RSS

Category Archives: เศรษฐกิจพอเพียง

ทางออกของปัญหา:ปัญหาและแนวทางพัฒนาสหกรณ์ในประเทศไทย


บทความที่เขียนใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 11 ตุลาคม 2550 16:22 น.
       สภาพสหกรณ์ในประเทศไทย
       
        สหกรณ์เป็นองค์กรทางเศรษฐกิจแบบสมาชิกเป็นเจ้าของร่วมกันแบบประชาธิปไตยที่มีสัดส่วนในระบบเศรษฐกิจที่สำคัญในหลายประเทศ แต่สหกรณ์ของไทย เช่น สหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งมีจำนวนสหกรณ์ สมาชิกและทรัพย์สิน และยอดธุรกิจมากที่สุดรู้จักกันแค่ว่าเป็นแหล่งเงินกู้ สหกรณ์อีก 5 ประเภทที่เหลือ คือ สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ประมง สหกรณ์นิคม สหกรณ์บริการ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนซึ่งความจริงคือสหกรณ์ออมทรัพย์นั่นเอง
       
       ประเทศไทยมีสหกรณ์ที่จดทะเบียนทุกประเภทรวมกัน 6147 แห่ง สมาชิก 8,924,682 คน สหกรณ์ที่มีจำนวนมากที่สุด (ราว 60%) คือ สหกรณ์การเกษตร มีจำนวนสหกรณ์ 3,748 แห่ง และสมาชิก 5.36 ล้านคน สหกรณ์ที่มีจำนวนสหกรณ์และสมาชิกรองลงมาคือ สหกรณ์ออมทรัพย์ มีจำนวนสหกรณ์ 1490 แห่ง และสมาชิก 2.37 ล้านคน (1 มกราคม 2547)
       
       สหกรณ์การเกษตร และสหกรณ์ออมทรัพย์ของไทยรวมทั้งเครดิตยูเนียน กลุ่มออมทรัพย์ ฯลฯ ยังมีสัดส่วนการตลาดต่ำกว่าประเทศที่มีขนาดประชากรไล่เลี่ยกันกับเรา เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี หรือจะเทียบกับประเทศที่กำลังพัฒนาที่มีขนาดประชากรน้อยกว่าเรา เช่น เกาหลีใต้ ระบบสหกรณ์หรือขบวนการสหกรณ์ของเราก็ยังมีขนาดทางธุรกิจที่เล็กกว่าเขามาก ประเทศอื่นมีสหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภค ธนาคารสหกรณ์ ร้านค้าสหกรณ์ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศและแข่งกับห้างขนาดใหญ่ สหกรณ์สาธารณูปโภค ฯลฯ ที่ไทยยังไม่มี
       
       แม้ประเทศไทยมีสมาชิกสหกรณ์ค่อนข้างมาก คือราว 8.9 ล้านคน มากกว่าหลายประเทศรวมทั้งอิตาลี ที่มีขนาดประชากรใกล้เคียงไทย แต่สมาชิกสหกรณ์ไทยมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจน้อย สมาชิกสหกรณ์ส่วนใหญ่หวังกู้เงินจากสหกรณ์ หรือส่วนหนึ่งหวังการออมและซื้อหุ้นสหกรณ์ที่ได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลมากกว่าการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์ สหกรณ์การเกษตรของไทยทำธุรกิจด้านรวบรวมผลิตผลและจำหน่ายสินค้าเพียง 45% อีก 55% เป็นการรับฝากเงินและให้กู้
       
        ประชาชนไทยยังไม่ได้ตระหนักว่า ระบบสหกรณ์สามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าระบบทุนนิยมได้ในหลายทางมากกว่าที่สหกรณ์ไทยทำอยู่ เช่น เป็นสหกรณ์ผู้ผลิต คนงานเป็นเจ้าของโรงงานเอง ธนาคารสหกรณ์ สหกรณ์ร้านค้าที่แข่งกับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่
       
       ปัจจัยที่ทำให้สหกรณ์ไทยเติบโตช้า
       
        ปัญหาของขบวนการสหกรณ์ไทยที่เติบโตช้ามีหลายสาเหตุ สาเหตุแรกคือ การอยู่ภายใต้ระบบราชการ และกฎหมายที่เข้มงวด สหกรณ์ทุกประเภทอยู่ภายใต้กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ และมีกฎหมายที่ค่อนข้างเข้มงวดตายตัว
       
        สาเหตุที่ 2 คือระบบนายทุน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ กีดกันสหกรณ์ออมทรัพย์ไม่ให้ตั้งเป็นธนาคารได้เหมือนประเทศอื่น สหกรณ์จะรับฝากหรือให้กู้คนภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกก็ไม่ได้ ทั้งการให้สิทธิพิเศษด้านลดหย่อนภาษีก็จำกัด เช่น ลดให้เฉพาะภาษีดอกเบี้ยจากเงินฝากสหกรณ์ออมทรัพย์ ในขณะที่หลายประเทศจะยกเว้นภาษีให้สหกรณ์ทุกประเภท
       
       ในประเทศไทยมีธนาคารชื่อธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ที่ให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและสหกรณ์การเกษตร แต่การเป็นเจ้าของและการจัดองค์กรเป็นธนาคารของรัฐที่บริหารงานเพื่อหากำไรแบบธนาคารพาณิชย์เหมือนธนาคารกรุงไทย ไม่ใช่ธนาคารที่เป็นของชาวสหกรณ์ที่บริหารโดยสหกรณ์เพื่อสหกรณ์อย่างแท้จริงเหมือนธนาคารสหกรณ์ในประเทศอื่น หากต้องการปฎิรูประบบสหกรณ์ไทยให้ก้าวหน้า ต้องผ่าตัดเปลี่ยนแปลงให้ ธกส. เป็นธนาคารที่สหกรณ์เกษตรเข้าไปถือหุ้นทั้งหมดหรือถือหุ้นใหญ่ และสหกรณ์การเกษตรเป็นผู้เลือกตั้งผู้แทนเข้าไปดูแลบริหารจริงๆ จะจ้างผู้บริหารมืออาชีพก็ได้ แต่บอร์ดผู้บริหารต้องเป็นชาวสหกรณ์ที่เป็นตัวแทนของสมาชิกที่เป็นผู้ถือหุ้นและผู้ใช้บริการ
       
        สาเหตุที่ 3 คือการขาดการให้การศึกษาประชาชนให้เข้าใจอุดมการณ์สหกรณ์ และขาดการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการบริหาร และมีความซื่อสัตย์ มีอุดมการณ์เพื่อส่วนรวม ระบบการศึกษาไทยสอนแบบท่องจำ เน้นแต่อุดมการณ์จารีตนิยมและทุนนิยมที่แข่งขันหากำไรสูงสุดของเอกชนแบบตัวใครตัวมัน สนใจแต่ปัญหาด้านเทคนิควิชาชีพ ประชาชนก็มองสหกรณ์เป็นแค่แหล่งเงินกู้แหล่งหนึ่ง ที่ได้รับการสนับสนุนจากราชการ ไม่เข้าใจว่าสหกรณ์เป็นทางเลือกที่ 3 ที่ต่างจากทั้งทุนนิยมและสังคมนิยม สหกรณ์เป็นสมาคมเพื่อช่วยเหลือกันและกันของประชาชน ที่ประชาชนร่วมลงทุนทั้งเป็นเจ้าของ ผู้ผลิตและผู้บริโภค บริหารและแบ่งปันผลกำไรกันแบบประชาธิปไตย คือสมาชิกมีเสียง 1 เสียงเท่ากัน สหกรณ์ไม่ใช่ทั้งหน่วยราชการและไม่ใช่ธุรกิจเอกชนเจ้าของคนเดียว หรือบริษัทจำกัดซึ่งคนถือหุ้นใหญ่มีเสียงมากกว่าคนถือหุ้นรายย่อย
       
        ที่จริงสหกรณ์ในไทยเองโดยเปรียบเทียบก็ยังมีปัญหาทุจริตน้อยกว่าระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ สหกรณ์มีศักยภาพในการพัฒนาแนวธุรกิจเอกชนที่เน้นการแข่งขันในตลาดอย่างมีประสิทธิภาพได้มากกว่าระบบราชการและรัฐวิสาหกิจ ในประเทศอื่นที่สหกรณ์เติบโตได้ เพราะสหกรณ์เป็นอิสระจากระบบราชการ สมาชิกเอาการเอางานและบริหารสู้ธุรกิจเอกชนได้ ในประเทศไทยก็มีกลุ่มออมทรัพย์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ทรัพย์ สหกรณ์การเกษตรบางแห่งที่ประสบความสำเร็จ สามารถบ่มเพาะผู้บริหารที่เก่งและมีอุดมการณ์ แต่สหกรณ์ของไทยเมื่อเติบโตได้ระดับหนึ่งก็มักขยายไม่ได้ ติดตัวกฎหมาย ระบบบริหาร ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมผูกขาด เมื่อสหกรณ์ขยายตัวไม่ได้ ก็ขึ้นเงินเดือนผู้บริหาร หรือจ้างผู้บริหารมืออาชีพไม่ได้ หรือไม่มีเงินมากพอจะฝึกอบรม พัฒนาบุคลากรของตนให้ทันสมัยแข่งขันกับธุรกิจเอกชนได้
Advertisements
 

ทางออกของปัญหา:ทางรอดของประชาชนไทยคือระบบสหกรณ์คู่ไปกับเศรษฐกิจพอเพียง


บทความที่เขียนใน นสพ. ผู้จัดการรายสัปดาห์ 5 ตุลาคม 2550 17:12 น.
       ระบบทุนนิยมแบบที่รัฐบาลทุกรัฐบาลและพรรคใหญ่ทุกพรรคสนับสนุนอยู่จะไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจสังคมได้เพราะเป็นทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารของบริษัททุนข้ามชาติ การพัฒนาแนวนี้ จะทำให้เกิดการเอาเปรียบทั้งทรัพยากรและคนในประเทศ ความไม่สมดุลและความเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างกลุ่มคนไทยมากขึ้น ทางรอดของประชาชนไทย คือต้องพัฒนาระบบสหกรณ์ ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจพอเพียงหรือเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองในระดับประเทศเป็นสัดส่วนสูงขึ้น
       
        ระบบสหกรณ์เป็นองค์กรจัดตั้งทางเศรษฐกิจแบบประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกันและบริหารแบบประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์ของสมาชิกโดยรวมและชุมชนนั้น เป็นทางเลือกที่สามที่ดีกว่าทั้งทุนนิยมล้วนๆ และสังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางล้วนๆ รวมทั้งระบบรัฐวิสาหกิจ
       
       ระบบสหกรณ์ต่างจากและดีกว่าทุนนิยม
ตรงที่เป็นระบบที่ตัดพ่อค้าคนกลางและกำไรของนายทุนเอกชนออกไป พนักงานผู้ผลิต ผู้บริโภคเป็นเจ้าของร่วมกัน ทำงานร่วมกัน และแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ได้ร่วมมือกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
       
       ระบบสหกรณ์ในยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา เกาหลีใต้ ฯลฯ สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจแบบเครือข่ายขนาดใหญ่และมีสัดส่วนในตลาดที่สำคัญกว่าของไทยหลายเท่า แต่คนไทยถูกครอบงำด้วยระบบการศึกษาและข้อมูลข่าวสารจากบรรษัทข้ามชาติจากตะวันตกให้เชื่อในแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมด้านเดียว และมองข้ามระบบสหกรณ์ซึ่งในประเทศไทยถูกตีความอย่างแคบๆทำให้เป็นองค์กรเล็กๆ เช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตรที่มีข้อจำกัดเป็นเพียงหน่วยงานเพื่อการกู้ยืมเงินอยู่ภายใต้ระบบราชการและกลุ่มนายธนาคารที่ไม่ได้เปิดช่องให้สหกรณ์ไทยเติบโตเป็นธนาคาร เป็นเครือข่ายร้านค้าปลีก เป็นเจ้าของโรงงานธุรกิจขนาดใหญ่ ฯลฯ เหมือนสหกรณ์ในประเทศอื่น
       
       ใน ฟินแลนด์ สิงคโปร์ ประชากร1 ใน 2 เป็นสมาชิกสหกรณ์ ประชาชนหรือครัวเรือนในแคนาดา นอร์เวย์ ญี่ปุ่น 1 ใน 3 เป็นสมาชิกสหกรณ์ ประชากรในเยอรมนี สหรัฐฯ 1 ใน 4 เป็นสมาชิกสหกรณ์
       
       ประเทศที่ขบวนการสหกรณ์ก้าวหน้า มีสหกรณ์สามารถเข้าไปแทนที่บริษัทธุรกิจเอกชนได้ แทบทุกสาขาทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร, สหกรณ์คนงาน, สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์อเนกประสงค์ที่มีเครือข่ายกว้างขวางระดับเดียวกับบริษัทขนาดใหญ่ สหกรณ์เป็นเจ้าของธนาคาร บริษัทประกันภัย บริษัทและโรงงานขนาดใหญ่ เครือข่ายร้านค้า มีธุรกิจระดับชาติและระดับระหว่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีสหกรณ์บุคคลากรด้านการแพทย์ที่มีโรงพยาบาลและเครือข่ายคลินิก สหกรณ์ที่อยู่อาศัย สหกรณ์บางแห่งมีมหาวิทยาลัย วิทยาลัยของตนเอง สอนทั้งเรื่องการบริหารจัดการสหกรณ์ และวิชาอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์ให้บริการด้านน้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ สหกรณ์ให้บริการด้านอื่นๆอีกมากมาย ฯลฯ
       
       สหกรณ์เกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์ผู้บริโภคหรือสหกรณ์ค้าปลีก
ในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ สหกรณ์มีสัดส่วนการตลาดค่อนข้างสำคัญโดยเฉพาะในภาคเกษตร ภาคการค้าปลีก ธนาคารและการประกันภัย ในประเทศลาตินอเมริกา และเอเชียบางประเทศ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย มาเลเซีย สิงคโปร์ สหกรณ์ทั้ง 3 ประเภทนี้มีบทบาทและสัดส่วนในการตลาดที่สูงกว่าสหกรณ์ของไทยมาก รวมทั้งในยุโรปและลาตินอเมริกายังมีสหกรณ์ที่พนักงาน, คนงานเป็นเจ้าของโรงงานหรือธุรกิจเอง ซึ่งประชาชนไทยยังไม่ค่อยรู้จักหรือยังไม่ฝันถึง
       
        ระบบทุนนิยมสร้างความเหลื่อมล้ำต่ำสูง สร้างปัญหาการทำลายธรรมชาติสภาพแวดล้อม และทำลายวัฒนธรรมค่านิยมดั้งเดิมมาก ทำให้คนบางส่วนเริ่มคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะช่วยแตะเบรกไม่ให้เราพัฒนาทุนนิยมแบบสุดโต่ง คือโลภ และเป็นหนี้มากเกินไปได้ แต่แนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องเชิงความคิดค่านิยมที่ตีความได้ต่างๆนานา
       
       ระบบทุนนิยมกรรมสิทธิ์ของเอกชน เพื่อหากำไรสูงสุดในตลาด)นั้นถึงจะมีจุดแข็งในแง่ของการส่งเสริมแรงจูงใจและการแข่งขันแต่ก็มีจุดอ่อนในการที่ทุนต้องมุ่งหากำไร และขยายการลงทุนตลอดเวลา เงินทุนในระบบทุนนิยมโลกนั้นเหมือนเป็นสัตว์ร้ายที่นั่งนอนอยู่เฉยๆ โดยไม่ได้กินดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือกำไรไม่ได้ ดังนั้นระบบทุนนิยม จึงสร้างปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติสภาพแวดล้อม การรวมศูนย์ความมั่งคั่งในมือนายทุนกลุ่มน้อย และการเพิ่มความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ทำให้เกิดความขัดแย้ง ความเครียดและความทุกข์มากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยพื้นฐาน
       
        ถ้าจะให้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้ผลจริง เราต้องปฎิรูประบบเศรษฐกิจให้ต่างไปจากระบบทุนนิยม โดยการเปลี่ยนระบบการผลิต การจัดจำหน่าย และให้บริการในเศรษฐกิจหลายสาขาให้เป็นระบบสหกรณ์ ซึ่งผู้ผลิตและผู้บริโภคได้ประโยชน์ร่วมกัน เพราะสมาชิกทุกคนได้เป็นเจ้าของทุนร่วมกัน บริหารอย่างเป็นประชาธิปไตย และแบ่งปันผลผลิตและบริการอย่างเป็นธรรมและเอื้อเฟื้อต่อชุมชนและสังคม
       
       ระบบสหกรณ์จะลดการกระจุกตัวของทุน กระจายทรัพย์สินและรายได้ ให้เป็นธรรมขึ้น ทำให้คนจนส่วนใหญ่ได้มีงานทำ มีอาหาร ที่อยู่อาศัย การสาธารณสุข ปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ พอเพียงต่อการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ ที่สำคัญคือ สหกรณ์มุ่งประโยชน์สมาชิกและชุมชนส่วนรวมมากกว่าเพียงเพื่อผลกำไรของผู้ถือหุ้น สหกรณ์ที่พัฒนาแล้วในญี่ปุ่น ยุโรป คำนึงเรื่องความปลอดภัยของอาหาร และสินค้าอื่น และความยั่งยืนของธรรมชาติสภาพแวดล้อมมากกว่าบริษัทในระบบทุนนิยม
       
       นี่คือทางเลือกใหม่สำหรับประเทศไทย ที่ได้ผ่านการพิสูจน์แล้วในประเทศอื่นว่าเป็นไปได้จริง หากแต่ขึ้นอยู่กับว่า ประชาชนไทยต้องช่วยกันศึกษา เผยแพร่และผลักดันให้เกิดขบวนการสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เราจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจการเมืองให้ก้าวหน้ากว่าระบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารประเทศทุนนิยมศูนย์กลางในปัจจุบันได้อย่างแท้จริง
       
       (ผู้สนใจอาจอ่านเพิ่มเติมได้จาก วิทยากร เชียงกูล หยุดวิกฤติซ้ำซาก ด้วยระบบสหกรณ์ บ้านพระอาทิตย์ 2550)
 

“เศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ต้องควบคู่ไปกับระบบสหกรณ์


“เศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ต้องควบคู่ไปกับระบบสหกรณ์ 

      เป็นปรัชญามากกว่าการเสนอระบบเศรษฐกิจใหม่

      คำเต็ม คือ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ใช่ “เศรษฐกิจพอเพียง” เฉยๆ จึงเป็นปรัชญามากกว่าแนวคิดในทางเศรษฐศาสตร์ แนวคิดหลักของปรัชญานี้ คือ การเสนอให้ประชาชนรู้จักทำมาหาเลี้ยงชีพ และดำเนินชีวิตแบบมีเหตุผล มีความพอประมาณ และมีภูมิคุ้มกันในตัว โดยอยู่บนเงื่อนไขของความรู้ และคุณธรรม หรือจะอธิบายง่ายๆ คือ การเดินทางสายกลาง ไม่เป็นหนี้มากไป ไม่เป็นทุนนิยมบริโภคสุดโต่ง

      เกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งใช้อธิบายคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวถึง การให้เกษตรกรเพาะปลูกแบบผสมผสานและผลิตเพื่อใช้เป็นสัดส่วนสูงขึ้น ถ้าผลิตได้มาก ก็ขายได้ตามความเหมาะสม และอาจพัฒนาไปตามลำดับขั้นเป็นเศรษฐกิจที่มีการค้ามากขึ้นได้ คำอธิบายของทั้ง 2 แนวคิดนี้มักเน้นที่ภาคเกษตรหรือภาคชนบท ไม่ได้อธิบายเศรษฐกิจทั้งระบบ

      คำว่า “พอเพียง” เป็นคำที่มีความหมายในเชิงคุณค่าที่ขึ้นอยู่กับการตีความตามอัตวิสัย(Subjective) ของคนแต่ละคน ไม่ได้เป็นคำที่มีความหมายเจาะจงที่เป็นภววิสัย(Objective) ชัดเจนดังนั้นจึงถูกนักการเมือง , นักธุรกิจ , นักวิชาการ , ชนชั้นกลางตีความได้ต่างๆนานา ส่วนใหญ่คือ การตีความแบบประนีประนอมกับแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม เช่นบอกว่าเศรษฐกิจพอเพียงไม่ขัดกับระบบตลาดเสรี ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนและตลาดหลักทรัพย์ ไม่ขัดกับการส่งเสริมการลงทุนของต่างประเทศ เพียงแต่ต้องไม่เน้นการเติบโตทางวัตถุอย่างสุดโต่ง หากควรพัฒนาแบบทางสายกลาง ไม่โลภ ไม่เป็นหนี้มาก

      ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ซีพีกล่าวว่าเราก็ใช้เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ ขนาดเรา ถ้าลงทุนร้อยล้านพันล้านก็ต่ำกว่าพอเพียง ถ้าแสนล้านก็เกินพอเพียง ของเราอยู่กลางๆ สักหมื่นล้าน จึงจะถือว่าพอเพียง นี่คือตัวอย่างการต่างคนต่างตีความ จนไม่รู้ว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ต่างไปจากการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างไรบ้าง

      ถ้าหากคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง ถูกรัฐบาลและชนชั้นนำตีความตีความได้หลายทางอย่างประนีประนอมกับระบบเดิม คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็จะมีฐานะคล้ายๆ โครงการพระราชดำริ หรือเป็นแค่การปรับลดความเร็วของการพัฒนาตามกระแสหลักที่ดำเนินอยู่ ว่าเราไม่ควรรีบพัฒนาทุนนิยมแบบสุดโต่ง ทำให้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายแตกต่างจากทุนนิยมอุตสาหกรรมโลกาภิวัตน์แค่ดีกรี มากกว่าเป็นการเสนอแนวทางพัฒนาที่เป็นทางเลือกใหม่ ที่ต่างไปจากการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างชัดเจน

      หากมองอย่างนักเศรษฐศาสตร์ สิ่งที่จะถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจได้ จะต้องพิจารณาที่การจัดระบบความสัมพันธ์ทางการผลิต เช่นว่าใครจะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต และกระจายกันอย่างไร เช่น ระบบเศรษฐกิจแบบก่อนทุนนิยม(ศักดินาผสมกับเศรษฐกิจยังชีพแบบดั้งเดิม) ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม หรือระบบเศรษฐกิจแบบผสม เช่นสังคมนิยมประชาธิปไตย        รัฐสวัสดิการ (แบบยุโรปเหนือ) ระบบสหกรณ์ เป็นต้น

      หากเราจะพัฒนาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจากปรัชญาให้เป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ เราน่าจะต้องตีความใหม่ให้สอดคล้องระบบเศรษฐกิจแบบผสมระหว่างระบบสหกรณ์หรือสังคมนิยมประชาธิปไตยที่เน้นการให้ประชาชนเป็นเจ้าของทุนร่วมกันร่วมกับทุนนิยมที่มีการแข่งขันเป็นธรรม ทุนนิยมของผู้ประกอบการขนาดย่อมและขนาดกลาง

      เพราะต้องเป็นระบบผสมแบบใหม่นี้เท่านั้นจึงจะช่วยให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนมีโอกาสได้กินอยู่แบบพอเพียงอย่างทั่วถึง การตีความแบบประนีประนอมกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด ที่เน้นการผลิตการบริโภคแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาที่คนส่วนน้อยได้กำไรมาก แต่คนส่วนใหญ่ยากจนลง และทรัพยากร สภาพแวดล้อม วิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกทำลายมาก จะไม่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีเศรษฐกิจแบบพอเพียงได้ 

เศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ได้ ถ้าตีความโดยยึดหลักเพื่อคนส่วนใหญ่ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

       นักวิชาการฝ่ายประชาชน นักพัฒนาองค์กรพัฒนาเอกชน ปราชญ์ชาวบ้านจะเลือกตีความปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปในทางก้าวหน้ากว่าพวกข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจชั้นนำ ว่านี่คือแนวคิดพัฒนาทางเลือกใหม่ ที่ต่างจากทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก ที่ส่งเสริมการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าเสรีกับประเทศมหาอำนาจแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ทำให้เกิดความเหลื่อมต่ำสูง และการทำลายสภาพแวดล้อมมาก

       ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงควรดำเนินควบคู่ไปกับระบบเศรษฐกิจแบบผสม ระหว่างทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมและ เศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย เช่น ระบบสหกรณ์ ระบบสภาคนงาน และสภาผู้บริโภค โดยจะต้องมีรัฐบาลที่มีนโยบายแก้ไขข้อบกพร่องของระบบกลไกตลาดของทุนนิยม เช่น    ปฎิรูประบบภาษีและงบประมาณ เก็บภาษีคนรวยมาช่วยคนจนเพิ่มขึ้น ปฏิรูปที่ดิน และปฏิรูปทางโครงสร้างอื่นๆ สร้างระบบสหกรณ์ ระบบรัฐสวัสดิการสังคม ที่ต่างไปจากระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เอื้อประโยชน์คนส่วนน้อยแบบกอบโกยล้างผลาญทรัพยากรและสภาพแวดล้อม

      ระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือระบบทุนนิยมผูกขาด ระบบเศรษฐกิจแบบนี้อาจจะเรียกว่าระบบเสรีหรือระบบตลาด แต่ความจริงแล้วเป็นเสรีแบบคนมือยาว(มีทุนมาก)ได้เปรียบคนมือสั้น(มีทุนน้อยหรือไม่มีทุน) และเป็นระบบตลาดที่เป็นตลาดค่อนข้างผูกขาด คือมีผู้ผลิตผู้ขายขนาดใหญ่เพียงน้อยราย ไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม เป็นระบบทุนนิยมที่ด้อยพัฒนาหรือเป็นบริวารของประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง ระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ทำให้นายทุนและคนชั้นกลางส่วนน้อยได้เปรียบคนส่วนใหญ่ และเป็นระบบส่งเสริมการเพิ่มผลิตภัณฑ์สูงสุดหากำไรสูงสุดตามแนวทางพัฒนา “กอบโกยล้างผลาญ” ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสังคมวัฒนธรรมอย่างมากมายและอย่างรวดเร็ว

      แนวทางการพัฒนาแนวทุนนิยมผูกขาดเป็นแนวทางที่อยู่ตรงกันข้ามกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แต่กลุ่มชนชั้นนำมักอ้างว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้ปฏิเสธระบบตลาดเสรีหรือทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม ความจริงคือทุนนิยมในประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้เสรีจริง และเป็นทุนนิยมผูกขาด ที่ไม่มีการแข่งขันที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น หากไม่มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจใหม่ ให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียงก็จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างแท้จริง จะเป็นแค่ไม้ประดับ หรือการใช้สำนวนโวหารให้ฟังดูดีเท่านั้น

      การที่ประชาชนไทยจะสามารถพัฒนาทางเลือกใหม่ที่ต่างไปจากแนวทางการพัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างเป็นระบบได้ จะต้องส่งเสริมให้มีการวิจัย และการวิพากษ์ วิจารณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน ความเหมาะสม ไม่เหมาะสมของแนวคิดเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ ในด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อที่จะได้มีโอกาสช่วยกันพัฒนาแนวคิดทฤษฎี ที่อาจเริ่มจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นแนวทางมีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เหมาะสมกับสังคมไทยเป็นไปได้จริงอย่างมีเหตุผลรองรับได้ในทุกด้านมากขึ้น การเสนอคำขวัญว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแบบลอยๆ เป็นโวหารที่ฟังดูดี แต่ไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม

      ถ้าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นทางเลือกใหม่ได้ จะต้องใช้อธิบายในระดับการจัดระบบเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนทั้งประเทศได้ จะต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อกระจายทรัพย์สินและรายได้ ทำให้คนจนซึ่งมีความเป็นอยู่ต่ำกว่าระดับพอเพียงได้มีความพอเพียงในปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น(เช่น อาหาร ที่อยู่ ยา เสื้อผ้าเครื่องใช้ การศึกษาฯลฯ) เสียก่อน ไม่ใช่เป็นเพียงแค่เสนอปรัชญาที่เหมาะสำหรับการเตือนสติคนรวยและคนชั้นกลาง แต่ในทางความเป็นจริงกลับเปิดกว้างให้ต่างคนต่างตีความไปตามความเชื่อและประโยชน์ของกลุ่มตนอย่างที่ไม่มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแปลกใหม่ไปจากนโยบายการพัฒนาประเทศตามกระแสทุนนิยมโลกแบบที่ทักษิณและทุกรัฐบาลทำอยู่ 

ระบบเศรษฐกิจใหม่ควรเป็นระบบสหกรณ์ผสมทุนนิยมที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

      การที่จะปรับปรุงแก้ไขและพัฒนาแนวทางการพัฒนาทางเลือกใหม่ที่ต่างไปจากระบบทุนนิยมผูกขาด จะต้องคิดถึงเศรษฐกิจมหภาคทั้งระบบ ที่จะประยุกต์ใช้สำหรับคนทั้งประเทศ รวมทั้งประชาชนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม การค้า          การบริการในเมือง ซึ่งปัจจุบันเป็นพนักงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อยจำนวนมากได้ด้วย ระบบเศรษฐกิจใหม่ควรเป็นระบบผสมผสานระหว่างระบบสหกรณ์และทุนนิยมที่มีการแข่งขันที่เป็นธรรม วิสาหกิจชุมชน รัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชนที่พนักงานและประชาชนถือหุ้นใหญ่ และมีตัวแทนเป็นฝ่ายบริหารด้วย ฯลฯ จึงจะช่วยให้เกิดเศรษฐกิจที่พอเพียงสำหรับคนจนส่วนใหญ่ได้

      ระบบสหกรณ์เป็นระบบที่สมาชิกร่วมกันออม, ร่วมกันผลิต, ร่วมกันขาย ฯลฯ ได้กำไรก็มาแบ่งปันกันตามสัดส่วนที่เป็นธรรม เป็นระบบประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าทุนนิยมล้วนๆ และสังคมนิยมล้วนๆ เพราะระบบทุนนิยมเป็นระบบส่งเสริมความมั่งคั่งของนายทุนส่วนน้อย เอาเปรียบคนส่วนใหญ่ และเอาเปรียบธรรมชาติสภาพแวดล้อม ขณะที่สังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางก็มีปัญหาการเป็นระบบราชการที่ใหญ่โต เทอะทะ ขาดแรงจูงใจประสิทธิภาพ และเกิดการฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐ ระบบรัฐวิสาหกิจก็มีปัญหาคล้ายๆกัน

      ระบบสหกรณ์เป็นทางเลือกที่สาม ที่ลดการเอาเปรียบของนายทุนพ่อค้าคนกลาง และมีการบริหารแบบกระจายอำนาจอย่างเป็นประชาธิปไตยได้ดีกว่าระบบสหกรณ์สังคมนิยมแบบวางแผนจากส่วนกลางหรือรัฐวิสาหกิจ ระบบสหกรณ์สามารถพัฒนาได้กว้างขวาง ไม่ใช่แค่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ ที่เรารู้จัก แต่ยังหมายรวมถึงสหกรณ์ผู้ผลิต ผู้บริโภคในทุกสาขา รวมทั้งการธนาคาร การประกันภัย การประกันสุขภาพ สหกรณ์ร้านค้าส่ง ร้านค้าปลีก ซึ่งหลายประเทศทั้งในสหรัฐ แคนาดา ยุโรปและญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาระบบสหกรณ์มานับร้อยปีอย่างได้ผล จนปัจจุบันระบบสหกรณ์มีสัดส่วนที่สำคัญทั้งในภาคเกษตรกรรม การเงิน ธนาคาร อุตสาหกรรม การค้าและบริการหลากหลายประเภท

      ชุมนุมสหกรณ์ที่ใหญ่ที่สุดใน ญี่ปุ่น สเปน อิตาลี ฯลฯ แต่ละชุมนุมมีพนักงานที่เป็นสมาชิกเจ้าของด้วยถึง 7-8 หมื่นคน มียอดรวมมูลค่าธุรกิจ ปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

      ระบบสหกรณ์ช่วยลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูง และลดปัญหาความยากจนได้มาก และปัจจุบันได้มีการรื้อฟื้นระบบสหกรณ์ขึ้นมาใหม่ เป็นแนวทางพัฒนาทางเลือกใหม่ที่สำคัญในเวเนซูเอล่า บราซิล และประเทศโลกที่สามอื่นๆ รัฐบาลที่ก้าวหน้าพยายามพัฒนาระบบสหกรณ์ และระบบสภาหมู่บ้าน สภาชุมชนที่ประชาชนมีประชาธิปไตยมีส่วนร่วมที่แท้จริงเพิ่มขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่จะแก้ไข ปัญหาความยากจน และพัฒนาประเทศได้ดีกว่าแนวทางทุนนิยมอุตสาหกรรมและรัฐวิสาหกิจ

      เราอาจนำแนวคิดการพัฒนาทางเลือกอื่นๆ เช่น เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธ เศรษฐศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม สังคมนิยมประชาธิปไตย ระบบคนงานเป็นเจ้าของบริษัท     รัฐสวัสดิการ แนวการพัฒนาที่เน้นความสุขประชาชาติแทนผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชน ฯลฯ มาผสมผสานกับแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ควรอยู่บนพื้นฐานของระบบสหกรณ์ได้ แต่ต้องมองในเชิงเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ ไม่ใช่อธิบายแค่เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องทางความคิดจิตใจ ที่วัดได้ยาก และตีความได้ต่างๆนานา ตามอัตวิสัยของแต่ละคน

      หากจะให้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงพัฒนาได้ เราจะต้องเปิดใจกว้าง วิเคราะห์เศรษฐกิจสังคมไทยอย่างเป็นจริง มองทั้งด้านบวกและข้อจำกัดต่างๆ ช่วยกันคิดค้น วิจัย ทดลอง ผสมผสานกับแนวคิดอื่นๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้สำหรับเป็นทางเลือกการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ได้อย่างเหมาะสมที่สุด และพัฒนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงให้เป็นแนวคิดการพัฒนาทางเลือกใหม่ ที่ใช้ได้ทั้งระบบคือ ใช้กับภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการ และภาคที่สัมพันธ์กับต่างประเทศได้ด้วย โดยแทนที่จะใช้คำว่าเศรษฐกิจพอเพียง อาจจะใช้คำว่า เศรษฐกิจแบบสหกรณ์ การพึ่งพาตนเอง เพื่อความเป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมีความหมายที่ครอบคลุมและสะท้อนความเป็นระบบเศรษฐกิจมากกว่าคำว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็ได้ 

      ประเทศไทยมีสิทธิ์เลือกระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ได้ แต่ต้องปฎิรูปใหม่ทั้งระบบ

       ชนชั้นนำและชนชั้นกลางถูกครอบงำให้พัฒนาแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกมากและคิดว่าไทยเป็นประเทศเล็กๆ ที่ยากจนที่ต้องพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างชาติจนไม่มีทางเลือกอื่น ทั้งๆ ที่จริงแล้วประเทศไทยมีประชากรมากเป็นอันดับที่19ของโลก (มากกว่าอังกฤษ ฝรั่งเศส) มีพื้นที่เป็นอันดับที่47ของโลก และเป็นพื้นที่ที่ทำการเกษตรได้ราว1ใน3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าหลายประเทศที่มีพื้นที่เป็นภูเขา ทะเลทราย ฯลฯ ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาใน 10 ประเทศ ที่ผลิตอาหารเลี้ยงตนเองได้ และส่งออก ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ร้อยกว่าประเทศต้องพึ่งพาการสั่งเข้าอาหาร

      นอกจากนี้ประเทศไทยมีชายฝั่งทะเลยาว มีทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรด้านศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ที่มีลักษณะเฉพาะที่สามารถจูงใจให้คนต่างชาติมาท่องเที่ยวได้ค่อนข้างมาก ประเทศไทยมีเงินฝากธนาคารมากกว่า 5 ล้านล้านบาท พอๆกับผลิตภัณฑ์มวลรวม เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นเงินของคนรวยคนชั้นกลางกลุ่ม 20% แรก และไม่ได้กระจายไปสู่ผู้ผลิตภาคเกษตร หัตถกรรมรายย่อย อาคารสังเคราะห์และภาคการผลิตที่เป็นประโยชน์อื่นๆ (ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ) มากเท่าที่ควร

      ประเทศไทย มีศักยภาพที่จะพัฒนาเศรษฐกิจทางเลือกอื่น นอกจากการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบพึ่งพาการลงทุนและการค้ากับต่างประเทศเป็นด้านหลักได้ นั่นก็ คือ การพัฒนาแบบพึ่งพาแรงงาน ทรัพยากร ภูมิปัญญาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และตลาดภายในประเทศเป็นด้านหลักพึ่ง ต่างประเทศเป็นด้านรอง เพราะหากเรามีรัฐบาลที่ฉลาดเห็นการณ์ไกล ที่จะปฏิรูปการจัดสรรและการพัฒนาการใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศให้เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง เราจะทำให้ประชากร 64-65 ล้านคนที่มีการศึกษาดีขึ้น มีงานทำที่เหมาะสมอย่างมีประสิทธิภาพ มีรายได้จับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น จนทำให้ประเทศไทย เป็นตลาดขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันได้อีกหลายเท่า

       แต่ปัจจุบันชนชั้นนำ (ทุกรัฐบาล) เลือกใช้นโยบายการพัฒนาประเทศแบบพึ่งพาการลงทุนและเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศมากเกินไป (มูลค่าการส่งออกและสั่งเข้าคิดเป็น 130 – 140% ของผลิตภัณฑ์มวลรวม ) เพราะทำได้ง่ายกว่า และเป็นประโยชน์(ระยะสั้น)สำหรับรัฐบาล(ที่มักมาจากนักธุรกิจและชนชั้นกลาง)และพรรคพวก แต่การพัฒนาแนวเปิดเสรีการลงทุนและการค้ามากไปและเร็วเกินไป ทำให้ประเทศไทยต้องขาดดุลทางการค้าและเป็นหนี้เพิ่มขึ้นตามมา ทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกยหาผลประโยชน์จากดอกเบี้ยและกำไร มากเกินไป ชนชั้นสูง ชั้นกลางใช้จ่าย สินค้าและบริการ จากต่างประเทศฟุ่มเฟือยมากเกินไป และการเร่งรัดพัฒนาที่เน้นความเติบโตสูงสุด ถลุงทรัพยากรและทำลายสภาพแวดล้อมมากเกินไป  ทำให้ประเทศไทยที่พัฒนาแบบทุนนิยมผูกขาดที่เป็นบริวารประเทศทุนนิยมศูนย์กลาง เสียเปรียบทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยต้องเป็นหนี้มากขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่จนลง และเป็นหนี้มากขึ้นเช่นกัน

      ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์และมุ่งการพึ่งพาคนและทรัพยากรภายในประเทศเป็นด้านหลัก

      จริงๆแล้ว ประชาชนไทยสามารถเลือกการพัฒนาแนวทางเลือกใหม่ เช่น ระบบสหกรณ์ การเน้นเศรษฐกิจพึ่งตนเองหรือพึ่งพาแรงงานทรัพยากรภายใน ภูมิปัญญาท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสม พัฒนาตลาดภายในประเทศเป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นได้ ประชากร65ล้านคนนั้นมากกว่าประชากรของอังกฤษ หรือฝรั่งเศส แต่เศรษฐกิจเราเล็กกว่าเขา 10 เท่า เพราะนโยบายการพัฒนาแบบทุนนิยมผูกขาด ทำให้เกิดคนรวยกระจุก (ในมือนายทุน) จนกระจาย (ในหมู่ประชาชน) ประชาชนไทยส่วนใหญ่ การศึกษาต่ำ ประสิทธิภาพต่ำ รายได้ต่ำ ขาดอำนาจซื้อ การผลิตและบริโภคสินค้าจำเป็นอยู่ในเกณฑ์ยังต่ำ ตลาดภายในประเทศเล็ก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ รายได้ต่ำ ขาดอำนาจซื้อ สินค้าที่ผลิตได้ จึงขายคนในประเทศไม่ได้มาก ต้องไปเน้นการส่งออก

      แต่การส่งออกของไทยที่เน้นอุตสาหกรรมประกอบรูปเพื่อการส่งออก กลับต้องส่งเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ พลังงานเพิ่มมากขึ้นมาเป็นเงาตามตัว ทำให้ประเทศต้องเป็นหนี้และต้องพึ่งพานายทุนต่างชาติเพิ่มขึ้น และติดอยู่ในกับดักของการพึ่งพาทุนต่างชาติที่ดิ้นไม่หลุด เศรษฐกิจภายในประเทศก็ขยายตัวได้ยาก เพราะไม่ได้กระจายทรัพย์สิน รายได้ ความรู้ สู่ประชาชนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรม

      ถ้าเราเปลี่ยนนโยบายจากการพึ่งพาการลงทุนและการค้าเสรีกับต่างชาติมากไป ซึ่งทำให้เราเสียเปรียบและพัฒนาตามหลังเขาไม่ทันอยู่ดี หันมาทุ่มเทพัฒนาการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคมให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ปฏิรูปการพัฒนาภาคเกษตร การปลูกป่าไม้โตเร็วทั่วประเทศ อุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานจากการเกษตร พัฒนาทรัพยากรที่เรามี เช่น อาหารและสมุนไพรหัตถกรรม การท่องเที่ยว และอื่นๆ  พัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังจากพืชมูลสัตว์ ขยะ ฯลฯ เทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสมกับประเทศ อย่างเอาจริงเอาจัง เราจะเพิ่มการจ้างงาน เพิ่มผลผลิต และการหมุนเวียนใช้แรงงานและทรัพยากรภายในประเทศ เพิ่มการแลกเปลี่ยนและบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น และทำให้ตลาดและเศรษฐกิจภายในประเทศเติบโตได้อีกมาก และจะลดสัดส่วนการพึ่งพา การส่งออก และสั่งเข้า ที่ทำให้เราเสียเปรียบลงได้ โดยการเลือกส่งออกสินค้าที่ได้มูลค่าเพิ่มสูง และสั่งเข้าเฉพาะสินค้าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์

      การพัฒนาทางเลือกที่แตกต่างไปจากทุนนิยมล้วนๆหรือสังคมนิยมล้วนๆนั้นมีอยู่ แต่คนไทยต้องรู้จักคิด รู้จักค้นคว้า และกล้าทำอะไรที่เป็นตัวของตัวเองมากกว่าที่จะตามฝรั่ง (หรือญี่ปุ่น, จีน, เกาหลี) ไปตามกระแสทุนนิยมโลก อย่างที่แล้วมา และที่ยังเป็นอยู่ ชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง อาจจะถูกตะวันตกหรือกระแสทุนนิยมโลกครอบงำเป็นส่วนใหญ่ และอาจเห็นแก่ตัวระยะสั้นมากกว่าที่จะมองการณ์ไกลเห็นประโยชน์ระยะยาวของการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาคนทั้งประเทศ

      แต่ประชาชนในชุมชนชนบท หลายแห่งรวมทั้งบางส่วนที่อพยพมาอยู่ในเมือง ยังมีการจัดการเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเอง และช่วยเหลือกัน มีค่านิยมเรื่องสถาบันครอบครัว วัฒนธรรมแบบพี่น้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หลงเหลืออยู่ ปัญญาชนที่รักประชาชน รักชุมชน รักชาติ รักประชาธิปไตยที่แท้ ที่ รวมทั้งความเป็นธรรมด้วย ก็ยังมีอยู่บ้าง เราจึงน่าจะมีโอกาสสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ต่างไปจากการเลียนแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตกอย่างสุดโต่งได้

      ประเทศไทย เคยอยู่อย่างพอเพียงและร่มเย็นในยุคก่อนทุนนิยม เคยมีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองมาแล้วนับพันปี (ก่อนอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐฯ ) ดังนั้นเราจึงน่าจะหาแนวทางพัฒนาให้ประชาชนมีปัจจัยพื้นฐาน(อาหาร ยา ที่อยู่ เสื้อผ้าเครื่องใช้ไม่สอย)พอเพียง และเจริญงอกงามทางสังคมและวัฒนธรรม ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีความสุขแบบไทยๆ ในโลกยุคใหม่ ได้ดีกว่าที่จะเดินตามแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมเมืองพึ่งตะวันตก

      แนวทางเลือกใหม่คือระบบเศรษฐกิจแบบผสมที่เหมาะสม เช่นเป็นระบบสหกรณ์ รัฐสวัสดิการ และการพัฒนาเพื่อความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ และยั่งยืน ที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง เป็นแนวทางที่เป็นไปได้ ประเทศที่มีอาหารและปัจจัยพื้นฐานพอเพียงอย่างไทย(แต่ยังกระจายไม่เป็นธรรม)ไม่จำเป็นต้องไปพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบไล่ตามประเทศตะวันตก ไม่จำเป็นต้องพัฒนาแบบเป็นประเทศบริวาร หรืออย่างมากก็เป็นได้แค่ประเทศชั้นสองชั้นสามตามมาตรฐานตะวันตกแต่อย่างใด  

       การคิดค้นและพัฒนาทางเลือกใหม่มีความเป็นได้อยู่มาก แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงด้านกรอบความคิด กรอบความเข้าใจของคนไทยใหม่ว่า เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องการเร่งการหาเงิน และวัตถุ หากอยู่ที่การพัฒนาคนทั้งประเทศให้รู้จักใช้ชีวิตและทำงานได้ดีขึ้น รู้จักการจัดการทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และยั่งยืน โดยเน้นเป้าความสุข คุณภาพชีวิตชุมชน และสังคมที่ดี แทนการเน้นการเพิ่มตัวเลขความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวม ซึ่งให้ประโยชน์แก่คนส่วนน้อย และเป็นการพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญ ที่ไม่ยั่งยืน 

 

แจ้งกำหนดการเดินทางเป็นวิทยากร บรรยายเศรษฐกิจพอเพียงของอาจารย์วิทยากร เชียงกูล


กำหนดการ

วันเสาร์ที่ 8 ก.ย.  50

– เวลา 13.00 เป็นต้นไป  ออกเดินทางกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ที่  9  ก.ย. 50

– เวลา 09.00-10.00 น.  บรรยายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง 

ณ หอประชุมโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกระนวน  อ.กระนวน  จ.ขอนแก่น 

***ชาวขอนแก่นอย่าพลาดนะค่ะ   อาจารย์ยังฝากมาบอกว่ามีการบรรยายหลายหัวข้อตลอดทั้งวัน ซึ่งสมาชิกของชมรมศึกษาฯ ท่านใดสนใจ หรือผู้สนใจทั่วไปจะเข้ารับฟังการบรรยายในครั้งนี้ก็ขอเรียนเชิญค่ะ  หรือจะขอพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอาจารย์เป็นการส่วนตัวก็แจ้งมายังเว็บของชมรมได้เลยนะค่ะ หรือจะติดต่อมาทาง

e-mail:kanitta_si@hotmail.com  ได้เช่นกันค่ะ

 และก็พลาดไม่ได้ค่ะ  ผู้ดูแลเว็บชมรมศึกษาฯ ก็จะเดินทางไปเป็นกำลังใจให้อาจารย์เช่นกันค่ะแล้วพบกันค่ะ