปไตยใหม่

แนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤติของไทยควรเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมประชาธิปไตยใหม่ที่ผสมผสานส่วนที่ดีของระบบตลาดเสรีที่เป็นธรรม (ไม่ใช่ทุนนิยมผูกขาดและกึ่งผูกขาด) ระบบสหกรณ์และการพึ่งตนเอง (ในระดับประเทศ) ได้เป็นสัดส่วนสูง ระบบที่เอื้อให้ประชาชนและพนักงานถือหุ้นในบริษัทและองค์กรต่างๆเป็นสัดส่วนที่สูง ระบบรัฐสวัสดิการที่เป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิภาพ ระบบเศรษฐกิจแบบยั่งยืนที่คำนึงถึงต้นทุนทางสังคม คำนึงถึงปัญหาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมแบบชาวพุทธ ชาวอิสลาม ชาวคริสต์ ฯลฯ แบบดั้งเดิม ที่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าทางสังคม คุณค่าทางจิตใจ มากกว่าคุณค่าที่คิดเป็นเงินเป็นการซื้อขายในราคาตลาด มาใช้แทนระบบทุนนิยมแบบผูกขาดที่เป็นบริวารบรรษัทข้ามชาติ

การสร้างทางเลือกใหม่เพื่อทำให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่เป็นธรรม ยั่งยืน เป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ ควรใช้นโยบายใหม่คือ

1.เปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศแบบตลาดเสรี มาเน้น เศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองในระดับชุมชนและประเทศ ลดสัดส่วนการพึ่งการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศลง เน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อพัฒนาแรงงาน ทรัพยากร เงินทุน ตลาดภายในประเทศ ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีการศึกษาที่ดี มีงานทำ มีรายได้ที่จะซื้อสินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศกันมากขึ้น

2.ปฏิรูปโครงสร้างภาษีและงบประมาณ ปฏิรูปที่ดิน ปฏิรูปการเกษตร ปฏิรูปราชการและรัฐวิสาหกิจ ปฏิรูปการศึกษา สื่อสารมวลชน ปฏิรูปการบริหารจัดการทางเศรษฐกิจ สังคม ในทุกๆด้าน เพื่อกระจายทรัพย์สินและรายได้ การมีงานทำ การศึกษา ข้อมูลข่าวสารให้เป็นธรรมและทั่วถึง แก้ปัญหาความยากจนเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และการผลิตโดยเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตน ฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนและระบบสหกรณ์ให้เข้มแข็งมาแทนที่ระบบบริษัทเอกชน

คนไทยควรเลิกบูชาระบบตลาดและการเปิดประตูเสรีอย่างหลงใหล เพราะเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เป็นจริงเป็นระบบผูกขาด โดยบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ไม่เสรีและไม่เป็นธรรมจริง ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบและถูกครอบงำมากขึ้น คนไทยควรหันมาศึกษาแนวทางเลือกอื่นๆเช่นการควบคุมเงินตราต่างประเทศของมาเลเซีย การควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ และส่งเสริมการออม และการลงทุนภายในประเทศของชิลี การเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่าพึ่งพาต่างประเทศของ อินเดีย เวียดนาม ลาว ภูฏาน ศรีลังกา และอีกหลายประเทศ ซึ่งยืนต้านทานพายุจากวิกฤติทุนนิยมโลกได้ดีกว่าไทย

การบูชาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างหลงใหล ได้แผ่ซ่านเข้าในกรอบคิดความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นนำของไทยอย่างไม่รู้ตัว และที่น่าห่วงคือ คือ การที่ชนชั้นนำและคนทั่วไปไม่สนใจจะรับฟัง หรืออ่านแนวคิดที่เป็นทางเลือกใหม่ เช่น สังคมนิยมประชาธิปไตย ระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการ เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ พัฒนาแนวยั่งยืน ฯลฯ ทำให้สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากแนวนโยบายการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดและไม่ได้พัฒนาความคิดสติปัญญาที่จะวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาอย่างวิพากษ์วิจารณ์และสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเอง

วิกฤติในประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงแค่วิกฤติทางเศรษฐกิจการเมืองเท่านั้น แต่เป็นวิกฤติทางกรอบคิดหรือวิกฤติทางภูมิปัญญาและการขาดจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมของชนชั้นนำผู้ที่เริ่มมองเห็นแนวทางใหม่แนวคิดใหม่จะต้องช่วยกันจัดตั้งและเผยแพร่แนวทางการพัฒนาแบบสังคมประชาธิปไตยใหม่และระบบสหกรณ์ เพื่อรวมพลังผลักดันให้คนไทยส่วนใหญ่ เปลี่ยนกรอบคิดเรื่องแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่คิดถูกทำถูก เพื่อคนส่วนใหญ่ในระยะยาวให้ได้ก่อน เราจึงจะมีทางเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย และมีทางออกจากวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทยนี้ได้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ภารกิจของชาวพุทธในระบบเศรษฐกิจโลก


 “ภารกิจชาวพุทธในระบบเศรษฐกิจโลก”

เป็นบทความส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มที่กำลังจะออกใหม่
ของท่านอาจารย์วิทยากร  เชียงกูล ชื่อหนังสือเรื่อง

“อนาคตเศรษฐกิจโลกและทางออกสำหรับไทย”
โดยสำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์

ส่วนหน้าตาของปกจะเป็นยังไงนั้นทางชมรมศึกษาฯ จะนำมาให้ดูกันชัดๆ

เมื่อหนังสือเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

 

ภารกิจของชาวพุทธในระบบเศรษฐกิจโลก1

 

กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ข้าพเจ้ามีความสัมพันธ์กับชุมชนของชาวพุทธทั้งในสังคมเกษตรแบบดั้งเดิมและในโลกตะวันตกที่เป็นแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมในสังคมโลก ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเราเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ (วิธีที่เรามองโลก) ของเราอีกด้วย ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้ด้วยว่า หากเราต้องการหลีกเลี่ยงการตีความคำสอนของพุทธศาสนาอย่างผิดๆ เราจะต้องพิจารณาอย่างใกล้ชิดถึงความแตกต่าง ระหว่างสังคมที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลกแบบพัฒนาอุตสาหกรรม และสังคมที่ยังคงมีส่วนที่เป็นระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นมากกว่า

ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้า สังคมต่างๆมีรากเหง้าติดอยู่กับโลกธรรมชาติมากกว่าโลกในยุคปัจจุบันมาก ระบบเศรษฐกิจในยุคนั้นเป็นระบบเกษตรและหัตถกรรมแบบพึ่งพากันและกันในท้องถิ่น รวมทั้งพึ่งพาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายและธรรมชาติทั้งหมดมากกว่ายุคปัจจุบันมาก มนุษย์เรามีความสัมพันธ์โดยตรงกับวัฒนธรรมและธรรมชาติโดยตรง ไม่ต้องผ่านสื่อและพ่อค้าคนกลาง การที่มนุษย์ในสมัยนั้นได้เห็นและมีประสบการณ์กับมนุษย์คนอื่นๆในชุมชนโดยตรง เป็นพื้นฐานในการตัดสินใจทางจริยธรรมของมนุษย์แต่ละคน คำสอนของพระพุทธเจ้า ได้พัฒนาขึ้นในบริบทของสังคม ที่หล่อหลอมโดยความสัมพันธ์โดยตรงของมนุษย์กับชุมชน และโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

พุทธศาสนาคือเรื่องของชีวิต คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธรรมชาติซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และอย่างเป็นวัฏจักร การเกิดและการตาย ความดีใจและความโศกเศร้า ดอกไม้บานแล้วก็เหี่ยว พระจันทร์ข้างขึ้นและข้างแรม พุทธศาสนาคือเรื่องเกี่ยวกับความเป็นอนิจจัง (ไม่คงทนถาวร) และความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสิ่งมีชีวิตทุกสิ่ง

แต่ในโลกยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เทคโนโลยีที่ซับซ้อนและการผลิตขนานใหญ่แบบอุตสาหกรรม ทำให้มนุษย์ถูกแบ่งแยก ทั้งระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และระหว่างมนุษย์กับโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย โลกยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ทำให้ชีวิตประจำวันของเราต้องพึ่งพา โลกแบบใหม่ที่ถูกสร้างโดยคน – ระบบเศรษฐกิจแบบค้าขาย พลังงานไฟฟ้า รถยนต์และถนน ระบบการแพทย์สมัยใหม่ ฯลฯ เป็นส่วนใหญ่ การพึ่งพาในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เราเชื่อว่า เราต้องพึ่งพาโลกของเทคโนโลยีมากกว่าโลกของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย

เมื่อขนาดของระบบเศรษฐกิจขยายใหญ่โต และเรากลายเป็นเพียงผู้ผลิตและผู้บริโภค ที่เป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกของคนหกพันล้านคน ยิ่งเป็นการยากที่เราจะรู้ถึงผลกระทบของเราต่อธรรมชาติและต่อคนอื่นๆในสังคมเหมือนในชุมชนชนบทแบบดั้งเดิมที่คนในชุมชนรู้จักกันและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ในสังคมแบบชุมชนดั้งเดิม เรารู้ว่าการเพาะปลูกของเราจะมีผลกระทบต่อดินและต่อคนในชุมชนที่ซื้อของจากเราไปกินอย่างไร เรามีความรับผิดชอบความห่วงใยต่อสุขภาพ/สวัสดิการของพวกเขาโดยตรง

ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เราต่างคนต่างเป็นผู้ผลิตในระบบอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่และส่งสินค้าผ่านต่อคนอื่นไปให้คนที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร เพียงเพื่อผลกำไรและเงินของใครของมัน ทำให้เราไม่รู้สึกผูกพันรับผิดชอบต่อผลกระทบต่อการกระทำของเรา เมื่อเทียบกับการผลิตในระบบเศรษฐกิจชุมชนชนบทแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในชุมชน มากกว่าแค่การผลิตสินค้าไปขายแลกกับเงิน

การแยกตัวออกจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความผูกพันของมนุษย์ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่มาจากและสะท้อนถึงการมองโลกแบบแยกส่วน ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับคำสอนของพุทธศาสนาซึ่งมองสรรพสิ่งแบบเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า มนุษย์เราเป็นปัจเจกชนที่แยกออกมาจากธรรมชาติ และมนุษย์สามารถที่จะเอาชนะโลกธรรมชาติได้ด้วยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่

โครงสร้างและสถาบันของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม มีพื้นฐานอยู่บนความโง่เขลาและความโลภของมนุษย์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับคำสอนของพุทธศาสนาที่มองว่า มนุษย์เราเกิดมาต้องพึ่งพากันและกัน พึ่งพาสรรพสิ่งในโลกธรรมชาติ และสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีความยั่งยืนถาวร จะต้องสิ้นอายุสูญสลายไปในวันหนึ่ง ดังนั้นเราจึงควรใช้ชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่เอาเปรียบผู้อื่น และใช้ชีวิตแบบเดินสายกลางให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและสังคม

ชาวพุทธที่รับผิดชอบต่อสังคม (รวมทั้งชาวคริสต์ ชาวมุสลิม ฯลฯ ด้วย) ควรจะใช้หลักคำสอนของศาสนามาตรวจสอบแนวโน้มของเศรษฐกิจโลกปัจจุบันอย่างพินิจพิจารณา ข้าพเจ้าเชื่อว่า หากพวกเราช่วยกันพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้ว เราจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันเดินไปคนละทางกับเศรษฐศาสตร์ของชาวพุทธ และเราควรจะคัดค้านอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่สอดคล้องกับปรัชญาชาวพุทธ

ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ผ่านข้อตกลงการค้าเสรี และโลกาภิวัตน์ (การทำให้การผลิตและการบริโภคของคนทั่วโลกเป็นแบบเดียวกัน) ภายใต้การครอบงำของบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ กำลังทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจเดี่ยวที่จะนำโลกทั้งโลกไปสู่หายนะภัยครั้งใหญ่ รากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกวางอยู่บนแนวคิดแคบๆเกี่ยวกับความต้องการและแรงจูงใจของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน โดยมองข้ามความสัมพันธ์ด้านที่ไม่ใช่วัตถุของชีวิต เช่นเรื่อง ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน การมีงานที่ให้ความหมายความพอใจซึ่งมีค่ามากกว่าเงิน ความสัมพันธ์ด้านคุณค่าทางจิตใจซึ่งไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน

เหตุที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเน้นที่ความสัมพันธ์ของการแลกเปลี่ยนซื้อขายด้วยเงิน เพราะพวกนายทุนและผู้สนับสนุนเชื่อว่า มนุษย์เรามีแรงจูงใจขั้นพื้นฐานที่เห็นแก่ตัว และมีความต้องการทางวัตถุอย่างไม่มีขอบเขต แทนที่พวกนายทุนและผู้สนับสนุนจะส่งเสริมให้มนุษย์รู้จักควบคุมแรงจูงใจทางธรรมชาติในการไขว่คว้าที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง พวกเขากลับใช้จุดอ่อนของมนุษย์ ที่จะเพิ่มการผลิตและการขายสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มกำไรส่วนตัวของพวกเขา พวกเขาอ้างว่า “มือที่มองไม่เห็น” ในกลไกตลาดที่มีการแข่งขันเสรี จะทำให้กิจกรรมที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยอัตโนมัติ

แต่ระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ถูกครอบโดยบรรษัทข้ามชาติ จริงๆแล้วมีความหมายอย่างไร ? ความหมายหนึ่งของโลกาภิวัตน์คือ “โลกที่มีการบริโภคแบบเดียวกันทั่วโลก” โลกซึ่งคนทุกคนกินอาหารที่มาจากการผลิตในระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน ใส่เสื้อผ้าตะวันตกแบบเดียวกัน มีบ้านสมัยใหม่ สร้างวัสดุจากโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดียวกัน โลกซึ่งทุกประเทศใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกัน พึ่งระบบเศรษฐกิจที่มีการบริหารจัดการจากสำนักงานแม่ของบรรษัทข้ามชาติ ระบบเดียวกัน จัดการศึกษาแบบตะวันตกเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน (ภาษาอังกฤษ ภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาซื้อขายด้วยเงินของทุนนิยม) บริโภคสื่อแบบเดียวกัน โดยสรุปแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์คือระบบที่ทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ มันหมายถึงการสร้างวัฒนธรรมเดี่ยว คือวัฒนธรรมทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก

ความหลากหลายทางวัฒนธรรม หรือการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของคนหลายเชื้อชาติ หลายเผ่าพันธุ์ หลายศาสนา สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นของพวกเขา ที่ช่วยให้มนุษย์อยู่รอดและพัฒนาได้จนถึงวันนี้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมช่วยให้มนุษย์เราเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การปรับตัว การแก้ไขสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีขึ้น ช่วยให้โลกเกิดความรุ่มรวยและสีสันที่น่าสนใจ

แต่การขยายตัวของระบบโลกาภิวัตน์กำลังทำลายความหลากหลายทางวัฒนธรรม (และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต) อย่างรวดเร็ว ระบบโลกาภิวัตน์สร้างเมืองแบบป่าคอนกรีตและถนนหลายช่องแบบเดียวกันทั่วโลก สร้างภูมิสถาปัตย์แบบเดียวกันในทุกมุมของโลก เมืองที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ห้างสะดวกซื้อ ร้านอาหารแบบสำเร็จรูป ป้ายโฆษณาหนังฮอลลีวู๊ด โทรศัพท์มือถือ กางเกงยีนส์ เครื่องสำอาง บุหรี่ เบียร์ เหล้า จากตะวันตก ฯลฯ

ระบบการผลิตแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เข้ามาแทนที่การผลิตเพื่อเลี้ยงชีพในระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองของชุมชน ทำให้มนุษย์เหินห่างตัดขาดจากวงจรของธรรมชาติเพิ่มขึ้น การเกษตรแบบพึ่งแรงงานธรรมชาติเพื่อการเลี้ยงชีพ ถูกทำให้เป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรมเพื่อขายและส่งออก ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับการใช้ปุ๋ยและเคมี การวางแผนและการจัดการจากบริษัทส่งออก เพื่อให้ได้สินค้าเกษตรชนิดที่จะขนส่งไปขายทางไกลในราคาที่แข่งขันกับผู้ผลิตผู้ส่งออกรายอื่นๆในตลาดโลกได้

ในกระบวนการดังกล่าวนี้ เกษตรกรผู้เคยวางแผนเอง ซึ่งเคยอิสระ ทำทุกอย่างด้วยตนเอง รวมทั้งควบคุมการผลิตและชีวิตของตัวเองได้ กลายเป็นลูกหนี้หรือลูกจ้างในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรม ที่ต้องขึ้นต่อการใช้ทุน การใช้เครื่องจักรที่กินน้ำมัน การใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมีมากขึ้น การเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารหลากหลาย เพื่อการบริโภคของชุมชนในท้องถิ่น กลายเป็นการปลูกพืชเดี่ยวเพื่อการส่งออก

ระบบโลกาภิวัตน์ที่สร้างวัฒนธรรมเดี่ยวมาแทนความหลากหลายทางวัฒนธรรม กำลังมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มซีกโลกใต้ ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่มากกว่าที่อื่นๆ ในกลุ่มซีกโลกใต้ ประชาชนจำนวนมาก ยังอาศัยในหมู่บ้าน ยังมีเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองซึ่งใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างหลากหลาย ยังคงเชื่อมโยงแบบอาศัยโลกธรรมชาติมากกว่าโลกเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่แรงกดดันจากระบบโลกาภิวัตน์กำลังทำลายระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองของท้องถิ่นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

คนถูกบีบให้อพยพจากชนบทเข้าเมือง และหมู่บ้านเองก็ถูกทำให้เป็นชุมชนแบบชานเมือง ประชาชนที่เคยพึ่งตนเองในระดับชุมชนได้ ต้องกลับมาขึ้นต่อสินค้าอุตสาหกรรมจากโรงงานและร้านค้า ประชาชนผู้เคยภูมิใจในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของตนเอง กลับรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนในเมือง และต้องพยายามเลียนแบบคนในเมือง การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดก็อย่างเช่นที่ประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลวางแผนว่า ประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้น 440 ล้านคน ใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงในอัตราที่สูงกว่าอัตราเพิ่มของประชากรของจีนทั้งประเทศหลายเท่า

การพัฒนาของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ไม่เพียงแต่ผลักดันให้เกษตรกรต้องทิ้งถิ่นฐานจากชุมชนชนบทเท่านั้น มันยังทำให้โอกาสในการหางานทำและอำนาจทางการเมืองรวมศูนย์อยู่ในเมือง และทำให้เมืองมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งสื่อมวลชนและการโฆษณาสินค้า ก็ช่วยสร้างแรงผลักดันทางจิตวิทยาให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปแสวงหาชีวิตที่ “เจริญ” กว่า ซึ่งหมายถึงการได้ทำงานเพื่อมีเงินบริโภคสินค้าสมัยใหม่เพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากตำแหน่งงานในเมืองจำกัด จึงมีคนส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ได้มีชีวิตที่เจริญขึ้น คนที่อพยพจากชนบทเข้าเมืองส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบในชุมชนแออัด ที่ขยายใหญ่โตขึ้น ทั้งๆที่ระบบโลกาภิวัตน์ทำให้เกิดผลเสียหายเหล่านี้ แต่รัฐบาลประเทศกำลังพัฒนาก็ยังสนับสนุนนโยบายพัฒนาประเทศตามกระแสโลกาภิวัตน์

เกิดอะไรขึ้นเมื่อชีวิตในชนบทล่มสลาย และผู้คนซึ่งเคยพึ่งพาทรัพยากรในท้องถิ่นที่ใกล้เคียงกันได้ต้องมาผูกติดกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก? ขอให้ดูจากตัวอย่างการสร้างที่อยู่อาศัยแบบท้องถิ่น ซึ่งโครงสร้างอาคารต่างๆเคยถูกสร้างด้วยวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น หินในฝรั่งเศส ดินในแอฟริกาตะวันตก อิฐตากแห้งด้วยแสงแดดในธิเบต ไม้ไผ่และใบจากในฟิลิปปินส์ ฯลฯ เมื่อบ้านแบบท้องถิ่นเหล่านี้ต้องหลีกทางให้กับวิธีการสร้างบ้าน “สมัยใหม่” ในระบบโลกาภิวัตน์ วัสดุท้องถิ่นที่เคยมีเหลือเฟือถูกทอดทิ้งไม่ได้นำมาใช้ แต่ประชาชนต้องแข่งขันกันซื้อวัสดุสมัยใหม่ ปูน เหล็ก ไม้สำเร็จรูป ซึ่งราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

เรื่องทำนองเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับผลผลิตอื่นๆด้วย เมื่อทุกคนเริ่มกินอาหารแบบเดียวกัน ใส่เสื้อที่ทำจากใยสังเคราะห์เหมือนกัน ต้องใช้ชีวิตแบบพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันซึ่งจะหมดไปในวันหนึ่งเหมือนกัน การที่ระบบโลกาภิวัตน์ ทำให้คนทุกคนต้องไปพึ่งพาแหล่งทรัพยากรเดียวกัน ทำให้บรรษัทข้ามชาติสามารถลงทุนในประเทศต่างๆเพื่อผลิตสินค้าขนานใหญ่มาขายคนทั่วโลกได้โดยมีต้นทุนต่ำลง แต่ผู้บริโภคต้องหาซื้อปัจจัยการดำรงชีพในราคาที่สูงขึ้น

ในสถานการณ์แบบนี้ ประชากรกลุ่มที่อยู่ขั้นต่ำที่สุดของบันไดทางเศรษฐกิจ จะเป็นผู้ที่เสียเปรียบมากที่สุด ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนถ่างกว้างขึ้น มีความโกรธเคือง ความไม่พอใจ และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเพิ่มขึ้น สถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ซึ่งคนที่มีภูมิหลังทางชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก ถูกดึงดูดให้อพยพเข้ามาอยู่ในเมือง พวกเขาต้องถูกตัดขาดจากชุมชนเดิมและวัฒนธรรมเดิมของตัวเอง และต้องมาเผชิญกับการแข่งขันหางานและปัจจัยยังชีพอย่างเอาเป็นเอาตายในเมืองใหญ่ ความภาคภูมิใจในตัวเอง และในวัฒนธรรมดั้งเดิมของตนเองถูกกัดกร่อนไปด้วยแรงผลักดันของค่านิยมใหม่ของการต้องทำตัวเลียนแบบคนเมืองผู้ทันสมัยที่สื่อมวลชนและการโฆษณาสินค้านำเสนอ

ตัวอย่างที่พวกเขาเลียนแบบ คือรูปลักษณ์ของชนชั้นกลางในเมืองแบบชาวตะวันตก ผิวขาวสะอาด ผมบลอนด์ ตาสีฟ้า ถ้าคุณเป็นชาวนาหรือเป็นคนผิวคล้ำ คุณจะถูกสังคมทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นคนป่าเถื่อน ล้าหลัง มีความด้อยกว่า กระบวนการนี้เองที่ทำให้หญิงทั่วโลกต้องใช้เคมีที่อันตราย เพื่อที่ทำผิวสีและสีผิวของพวกเธอให้คล้ายฝรั่ง คอนแทคเลนส์สีฟ้าขายดีไปทั่วโลกตั้งแต่กรุงเทพ ไนโรบี ไปถึง เม็กซิโกซิตี้ ผู้หญิงเอเชียตาชั้นเดียวจำนวนมากยอมเสียเงินไปรับการผ่าตัดเพื่อทำให้ตาของพวกเธอเป็นตาสองชั้นคล้ายตาของพวกฝรั่ง

พวกสนับสนุนโลกาภิวัตน์อ้างว่าระบบเศรษฐกิจที่เป็นแบบเดียวกันทั่วโลกช่วยทำลายความแตกต่างของประชากรโลก ทำให้เกิดความสมานฉันท์และความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น การที่ระบบโลกาภิวัตน์ถอนรากถอนโคนประชาชนจากชุมชนชนบทโดยขายฝันถึงการมีชีวิตแบบทันสมัยของคนเมืองที่พวกเขาไม่อาจบรรลุได้จริง กลับทำให้ประชาชนโดยเฉพาะคนหนุ่มเกิดความโกรธเคืองและความรู้สึกเป็นศัตรูต่อชนชั้นสูงมากขึ้น สังคมเมืองของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่คนต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดและไร้ศีลธรรม ยิ่งทำให้ความแตกต่างของคนมีปัญหารุนแรงขึ้น ภายใต้ระบบเศรษฐกิจการเมืองที่มุ่งหากำไรแบบไม่เห็นหัวคนจน ปัญหาความรุนแรงทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เป็นสิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประสบการณ์ของข้าพเจ้าในลาดัคและราชอาณาจักรภูฐาน ทำให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ในลาดัค ชาวพุทธที่เป็นประชากรส่วนใหญ่อยู่ร่วมกับชาวมุสลิมที่เป็นประชากรส่วนน้อยมาอย่างสงบสุขโดยไม่มีความขัดแย้งระดับกลุ่มมาถึง 100 ปี ในภูฐาน ชาวฮินดูส่วนน้อยก็อยู่ร่วมกับชาวพุทธส่วนใหญ่มาได้อย่างสงบสุขมาเป็นระยะเวลายาวนานพอๆกัน แต่ในช่วง 15 ปีหลังนี้ มีปัญหาความขัดแย้งซึ่งถูกกดดันมาจากเศรษฐกิจภายนอก ทำให้เกิดความรุนแรงถึงขั้นเสียเลือดเนื้อกันทั้งใน 2 ภูมิภาคนี้

ปัญหาไม่ได้เกิดจากความแตกต่างของคน 2 กลุ่ม ซึ่งแตกต่างกันมาช้านานแล้ว แต่ปัญหาเกิดจากการที่คนสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจและเอกลักษณ์ของตัวเอง และพยายามจะปกป้องมันไว้ ถ้าระบบโลกาภิวัตน์ยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะที่ไปลดทอนการดำรงชีวิตแบบพึ่งตนเองได้และเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่ของโลก ความขัดแย้งและความรุนแรงก็มีแต่เพิ่มขึ้น อย่างชนิดที่ไม่อาจคาดหมายได้

ในเมื่อระบบโลกาภิวัตน์ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมมากขนาดนี้ เหตุใดเล่าชาวพุทธจึงลังเลไม่เข้ามาร่วมการแก้ไขปัญหานี้? ข้าพเจ้าคิดว่า เหตุผลหลักคือ ชาวพุทธไม่ได้ตระหนักว่า คำสอนของพระพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องที่หมายถึงโลกของธรรมชาติแท้ๆ ไม่ใช่โลกที่ถูกสร้างแบบเทียมๆ โดยเทคโนโลยี สิ่งที่ท้าทายชาวพุทธคือ จะนำหลักการของพุทธศาสนาที่สอนในยุคสมัยที่เศรษฐกิจสังคมยังเป็นแบบชุมชนท้องถิ่นเล็กๆที่ประชาชนอยู่อย่างเรียบง่ายและมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ไปประยุกต์ใช้ในระบบโลกาภิวัตน์ ที่มีความใหญ่โตสลับซับซ้อน และคนมีความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันได้อย่างไร

แนวคิดหนึ่งของพุทธศาสนาที่อาจถูกตีความแบบผิดๆได้ง่ายคือหลักว่าด้วยความพึ่งพาซึ่งกันและกัน การเป็นเอกภาพของสิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่ง เครือข่ายที่เชื่อมโยงกันอย่างไม่มีสิ่งใดจะอ้างว่าตนอยู่อย่างแยกเป็นอิสระหรือดำรงอยู่อย่างสถิต (หยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง) ได้ พวกเราบางคนตกหลุมพรางว่าแนวคิดเรื่องการพึ่งพาซึ่งกันและกันนี้สอดคล้องกับแนวคิด “หมู่บ้านโลก” และ “โลกไร้พรมแดน” ของการค้าเสรี ถ้อยคำหรูๆเช่น “สมานฉันท์” “การผนวกเข้าด้วยกัน” “การสามัคคีกัน” ไม่ควรทำให้เราเชื่อว่า ระบบโลกาภิวัตน์ทำให้เราพึ่งพากันและกัน หรือพึ่งพาโลกธรรมชาติมากขึ้น เพราะแท้จริงแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ ทำให้เราต้องพึ่งพาโครงสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่เทคโนโลยี และบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ เพิ่มขึ้น นี่ไม่ใช่การพึ่งพากันและกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ได้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างที่พระพุทธเจ้าเสนอไว้แต่อย่างใด

หลักคิดของศาสนาพุทธเรื่อง ความเป็นอนิจจัง (Impermanence) ก็อาจจะถูกตีความแบบบิดเบือนได้ นอกเสียจากเราจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างกระบวนการของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก คำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนแปลงและความเป็นอนิจจังของโลกธรรมชาติ สอนให้เรายอมรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในโลกแห่งชีวิต วงจรของชีวิตและความตาย ความเป็นอนิจจังของทุกชีวิต แต่การเปลี่ยนแปลงที่ระบบโลกาภิวัตน์สร้างขึ้นนั้น กลับสร้างอยู่บนพื้นฐานของการปฏิเสธความเป็นอนิจจังของธรรมชาติ

 

โครงการขนาดยักษ์เช่น โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เขื่อน และทางด่วน ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของชีวิตที่พระพุทธเจ้าสอนให้เรายอมรับ หรือการตกแต่งพันธุกรรมของยีนของเทคโนโลยีชีวภาพก็เช่นกัน สิ่งเหล่านี้คือผลลัพธ์มาจากโลกทัศน์ของนายทุนแบบที่ต้องการเป็นนายของธรรมชาติ โลกทัศน์ที่มองว่าชีวิตเป็นสิ่งที่สถิต (หยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง) แบ่งเป็นส่วนๆ และพวกนายทุนที่มีอำนาจครอบโลกสามารถจะทำอย่างไรก็ได้ เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของวัฒนธรรมผู้บริโภคที่ขึ้นต่อเทคโนโลยี

แนวคิดของศาสนาพุทธอีก 2 ข้อ ที่ถูกตีความอย่างผิดๆเพื่อไปสนับสนุนความเมินเฉยต่อปัญหาทางสังคม คือ เรื่องกรรม และยาพิษ (กิเลส) 3 อย่าง – ความโลภ เกลียด หลง

มีแนวโน้มที่จะใช้หลักกฎแห่งกรรมไปอธิบายช่องว่างที่เพิ่มขึ้นระหว่างคนรวยและคนจนว่า การที่คนบางคนรวยเป็นเพราะเขาเคยทำความดีมาในชาติก่อน แต่เมื่อเราตรวจสอบให้ลึกลงไปเราจะพบว่า สาเหตุของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคม มีสาเหตุมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่เปิดช่องให้คนบางคนรวยขึ้นจากความทุกข์ยากของคนๆอื่น มากกว่าเป็นเรื่องกรรม (การกระทำ)ในชาติก่อนซึ่งพิสูจน์ไม่ได้

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเปิดช่องให้คนบางคนที่มีทุน มีความรู้และโอกาสมากกว่า ร่ำรวยได้มากกว่าคนอื่นๆ คนร่ำรวยที่อยู่ในเมืองและใช้ชีวิตแบบชาวตะวันตก มักขาดปัญญาและความเมตตาพอที่จะมองและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของโลกที่ว่า มีคนจำนวนมากที่มีชีวิตอยู่อย่างแร้นแค้น อดอยาก คนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อยบริโภคทรัพยากรของโลกมากกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า และการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยเกินความพอเพียงเหล่านั้น ทำให้เกิดความเสียหายต่อสรรพสิ่งในโลกอย่างที่ไม่อาจคำนวณค่าได้

คนร่ำรวยและคนชั้นกลางทั้งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา ต้องใช้ปัญญาและความกล้าหาญในการไปวิเคราะห์ให้เห็นถึงความจริงว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ทำให้สังคมแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความไม่เสมอภาค และการทำลายล้างทั้งสภาพแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรม ที่เป็นผลเสียต่อชาวโลกทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะคนจนเท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหมด ที่จะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจชนิดนี้

ยาพิษหรือกิเลสทั้ง 3 – ความโลภ โกรธ หลง มีโอกาสเกิดขึ้นในตัวมนุษย์ทุกคนมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป สังคมบางสังคมพยายามลดทอน 3 สิ่งนี้ แต่บางสังคมกลับส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ วัฒนธรรมบริโภคนิยมของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเป็นตัวการสำคัญในการฟูมฟัก ความโลภ โกรธ หลง ทั้งในระดับปัจเจกชนและระดับสังคม บรรษัทต่างๆใช้เงินปีละ 450,000ล้านดอลล่าร์สหรัฐต่อปีในการโฆษณาให้ประชาชนทั่วโลกรู้สึกว่าจำเป็นต้องบริโภคสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรู้จักเลย เช่น โคคาโคล่า และตุ๊กตาพลาสติกแรมโบ้ถือปืนกลมือ

ในสังคมยุคชุมชนพึ่งตนเอง ประชาชนมีวัฒนธรรมการกินอยู่แบบพอเพียง โดยไม่มีปัญหาความโลภอยากได้สินค้าใหม่ๆแปลกๆที่จริงๆแล้วชีวิตพวกเขาสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้มัน ดังนั้น เราจึงควรตระหนักว่า ความโลภในเรื่องสินค้าต่างๆนั้น ส่วนใหญ่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเป็นผู้สร้างขึ้น หรือกระตุ้นให้มนุษย์หลงใหลในเรื่องนี้มากขึ้น กระแสวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่หลั่งไหลอย่างเชี่ยวกรากกรากเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงคำสอนของพุทธศาสนาเรื่องมนุษย์ควรลดละโลภ โกรธ หลง ที่มุ่งให้มนุษย์พ้นทุกข์และสร้างสังคมที่มีความสุขได้

ศาสนาพุทธสามารถช่วยเราในสถานะที่ยากลำบากได้ ด้วยการสนับสนุนให้เรามีเมตตาและใช้วิธีการแบบสงบสันติต่อทั้งตัวเราเองและผู้อื่น หากเราเข้าใจว่า ทั้งปัญหาสังคมแตกแยกปัญหามลภาวะ ปัญหาทางจิตใจของมนุษย์ในปัจจุบัน ล้วนมีสาเหตุมาจากตัวระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ศาสนาพุทธจะช่วยให้เราพินิจพิจารณาระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกและความรุนแรงเชิงโครงสร้างได้อย่างมีสติ

คำสอนของศาสนาพุทธจะช่วยให้เราเข้าใจว่า วิถีชีวิตของเราในโลกทุนนิยมสมัยใหม่จะมีผลกระทบต่อคนอื่นและสภาพแวดล้อมของโลกอย่างสลับซับซ้อนได้อย่างไรและสนับสนุนให้เรามีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจในเรื่องของความเป็นไปของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง

ต่อเมื่อมนุษย์ตระหนักว่า เราต่างเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่สร้างปัญหาความทุกข์ยากให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เราจึงจะสามารถทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะช่วยปลดปล่อยพวกเราทั้งหมด ออกจากโครงสร้างที่เลวร้ายและต่อต้านชีวิต ของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก

ศาสนาพุทธ ที่มีแนวทางในการมองชีวิตและสังคมอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมจะช่วยให้เรามองเห็นว่า อาการของปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมทั้งหลายในโลกนี้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันและกัน และช่วยให้เราเข้าใจว่า วิกฤติต่างๆที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มีรากเหง้ามาจากการบงการโดยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ความเข้าใจเรื่องความเชื่อมโยงกันอย่างสลับซับซ้อนของปัญหาต่างๆ จะช่วยให้เราไม่ต้องสูญเสียพลังงานของเราในการตามแก้เพียงระดับอาการเฉพาะหน้าของวิกฤติ และช่วยให้เราเพ่งไปที่การแก้ไขปัญหาที่รากเหง้าของมันอย่างตรงเป้าได้มากกว่า

คนที่มองปรากฏการณ์และปัญหาต่างๆอย่างแยกส่วนแบบผิวเผิน จะมองเห็นว่าปัญหาความรุนแรงระหว่างคนต่างชาติพันธุ์ มลภาวะในอากาศและน้ำ ปัญหาครอบครัวแตกแยก และปัญหาความแตกสลายทางวัฒนธรรม เป็นปัญหาคนละปัญหาที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่คนที่มองได้อย่างเป็นระบบองค์รวม จะมองเห็นว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆมากมาย ที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันซ้ำแล้วซ้ำอีก อาจจะทำให้เรารู้สึกท้อถอยได้ในบางครั้ง แต่การเข้าใจว่าปัญหาเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน เป็นปัญหากลุ่มเดียวกัน จะทำให้เราสามารถรวมพลังกันในการหายุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหารากเหง้าได้ตรงเป้า และมีประสิทธิภาพมากกว่า การไปไล่ตามแก้ไขตามอาการของปัญหาทีละปัญหา

ในระดับโครงสร้าง ปัญหาพื้นฐานคือขนาดของระบบเศรษฐกิจสังคมที่มีผลต่อความสัมพันธ์และวิธีคิดของคน การที่ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกมีขนาดที่แผ่ขยายออกไปใหญ่โตมาก เป็นตัวการที่ทำให้เรามองไม่เห็นว่าการกระทำของเราไปมีผลกระทบต่อคนที่อยู่ห่างไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรอย่างไร เช่น ผู้ถือหุ้นหรือคนที่ทำงานในสำนักงานใหญ่ในกองทุนของบรรษัทข้ามชาติที่ไปลงทุนตั้งสาขาตั้งโรงงานและค้าขายเพื่อหากำไรในประเทศกำลังพัฒนา ไม่ได้รับรู้หรือไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องการขูดรีดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ขูดรีดแรงงานและผู้บริโภค ที่เกิดขึ้นในที่ที่ห่างไกลออกไป และพวกเขามองเห็นแต่เงินปันผลหรือกำไรที่พวกเขาจะได้รับเท่านั้น ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่แผ่ขยายใหญ่โตมาก ทำให้เราต้องมีชีวิตอยู่ในความโง่เขลา ขาดปัญญา และขาดความมีเมตตาต่อเพื่อมนุษย์

ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก คนในชุมชนยังสามารถมองเห็นผลของการกระทำของเขาและมีความรู้สึกรับผิดชอบได้มากกว่า โครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก ช่วยจำกัดไม่ให้คนๆหนึ่งมีอำนาจมากเกินไป แม้เขาจะเป็นผู้นำชุมชน เป็นนักธุรกิจคนสำคัญที่มีอิทธิพลต่อคนนับร้อยหรือนับพันในชุมชน แต่เขาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ที่เขารู้สึกได้และสมาชิกคนอื่นๆรู้สึกได้

แต่ผู้นำของประเทศขนาดใหญ่หรือผู้บริหารของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ผู้มีอำนาจเหนือคนหลายสิบหลายร้อยล้านคน ที่เขาไม่มีโอกาสได้สัมผัสโดยตรง จะมีอำนาจและใช้อำนาจในการบริหารจัดการที่ต่างออกไปมาก เขาจะทำเพื่อหวังผลทางการเมืองและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (ระยะสั้น) ของเขาและพรรคพวก มากกว่าจะคำนึกถึงผลกระทบต่อผู้คนซึ่งเขาไม่เห็นหน้าและไม่ได้สัมผัสได้โดยตรง

ขนาดของประเทศและขนาดของบริษัทขยายใหญ่โตมาก จนผู้นำต้องตัดสินใจตามหลักการทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ในนามของความเจริญเติบโต โดยไม่สนใจต่อผลกระทบในทางลบที่จะเกิดขึ้นกับสมาชิกแต่ละคนในสังคม และโลกสิ่งมีชีวิตอื่นแต่อย่างใด และโดยละเลยหลักการของศาสนาและหลักการของธรรมชาติที่ว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคมที่อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน และควรจะเคารพและเอื้ออาทรต่อกันและกัน

ในโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมแบบชุมชนขนาดเล็ก คนจะตระหนักถึงกฎแห่งการพึ่งพากันและกัน และกฎความเป็นอนิจจังของสิ่งมีชีวิต (ตามคำสอนของศาสนาพุทธ) ได้ง่ายกว่าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมที่ใหญ่โตมาก คนในชุมชนขนาดเล็ก จะเห็นผลการกระทำของคนแต่ละคนได้ง่ายและรู้สึกรับผิดชอบต่อผลแห่งการกระทำของเขาโดยตรง และทำให้เขาปรับตัวให้เข้ากับพลวัตรของสังคมและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าคนในระบบเศรษฐกิจสังคมขนาดใหญ่มากและเนื่องจากในชุมชนขนาดเล็ก ผลของการกระทำของสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนจะเห็นได้ชัดกว่า ดังนั้นการตัดสินใจใดๆของคนในชุมชนจึงมีแนวโน้มที่จะต้องใช้ปัญญาและความมีเมตตามากกว่าในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ด้วยเหตุนี้ ภาระหน้าที่ของเราในฐานะชาวพุทธคือ เราต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่ขยายใหญ่โตจนเป็นตัวสร้างปัญหานี้ เพื่อรื้อฟื้นและสร้างระบบโครงสร้างเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งตนเองได้ของชุมชนขนาดเล็กขึ้นมาใหม่ เพื่อจะทำให้มนุษย์เราสามารถใช้ชีวิตบนพื้นฐานของคำสอนของศาสนาพุทธในเรื่องหลักแห่งการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และหลักความเป็นอนิจจังของสรรพสิ่งได้

แม้ภาระหน้าที่นี้จะเป็นงานที่ยากลำบาก แต่ความจริงแล้ว การที่มนุษย์เราพยายามแข่งขันกันเพื่อขยายขนาดของระบบโลกาภิวัตน์ไปอย่างไม่มีขอบเขตนั้น เป็นเรื่องที่เป็นได้ยากกว่า ความใฝ่ฝันของระบบทุนนิยมโลกที่จะพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตได้ต่อไปอย่างไม่มีขีดจำกัด เป็นความฝันที่ไม่มีทางเป็นจริงไปได้ เพราะว่าระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกกำลังทำลายความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานที่มนุษย์เราต้องพึ่งพา นั่นหมายถึงระบบทุนนิยมโลกที่เน้นการเติบโตเพื่อกำไรของนายทุนส่วนน้อย กำลังทำลายตัวระบบเองและทำลายมนุษยชาติทั้งมวล

เหตุผลสำคัญที่เราควรเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจสังคมให้มีขนาดเล็กลงคือ เพื่อที่เราจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้อย่างแท้จริง ชุมชนขนาดย่อมแต่ละชุมชนจะมีลักษณะเฉพาะในเรื่องสภาพแวดล้อม ผู้คน วัฒนธรรม ของตนเอง ชุมชนขนาดย่อมที่พึ่งตนเองได้ จะทำให้เกิดระบบการบริหารและตัดสินใจที่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสมได้มากกว่า ไม่ต้องมีกฎหมายที่เข้มงวดมากและสมาชิกในชุมชนจะมีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างสอดคล้องกับกฎของธรรมชาติ มากกว่าในระบบเศรษฐกิจสังคมขนาดใหญ่

ในระบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งประชาชนถูกปกครองโดยรัฐบาลกลางที่เข้มงวดตายตัว และโดยระบบตลาดที่ผันผวนได้ง่าย ประชาชนจะรู้สึกว่าตนเองเป็นคนเล็กๆที่ไร้อำนาจและยอมจำนนตามแต่รัฐบาลและระบบตลาดจะนำพาไป แต่ถ้าเป็นระบบเศรษฐกิจสังคมที่มีการกระจายอำนาจและการจัดการทรัพยากรให้ชุมชนขนาดย่อมพึ่งตนเองได้ ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการบริหารจัดการอย่างเป็นประชาธิปไตย ประชาชนจะมีส่วนร่วมและตอบสนองต่อสถานการณ์เฉพาะเรื่องได้อย่างเอาการเอางานมากกว่า

การกระจายอำนาจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ชุมชนขนาดย่อม ผ่านองค์กรเช่น สภาชุมชน สหกรณ์ องค์กรชุมชนประเภทต่างๆจะก่อให้เกิดผลดีทางด้านสภาพแวดล้อม สังคม รวมทั้งทางด้านจริยธรรมได้มากกว่าระบบเศรษฐกิจโลกที่รวมศูนย์อำนาจที่รัฐบาลและบรรษัทขนาดใหญ่ แต่รัฐบาลทั่วโลกก็ยังคงดำเนินนโยบายส่งเสริมระบบโลกาภิวัตน์ที่เน้นการรวมศูนย์อำนาจ โดยอ้างว่า เพื่อให้โลกเป็น “หนึ่งเดียวกัน” และ เพื่อที่เราจะได้อยู่ร่วมกัน แบบพึ่งพากันและกันเพิ่มขึ้น แต่ความจริงคือ เป็นการถูกครอบงำโดยศูนย์กลาง และการต้องพึ่งพาระบบทุน เทคโนโลยีและตลาดที่นายทุนส่วนน้อยควบคุม

ภาระหน้าที่ขั้นแรกของชาวพุทธคือ การให้การศึกษาตัวเองและผู้อื่น เพื่อที่จะไม่หลงกลจนไปสับสนกับการตีความคำว่า “ เป็นหนึ่งเดียวกัน” และ “พึ่งพากันและกัน” โดยระบบโลกาภิวัตน์ซึ่งแตกต่างจากการตีความศาสนาพุทธอย่างขาวกับดำ ระบบโลกาภิวัตน์เป็นระบบที่ส่งเสริมความโลภและความรุนแรง ในขณะที่ศาสนาพุทธส่งเสริมการละความโลภและสนับสนุนสันติวิธี ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน ต่อเมื่อเราเข้าใจความแตกต่างของ 2 แนวคิดนี้ เราจึงจะสามารถร่วมมือกับคนอื่นๆในการที่จะผลักดันให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งรวมทั้งการรณรงค์ให้มีการเปลี่ยนแปลงระดับระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากบรรษัทข้ามชาติขนาดยักษ์ในปัจจุบันมีอิทธิพลเหนือรัฐบาลส่วนใหญ่

การเปลี่ยนแปลงระดับระหว่างประเทศที่ควรทำคือ รัฐบาลประเทศต่างๆต้องจัดการประชุมเพื่อเจรจาเรื่องการค้าระหว่างประเทศกันใหม่อย่างเปิดเผย โดยคำนึงถึงการค้าที่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ แทนการประชุมตกลงกันอย่างลับๆ ที่เอื้อประโยชน์บรรษัทข้ามชาติ การที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้ได้ เราต้องช่วยกันทำให้ประชาชนระดับรากหญ้าในประเทศต่างๆ เกิดความตระหนักถึงสภาพสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและการทำลายล้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก เพื่อที่ประชาชนจะได้ตื่นตัวไปผลักดันให้รัฐบาลในประเทศของตนเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ จากการลงทุนพึ่งการค้าระหว่างประเทศมากไปสู่การพัฒนาแบบพึ่งตนเองในระดับประเทศ มีการกระจายการพัฒนาอย่างเป็นธรรม และอย่างคำนึงถึงความยั่งยืนของสภาพแวดล้อมเพิ่มขึ้น

การจะผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการพัฒนาประเทศ ดูเป็นงานที่ยากลำบากอย่างแสนสาหัส พวกเราหลายคนเริ่มคิดว่า เราคงไม่มีแรงมากพอที่จะไปผลักดันผู้นำทางการเมืองได้ และหลายคนเริ่มท้อแท้ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีความหมาย แต่เป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องจำไว้ว่า ในระยะยาวแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อใครเลย แม้แต่ผู้นำทางการเมืองและผู้บริหารบรรษัทข้ามชาติ ที่วันนี้เป็นผู้สนับสนุนโลกาภิวัตน์ก็ตาม

เพราะนอกจากโลกาภิวัตน์จะทำลายความสมดุลของสภาพแวดล้อม ทำลายความสมดุล ความมีเสถียรภาพของประเทศ ชุมชนและชีวิตทั้งหลายแล้ว ระบบโลกาภิวัตน์ที่ครอบงำโดยบรรษัทข้ามชาติผู้โยกย้ายทุน และเลี่ยงภาษีได้เก่ง ยังทำให้รัฐบาลต่างๆมีอำนาจลดลง และเก็บภาษีจากบรรษัทได้ลดลง ซึ่งมีผลให้ผู้นำทางการเมืองในประเทศต่างๆมีอำนาจลดลงด้วย ระบบโลกาภิวัตน์ซึ่งพึ่งพาทุนและเทคโนโลยีสูง ยังทำให้แรงงานทุกระดับ รวมทั้งผู้บริหารระดับสูงของบรรษัท เกิดความไม่มั่นคงในเรื่องการมีงานทำเพิ่มขึ้นด้วย

ดังนั้นเราจึงต้องระดมกำลังกัน เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จากระบบรวมศูนย์อำนาจของทุนขนาดใหญ่ เป็นการจำกัดการเคลื่อนย้ายของทุนระหว่างประเทศ และทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่นการผลิตอาหาร และสิ่งจำเป็นอื่นๆ เป็นกิจกรรมที่วางแผนและบริหารจัดการกันในระดับชาติและระดับชุมชนเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ เริ่มทำได้บางส่วนในบางประเทศและบางชุมชน เห็นได้ชัดว่ามีผลดีในการทำให้เกิดการจ้างงานและระบบตลาดที่เสรีและเป็นธรรมเพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถแข่งขันได้มากขึ้น ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น และนำภาษีไปใช้เพื่อประโยชน์ของสังคมได้มากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่ถูกทางและมีความเป็นไปได้

ในฐานะชาวพุทธ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นจริงของระบบทุนนิยมโลกที่มีลักษณะทำลายล้าง เรามีทางเลือกน้อยมาก นอกจากต้องตัดสินใจเข้าไปผูกพันเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหา ศาสนาพุทธช่วยให้เรามีทั้งพันธกิจและเครื่องมือ ที่จะท้าทายโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลก ซึ่งกำลังสร้างความทุกข์ยากไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง หากเราไปสนับสนุนโครงสร้างของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกที่มีแนวคิดตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้า และอยู่ตรงกันข้ามกับชีวิต เราคงไม่สามารถอ้างว่าเราเป็นชาวพุทธได้

 

 

ถ้าคุณคิดเพียงว่า คุณมาเพื่อที่จะช่วยพวกเรา คุณกลับไปเมืองของคุณจะดีกว่า

แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณมาเพื่อที่จะช่วยตัวคุณเองด้วย ถ้าอย่างนั้น เราก็มาทำงานร่วมกันได้”

ผู้หญิงชาวพื้นเมือง (อบอริจิน)ในออสเตรเลีย

 

 

 

 

1 แปลเรียบเรียงและขยายความ จาก Helena Norberg – Hodge,Buddhism In The Global Economy ตีพิมพ์ ในนิตยสาร Resurgence April 1997 ผู้เขียนเป็นครู นักคิดและนักเคลื่อนไหวทางสังคมชาวสวีเดน ผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองลาดัค ชุมชนเกษตรแบบดั้งเดิมในอินเดียด้านติดกับธิเบตมากว่า 20 ปี

 

ทางออกของปัญหา:ทางรอดของประชาชนไทยคือระบบสหกรณ์คู่ไปกับเศรษฐกิจพอเพียง


บทความที่เขียนใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 5 ตุลาคม 2550 17:12 น.
       ระบบทุนนิยมแบบที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและพรรคใหญ่ทุกพรรคสนับสนุนอยู่จะไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจสังคมได้เพราะเป็นทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารของบริษัททุนข้ามชาติ การพัฒนาแนวนี้ จะทำให้เกิดการเอาเปรียบทั้งทรัพยากรและคนในประเทศ ความไม่สมดุลและความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มคนไทยมากขึ้น ทางรอดของประชาชนไทย คือต้องพัฒนาระบบสหกรณ์ ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้น
       
        ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจแบบประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกันและบริหารแบบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของสมาชิกโดยรวมและชุมชนนั้น เป็นทางเลือกที่สามที่ดีกว่าทั้งทุนนิยมล้วนๆ และสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางล้วนๆ รวมทั้งระบบรัฐวิสาหกิจ
       
       ระบบสหกรณ์ต่างจากและดีกว่าทุนนิยม
ตรงที่เป็นระบบที่ตัดพ่อค้าคนกลางและกำไรของนายทุนเอกชนออกไป พนักงานผู้ผลิต ผู้บริโภคเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
       
       ระบบสหกรณ์ในยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา เกาหลีใต้ ฯลฯ สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจแบบเครือข่ายขนาดใหญ่และมีสัดส่วนในตลาดที่สำคัญกว่าของไทยหลายเท่า แต่คนไทยถูกครอบงำด้วยระบบการศึกษาและข้อมูลข่าวสารจากบรรษัทข้ามชาติจากตะวันตกให้เชื่อในแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมด้านเดียว และมองข้ามระบบสหกรณ์ซึ่งในประเทศไทยถูกตีความอย่างแคบๆทำให้เป็นองค์กรเล็กๆ เช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตรที่มีข้อจำกัดเป็นเพียงหน่วยงานเพื่อการกู้ยืมเงินอยู่ภายใต้ระบบราชการและกลุ่มนายธนาคารที่ไม่ได้เปิดช่องให้สหกรณ์ไทยเติบโตเป็นธนาคาร เป็นเครือข่ายร้านค้าปลีก เป็นเจ้าของโรงงานธุรกิจขนาดใหญ่ ฯลฯ เหมือนสหกรณ์ในประเทศอื่น
       
       ใน ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ประชากร1 ใน 2 เป็นสมาชิกสหกรณ์ ประชาชนหรือครัวเรือนในแคนาดา นอร์เวย์ ญี่ปุ่น 1 ใน 3 เป็นสมาชิกสหกรณ์ ประชากรในเยอรมนี สหรัฐฯ 1 ใน 4 เป็นสมาชิกสหกรณ์
       
       ประเทศที่ขบวนการสหกรณ์ก้าวหน้า มีสหกรณ์สามารถเข้าไปแทนที่บริษัทธุรกิจเอกชนได้ แทบทุกสาขาทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร, สหกรณ์คนงาน, สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์อเนกประสงค์ที่มีเครือข่ายกว้างขวางระดับเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ สหกรณ์เป็นเจ้าของธนาคาร บริษัทประกันภัย บริษัทและโรงงานขนาดใหญ่ เครือข่ายร้านค้า มีธุรกิจระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีสหกรณ์บุคคลากรด้านการแพทย์ที่มีโรงพยาบาลและเครือข่ายคลินิก สหกรณ์ที่อยู่อาศัย สหกรณ์บางแห่งมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัยของตนเอง สอนทั้งเรื่องการบริหารจัดการสหกรณ์ และวิชาอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์ให้บริการด้านน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ สหกรณ์ให้บริการด้านอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ
       
       สหกรณ์เกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์ผู้บริโภคหรือสหกรณ์ค้าปลีก
ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ สหกรณ์มีสัดส่วนการตลาดค่อนข้างสำคัญโดยเฉพาะในภาคเกษตร ภาคการค้าปลีก ธนาคารและการประกันภัย ในประเทศลาตินอเมริกา และเอเชียบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ สหกรณ์ทั้ง 3 ประเภทนี้มีบทบาทและสัดส่วนในการตลาดที่สูงกว่าสหกรณ์ของไทยมาก รวมทั้งในยุโรปและลาตินอเมริกายังมีสหกรณ์ที่พนักงาน, คนงานเป็นเจ้าของโรงงานหรือธุรกิจเอง ซึ่งประชาชนไทยยังไม่ค่อยรู้จักหรือยังไม่ฝันถึง
       
        ระบบทุนนิยมสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สร้างปัญหาการทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อม และทำลายวัฒนธรรมค่านิยมดั้งเดิมมาก ทำให้คนบางส่วนเริ่มคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยแตะเบรกไม่ให้เราพัฒนาทุนนิยมแบบสุดโต่ง คือโลภ และเป็นหนี้มากเกินไปได้ แต่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องเชิงความคิดค่านิยมที่ตีความได้ต่างๆนานา
       
       ระบบทุนนิยมกรรมสิทธิ์ของเอกชน เพื่อหากำไรสูงสุดในตลาด)นั้นถึงจะมีจุดแข็งในแง่ของการส่งเสริมแรงจูงใจและการแข่งขันแต่ก็มีจุดอ่อนในการที่ทุนต้องมุ่งหากำไร และขยายการลงทุนตลอดเวลา เงินทุนในระบบทุนนิยมโลกนั้นเหมือนเป็นสัตว์ร้ายที่นั่งนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้กินดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือกำไรไม่ได้ ดังนั้นระบบทุนนิยม จึงสร้างปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อม การรวมศูนย์ความมั่งคั่งในมือนายทุนกลุ่มน้อย และการเพิ่มความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความเครียดและความทุกข์มากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยพื้นฐาน
       
        ถ้าจะให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ผลจริง เราต้องปฎิรูประบบเศรษฐกิจให้ต่างไปจากระบบทุนนิยม โดยการเปลี่ยนระบบการผลิต การจัดจำหน่าย และให้บริการในเศรษฐกิจหลายสาขาให้เป็นระบบสหกรณ์ ซึ่งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสมาชิกทุกคนได้เป็นเจ้าของทุนร่วมกัน บริหารอย่างเป็นประชาธิปไตย และแบ่งปันผลผลิตและบริการอย่างเป็นธรรมและเอื้อเฟื้อต่อชุมชนและสังคม
       
       ระบบสหกรณ์จะลดการกระจุกตัวของทุน กระจายทรัพย์สินและรายได้ ให้เป็นธรรมขึ้น ทำให้คนจนส่วนใหญ่ได้มีงานทำ มีอาหาร ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ พอเพียงต่อการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ สหกรณ์มุ่งประโยชน์สมาชิกและชุมชนส่วนรวมมากกว่าเพียงเพื่อผลกำไรของผู้ถือหุ้น สหกรณ์ที่พัฒนาแล้วในญี่ปุ่น ยุโรป คำนึงเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และสินค้าอื่น และความยั่งยืนของธรรมชาติสภาพแวดล้อมมากกว่าบริษัทในระบบทุนนิยม
       
       นี่คือทางเลือกใหม่สำหรับประเทศไทย ที่ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วในประเทศอื่นว่าเป็นไปได้จริง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนไทยต้องช่วยกันศึกษา เผยแพร่และผลักดันให้เกิดขบวนการสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เราจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองให้ก้าวหน้ากว่าระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารประเทศทุนนิยมศูนย์กลางในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง
       
       (ผู้สนใจอาจอ่านเพิ่มเติมได้จาก วิทยากร เชียงกูล หยุดวิกฤติซ้ำซาก ด้วยระบบสหกรณ์ บ้านพระอาทิตย์ 2550)
 


 *งานชินนี้เป็นรายงานการวิจัยของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล  เกี่ยวกับปัญหาความยากจนของคนไทย*

[ABSTRACT]

SUSTAINABLE   APROACH  FOR  SOLVING  PROBLEMS  OF THE POOR

Mr.Witayakorn  Chiengkul 

      The main stream economists defining  The poor as those who has income below income poverty line [based on human basic minimum needs] is  too narrow and led to early-presumed conclusion that since Thailand  has implemented the pro-growth market oriented development plan in 1961 up  to 1996, percentage of the poor has reduced progressively.  So the solutions of the poverty problem in their view should be to promote more pro-growth  market oriented investment which is misleading

      In reality, this kind of pro-growth development policy in the already unjust Thai socio-economic structure led to increasing income gap among the 20%  richest and the 80% poorest group and increse number and percentage of the majority poor who do not only has relatively less wealth and purchasing power but has absolutely less natural and social capital or access to self sufficient  food  production as well.

      To find more  sustainable solution, we need to have broader perception of poverty causes and  solutions than the mainstream pro-growth  market oriented view.

      Alternative  view claim that poverty  is  caused  by Thai political, economic and social structure and pro-growth market oriented policy that worsen the environment, disitibution of wealth, income, and other social  opportunitites among the peoples.

      The poor should be measured by many combined faxtors rather than the earnd cash. For  those farmers who still have high  proportion of self-sufficient  farming [have their  own  rice as principal food]  they  are in need of cash less than more marketed oriented farmers.  Measurement of the non-poor [VS. poor] are such as proper house, occupation or the mode of earning a living, mode of   living, ability to join community activities and stability in family institution.

      The main causes that make some one poorer are the lack of land and capital due to the unequal  distribution of new clearance land by the central and local  authority and many  cases by new public  projects such  as large  reservoirs and dams that make peasants lost their land without fair compensation.

      Poverty at village level involve geo-economic position of the will age, water  supply, access to natural  resources, market and other communications, the level of economic and social capital  accumulation, access to earning in non-agricultural sector.

      Therefore, we have to view “poverty” as the structural poverty in term of deprivation of economic, political and social  rights and opportunities.

      To  find the solutions for eradication of poverty, one need a radical structural economic and social reforms for fairer distribution of wealth, income, education and other social  access as well as balanced and sustainable social development policy.