RSS

Category Archives: รายงานสภาวะการศึกษ

mail ตอบกลับจากสมาชิกที่ชมรมศึกษาฯ ได้จัดส่งผลงานให้


เรียน   คุณขนิษฐา  ที่นับถือ

ผมได้รับ เอกสาร “รายงานสภาวะการศึกษาไทย 49 – 50  แล้วด้วยความขอบพระคุณยิ่ง  เพราะ
ให้ประโยชน์ต่อการบริหาร พัฒนาโรงเรียน  วงการศึกษาไทย  และตัวผมในบทของนัก

ศึกษาปริญญาเอก
สาขาการบริหารการศึกษาเป็นอย
่างยิ่ง  ผมได้ศึกษารายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 47 – 48  ของท่าน
อาจารย์วิทยากร  มาก่อนหน้าเมื่อปีสองปีให้หลัง  ได้คุณประโยชน์จากเอกสารเล่มด
ังกล่าวเป็นอย่างมาก
และทราบจากหน้าข่าว นสพ. เกี่ยวกับ “รายงานสภาวะการศึกษาไทย ปี 49 – 50” จึงลองค้นหาผ่านเว็บ
Google.com  จึงได้เจอกับเว็บ ของชมรมฯ  และขอความอนุเคราะห์มาแล้วด
ังทราบ        อย่างไรก็ดี
ขอขอบพระคุณเป็นล้นพ้นมา ณ โอกาสนี้อีกครั้ง

ศักดา   พันธุ์เพ็ง

นี่เป็นข้อความตอบกลับจากสมาชิกฯ ที่ทางชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล ได้จัดส่งรายงานสภาวะการศึกษาปี 49-50 ให้ ซึ่งทางชมรมศึกษาฯ ขออนุญาต นำข้อความของคุณศักดา มาให้สมาชิกฯ ได้อ่านกันว่า สิ่งที่ทางชมรมฯ และตัวของอาจารย์วิทยากร ได้ ทำขึ้นนั้น มีประโยชน์และคุณค่าแก่ผู้ที่สนใจมากน้อยเท่าใด
การที่สมาชิกได้ให้การตอบกลับมาเช่นนี้ ทำให้ทางชมรมฯ และอาจารย์วิทยากร มีกำลังใจเป็นอย่างมากในการที่จะสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแค่ในมุมเล็กๆ ก็ตามที
ทางชมรมฯและอาจารย์วิทยากร เชียงกูล หวังเป็นอย่างยิ่งขึ้นไปว่า งานเขียน บทความ และงานวิชาการ ด้านต่าง ๆ จะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านที่สนใจต่อๆ ไป
ขอขอบคุณค่ะ
ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล
 

รายงานสภาวะการศึกษาไทยปี 49-50


สวัสดีค่ะชาวสมาชิกของชมรมศึกษาฯ และท่านผู้สนใจทั่วไป ทางชมรมศึกษาฯ ยินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่เปิดตัวเว็บไซต์ของชมรมได้ไม่นานแต่ก็ได้รับการตอบรับจากท่านสมาชิกนักอ่านและท่านผู้สนใจทุกท่านเป็นอย่างดียิ่ง

ซึ่งเว็บไซต์ “ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล” นี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจ และเผยแพร่ผลงานของ อ.วิทยากร เชียงกูล และท่านอาจารย์เองก็หวังว่าบทความ งานเขียนต่างๆ ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์แห่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านไม่มากก็น้อย

และก็เป็นที่น่ายินดี ว่าทางชมรมได้จัดส่ง “รายงานสภาวะการศึกษาปี 49-50” แก่ผู้ที่ให้ความสนใจและแจ้งความจำนงค์ขอไฟล์ ซึ่งทางชมรมก็ได้จัดส่งให้เรียบร้อยทุกท่านแล้วนะค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

ชมรมศึกษาผลงานวิทยากร เชียงกูล 

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บรรณานุกรม)


บรรณานุกรม

หนังสือเล่ม

กองบรรณาธิการ มติชน รัฐประหาร 19 กันยา ’49 เรียบแต่ลึก มติชน ฉบับเฉพาะกิจ 2549.

คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา รัฐบาลทักษิณกับความ

มั่นคงในชีวิตประชาชน กรุงเทพ,2549.

รองศาสตราจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย นิรัญทวี รายงานการวิจัยเรื่องการศึกษาภาระงานผู้เรียนระดับ

การศึกษาขั้นพื้นฐาน สกศ. 2550.

รองศาสตราจารย์ ดร.อุทัย บุญประเสริฐ และ ดร.ดิเรก วรรณเศียร รายงานการวิจัยเรื่องสภาพภาระ

งานครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2550.

วิทยากร เชียงกูล การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สายธาร 2549.

สำนักงานพัฒนาการทางเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน

ประจำปี 2549 กรกฎาคม 2549.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์กรมหาชน) (ร่าง) บทสรุปสำหรับ

    ผู้บริหาร ผลสะท้อนจากการประเมินคุณภาพภายนอกรอบแรก (พ.ศ. 2544-2548) กทม. 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา การประชุมระดมความคิดยุทธศาสตร์ที่คุณธรรมนำความรู้ ครั้ง

ที่ 1 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 7

ธันวาคม พ.ศ.2549.

สำนักงานเลขาธิการสถานศึกษา ยุทธศาสตร์การศึกษาที่คุณธรรมนำความรู้ ครั้งที่ 3 12

ธันวาคม 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา

ไทย (ROADMAP)พ.ศ. 2548 – 2551 สกศ. 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รายงานการประเมินการปฏิรูป การเรียนรู้

ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานผลลัพธ์ผู้เรียน สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2548.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รายงานการติดตามประเมินผล การปฏิรูป

    การศึกษาด้านการบริหารและการจัดการ เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548 กรุงเทพ สกศ. 2549

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานการวิจัยประเมินผลการกระจายอำนาจการบริหารและ

การจัดการในเขตพื้นที่การศึกษา ฉบับสรุป สกศ. 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานการติดตามผลการปฏิรูปการบริหารและการจัด

การศึกษาเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548 สกศ. 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานการติดตามและประเมินความก้าวหน้าการปฏิรูป

การศึกษาด้านการเรียนรู้ เมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548 สกศ.2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ รายงานผลการประเมินการบังคับใช้

กฎหมายการศึกษาในรอบปี 2548 กรุงเทพ, สกศ2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รายงานผลการศึกษาความต้องการกำลังคนของกลุ่ม

อุตสาหกรรม สกศ. 2549.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถิติการศึกษาประเทศไทยปี 2548 ,2549 ,2550.

สำนักนโยบายและการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สรุปรายงานการวิจัยเรื่อง การ

วิเคราะห์ประสิทธิภาพการใช้จ่ายเพื่อการศึกษา สกศ. 2550.

เว็บไซต์

WORLD BANK OFFICE, BANKKOK THAILAND ECONOMIC MONITOR, APRIL 2007

WWW.WORLDBANK.OR.TH

WORLD ECONOMIC FORUM GLOBAL COMPETETIVENESS REPORT 2006-2007.

HTTP://EN.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/LIST-CF-COUNTRIES-BY-GDP-(PPP).

HTTP://EN.WIKIPEDIA.ORG/WIKI/LIST-CF-ASIAN-COUNTRIES-BY-GDP-PER-CAPITA.

HTTP://HDR.UNDP.ORG/HDR2006/STATISTICS/.

HTTP://TH.WIKIPEDIA.ORG.

HTTP://WWW.CENSUS.GOV/CGI-BIN/IPC/IDBRANK.PL.

WWW.TRANSPARENCY.ORG

หนังสือพิมพ์ นิตยสาร

มติชน 1 มิถุนายน 2550 หน้า 10.คณะกรรมการรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยคำร้องที่อัยการสูงสุด ขอให้

คณะตุลาการฯมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทยฯ ใน “มูลเหตุอวสานไทยรักไทย”

บ้านเมือง วันที่ 23 พฤษภาคม 2550.

ประชาทรรศน์ ปีที่ 12 ฉบับที่ 112 เดือนกันยายน-ตุลาคม 2549

ฟ้าเดียวกัน รัฐประหาร 19 กันยา กรุงเทพ 2550.

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทสรุปสำหรับผู้บริหาร)


บทสรุปสำหรับผู้บริหาร

การแก้ปัญหาและปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวม

1. การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศไทยในช่วงปี 2544 – 2549 เน้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ผ่านการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน การขยายการกู้เงินให้ประชาชน การแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อน การรวมศูนย์การผูกขาดความมั่งคั่งและอำนาจ และถือว่าการศึกษา เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลิตคนไปรับใช้การพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการเน้นโครงการใหม่บางโครงการเช่น การให้ทุนนักเรียนนักศึกษา ไปเรียนต่างประเทศ การพัฒนาเรื่องคอมพิวเตอร์ และวิชาที่เน้นเรื่องความทันสมัย แต่ไม่ได้มีการทุ่มเทงบประมาณ กำลังคนเพื่อมุ่งที่จะปฏิรูปครูอาจารย์ หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ทั้งระบบอย่างจริงจัง มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีศึกษาบ่อยถึง 6 คนในรอบ 4 ปีครึ่ง งบประมาณกระทรวงศึกษาปี 2548 – 2549 มีสัดส่วนต่องบประมาณทั้งหมดร้อยละ 21 ลดลงจากปี 2546 – 2547 ที่เคยมีสัดส่วน ร้อยละ 23.5 – 24.5 ของงบประมาณทั้งหมด เพราะรัฐบาลเน้นเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าการพัฒนาทางสังคม

การพัฒนาเศรษฐกิจแบบผูกขาดรวมศูนย์ความมั่งคั่งที่คนกลุ่มน้อย ไม่ได้ส่งเสริมประสิทธิภาพและการแข่งขันที่เป็นธรรม การทุ่มเทงบประมาณไปในโครงการประชานิยมที่ได้ผลน้อย ทำให้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนต่างๆเพิ่มขึ้น และนำไปสู่การที่คณะนายทหารทำการยึดอำนาจปลดรัฐบาลไทยรักไทย เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารให้เหตุผลการยึดอำนาจว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความทุจริตฉ้อฉล ความขัดแย้งแบบแบ่งฝ่าย การที่รัฐครอบงำแทรกแซงองค์กรอิสระ และการหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเพื่อร่างรัฐธรรมนูญและจัดการเลือกตั้งใหม่ในช่วงปลายปี 2550 รัฐบาลจากการแต่งตั้งในช่วงปลายปี 2549 ถึง 2550 ส่วนใหญ่มาจากข้าราชการเกษียณ ที่คิดว่าตนเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ จึงไม่ได้แสดงบทบาทในเชิงปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการศึกษามากนัก

เปรียบเทียบระดับการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่น ไทยถุกลดอันดับจากอันดับที่ 27 ในปี 2548 เป็นอันดับที่ 32 ในปี 2549 เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวรวม 61 แห่ง เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจสังคม เพื่อพัฒนาเรื่องคน โครงสร้างพื้นฐานต่างๆภายในประเทศ รวมทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอย่างจริงจัง แต่ไปเน้นเรื่องการส่งเสริมการลงทุนการค้ากับต่างประเทศ และการขยายการกู้และการบริโภคของประชาชน ที่ช่วยให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตแต่เปลือกนอกและช่วงสั้นๆ แต่เศรษฐกิจสังคมทั้งระบบไม่ได้เติบโตจากรากฐานที่เข้มแข็งและมั่นคง

2. การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550 ประชาชนไม่ได้มีโอกาสรับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรที่มีโอกาสได้เรียนระดับก่อนประถมและประถมศึกษา ยังมีสัดส่วนต่ำลงกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วด้วย มีระดับมัธยม ที่ประชาชนวัยเรียนมีโอกาสได้เรียนเป็นสัดส่วนสูงขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังนิยมเรียนสายสามัญมากกว่าอาชีวศึกษา แม้ว่าสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่วนอุดมศึกษา มีสัดส่วนผู้ได้เรียนสูงขึ้น ผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้นจาก 4.1 แสนคนในปี 2545 เป็น 5.3 แสนคนในปี 2548 และเป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาที่ว่างงานเพิ่มขึ้นเช่นกัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2550 มีผู้สำเร็จอุดมศึกษาที่ว่างงงานราว 1 แสนคนหรือ 18.5 % ของผู้ว่างงานทั้งหมดราว 5 แสนคน

การจัดการศึกษาโดยเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำที่ราวร้อยละ 17.3 (เทียบกับภาครัฐ ร้อยละ 72.7) โดยไม่เปลี่ยนแปลง การจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก การศึกษาของสงฆ์ลดลง การศึกษานอกระบบโรงเรียน ใกล้เคียงของเดิม ขณะที่เด็กด้อยโอกาสคงมีโอกาสได้เรียนหนังสือน้อย หรือออกกลางคันมากกว่าเด็กอื่นๆ

การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐ ในช่วงปีงบประมาณ 2548 และ 2549 แม้ตัวเงินจะเพิ่มขึ้น แต่คิดเป็นสัดส่วนต่องบประมาณของทั้งประเทศลดลงจากปีก่อนหน้านั้น งบประมาณการศึกษาปี 2550 ในช่วงรัฐบาลใหม่ที่มาจากคณะปฏิรูปการปกครอง มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งไปเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวนักเรียน ส่วนหนึ่งไปเพิ่มเรื่องเงินวิทยฐานะให้ครู นอกจากนั้นก็ยังเป็นการก่อสร้างอาคารและอื่นๆ ในด้านการจัดการนั้น การศึกษาระดับอุดมศึกษา ได้รับงบเป็นสัดส่วนสูงขึ้นจากร้อยละ 13.74 ของงบการศึกษาทั้งหมดในปี 2545 เป็ฯร้อยละ 16.48 ของงบการศึกษาทั้งหมดในปี 2550 ขณะที่งบการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 71.27 ของงบการศึกษาทั้งหมด เหลือร้อยละ 60.80 ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน งบการศึกษาพื้นฐานเองก็กระจายสู่โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองสูง ซึ่งสะท้อนว่า การจัดสรรงบประมาณการศึกษายังเน้นช่วยคนรวยคนชั้นกลางมากกว่าคนจนส่วนใหญ่

3. ในด้านประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา พบว่ายังไม่สามารถจัดการศึกษาระดับพื้นฐานให้ประชาชนเรียนได้อย่างถ้วนหน้าได้ เพราะการยกเว้นค่าเล่าเรียนอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้คนจนมีโอกาสได้เรียนจนจบได้ เนื่องจากการไปโรงเรียนยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่าใช้จ่ายด้านคอมพิวเตอร์และอื่นๆ ซึ่งเมื่อคิดรวมกันแล้วมีค่าเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 60 ของค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาทั้งหมด ทั้งคนจนยังเสียโอกาสจากการไม่ได้ช่วยพ่อแม่ทำงานหาเงิน รวมทั้งมีปัญหาเรียนในโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนระดับดีในเมืองใหญ่ ทำให้คนจนไม่ได้เรียน หรือออกกลางคัน เรียนไม่จบมาก ในปี 2547 ประชากรวัยเรียนอายุ 12 – 21 ที่ไม่ได้เข้าเรียน มีรวม 3.9 ล้านคน

ด้านการจัดสรรงบประมาณ จัดสรรให้การศึกษาระดับมัธยมน้อยเกินไปและอุดมศึกษามาก เมื่อเทียบประเทศอื่นที่มีรายได้ปานกลางระดับใกล้เคียงดับไทย งบลงทุนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และวิธีการจัดสรรงบประมาณผ่านเขตพื้นที่การศึกษา และมีเพียงบางส่วนที่จัดสรรให้ โรงเรียนโดยตรง ทำให้โรงเรียนมีงบประมาณที่สามารถนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้น้อย การจัดสรรงบประมาณและกำลังคนยังมีความไม่เป็นธรรมสูง โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหรือจังหวัดที่มีฐานะดีกว่า จะได้เปรียบในการใช้ทรัพยากรและการประหยัดจากขนาดซึ่งส่งผลให้โรงเรียนรัฐขนาดเล็กและโรงเรียนขยายโอกาส มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวม

4. ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษา ปัญหาที่สำคัญคือ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมแล้ว ได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่นๆ การประเมินคุณภาพโรงเรียนระดับพื้นฐานทั่วประเทศรวม 3 หมื่นแห่ง โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา พบว่า โรงเรียนที่ไม่ได้มาตรฐาน มีถึงร้อยละ 65 ส่วนใหญ่คือสถานศึกษาของรัฐขนาดเล็กในชนบท ขณะที่โรงเรียนสาธิต โรงเรียนเอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ได้มาตรฐานเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า ปัญหามาจากหลายปัจจัย ที่สำคัญคือการขาดแคลนครูทั้งปริมาณและคุณภาพ กระบวนการบริหารทางด้านวิชาการการเรียนการสอน ยังเป็นแบบบรรยายให้ท่องจำที่ล้าหลัง รวมทั้งสถานศึกษาในชนบทไม่ได้รับงบประมาณและกำลังคนพอเพียง ขาดอิสระและความคล่องตัวในการบริหาร

การศึกษาด้านอาชีวศึกษา มีปัญหาด้านต้องพัฒนาคุณภาพครูอาจารย์ หลักสูตร เครื่องไม้เครื่องมือและกระบวนการเรียนการสอนอยู่มาก ส่วนอุดมศึกษาก็มีปัญหาขยายตัวเชิงปริมาณมาก โดยเฉพาะสายสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ สถาบันอุดมศึกษาบางกลุ่มยังมีคุณภาพระดับพอใช้และต้องปรับปรุง

ปัญหาด้านผลลัพธ์การจัดการศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ครูในโรงเรียนชนบทที่มีน้อยอยู่แล้วต้องใช้เวลาในการทำงานธุรการและการเดินทางประชุม ทำให้มีเวลาทำงานสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลง ปัญหาประสิทธิภาพส่วนหนึ่งมาจากหลักสูตรกระบวนการเรียนการสอนทั้งระบบ เน้นการท่องจำเนื้อหาข้อมูลมากไป ควรจะปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดความสนุกในการเรียน เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ เข้าใจหลักการสาระสำคัญของวิชาหลัก และรู้จักวิธีที่จะเรียนรู้ต่อด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้แล้วการปฏิรูปการศึกษาหรือกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจะต้องหาทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในด้านการบริหารจัดการศึกษาที่สำคัญๆด้วยในขณะเดียวกัน เช่น ควรจัดสรรงบประมาณปฏิรูปการศึกษาด้านเด็กเล็กอย่างเร่งด่วนและทำให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง การปฏิรูประบบบริหารจัดการรวมทั้งระบบงบประมาณ ทั้งในเรื่องเขตพื้นที่การศึกษา การกระจายให้เอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น ชุมชน องค์กรต่างๆ มีส่วนในการจัดการศึกษาได้อย่างหลากหลายและมีคุณภาพในทุกระดับ รวมทั้งอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน การศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัยซึ่งยังมีการพัฒนาน้อยกว่าสายสามัญ ทั้งนี้เพื่อให้เด็ก เยาวชน ประชาชน มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงเพิ่มขึ้น

    1. การจัดการศึกษา ควรมุ่งตอบสนองความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ

การผลิตแรงงานทั้งในสาขาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานเช่น ช่างฝีมือ นักวิชาชีพต่างๆ และสาขาที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย ผู้ทำงานด้านภาครัฐและสังคมประชาอย่างใกล้เคียงกับความต้องการ

ปัจจุบันมีปัญหาคนจบมหาวิทยาลัยที่ว่างงานเป็นสัดส่วนสูงขึ้น แต่แรงงานอาชีวะระดับกลางระดับสูงยังขาดแคลน นอกจากนี้แล้วการจัดการศึกษาควรมุ่งผลิตพลเมืองที่ฉลาด ปรับตัว แก้ไขปัญหาสถานการณ์ต่างๆได้ มีจิตสำนึกตระหนักถึงความจำเป็นจะต้องร่วมมือกันทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างมีคุณธรรมควบคู่ไปกับความรู้ด้วยในขณะเดียวกัน เราจึงจะสามารถลงทุนเรื่องการศึกษาเพื่อพัฒนาคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า และมีส่วนช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้ดียิ่งขึ้น

    1. ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญคือ 1.) ไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากภาค

ประชาชนและภาคการเมืองอย่างจริงจัง เป็นเพียงการเสนอการปฏิรูปภายในกลุ่มผู้บริหารในกระทรวงและนักวิชาการด้านการศึกษา จึงเป็นการปฏิรูปเพียงรูปแบบ เป็นการปฏิรูปโดยระบบบริหารราชการแบบแก้กฏหมายใช้คำสั่งจากบนลงล่าง จึงการเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ไม่เกิดแนวคิดใหม่และแรงผลักดันที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการเรียนการสอนอย่างขนานใหญ่ที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง 2.) การขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวมและรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้ 3.) ระบบคัดเลือก การบริหาร และการให้ความดีความชอบครูอาจารย์และบุคลากร ยังอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์ ที่เป็นเรื่องการใช้อำนาจนิยมและการวิ่งเต้นเส้นสายมากกว่าระบบให้ผลตอบแทนคนตามความสามารถอย่างมีประสิทธิภาพ 4.) ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณในแง่การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวศึกษาและในแง่ของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับยังต่ำกว่าหลายประเทศ 5.) ระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย ยังเป็นการสอบแบบปรนัยเพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เสนอว่าควรให้ผู้เรียนได้หัดคิดหัดวิเคราะห์เป็น

ทางออกของปัญหา 1) ลดขนาดและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการลง ด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรอื่นๆเป็นสัดส่วนสูงขึ้น 2) ปฏิรูปครูอาจารย์ โดยการเพิ่มแรงจูงให้ครูดีครูเก่งอยู่ต่อและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น พัฒนาครูที่มีแววและครูรุ่นใหม่อย่างเอาจริงเอาจัง โดยต้องกล้าตัดสินใจแบบผ่าตัดคัดครูที่มีคุณภาพต่ำที่ฝึกอบรมใหม่ได้ยากออกไป เช่นให้โยกย้ายไปทำธุรการหรือให้เกษียณก่อนกำหนด 3) ปฏิรูประบบการจัดสรรและการจ่ายงบประมาณ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมขึ้น เช่น จัดสรรให้สถานศึกษาในจังหวัดและอำเภอรอบนอก อาชีวศึกษาและมัธยมศึกษาเพิ่มขึ้น 4) ปฏิรูปการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยทั่วประเทศเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นให้เรียนรู้อย่างสอดคล้องกับการทำงานของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 5) เปลี่ยนระบบการประเมินผลและสอบเข้ามหาวิทยาลัยใหม่ โดยวัดจากการคิดวิเคราะห์เป็น การมีความถนัดเฉพาะทางควบคู่ไปกับการเข้าใจภาพองค์รวม มีความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เพิ่มขึ้น

7. ประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมชี้ว่า การพัฒนาการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศอื่นๆ ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณให้การศึกษาเป็นสัดส่วนสูง แต่เป็นการพัฒนาเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ ทั้งยังเป็นการจัดการศึกษาอย่างคับแคบ คือ จัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตของธุรกิจเอกชน ไม่ได้มองการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจในความหมายกว้างที่มุ่งพัฒนาคนทุกคนตามศักยภาพของพวกเขาอย่างเป็นธรรม เพื่อพัฒนาคนทั้งประเทศให้มีทั้งความรู้ ความฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัยและจิตสำนึกที่ดี พอที่จะไปพัฒนาตัวเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศให้เจริญรุ่งเรือง เป็นธรรมและยั่งยืนได้

การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างก้าวหน้าเพื่อระบบองค์รวมได้ ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และสื่อมวลชน เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน ใฝ่การเรียนรู้ คิด วิเคราะห์เป็น และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเผยแพร่ให้คนทุกชนชั้นทุกกลุ่มมีโอกาสเข้าถึงและเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คนแต่ละคนได้พัฒนาศักยภาพของเขาได้ดีที่สุด องค์กรชุมชนและประเทศได้เรียนรู้สิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ต่อตัวเองและส่วนรวมมากที่สุด

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 7)


บทที่7

การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย

ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่คับแคบนำไปสู่การจัดการศึกษาอย่างคับแคบ

การที่ชนชั้นนำมองการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างคับแคบว่า คือการพัฒนาทักษะคนให้เป็นเครื่องมือไปทำงานรับใช้เศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม นำไปสู่การจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกเพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การศึกษาแบบนี้ช่วยทำให้ เศรษฐกิจ/ธุรกิจเติบโตได้บางส่วน แต่เป็นการเติบโตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจของคนส่วนน้อยในระยะสั้น มากกว่าเป็นการเจริญงอกงามเพื่อประโยชน์ทุกด้านของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว การศึกษาในแนวนี้ยังเน้นการส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพแบบแยกส่วนและความฉลาดแบบเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้สังคมมีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและขัดแย้งกันมากขึ้นด้วย

ชนชั้นนำไทยซึ่งสามารถครอบงำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดตามในกรอบคิดเดียวกับพวกเขาได้ มองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพยากรกำลังคนให้มีความรู้และทักษะด้านต่างๆ ไปทำงานแข่งขันทางธุรกิจกับคนของประเทศอื่น เพื่อพัฒนาให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเจริญเติบโตขึ้น (มีผลผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น) และพวกเขามองการศึกษาในฐานะเป็นเครื่องมือไปบรรลุเป้าหมายคือ การเพิ่มปริมาณผลผลิต แทนที่จะมองแบบเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมว่า การศึกษาคือการพัฒนาคนให้มีความรู้ ครูฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัย และจิตสำนึกที่ดีเพื่อสามารถไปพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีความสุข แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย สังคมวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแบบอารยชน

การศึกษาแบบองค์รวมเป็นเรื่องที่กว้างกว่าแค่การฝึกอบรมทักษะทรัพยากรคนเพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การที่นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเน้นเรื่องการแข่งขันเพื่อเอาชนะของปัจเจกชนมากเกินไป ทำให้เกิดความโน้มเอียงที่มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ได้เรียนระดับสูงหยิ่งผยองในความรู้ทักษะของตนเอง มีนิสัยแข่งขันมุ่งเอาชนะเพื่อประโยชน์ตัวเอง มากกว่าเป็นคนที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการปรับตัว การร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของกลุ่มหมู่คณะ ชุมชนและประเทศ

การมองเรื่องการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างแคบๆทำให้ชนชั้นนำไทยเน้นการพัฒนาเชิงปริมาณเช่นขยายโรงเรียน การสั่งซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน การส่งคนไปเรียนต่างประเทศ การเน้นการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และวิชาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่การเน้นเรื่องนี้มากเกินไป ทำให้นำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่งที่มองคนเป็นแค่ “ทรัพยากรการผลิต” อย่างหนึ่ง เหมือนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเครื่องจักรพลังงาน วัตถุดิบ ไม่ได้มองคนในฐานะเป็นคนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจ และคนที่ได้รับการศึกษาอบรมแบบนี้กลายเป็นคนที่เน้นการหารายได้กำไรสูงสุดหรือนับถือเงินเป็นพระเจ้า แทนที่จะมีค่านิยมเป็นพลเมืองและมนุษย์ที่ดีในสังคมที่คนต้องอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน

การที่ชนชั้นนำมีกรอบคิดมองการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้และทักษะทางวิชาชีพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แสวงหากำไรสูงสุด และการบริโภคสูงสุดของปัจเจกชน ทำให้พวกเขาวางแผนและจัดสรรงบประมาณเพื่อที่ประเทศการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกคัดคนส่วนน้อยให้เรียนระดับที่สูงขึ้นเพื่อจะได้มีแรงงานระดับกลางและระดับสูงส่วนหนึ่งมารับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสเรียนได้ครึ่งๆกลางๆถูกทำให้แปลกแยกออกไปจากชุมชนชนบท ทิ้งไร่นาไว้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไปหางานรับจ้างและงานเบ็ดเตล็ดในเมือง แข่งขันกับคนจนในเมือง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มต่างก็ไม่สามารถใช้ความรู้แบบครึ่งๆกลางๆ ไปพัฒนาชีวิตตนเองหรือชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพชีวิตจริง

ชนชั้นนำที่คิดแบบแยกส่วนและมุ่งประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นไม่เข้าใจและไม่สนใจปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในทุกด้าน ทั้งด้านทักษะในการเรียนรู้ต่อ การทำมาหากิน ความฉลาดทางอารมณ์ การพัฒนาด้านจิตใจ การพัฒนาความเป็นมนุษย์ ความเป็นพลเมืองดี ความมีคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกในเรื่องการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวม การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน

ถึงรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศเป้าหมายการศึกษาในเชิงอุดมคติแบบเหมารวมคือจะสร้างทั้งคนเก่ง (เพื่อตัวเอง) คนดี (เพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย) คนมีความสุข (สุขภาพจิตดี) จะสร้างคนไทยให้แข่งขันทางเศรษฐกิจในตลาดโลกได้มากขึ้น และให้เป็นคนดีที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม มีศิลปวัฒนธรรม และมีความสุขด้วย แต่การประกาศเป้าหมายแบบเหมารวมเช่นนี้ เป็นการกล่าวตามกระแสสังคมของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆเพื่อให้ดูดีมากกว่า จริงๆแล้วก็คือ รัฐบาล(ทุกรัฐบาล)และชนชั้นนำส่วนใหญ่ของไทยเน้นการพัฒนาที่เน้นการหาเงินและเติบโตทางวัตถุเป็นด้านหลัก และนโยบายการพัฒนาการศึกษาต้องเป็นฝ่ายตามนโยบายทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการพัฒนาความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบแข่งขันเพื่อตัวใครตัวมัน และระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดเลือกคนระดับต่างๆ ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองดังกล่าว

นโยบายเช่นนี้ ส่งเสริมการสร้างค่านิยมที่เน้นการแข่งขันเพื่อเรียนให้ได้สูงสุด มีโอกาสหางานทำรายได้กำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เพื่อความอยู่รอดของตน มากกว่าจะเรียนรู้สิ่งที่ซึ่งฟังดูเป็นอุดมคติเพื่อสังคม แต่ห่างไกลชีวิตจริงที่ผู้เรียนต้องถูกสภาพแวดล้อมสังคมผลักดันให้ต้องแข่งขันเอาชนะคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นนี้ ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงก็ไม่ได้เชื่อถือปรัชญาการศึกษาที่ว่าควรสอนให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งควบคู่ไปกับการเป็นคนดี มีความสุขเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะครูอาจารย์ส่วนใหญ่คือประชาชนที่ต้องทำมาหากินและเอาตัวรอดภายใต้สภาพแวดล้อมและค่านิยมหลักของการแข่งขันแบบตัวใครตัวมันด้วยเช่นกัน

ที่กล่าวอย่างนี้ผู้เขียนไม่ได้เสนอแบบสุดโต่ง ที่จะให้พัฒนาการศึกษาแบบอุดมคติโดยละเลยหรือลดความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา หรือการพัฒนาความรู้ ทักษะวิชาชีพ วิทยาการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นเรื่องเป็นประโยชน์และจำเป็น ผู้เขียนตระหนักดีว่าประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีพลเมืองเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทรัพยากรมีจำกัดและร่อยหรอไป การกระจายทรัพย์สินและรายได้ก็ไม่เป็นธรรมสูง คนส่วนใหญ่ยังยากจน มีกินมีใช้ไม่เพียงพอหรือต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพที่ดี การจะพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเทคนิควิชาชีพของคน เพื่อเพิ่มการมีงานทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ ยกฐานะชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราควรจะถือการพัฒนาแนวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นทั้งหมดของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นแนวคิดหลักแนวคิดเดียวในการจัดการศึกษา

การยึดมั่นถือมั่นกับแนวคิดการพัฒนาคนไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแนวเดียวนำไปสู่การจัดการการศึกษาระบบแพ้คัดออกคัดเลือกคนส่วนน้อยไปเรียนระดับสูงขึ้นเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและการเพิ่มผลผลิตได้ดีขึ้น นโยบายเช่นนี้ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ให้ประโยชน์คนส่วนน้อยมากกว่าคนส่วนใหญ่ และทำลายทั้งธรรมชาติสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตแบบชุมชนอย่างรุนแรง จนเป็นผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่มากกว่าผลดีทางด้านการเพิ่มวัตถุความสะดวกสบายความทันสมัย

7.2 การจัดการศึกษาแบบองค์รวม

การมองการศึกษาแบบแยกส่วนจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ควรจะเป็น ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและยากที่จะฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการปฏิรูปการศึกษาได้ เราจะต้องมองทะลุไปถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ครอบงำการศึกษาไว้อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงกรอบคิด และค่านิยมของคนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างและนโยบาย จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมมาเป็นแนวทางพัฒนาแบบ สหกรณ์และรัฐสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างพอเพียงของทุกคน ต้องเปลี่ยนแนวคิดการแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นและกำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เป็นแนวคิดการแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนา ตัวเองและร่วมมือกับคนอื่นในการพัฒนาองค์กร ชุมชน และประเทศเพื่อประโยชน์ระยะยาวร่วมกันของทุกคน และต้องเปลี่ยนแนวนโยบายที่เน้นการให้การศึกษาความรู้และวิชาชีพด้านเดียวเป็นการจัดการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อให้คนทั้งประเทศให้ฉลาดทั้งด้านปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อสังคม รู้จักร่วมมือทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การแข่งขันและการแบ่งปันที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย

การศึกษาแบบองค์รวมคือต้องจัดการศึกษาเพื่อให้โอกาสในการพัฒนาคนทุกคน ตามศักยภาพความถนัดและความชอบของพวกเขาอย่างเป็นธรรม โดยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อที่ประชาชนจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจแบบสหกรณ์และรัฐสวัสดิการควบคู่ไปกับปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเน้นการพัฒนาแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ ใช้เทคโนโลยีทางเลือกและภูมิปัญญาท้องถิ่น กระจายทรัพย์สินรายได้ให้ประชาชนได้พออยู่พอกิน พึ่งตนเองในเรื่องปัจจัยสี่เป็นสัดส่วนสูงขึ้น มีความสุข ความพอใจมากกว่าการไปตั้งเป้าความมั่งคั่งทางวัตถุแบบหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งในทางความจริงคือได้เฉพาะคนส่วนน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเน้นการเพิ่มผลผลิตแบบกอบโกยล้างผลาญทรัพยากร และทำให้คนแข่งขันเอาเปรียบกันและกัน

การมองปัญหาการศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวม จะทำให้เรามองเห็นว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเตรียมฝึกทักษะคนไปทำงานเพื่อเป็นลูกจ้างคนอื่น แต่เป็นการเตรียมคนให้รู้จักทำมาหากินด้วยตนเอง เช่น เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการขนาดย่อม รวมทั้งต้องเตรียมทุกคนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างเป็นประชาธิปไตยและในการพัฒนาประเทศเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างขันแข็ง

การจะปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมได้ จะต้องเปลี่ยนนโยบายการจัดการศึกษาใหม่หมดจัดสรรงบประมาณและกระจายครูอาจารย์ที่มีคุณภาพไปให้สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม ให้คนทุกแห่งหนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการสอนการเรียน เน้นการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ และมีความสุขในการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตัวเองและพัฒนาศักยภาพของตนแบบแข่งขันกับตัวเอง และรู้จักร่วมมือกับคนอื่นเพื่อสร้างสรรค์องค์กร ชุมชนและสังคมให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ควรเปลี่ยนเป็นแนวใหม่ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของประชาชนในการรู้จักใช้แรงงานและแรงงานสมอง ทรัพยากรในประเทศและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลิตสินค้าที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณภาพของคนส่วนใหญ่ โดยการร่วมมือและแข่งขันอย่างเป็นธรรมและสร้างสรรค์ เราจึงจะพัฒนาการศึกษาแนวใหม่ไปในแนวทางเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อสันติสุขของประชาชนส่วนใหญ่และเพื่อสังคมพัฒนาไปอย่างยั่งยืนได้

ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองเองต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาประเทศแนวใหม่ หัดคิดแบบใหม่ สอนแบบใหม่ คือ ต้องสอนแบบชี้แนะมากกว่าบรรยาย ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แทนครูและตำราเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขและรักการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุด รู้จักร่วมมือกับเพื่อแข่งขันเป็นทีม แข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ในแง่เพื่อความเจริญก้าวหน้าของชุมชนหรือของประเทศชาติ และตระหนักว่า หนทางการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนคือ มนุษย์เราต้องร่วมมือกันและแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ (แบบให้ทุกคนได้ชนะร่วมกัน) และมองการณ์ไกล ไม่ใช่การแข่งขันแบบฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด บริโภคให้ได้มากที่สุด อย่างเห็นแก่ตัวในระยะสั้น อย่างที่นโยบายการพัฒนาประเทศและการจัดการศึกษาแบบเก่า(เศรษฐกิจแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาและการศึกษาแบบแพ้คัดออก)ทำกันอยู่

ชนชั้นนำ ปัญญาชนนักวิชาการและประชาชนที่ตื่นตัว จะต้องตระหนักและคิดการณ์ไกลว่า การจัดการศึกษาแบบเก่าที่คัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนสูงเพื่อสร้างคนให้เป็นเครื่องมือการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมนั้น แม้จะมีส่วนที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเน้นแนวทางนี้อย่างสุดโต่งแนวทางเดียวก็จะกลายเป็นแนวคิดที่คับแคบ เพราะกลายเป็นการช่วยเฉพาะคนส่วนน้อยให้ร่ำรวยขึ้น แต่คนส่วนใหญ่เสียเปรียบและยากจนโดยเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการมุ่งพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญ ทำลายความสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และสังคมวัฒนธรรมอย่างมากและรวดเร็ว สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองและสังคมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นผลเสียต่อสังคมในระยะยาวมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจสำหรับคนส่วนน้อยในระยะสั้น

การจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ไปช่วยการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในทางที่เจริญก้าวหน้าเป็นธรรมและยั่งยืนได้ ต้องเป็นการปฏิรูปการค้นคว้าวิจัย เรียนรู้ เผยแพร่ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งสังคม ที่จะทำให้ทั้งนักเรียน เด็ก และเยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน และประชาชนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตนอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ รักการอ่าน การใฝ่การเรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และมีจิตสำนึกเข้าใจว่า การแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองและการร่วมมือกับคนอื่นเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองสังคมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนนั้น จะเป็นประโยชน์ของทุกคนร่วมกันในระยะยาว มากกว่าการเน้นการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจการเมืองแบบตัวใครตัวมัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ซึ่งอาจจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ระยะสั้นๆ แต่จะนำประเทศไทยไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกตต่ำและความหายนะในระยะยาวมากกว่า

7.3 การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม

การส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศและการสั่งเข้าความรู้จากต่างประเทศแล้วนำความรู้มาจัดการเผยแพร่ต่อ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศึกษาของไทยที่เราทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยกว่าปีที่เราพยายามจะพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ไม่ใช่องค์รวมทั้งหมดของการศึกษาที่ดี ซึ่งต้องหมายถึงการสร้างองค์ความรู้ของคนในประเทศเอง ที่สามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพการงาน และพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมด้วย ดังนั้นการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ จึงต้องมีการส่งเสริมการเรียนรู้ชนิดที่ให้ผู้เรียน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ ที่เหมาะสมเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยส่วนใหญ่

ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากตะวันตก รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศใกล้เคียงกับไทย คือ ราวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ของตัวเองได้ชนิดที่นอกจากญี่ปุ่นจะลดการส่งคนไปเรียนต่างประเทศลงได้อย่างมากแล้ว ยังสามารถดึงดูดให้คนต่างประเทศต้องมาเรียนรู้จากญี่ปุ่นในหลายเรื่องมากขึ้นกว่าสมัยร้อยปีที่แล้ว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำญี่ปุ่นติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในขณะที่ไทยยังส่งคนไปเรียนต่างประเทศจำนวนมากขึ้นและมหาวิทยาลัยไทยถูกจัดลำดับอยู่ท้ายๆห่างทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย

ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยนิยมจัดการศึกษาแบบชนชั้นนำ คือคัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนระดับสูงมารับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบคนส่วนน้อยมีอำนาจมากกว่าคนส่วนใหญ่ และไม่ได้พัฒนาการศึกษาแบบประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมให้คนทั้งประเทศฉลาดทุกด้านและใฝ่เรียนรู้อย่างจริงจัง มีการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศน้อยมาก ไม่ว่าในภาครัฐและเอกชน ประเทศไทยนิยมสั่งซื้อความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าที่จะวิจัยและพัฒนาจากภายใน มีการจัดสรรงบประมาณและสภาพแวดล้อมที่จะอำนวยความสะดวกการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการสร้างภูมิปัญญาในประเทศน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการพัฒนาประเทศมากกว่า

เหตุที่ประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่า มีปัญหามาจากหลายปัจจัย การที่รัฐจัดสรรงบวิจัยและพัฒนาน้อย เป็นปัญหาจริง แต่การเพิ่มงบประมาณวิจัยอย่างเดียวอาจเป็นการมองแบบแยกส่วนที่อาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดหมาย เพราะยังมีปัญหาการที่ทั้งประเทศมีนักวิจัยที่มีคุณภาพไม่พอ หรือคนเก่งๆที่พอจะเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพก็ต้องติดงานอื่นหรือมีความพอใจที่จะทำงานอย่างอื่นซึ่งมีสภาพแวดล้อมและการทำงานที่ท้าทายหรือมีผลในทางปฏิบัติมากกว่า เนื่องจากงานนักวิจัยยังมีฐานะทางสังคมไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งงานวิจัยอาจจะถูกเก็บไว้บนหิ้งมากกว่าจะมีคนอ่านและนำไปประยุกต์ใช้ ผู้นำและระบบการเมืองการบริหารราชการ ยังไม่สนใจจะอ่านและนำงานวิจัยภายในประเทศไปใช้งาน เพราะพวกเขาคิดในกรอบการเลียนแบบและไล่ตามประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม มากกว่าจะคิดในเชิงการพัฒนาด้วยตัวเองอย่างมีลักษณะเฉพาะ

การจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบองค์รวม เริ่มจากการปฏิรูปการอบรมเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวและโรงเรียนอนุบาลการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ให้เด็กและเยาวชน ประชาชนทั้งประเทศ เป็นคนอยากรู้อยากเห็น สนใจสิ่งรอบตัว รักการอ่าน การสังเกต ค้นคว้า ทดลอง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีจิตใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิชาการที่มุ่งแสวงหาความจริงและพยายามพิสูจน์ด้วยหลักฐานและการคิดหาเหตุผล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีจิตใจเป็นนักวิจัยค้นคว้า

อุปนิสัยเช่นนี้คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันสร้างตั้งแต่เด็กเล็ก และต้องสร้างกันใหม่ ปฏิรูปกันใหม่ทั้งระบบการเลี้ยงดูเด็ก ระบบการศึกษา สื่อสารมวลชน และระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จึงจะเป็นการวางรากฐานที่ดีและสามารถนำไปสู่การพัฒนานักวิจัยระดับสูงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ได้

ปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยมีผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัยและมีผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติน้อย เพราะเราไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กรักและสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาตั้งแต่ต้น ทั้งประเทศมีครูสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เก่งๆน้อยเกินไป ตำราเรียนและสื่อไม่ทันสมัย ไม่ตอบสนองต่อสมองที่ต้องการสื่อที่มีสีสัน เข้าใจง่าย เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งประเทศมีห้องทดลองและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์น้อย มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์น้อย ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่อ่อนด้านวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์(รวมทั้งภาษาต่างประเทศด้วย) ทำให้คนที่จบมัธยมปลาย ที่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่ดีมีน้อย

ปัญหาต่อมาคือนักเรียนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นิยมไปเรียนวิชาชีพเช่น แพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี คอมพิวเตอร์ มากกว่า เพราะมีการให้ผลตอบแทนและความก้าวหน้าในการงานมากกว่า การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ เป็นครูอาจารย์ หรือนักวิจัยด้านนี้ ดังนั้นการจะแก้ไขให้มีการวิจัยและการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศมากขึ้นจึงจะต้องแก้ปัญหาทั้งการปฏิรูปการเรียนรู้และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานไปพร้อมๆกัน จึงจะได้ผล

ความที่ประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและนักคณิตศาสตร์มาก ทำให้บางคนมองแบบแยกส่วนว่า เราต้องทุ่มเทงบประมาณกำลังคนเพื่อพัฒนาด้านนี้ และลดด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ลง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ก็คือ วิทยาศาสตร์แบบหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่าวิทยาศาสตร์ด้านสังคม ที่ต้องการการวิจัยและพัฒนา หาองค์ความรู้ที่เหมาะสมให้มาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมไทย ไม่น้อยไปกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และประเทศต้องอาศัยองค์ความรู้ทั้ง 2 ด้าน อย่างเชื่อมโยงควบคู่กันไป

มหาวิทยาลัยไทยอาจจะผลิตจำนวน/สัดส่วนบัณฑิตด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ได้มากกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจริง แต่คุณภาพบัณฑิต อาจารย์ และองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ของประเทศไทย ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ หรือยังไม่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศไทยได้ดีนัก ต้องมีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยมากขึ้น การวิจัยและการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้านสังคมและเทคโนโลยีทางสังคมด้วย

หากเราต้องการการพัฒนาการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาอย่างเป็นระบบองค์รวม เราต้องส่งเสริมให้ ครูอาจารย์ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เรียนรู้หลักใหญ่ๆของทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมอย่างเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ศึกษาเรื่องชีวิต ธรรมชาติ สังคมจากมุมมองของสาขาวิชาการต่างๆอย่างกว้างขวาง และรู้จักใช้มุมมองแบบพหุวิทยาการไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมการเมืองทุกด้านอย่างเป็นระบบองค์รวม แทนที่จะเน้นการศึกษาแบบแยกสาขาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบคับแคบ ซึ่งเปรียบเหมือนการสอนให้รู้จักต้นไม้และสิ่งมีชีวิตในป่าชนิดต่างๆอย่างละเอียดละออแบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ไม่รู้จักป่าไม้ทั้งป่า หรือไม่รู้จักภาพรวมของระบบนิเวศ ซึ่งกินความหมายกว้างกว่าทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม

เนื่องจากเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ชุมชน และประเทศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จึงเป็นตัวการสำคัญในการกำหนดเรื่องการศึกษาและเรื่องอื่นตามมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนการค้าเสรีให้ทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกอย่างสุดโต่งของไทยเป็นตัวกำหนดการส่งเสริมการสั่งเข้าและเลียนแบบเทคโนโลยีต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ทั้งภาครัฐภาคธุรกิจ เอกชนต่างก็ไม่สนใจจะลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของตนเอง เพราะในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ พวกเขาซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ทำกำไร อย่างน้อยก็ในระยะสั้นระยะกลางได้อยู่แล้ว ส่วนประเทศจะได้ประโยชน์ในระยะยาวมากน้อยเพียงไร พวกเขาไม่ได้คิดถึง ชนชั้นนำบางส่วนก็มองง่ายๆว่าอย่างไรเสียวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก็เจริญก้าวหน้ากว่าไทย และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กยากจนคงไม่มีทางจะวิจัยและพัฒนาแข่งกับเขาได้อยู่แล้ว การซื้อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากคนอื่นน่าจะใช้เงินต่ำกว่าการวิจัยเอง แต่นั่นเป็นการมองแบบถูกบริษัททุนข้ามชาติเป็นผู้กำหนดครอบงำเช่นเดียวกัน

จริงๆแล้วการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งด้านสังคมด้วย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสำหรับคนในแต่ละประเทศด้วย ไม่ใช่แปลว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัยที่สุดใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด จะดีสำหรับประเทศไทยเสมอไป สำหรับประเทศไทย ถ้าคิดจะพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ มาเน้นการพึ่งตนเอง พึ่งแรงงาน ทรัพยากร เทคโนโลยีที่เหมาะสม และตลาดภายในประเทศมากขึ้น เช่น เน้นการวิจัยและพัฒนาเรื่องสมุนไพร พืช สัตว์ ทรัพยากรในประเทศ พลังงานทางเลือก สาธารณสุขทางเลือก ภูมิปัญญาท้องถิ่น หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พัฒนาระบบสหกรณ์และการจัดองค์กรแบบร่วมมือกันเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น เราจึงจะสามารถสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เหมาะสม และช่วยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้มากกว่าการซื้อและเลียนแบบวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก

การปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมมีความหมายยิ่งใหญ่ถึงการพัฒนาคนให้ฉลาดทั้งทางปัญญาอารมณ์ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม (คุณธรรมจริยธรรม) เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ได้มากกว่าการจัดการศึกษาแบบคัดคนชนะส่วนน้อยไปรับใช้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจสังคมแบบใหม่ คือ การผสมผสานของเศรษฐกิจสหกรณ์แบบพึ่งตนเองและพึ่งพากันและกัน เศรษฐกิจแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ เศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพพื่อส่วนรวมและความเป็นธรรมสำหรับพลเมืองทุกคน เศรษฐกิจระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม ที่มุ่งให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีแบบพอเพียงและมีการยกระดับคุณภาพชีวิต สังคมวัฒนธรรม มากกว่าการมุ่งแข่งขันทำงานหนัก เคร่งเครียดวิตกกังวลแต่เรื่องการหาเงิน ฯลฯ

ความคิดของชนชั้นนำที่ว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตก่อนแล้วค่อยพัฒนาการศึกษา สังคม และวัฒนธรรมทีหลัง เป็นความคิดที่เข้าใจผิดและหรือหลอกลวงใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจเพื่อประโยชน์ของพวกตนมากกว่าเพื่อส่วนรวม การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับคน มากกว่าทรัพยากรอื่นใด การพัฒนาการศึกษาซึ่งเน้นการพัฒนาคนจึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เศรษฐกิจส่วนรวมพัฒนาได้ จึงต้องทำควบคู่กันไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทำทีหลัง และที่สำคัญคือต้องพัฒนาการศึกษาและพัฒนาคนให้ถูกทางด้วย การพัฒนาคนโดยเน้นด้านความรู้วิชาชีพอย่างเดียว จะทำให้เศรษฐกิจโตด้านเดียว อย่างไม่สมดุลและอย่างไม่ยั่งยืน แต่การพัฒนาคนทุกด้านอย่างเป็นระบบ ทั้ง ปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึกเพื่อสังคม จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย มีความหลากหลาย ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีสันติ ความสุข ความพอใจ และยั่งยืนกว่า การพัฒนาคนด้านวิชาชีพทางเดียว

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 7)


บทที่7

การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย

ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่คับแคบนำไปสู่การจัดการศึกษาอย่างคับแคบ

การที่ชนชั้นนำมองการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างคับแคบว่า คือการพัฒนาทักษะคนให้เป็นเครื่องมือไปทำงานรับใช้เศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม นำไปสู่การจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกเพื่อคัดคนส่วนน้อยไปทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การศึกษาแบบนี้ช่วยทำให้ เศรษฐกิจ/ธุรกิจเติบโตได้บางส่วน แต่เป็นการเติบโตเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจของคนส่วนน้อยในระยะสั้น มากกว่าเป็นการเจริญงอกงามเพื่อประโยชน์ทุกด้านของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว การศึกษาในแนวนี้ยังเน้นการส่งเสริมความรู้ทางวิชาชีพแบบแยกส่วนและความฉลาดแบบเห็นแก่ตัว ซึ่งทำให้สังคมมีปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและขัดแย้งกันมากขึ้นด้วย

ชนชั้นนำไทยซึ่งสามารถครอบงำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดตามในกรอบคิดเดียวกับพวกเขาได้ มองว่าการศึกษาเป็นการลงทุนสร้างทรัพยากรกำลังคนให้มีความรู้และทักษะด้านต่างๆ ไปทำงานแข่งขันทางธุรกิจกับคนของประเทศอื่น เพื่อพัฒนาให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเจริญเติบโตขึ้น (มีผลผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น) และพวกเขามองการศึกษาในฐานะเป็นเครื่องมือไปบรรลุเป้าหมายคือ การเพิ่มปริมาณผลผลิต แทนที่จะมองแบบเชื่อมโยงเป็นระบบองค์รวมว่า การศึกษาคือการพัฒนาคนให้มีความรู้ ครูฉลาดทางอารมณ์ มีบุคลิกนิสัย และจิตสำนึกที่ดีเพื่อสามารถไปพัฒนาตัวเองให้ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ มีความสุข แก้ปัญหาและพัฒนาชุมชนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย สังคมวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองแบบอารยชน

การศึกษาแบบองค์รวมเป็นเรื่องที่กว้างกว่าแค่การฝึกอบรมทักษะทรัพยากรคนเพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต การที่นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจและการศึกษาเน้นเรื่องการแข่งขันเพื่อเอาชนะของปัจเจกชนมากเกินไป ทำให้เกิดความโน้มเอียงที่มีผลเสีย เช่น ทำให้ผู้ได้เรียนระดับสูงหยิ่งผยองในความรู้ทักษะของตนเอง มีนิสัยแข่งขันมุ่งเอาชนะเพื่อประโยชน์ตัวเอง มากกว่าเป็นคนที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการปรับตัว การร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของกลุ่มหมู่คณะ ชุมชนและประเทศ

การมองเรื่องการศึกษาแบบแยกส่วนอย่างแคบๆทำให้ชนชั้นนำไทยเน้นการพัฒนาเชิงปริมาณเช่นขยายโรงเรียน การสั่งซื้อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์การเรียนการสอน การส่งคนไปเรียนต่างประเทศ การเน้นการพัฒนาด้านภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ และวิชาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ซึ่งแม้จะมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่การเน้นเรื่องนี้มากเกินไป ทำให้นำไปสู่ความคิดแบบสุดโต่งที่มองคนเป็นแค่ “ทรัพยากรการผลิต” อย่างหนึ่ง เหมือนอยู่ในกลุ่มเดียวกับเครื่องจักรพลังงาน วัตถุดิบ ไม่ได้มองคนในฐานะเป็นคนโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่เป็นเครื่องมือเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจ และคนที่ได้รับการศึกษาอบรมแบบนี้กลายเป็นคนที่เน้นการหารายได้กำไรสูงสุดหรือนับถือเงินเป็นพระเจ้า แทนที่จะมีค่านิยมเป็นพลเมืองและมนุษย์ที่ดีในสังคมที่คนต้องอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน

การที่ชนชั้นนำมีกรอบคิดมองการศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้และทักษะทางวิชาชีพ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก แสวงหากำไรสูงสุด และการบริโภคสูงสุดของปัจเจกชน ทำให้พวกเขาวางแผนและจัดสรรงบประมาณเพื่อที่ประเทศการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกคัดคนส่วนน้อยให้เรียนระดับที่สูงขึ้นเพื่อจะได้มีแรงงานระดับกลางและระดับสูงส่วนหนึ่งมารับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่ที่มีโอกาสเรียนได้ครึ่งๆกลางๆถูกทำให้แปลกแยกออกไปจากชุมชนชนบท ทิ้งไร่นาไว้กับพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ไปหางานรับจ้างและงานเบ็ดเตล็ดในเมือง แข่งขันกับคนจนในเมือง ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มต่างก็ไม่สามารถใช้ความรู้แบบครึ่งๆกลางๆ ไปพัฒนาชีวิตตนเองหรือชุมชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพชีวิตจริง

ชนชั้นนำที่คิดแบบแยกส่วนและมุ่งประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้นไม่เข้าใจและไม่สนใจปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในทุกด้าน ทั้งด้านทักษะในการเรียนรู้ต่อ การทำมาหากิน ความฉลาดทางอารมณ์ การพัฒนาด้านจิตใจ การพัฒนาความเป็นมนุษย์ ความเป็นพลเมืองดี ความมีคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกในเรื่องการร่วมมือกันเพื่อส่วนรวม การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม อย่างยั่งยืน

ถึงรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการจะประกาศเป้าหมายการศึกษาในเชิงอุดมคติแบบเหมารวมคือจะสร้างทั้งคนเก่ง (เพื่อตัวเอง) คนดี (เพื่อตัวเองและคนอื่นด้วย) คนมีความสุข (สุขภาพจิตดี) จะสร้างคนไทยให้แข่งขันทางเศรษฐกิจในตลาดโลกได้มากขึ้น และให้เป็นคนดีที่อนุรักษ์สภาพแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรม มีศิลปวัฒนธรรม และมีความสุขด้วย แต่การประกาศเป้าหมายแบบเหมารวมเช่นนี้ เป็นการกล่าวตามกระแสสังคมของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นๆเพื่อให้ดูดีมากกว่า จริงๆแล้วก็คือ รัฐบาล(ทุกรัฐบาล)และชนชั้นนำส่วนใหญ่ของไทยเน้นการพัฒนาที่เน้นการหาเงินและเติบโตทางวัตถุเป็นด้านหลัก และนโยบายการพัฒนาการศึกษาต้องเป็นฝ่ายตามนโยบายทางเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากนโยบายการพัฒนาความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบแข่งขันเพื่อตัวใครตัวมัน และระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก เพื่อคัดเลือกคนระดับต่างๆ ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองดังกล่าว

นโยบายเช่นนี้ ส่งเสริมการสร้างค่านิยมที่เน้นการแข่งขันเพื่อเรียนให้ได้สูงสุด มีโอกาสหางานทำรายได้กำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เพื่อความอยู่รอดของตน มากกว่าจะเรียนรู้สิ่งที่ซึ่งฟังดูเป็นอุดมคติเพื่อสังคม แต่ห่างไกลชีวิตจริงที่ผู้เรียนต้องถูกสภาพแวดล้อมสังคมผลักดันให้ต้องแข่งขันเอาชนะคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย ในสภาพแวดล้อมทางสังคมเช่นนี้ ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ในชีวิตจริงก็ไม่ได้เชื่อถือปรัชญาการศึกษาที่ว่าควรสอนให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งควบคู่ไปกับการเป็นคนดี มีความสุขเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะครูอาจารย์ส่วนใหญ่คือประชาชนที่ต้องทำมาหากินและเอาตัวรอดภายใต้สภาพแวดล้อมและค่านิยมหลักของการแข่งขันแบบตัวใครตัวมันด้วยเช่นกัน

ที่กล่าวอย่างนี้ผู้เขียนไม่ได้เสนอแบบสุดโต่ง ที่จะให้พัฒนาการศึกษาแบบอุดมคติโดยละเลยหรือลดความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางปัญญา หรือการพัฒนาความรู้ ทักษะวิชาชีพ วิทยาการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพและการเพิ่มผลผลิต ซึ่งเป็นเรื่องเป็นประโยชน์และจำเป็น ผู้เขียนตระหนักดีว่าประเทศไทยในยุคปัจจุบันมีพลเมืองเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทรัพยากรมีจำกัดและร่อยหรอไป การกระจายทรัพย์สินและรายได้ก็ไม่เป็นธรรมสูง คนส่วนใหญ่ยังยากจน มีกินมีใช้ไม่เพียงพอหรือต่ำกว่ามาตรฐานการครองชีพที่ดี การจะพัฒนาความรู้ความสามารถด้านเทคนิควิชาชีพของคน เพื่อเพิ่มการมีงานทำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้ ยกฐานะชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราควรจะถือการพัฒนาแนวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นทั้งหมดของการศึกษา ไม่ใช่ถือเป็นแนวคิดหลักแนวคิดเดียวในการจัดการศึกษา

การยึดมั่นถือมั่นกับแนวคิดการพัฒนาคนไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแนวเดียวนำไปสู่การจัดการการศึกษาระบบแพ้คัดออกคัดเลือกคนส่วนน้อยไปเรียนระดับสูงขึ้นเพื่อรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม ที่เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกและการเพิ่มผลผลิตได้ดีขึ้น นโยบายเช่นนี้ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต แต่ให้ประโยชน์คนส่วนน้อยมากกว่าคนส่วนใหญ่ และทำลายทั้งธรรมชาติสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตแบบชุมชนอย่างรุนแรง จนเป็นผลเสียต่อคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่มากกว่าผลดีทางด้านการเพิ่มวัตถุความสะดวกสบายความทันสมัย

7.2 การจัดการศึกษาแบบองค์รวม

การมองการศึกษาแบบแยกส่วนจากนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่ควรจะเป็น ทำให้เราไม่เข้าใจปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและยากที่จะฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่ที่ขัดขวางการปฏิรูปการศึกษาได้ เราจะต้องมองทะลุไปถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองที่ครอบงำการศึกษาไว้อีกชั้นหนึ่ง นั่นก็คือ จะต้องเปลี่ยนแปลงกรอบคิด และค่านิยมของคนควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงตัวโครงสร้างและนโยบาย จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมมาเป็นแนวทางพัฒนาแบบ สหกรณ์และรัฐสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตอย่างพอเพียงของทุกคน ต้องเปลี่ยนแนวคิดการแข่งขันเพื่อเอาชนะคนอื่นและกำไรสูงสุดแบบตัวใครตัวมัน เป็นแนวคิดการแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนา ตัวเองและร่วมมือกับคนอื่นในการพัฒนาองค์กร ชุมชน และประเทศเพื่อประโยชน์ระยะยาวร่วมกันของทุกคน และต้องเปลี่ยนแนวนโยบายที่เน้นการให้การศึกษาความรู้และวิชาชีพด้านเดียวเป็นการจัดการศึกษาแบบองค์รวม เพื่อให้คนทั้งประเทศให้ฉลาดทั้งด้านปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อสังคม รู้จักร่วมมือทำงานเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพ การแข่งขันและการแบ่งปันที่เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตย

การศึกษาแบบองค์รวมคือต้องจัดการศึกษาเพื่อให้โอกาสในการพัฒนาคนทุกคน ตามศักยภาพความถนัดและความชอบของพวกเขาอย่างเป็นธรรม โดยให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อที่ประชาชนจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกสมัยใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมอย่างสุดโต่ง เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจแบบสหกรณ์และรัฐสวัสดิการควบคู่ไปกับปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง ปรัชญาการพัฒนาอย่างยั่งยืน การเน้นการพัฒนาแรงงาน ทรัพยากร ตลาดภายในประเทศ ใช้เทคโนโลยีทางเลือกและภูมิปัญญาท้องถิ่น กระจายทรัพย์สินรายได้ให้ประชาชนได้พออยู่พอกิน พึ่งตนเองในเรื่องปัจจัยสี่เป็นสัดส่วนสูงขึ้น มีความสุข ความพอใจมากกว่าการไปตั้งเป้าความมั่งคั่งทางวัตถุแบบหรูหราฟุ่มเฟือย ซึ่งในทางความจริงคือได้เฉพาะคนส่วนน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเน้นการเพิ่มผลผลิตแบบกอบโกยล้างผลาญทรัพยากร และทำให้คนแข่งขันเอาเปรียบกันและกัน

การมองปัญหาการศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวม จะทำให้เรามองเห็นว่า การศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการเตรียมฝึกทักษะคนไปทำงานเพื่อเป็นลูกจ้างคนอื่น แต่เป็นการเตรียมคนให้รู้จักทำมาหากินด้วยตนเอง เช่น เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการขนาดย่อม รวมทั้งต้องเตรียมทุกคนให้เป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างเป็นประชาธิปไตยและในการพัฒนาประเทศเพื่อคนส่วนใหญ่อย่างขันแข็ง

การจะปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมได้ จะต้องเปลี่ยนนโยบายการจัดการศึกษาใหม่หมดจัดสรรงบประมาณและกระจายครูอาจารย์ที่มีคุณภาพไปให้สถานศึกษาทั่วประเทศอย่างเป็นธรรม ให้คนทุกแห่งหนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ปรับปรุงหลักสูตรและกระบวนการสอนการเรียน เน้นการพัฒนาศักยภาพให้ผู้เรียนรักการเรียนรู้ และมีความสุขในการเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับความต้องการของตัวเองและพัฒนาศักยภาพของตนแบบแข่งขันกับตัวเอง และรู้จักร่วมมือกับคนอื่นเพื่อสร้างสรรค์องค์กร ชุมชนและสังคมให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ควรเปลี่ยนเป็นแนวใหม่ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของประชาชนในการรู้จักใช้แรงงานและแรงงานสมอง ทรัพยากรในประเทศและเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อผลิตสินค้าที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงและมีคุณภาพของคนส่วนใหญ่ โดยการร่วมมือและแข่งขันอย่างเป็นธรรมและสร้างสรรค์ เราจึงจะพัฒนาการศึกษาแนวใหม่ไปในแนวทางเดียวกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ เพื่อสันติสุขของประชาชนส่วนใหญ่และเพื่อสังคมพัฒนาไปอย่างยั่งยืนได้

ผู้บริหาร ครู และผู้ปกครองเองต้องเรียนรู้ทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาประเทศแนวใหม่ หัดคิดแบบใหม่ สอนแบบใหม่ คือ ต้องสอนแบบชี้แนะมากกว่าบรรยาย ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง แทนครูและตำราเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสุขและรักการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตัวเองให้ได้มากที่สุด รู้จักร่วมมือกับเพื่อแข่งขันเป็นทีม แข่งขันกันอย่างสร้างสรรค์ในแง่เพื่อความเจริญก้าวหน้าของชุมชนหรือของประเทศชาติ และตระหนักว่า หนทางการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนคือ มนุษย์เราต้องร่วมมือกันและแข่งขันอย่างสร้างสรรค์ (แบบให้ทุกคนได้ชนะร่วมกัน) และมองการณ์ไกล ไม่ใช่การแข่งขันแบบฝ่ายหนึ่งชนะฝ่ายหนึ่งต้องแพ้ เพื่อหาเงินให้ได้มากที่สุด บริโภคให้ได้มากที่สุด อย่างเห็นแก่ตัวในระยะสั้น อย่างที่นโยบายการพัฒนาประเทศและการจัดการศึกษาแบบเก่า(เศรษฐกิจแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาและการศึกษาแบบแพ้คัดออก)ทำกันอยู่

ชนชั้นนำ ปัญญาชนนักวิชาการและประชาชนที่ตื่นตัว จะต้องตระหนักและคิดการณ์ไกลว่า การจัดการศึกษาแบบเก่าที่คัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนสูงเพื่อสร้างคนให้เป็นเครื่องมือการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมนั้น แม้จะมีส่วนที่เป็นประโยชน์ แต่ถ้าเน้นแนวทางนี้อย่างสุดโต่งแนวทางเดียวก็จะกลายเป็นแนวคิดที่คับแคบ เพราะกลายเป็นการช่วยเฉพาะคนส่วนน้อยให้ร่ำรวยขึ้น แต่คนส่วนใหญ่เสียเปรียบและยากจนโดยเปรียบเทียบเพิ่มขึ้น ทั้งยังเป็นการมุ่งพัฒนาแบบกอบโกยล้างผลาญ ทำลายความสมดุลทรัพยากรธรรมชาติ และสังคมวัฒนธรรมอย่างมากและรวดเร็ว สร้างปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ความขัดแย้งและปัญหาทางการเมืองและสังคมที่รุนแรงเพิ่มขึ้น ทำให้เป็นผลเสียต่อสังคมในระยะยาวมากกว่าผลดีทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจสำหรับคนส่วนน้อยในระยะสั้น

การจะปฏิรูปการศึกษาเพื่อให้ไปช่วยการปฏิรูปเศรษฐกิจสังคมในทางที่เจริญก้าวหน้าเป็นธรรมและยั่งยืนได้ ต้องเป็นการปฏิรูปการค้นคว้าวิจัย เรียนรู้ เผยแพร่ และการเปลี่ยนแปลงของสังคมทั้งสังคม ที่จะทำให้ทั้งนักเรียน เด็ก และเยาวชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียน และประชาชนทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้ตามศักยภาพของตนอย่างทั่วถึง มีประสิทธิภาพ สร้างสรรค์ รักการอ่าน การใฝ่การเรียน รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นตัวของตัวเอง มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และมีจิตสำนึกเข้าใจว่า การแข่งขันกับตัวเองเพื่อพัฒนาตัวเองและการร่วมมือกับคนอื่นเพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองสังคมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรมและยั่งยืนนั้น จะเป็นประโยชน์ของทุกคนร่วมกันในระยะยาว มากกว่าการเน้นการแข่งขันในทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจการเมืองแบบตัวใครตัวมัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ซึ่งอาจจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้ระยะสั้นๆ แต่จะนำประเทศไทยไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจตกตต่ำและความหายนะในระยะยาวมากกว่า

7.3 การวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม

การส่งคนไปศึกษาต่อต่างประเทศและการสั่งเข้าความรู้จากต่างประเทศแล้วนำความรู้มาจัดการเผยแพร่ต่อ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศึกษาของไทยที่เราทำมาตลอดระยะเวลาหนึ่งร้อยกว่าปีที่เราพยายามจะพัฒนาประเทศแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมตะวันตก แต่ไม่ใช่องค์รวมทั้งหมดของการศึกษาที่ดี ซึ่งต้องหมายถึงการสร้างองค์ความรู้ของคนในประเทศเอง ที่สามารถประยุกต์ใช้แก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชีพการงาน และพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมด้วย ดังนั้นการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ จึงต้องมีการส่งเสริมการเรียนรู้ชนิดที่ให้ผู้เรียน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้เป็น และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ ที่เหมาะสมเป็นประโยชน์สำหรับคนไทยส่วนใหญ่

ประเทศญี่ปุ่นเปิดประเทศรับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากตะวันตก รวมทั้งการส่งคนไปเรียนต่างประเทศใกล้เคียงกับไทย คือ ราวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันญี่ปุ่นพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ของตัวเองได้ชนิดที่นอกจากญี่ปุ่นจะลดการส่งคนไปเรียนต่างประเทศลงได้อย่างมากแล้ว ยังสามารถดึงดูดให้คนต่างประเทศต้องมาเรียนรู้จากญี่ปุ่นในหลายเรื่องมากขึ้นกว่าสมัยร้อยปีที่แล้ว ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำญี่ปุ่นติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ในขณะที่ไทยยังส่งคนไปเรียนต่างประเทศจำนวนมากขึ้นและมหาวิทยาลัยไทยถูกจัดลำดับอยู่ท้ายๆห่างทั้งญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย

ทั้งนี้ เพราะประเทศไทยนิยมจัดการศึกษาแบบชนชั้นนำ คือคัดคนส่วนน้อยให้ได้เรียนระดับสูงมารับใช้ระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบคนส่วนน้อยมีอำนาจมากกว่าคนส่วนใหญ่ และไม่ได้พัฒนาการศึกษาแบบประชาธิปไตย เพื่อส่งเสริมให้คนทั้งประเทศฉลาดทุกด้านและใฝ่เรียนรู้อย่างจริงจัง มีการวิจัยและพัฒนาภายในประเทศน้อยมาก ไม่ว่าในภาครัฐและเอกชน ประเทศไทยนิยมสั่งซื้อความรู้และเทคโนโลยีจากต่างประเทศมากกว่าที่จะวิจัยและพัฒนาจากภายใน มีการจัดสรรงบประมาณและสภาพแวดล้อมที่จะอำนวยความสะดวกการวิจัยและพัฒนารวมทั้งการสร้างภูมิปัญญาในประเทศน้อยกว่าประเทศอื่นๆที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาและการพัฒนาประเทศมากกว่า

เหตุที่ประเทศไทยมีการวิจัยและพัฒนาน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่ก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสังคมมากกว่า มีปัญหามาจากหลายปัจจัย การที่รัฐจัดสรรงบวิจัยและพัฒนาน้อย เป็นปัญหาจริง แต่การเพิ่มงบประมาณวิจัยอย่างเดียวอาจเป็นการมองแบบแยกส่วนที่อาจไม่ได้ผลอย่างที่คาดหมาย เพราะยังมีปัญหาการที่ทั้งประเทศมีนักวิจัยที่มีคุณภาพไม่พอ หรือคนเก่งๆที่พอจะเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพก็ต้องติดงานอื่นหรือมีความพอใจที่จะทำงานอย่างอื่นซึ่งมีสภาพแวดล้อมและการทำงานที่ท้าทายหรือมีผลในทางปฏิบัติมากกว่า เนื่องจากงานนักวิจัยยังมีฐานะทางสังคมไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งงานวิจัยอาจจะถูกเก็บไว้บนหิ้งมากกว่าจะมีคนอ่านและนำไปประยุกต์ใช้ ผู้นำและระบบการเมืองการบริหารราชการ ยังไม่สนใจจะอ่านและนำงานวิจัยภายในประเทศไปใช้งาน เพราะพวกเขาคิดในกรอบการเลียนแบบและไล่ตามประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม มากกว่าจะคิดในเชิงการพัฒนาด้วยตัวเองอย่างมีลักษณะเฉพาะ

การจะแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบองค์รวม เริ่มจากการปฏิรูปการอบรมเลี้ยงดูเด็กในครอบครัวและโรงเรียนอนุบาลการปฏิรูปการศึกษาและการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ให้เด็กและเยาวชน ประชาชนทั้งประเทศ เป็นคนอยากรู้อยากเห็น สนใจสิ่งรอบตัว รักการอ่าน การสังเกต ค้นคว้า ทดลอง คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ มีจิตใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิชาการที่มุ่งแสวงหาความจริงและพยายามพิสูจน์ด้วยหลักฐานและการคิดหาเหตุผล หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีจิตใจเป็นนักวิจัยค้นคว้า

อุปนิสัยเช่นนี้คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันสร้างตั้งแต่เด็กเล็ก และต้องสร้างกันใหม่ ปฏิรูปกันใหม่ทั้งระบบการเลี้ยงดูเด็ก ระบบการศึกษา สื่อสารมวลชน และระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จึงจะเป็นการวางรากฐานที่ดีและสามารถนำไปสู่การพัฒนานักวิจัยระดับสูงทั้งด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ได้

ปัญหาหนึ่งที่ประเทศไทยมีผู้เรียนระดับมหาวิทยาลัยและมีผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติน้อย เพราะเราไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กรักและสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ มาตั้งแต่ต้น ทั้งประเทศมีครูสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เก่งๆน้อยเกินไป ตำราเรียนและสื่อไม่ทันสมัย ไม่ตอบสนองต่อสมองที่ต้องการสื่อที่มีสีสัน เข้าใจง่าย เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ ทั้งประเทศมีห้องทดลองและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์น้อย มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์น้อย ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่อ่อนด้านวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์(รวมทั้งภาษาต่างประเทศด้วย) ทำให้คนที่จบมัธยมปลาย ที่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ที่ดีมีน้อย

ปัญหาต่อมาคือนักเรียนที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นิยมไปเรียนวิชาชีพเช่น แพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ บัญชี คอมพิวเตอร์ มากกว่า เพราะมีการให้ผลตอบแทนและความก้าวหน้าในการงานมากกว่า การเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ เป็นครูอาจารย์ หรือนักวิจัยด้านนี้ ดังนั้นการจะแก้ไขให้มีการวิจัยและการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศมากขึ้นจึงจะต้องแก้ปัญหาทั้งการปฏิรูปการเรียนรู้และปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานไปพร้อมๆกัน จึงจะได้ผล

ความที่ประเทศไทยขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและนักคณิตศาสตร์มาก ทำให้บางคนมองแบบแยกส่วนว่า เราต้องทุ่มเทงบประมาณกำลังคนเพื่อพัฒนาด้านนี้ และลดด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ลง ทั้งๆที่ความจริงแล้ว สังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ ก็คือ วิทยาศาสตร์แบบหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่าวิทยาศาสตร์ด้านสังคม ที่ต้องการการวิจัยและพัฒนา หาองค์ความรู้ที่เหมาะสมให้มาช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมไทย ไม่น้อยไปกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และประเทศต้องอาศัยองค์ความรู้ทั้ง 2 ด้าน อย่างเชื่อมโยงควบคู่กันไป

มหาวิทยาลัยไทยอาจจะผลิตจำนวน/สัดส่วนบัณฑิตด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ได้มากกว่าด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจริง แต่คุณภาพบัณฑิต อาจารย์ และองค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ของประเทศไทย ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ หรือยังไม่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาและพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมการเมืองของประเทศไทยได้ดีนัก ต้องมีการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษาด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศไทยมากขึ้น การวิจัยและการพัฒนาเป็นเรื่องเดียวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งวิทยาศาสตร์ด้านสังคมและเทคโนโลยีทางสังคมด้วย

หากเราต้องการการพัฒนาการศึกษา การวิจัยและการพัฒนาอย่างเป็นระบบองค์รวม เราต้องส่งเสริมให้ ครูอาจารย์ นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา เรียนรู้หลักใหญ่ๆของทั้งวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์สังคมอย่างเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ศึกษาเรื่องชีวิต ธรรมชาติ สังคมจากมุมมองของสาขาวิชาการต่างๆอย่างกว้างขวาง และรู้จักใช้มุมมองแบบพหุวิทยาการไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสังคมการเมืองทุกด้านอย่างเป็นระบบองค์รวม แทนที่จะเน้นการศึกษาแบบแยกสาขาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านแบบคับแคบ ซึ่งเปรียบเหมือนการสอนให้รู้จักต้นไม้และสิ่งมีชีวิตในป่าชนิดต่างๆอย่างละเอียดละออแบบผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ไม่รู้จักป่าไม้ทั้งป่า หรือไม่รู้จักภาพรวมของระบบนิเวศ ซึ่งกินความหมายกว้างกว่าทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม

เนื่องจากเศรษฐกิจเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงอยู่ของมนุษย์ ชุมชน และประเทศนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ จึงเป็นตัวการสำคัญในการกำหนดเรื่องการศึกษาและเรื่องอื่นตามมา นโยบายส่งเสริมการลงทุนการค้าเสรีให้ทุนต่างชาติและทุนขนาดใหญ่ลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกอย่างสุดโต่งของไทยเป็นตัวกำหนดการส่งเสริมการสั่งเข้าและเลียนแบบเทคโนโลยีต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากที่ทั้งภาครัฐภาคธุรกิจ เอกชนต่างก็ไม่สนใจจะลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของตนเอง เพราะในระบบเศรษฐกิจแบบนี้ พวกเขาซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศก็ทำกำไร อย่างน้อยก็ในระยะสั้นระยะกลางได้อยู่แล้ว ส่วนประเทศจะได้ประโยชน์ในระยะยาวมากน้อยเพียงไร พวกเขาไม่ได้คิดถึง ชนชั้นนำบางส่วนก็มองง่ายๆว่าอย่างไรเสียวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมก็เจริญก้าวหน้ากว่าไทย และประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กยากจนคงไม่มีทางจะวิจัยและพัฒนาแข่งกับเขาได้อยู่แล้ว การซื้อวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจากคนอื่นน่าจะใช้เงินต่ำกว่าการวิจัยเอง แต่นั่นเป็นการมองแบบถูกบริษัททุนข้ามชาติเป็นผู้กำหนดครอบงำเช่นเดียวกัน

จริงๆแล้วการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งรวมทั้งด้านสังคมด้วย เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมสำหรับคนในแต่ละประเทศด้วย ไม่ใช่แปลว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าทันสมัยที่สุดใหญ่ที่สุด เร็วที่สุด จะดีสำหรับประเทศไทยเสมอไป สำหรับประเทศไทย ถ้าคิดจะพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเพื่อคนส่วนใหญ่ในระยะยาว ต้องเปลี่ยนนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ มาเน้นการพึ่งตนเอง พึ่งแรงงาน ทรัพยากร เทคโนโลยีที่เหมาะสม และตลาดภายในประเทศมากขึ้น เช่น เน้นการวิจัยและพัฒนาเรื่องสมุนไพร พืช สัตว์ ทรัพยากรในประเทศ พลังงานทางเลือก สาธารณสุขทางเลือก ภูมิปัญญาท้องถิ่น หัตถกรรม ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พัฒนาระบบสหกรณ์และการจัดองค์กรแบบร่วมมือกันเพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น เราจึงจะสามารถสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้ที่เหมาะสม และช่วยพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้มากกว่าการซื้อและเลียนแบบวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบตะวันตก

การปฏิรูปการศึกษาแบบองค์รวมมีความหมายยิ่งใหญ่ถึงการพัฒนาคนให้ฉลาดทั้งทางปัญญาอารมณ์ จิตสำนึกเพื่อส่วนรวม (คุณธรรมจริยธรรม) เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม ได้มากกว่าการจัดการศึกษาแบบคัดคนชนะส่วนน้อยไปรับใช้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจสังคมแบบใหม่ คือ การผสมผสานของเศรษฐกิจสหกรณ์แบบพึ่งตนเองและพึ่งพากันและกัน เศรษฐกิจแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ เศรษฐกิจสังคมนิยมประชาธิปไตย และรัฐสวัสดิการที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพพื่อส่วนรวมและความเป็นธรรมสำหรับพลเมืองทุกคน เศรษฐกิจระบบตลาดที่มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อม ที่มุ่งให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีแบบพอเพียงและมีการยกระดับคุณภาพชีวิต สังคมวัฒนธรรม มากกว่าการมุ่งแข่งขันทำงานหนัก เคร่งเครียดวิตกกังวลแต่เรื่องการหาเงิน ฯลฯ

ความคิดของชนชั้นนำที่ว่า ต้องทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตก่อนแล้วค่อยพัฒนาการศึกษา สังคม และวัฒนธรรมทีหลัง เป็นความคิดที่เข้าใจผิดและหรือหลอกลวงใช้เป็นข้ออ้างในการที่จะมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจเพื่อประโยชน์ของพวกตนมากกว่าเพื่อส่วนรวม การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแท้จริงขึ้นอยู่กับคน มากกว่าทรัพยากรอื่นใด การพัฒนาการศึกษาซึ่งเน้นการพัฒนาคนจึงเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้เศรษฐกิจส่วนรวมพัฒนาได้ จึงต้องทำควบคู่กันไปกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทำทีหลัง และที่สำคัญคือต้องพัฒนาการศึกษาและพัฒนาคนให้ถูกทางด้วย การพัฒนาคนโดยเน้นด้านความรู้วิชาชีพอย่างเดียว จะทำให้เศรษฐกิจโตด้านเดียว อย่างไม่สมดุลและอย่างไม่ยั่งยืน แต่การพัฒนาคนทุกด้านอย่างเป็นระบบ ทั้ง ปัญญา อารมณ์ และจิตสำนึกเพื่อสังคม จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมอย่างเป็นธรรม เป็นประชาธิปไตย มีความหลากหลาย ประชาชนมีคุณภาพชีวิต มีสันติ ความสุข ความพอใจ และยั่งยืนกว่า การพัฒนาคนด้านวิชาชีพทางเดียว

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 6)


บทที่ 6

ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินปฏิรูปการศึกษา

บทนี้คือบทที่ผู้เขียนพยายามจะวิเคราะห์ สังเคราะห์ในภาพรวม ว่าอะไรคือปัญหาคอขวดหรือปัญหาสำคัญที่สุด ที่ทำให้ความพยายามที่จะปฏิรูปการศึกษาในรอบ 7 – 8 ปี ที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รวมทั้งการเสนอทางออกเพื่อก้าวข้ามพ้นปัญหาคอขวดเหล่านั้น

6.1 ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษา

1.ครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้นั้น หมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อย่างถึงรากถึงโคน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและแตกต่างไปจากเดิม เช่นการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดวิธีทำงานของผู้บริหารการศึกษาและครูอาจารย์ เปลี่ยนแปลงหลักสูตร ตำรา วิธีการสอนแบบบรรยายให้ผู้เรียนท่องจำไปสอบเป็นแบบครูเป็นผู้ชี้แนะ ช่วยให้เด็กรักการอ่าน การใฝ่เรียนรู้ รู้จักวิธีที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง คิด วิเคราะห์ ทดลอง วิจัย ลงมือปฏิบัติ การปฏิรูปการศึกษาของไทยในรอบ 7 – 8 ปี ที่ผ่านมา ถูกตีความหมายว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารและวิธีการทำงานบางอย่างของครูอาจารย์ตามกฎหมาย นโยบายคำสั่ง และคำชี้แนะต่างๆ จากบนลงล่าง

การที่จะให้คนในองค์กร เช่น ข้าราชการ ครูอาจารย์ ผู้บริหารทุกระดับในกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิรูปการศึกษาหรือปฏิรูปตัวเอง เป็นไปได้ยาก และมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น มนุษย์เราโดยทั่วไปมีความเคยชินกับวิถีชีวิตเดิม ไม่อยากเปลี่ยนแปลง และมักคิดแบบเข้าข้างตัวเอง ว่าตนเองทำถูกอยู่แล้วหรือทำดีอยู่แล้ว ถึงแม้จะมีคนในองค์กรบางคนที่มีความคิดก้าวหน้า วิเคราะห์องค์กรของตัวเองแบบวิพากษ์วิจารณ์ได้ และสนใจจะปฏิรูปตัวเองและองค์กรตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็มักเป็นคนส่วนน้อยที่มีอำนาจและบทบาทที่จำกัด ทั้งการที่คนภายในองค์กรจะวิเคราะห์องค์กรของตัวเองนั้น ถึงอย่างไรก็วิเคราะห์ได้จำกัด ไม่เหมือนให้คนนอกที่เป็นกลางไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องมาช่วยวิเคราะห์ นักปฏิรูปภายในองค์กรมักจะมองการปฏิรูปในเชิงภาคปฏิบัติจากส่วนที่ตัวเองทำได้ และมักจะเปลี่ยนแปลงแบบเล็กน้อย ค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคน หรือเปลี่ยนทั้งระบบ ขณะที่คนนอกจะมีโอกาสมองได้กว้างขวางกว่าและอย่างวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า

การปฏิรูปการศึกษาที่เคยได้ผลในประเทศอื่นมักจะมาจากแรงผลักดันของคนภายนอกองค์กร(หรือตัวกระทรวงศึกษา) บางประเทศอาศัยนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดีและรัฐมนตรีการศึกษาที่เข้มแข็งเป็นผู้นำในการปฏิรูปการศึกษา บางประเทศมีการตั้งคณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่ประกอบด้วยคนนอกกระทรวงศึกษาและคนที่ไม่ใช่ข้าราชการประจำ มาเป็นคณะผู้นำในการปฏิรูป เพราะเขาเห็นว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในระดับชาติ ไม่ใช่เรื่องการแก้ไขปรับปรุงเล็กน้อยในระดับกระทรวง การปฏิรูปการศึกษาที่ได้ผลยังมีมาจากแรงผลักดันจากผู้ปกครอง นายจ้าง นักเรียนนักศึกษา ผู้นำชุมชน ผู้นำทางสังคม ที่ตระหนักว่าการปฏิรูปการศึกษาคือความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงคุณภาพคนครั้งใหญ่เพื่อที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศได้อย่างแท้จริง

ในประเทศไทยในช่วงเริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาใหม่ราวปี 2540 – 2544 มีการจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการการปฏิรูปการศึกษา (สปศ.) ที่เป็นองค์กรต่างหากจากหน่วยงานประจำในกระทรวงศึกษาและมีคณะกรรมการมาจากหลายฝ่าย แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนักการศึกษาที่มาจากมหาวิทยาลัยในระบบราชการ องค์กรนี้เน้นการปฏิรูปในเชิงเสนอกฎหมายใหม่ และเมื่อดำเนินการเรื่องการร่างกฎหมายเสร็จ องค์กรนี้ก็ยุติบทบาทไป ไม่มีคนอื่นนอกจากผู้บริหารกระทรวงศึกษา ฯ ที่จะมาคอยติดตาม ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไข1การดำเนินการปฏิรูปการศึกษา38

ส่วนนักการเมืองไทยนั้น ส่วนใหญ่สนใจการพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบเน้นการเจริญเติบโตของสินค้าและบริการ และมองการศึกษาเป็นแค่เครื่องมือในการรับใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเพื่อการหากำไรสูงสุดของเอกชน มากกว่าจะสนใจการพัฒนาคนทั้งประเทศให้มีทั้งความรู้และคุณธรรมจิตสำนึกเพื่อแก้ไขและพัฒนาสังคมได้อย่างแท้จริง พวกเขาจึงมักคิดว่า การจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออก คัดเลือกคนส่วนน้อยมาเรียนมหาวิทยาลัยเพื่อไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจก็ดีอยู่แล้ว

แรงผลักดันจากปัจจัยภายนอกองค์กรที่เป็นไปได้อีกทางหนึ่ง คือ ผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง นักวิชาการ นักวิชาชีพภายนอก ฯลฯ เช่น การประท้วงเดินขบวนและนัดหยุดเรียนของนักศึกษาฝรั่งเศสในช่วงคริสตวรรษ 1960 ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ในประเทศนั้น สำหรับประเทศไทย ปัจจัยด้านนี้มีพลังค่อนข้างน้อย เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ได้รับการปลูกฝังให้เป็นคนหัวอ่อน เชื่อความคิดของผู้อาวุโสและผู้มีตำแหน่งสูง มากกว่าที่จะได้รับการฝึกอบรมให้ เป็นพลเมืองดีที่ตระหนักเรื่องสิทธิหน้าที่เพื่อการพัฒนาประเทศชาติ กล้าคิดวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งยังถูกสังคมกล่อมเกลาให้เป็นพวกหวังผลในทางปฏิบัติ เช่น ขอให้มีที่เรียน ขอให้ได้เรียนจบ ได้รับประกาศนียบัตรปริญญาบัตรไปทำงาน มากกว่าการได้รับการชี้แนะ การศึกษามาตั้งแต่ต้น ให้เป็นคนที่ใฝ่รู้ใฝ่เรียน อยากแสวงความรู้และความจริงอย่างมุ่งมั่น

นักเรียนนักศึกษาและประชาชนโดยทั่วไปมองการศึกษาเป็นเพียงบันไดในการหางานและเลื่อนฐานะทางสังคม ไม่ได้มองการศึกษาอย่างวิพากษ์วิจารณ์ และไม่ค่อยคิดถึงการปฏิรูปให้การศึกษามีคุณภาพมากขึ้น หรือถึงบางคนจะคิดถึงบ้าง แต่ก็ไม่รู้สึกรุนแรงมากพอที่เป็นฝ่ายเรียกร้องผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลง แม้แต่ภาคธุรกิจเอกชน เช่น บริษัทใหญ่ๆ จะตระหนักว่าการศึกษาไทยผลิตคนมาได้คุณภาพต่ำกว่าที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ และพวกเขาต้องเสียเวลาคัดเลือกและฝึกอบรมพนักงานใหม่มาก แต่พวกเขาก็นิยมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าส่วนของตนไปวันๆ บางคนอาจแสดงทัศนะวิพากษ์วิจารณ์หรือเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาบ้าง แต่ภาคธุรกิจเอกชนยังไม่มีการรวมพลังเข้ามาช่วยผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะนักธุรกิจนายทุนนักบริหารของไทยโดยทั่วไปแล้วยังคิดอยู่ในกรอบผลประโยชน์ส่วนตัวและองค์กรของตนมากกว่าที่จะมีวิสัยทัศน์คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศในระยะยาวอย่างมุ่งมั่น

2. ปัญหาการขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษา มองปัญหาเรื่องการศึกษาอย่างเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นในสังคมแบบเป็นระบบองค์รวม และรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลง (Critical Mass) ที่จะไปผลักดันการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้อย่างแท้จริง

ผู้นำของไทยตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารในกระทรวงและสถาบันการศึกษาต่างๆ มักมองว่าการศึกษา เป็นแค่การลงทุนพัฒนาคนให้ไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม ให้คนมีที่เรียนเพียงพอและให้ระบบเศรษฐกิจมีคนที่มีสาขาความรู้ตามที่ประเทศต้องการ และมีคุณภาพ ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเพียงพอ การมองเช่นนี้มีส่วนถูก แต่เป็นการมองแคบไป

การมองการศึกษาในความหมายกว้าง หมายถึง การพัฒนาคนทุกด้าน ทั้งความฉลาดทางปัญญา (รวมทักษะวิชาชีพ) ความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางด้านจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เพื่อพัฒนาศักยภาพคนอย่างเต็มที่ ให้เป็นพลเมืองดี เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ช่วยตัวเองและช่วยเหลือชุมชนและสังคมได้ สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างฉลาดและมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ดังนั้นการจัดการศึกษาที่ดี จะต้องให้โอกาสการพัฒนาคนอย่างทั่วถึง เป็นธรรม รวมทั้งส่งเสริมให้คนมีโอกาสศึกษาได้ตลอดชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ใช่จัดการศึกษาในระบบแพ้คัดออก คัดเฉพาะคนส่วนน้อยมาเรียนระดับสูง เพื่อมีความรู้ทักษะเฉพาะทางออกไปทำงานรับใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรม

ผู้นำนอกจากจะมองปัญหาแคบ มีวิสัยทัศน์แคบแล้ว ยังทำงานแบบระบบราชการที่รวมศูนย์อำนาจที่ส่วนกลางและสั่งงานแบบลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้น โดยคำนึงระเบียบกฎเกณฑ์มากกว่าผลของงาน ใช้วิธีการทำงานแบบจัดสรรกำลังคนและงบประมาณไปตามกระทรวง กรม กอง แผนกต่างๆ และปล่อยให้ต่างหน่วยต่างทำงานแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของตนไปวันๆ โดยไม่ได้มีการวิเคราะห์ภาพรวมว่า เนื้อหาและเป้าหมายของงานที่สำคัญ ที่ต้องไปบรรลุให้ได้ คืออะไร ไม่มีการประเมินว่าปัญหา จุดบกพร่อง อยู่ที่ไหน ควรจะแก้อย่างไร ควรจะต้องจัดลำดับความสำคัญของการแก้ไขปัญหาต่างๆก่อนหลังอย่างไร

ดังนั้น พวกผู้บริหารทางการศึกษาจึงใช้วิธีทำงานที่ทำให้คำว่าการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งปรกติเป็นคำที่มีความหมายในทางบวก ว่าทำให้ดีขึ้นอย่างถึงรากถึงโคน กลายเป็นคำที่มีความหมายแบบพื้นๆหรือบางครั้งมีความหมายไปในทางลบ เช่น หมายถึงการเปลี่ยนแปลงในด้านโครงสร้างการบริหารราชการ ที่ทำให้ครูและผู้บริหารระดับกลางและล่างสับสนมากขึ้น มีคำสั่ง คำชี้แนะจากส่วนกลางให้ทำโน่นทำนี่ การจัดฝึกอบรม และงานประเมินผลด้านเอกสารมากขึ้น ทำให้ครูมีงานอื่นที่ไม่ใช่งานสอนเพิ่มขึ้น มีความงุนงงไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจว่า จริงๆแล้วการปฏิรูปการศึกษาคืออะไร เพิ่มขึ้น

เนื้อหาและเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษา คือ การปฏิรูปการเรียนรู้ หรือ การสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ให้ผู้เรียนใฝ่รู้ รักการอ่าน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นเพิ่มขึ้น แทนที่จะเรียนแบบบรรยายและท่องจำไปสอบปรนัยแบบเก่า นี่คือโจทย์ใหญ่หรือเนื้อหาและเป้าหมายของงานที่สำคัญที่สุดของการปฏิรูปการศึกษา ส่วนการแก้ไขกฎหมาย การปฏิรูปโครงสร้างการบริหาร การมีคำสั่ง คำชี้แนะ การจัดฝึกอบรม การประเมินผลต่างๆนั้น ควรเป็นไปเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ที่ต้องเน้นผลลัพธ์ที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ

แต่วิธีการบริหารแบบระบบราชการด้วยการกระจายงบประมาณและกำลังคนไปดำเนินการในทุกเรื่องพร้อมๆกัน เช่น แก้ไขกฎหมายปรับโครงสร้างการบริหาร การพัฒนาหลักสูตร การแก้ไขปัญหาเรื่องงบประมาณ การพิจารณาการถ่ายโอนอำนาจการบริหารไปสู่ท้องถิ่น ฯลฯ ทำให้ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง การกระจายและแบ่งงานกันทำในระดับสำนักงานคณะกรรมการ 5 – 6 แห่ง และเขตการศึกษาต่างๆ เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะรูปแบบ แต่เนื้อหาก็ยังเป็นการมอบหมายงานตามระบบราชการรวมศูนย์ที่สั่งงานจากบนลงล่างแบบเดิมๆ การดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการที่ผ่านมาจึงยังไม่ได้ตอบโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปการศึกษาว่า โครงการเหล่านั้นช่วยให้เกิดการปฏิรูปการเรียนการสอน ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นคนเก่ง ดี มีสุข ตามเป้าหมายของการปฏิรูปการศึกษาได้มากน้อยเพียงไร

ดังนั้นถ้าจะประเมินว่าการทำกิจกรรมต่างๆที่เรียกว่าปฏิรูปการศึกษานั้น มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นตรงเป้าหรือไม่ ควรต้องให้คนนอกกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นคนกลางมาประเมินอย่างเป็นธรรมว่า โครงการ กิจกรรมต่างๆที่ทำไปในนามของการปฏิรูปการศึกษานั้น มีส่วนช่วยครูอาจารย์ให้ไปปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนนักศึกษาตามเป้าหมายของงานได้จริงหรือไม่ มีจุดแข็งจุดอ่อน ที่จะต้องจัดการแก้ไขอย่างไร รวมทั้งควรหาผู้นำที่เป็นนักปฏิรูปสังคมที่แท้จริง เข้ามาเป็นรัฐมนตรีและผ่าตัดโครงสร้างการบริหารการศึกษาอย่างจริงจัง

3. ระบบคัดเลือก การบริหาร และการให้ความดีความชอบ ครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ภายใต้ระบบราชการแบบรวมศูนย์กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิรูปทางการศึกษา ระบบนี้ทำให้ผู้บริหาร ครูอาจารย์ จำนวนมากหรือส่วนใหญ่ แค่ทำงานตามหน้าที่ให้พอผ่านกฏระเบียบไปวันๆก็ได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นทุกปีตามระบบอาวุโส ไม่มีการแข่งขัน การตรวจสอบและการประเมินเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างจริงจัง แม้จะมีการประเมินเพื่อเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งบ้าง แต่ก็เป็นการประเมินภายใต้กรอบข้าราชการแบบล้าหลัง เช่น การสอบ การประเมินจากงานเขียน และการกรอกเอกสารรายงาน ไม่ได้มีการประเมินประสิทธิภาพในการทำงานจริง เช่น ประเมินจากผลลัพธ์ในการเรียนของผู้เรียนอย่างแท้จริง

ปัญหาใหญ่คือระบบราชการแบบรวมศูนย์เป็นระบบบริหารแบบระบบอุปถัมภ์ ต่างคนต่างแสวงหาหรือปกป้องผลประโยชน์ส่วนตัว แบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ไม่ดูแล วิจารณ์ ลงโทษ เพื่อนร่วมงานในกระทรวงอย่างจริงจัง (ยกเว้นกรณีขัดแย้งส่วนตัวหรือการปัดแข้งปัดขากัน) ส่วนการจะได้ดีในระบบราชการมักใช้วิธีประจบ แสดงความจงรักภักดี เป็นพรรคพวก และมีการวิ่งเต้น แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ กลายเป็นระบบการบริหารที่ขาดประสิทธิภาพและขาดความเป็นธรรมทำให้ครูอาจารย์ที่เก่งหรือดีบางส่วนลาออกไปทำงานที่อื่นที่ท้าทายหรือให้ความพอใจมากกว่า บางส่วนอาจทนอยู่แบบไฟค่อยๆมอดลงตามลำดับ แม้จะมีครูดีเหลืออยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือครูที่มีคุณภาพปานกลาง รวมทั้งคนที่ไม่ค่อยได้ความ ซึ่งยังคงทำงานแบบสอนบ้าง ไม่สอนบ้าง หรือสอนตามตำรา พออยู่ได้ไปวันๆ เนื่องจากไม่มีการตรวจสอบประเมินผลประสิทธิภาพการทำงานของผู้บริหารและครูอาจารย์อย่างจริงจัง

ระบบบริหารจัดการเช่นนี้ รวมทั้งวิธีการฝึกอบรมครูที่ส่วนใหญ่ก็สอนบรรยายให้ท่องจำแบบเดิมหรือย่ำอยู่กับที่ ทำให้คุณภาพการเรียนการสอนต่ำ ผลผลิตของผู้สำเร็จการศึกษา มีคุณภาพด้อยลง แม้จะมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงและคุณภาพ มีผู้บริหารครูอาจารย์ และผู้เรียนที่เก่งมีคุณภาพอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสถาบันการศึกษาเหล่านี้ได้รับการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณที่สูงกว่าสถาบันการศึกษาอื่นโดยถัวเฉลี่ย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความมีชื่อเสียงของสถาบันเอง ดึงดูดให้ครูอาจารย์และนักเรียนที่เก่งๆจากทั่วประเทศเข้ามากระจุกตัวอยู่ที่เดียวกัน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนจากสถาบันเหล่านี้สูงกว่าที่อื่นๆ แต่หากพิจารณาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนทั่วประเทศโดยเฉลี่ยแล้วอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่านักเรียนของประเทศอื่นๆ และต่ำกว่านักเรียนในประเทศรุ่นก่อนๆในหลายสาขาวิชาหลักๆ

4. ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณการศึกษาเมื่อพิจารณาในแง่การผลิตผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมและอาชีวะศึกษา และในแง่ของคุณภาพของผู้จบการศึกษาทุกระดับ ต่ำกว่าหลายประเทศ ทั้งๆที่การจัดสรรงบประมาณการศึกษาของรัฐบาล คิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรืองบประมาณประจำปีทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ปัญหาเกิดจากการใช้งบประมาณอย่างไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในหลายด้าน เช่น นิยมใช้งบประมาณก่อสร้างอาคารสถานที่และการซ่อมแซมต่างๆมากกว่าการใช้อุปกรณ์และสื่อการศึกษา หนังสือ ห้องทดลอง ห้องปฏิบัติการ ฯลฯ ซึ่งจะมีส่วนช่วยการพัฒนาการเรียนการสอนจริงๆ มีการใช้งบเงินเดือนบุคลากร ครูอาจารย์มาก โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาขาดแคลนครูอาจารย์ โดยเฉพาะบางสาขาในโรงเรียนจำนวนมาก เนื่องจากมีบุคลากรที่ทำงานเฉพาะด้านการบริหารจัดการธุรการ โดยเฉพาะข้าราชการประจำที่ส่วนกลางที่ไม่ได้สอนจำนวนมาก การกระจายครูอาจารย์ไปตามสถานศึกษาก็มีความไม่เป็นธรรม ครูอาจารย์ที่มีวุฒิสูงกระจุกอยู่กับสถานศึกษาขนาดใหญ่ในเมืองมาก บางโรงเรียนครูเกิน บางโรงเรียนครูขาด ที่มีปัญหามากคือ โรงเรียนเล็กๆในอำเภอรอบนอก ซึ่งมีครูน้อยคน เพราะจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียนน้อย แต่ครูคนหนึ่งต้องสอนหลายชั้นและหลายวิชา

การจัดสรรงบประมาณการศึกษาให้กับระดับการศึกษาต่างๆ และสถานศึกษาต่างๆมีความไม่เป็นธรรม และไม่มีระบบการจัดสรรที่คำนึงต้นทุน และผลตอบแทนอย่างเป็นระบบชัดเจน เป็นการจัดสรรตามอำนาจต่อรองของหน่วยงานและสถาบันต่างๆ รวมทั้งตามประเพณีปฏิบัติ เช่นสถาบันการศึกษาที่ใหญ่และเคยของบได้มากอยู่แล้ว พอปีต่อไปก็ของบต่อยอดจากงบปีก่อนได้เพิ่มขึ้น โดยไม่มีการประเมินผลการใช้งบประมาณ การวางแผนและการพิจารณางบประมาณใหม่แต่ละปีทั้งระบบ ไม่มีการจัดความสำคัญก่อนหลัง ว่าควรใช้งบประมาณส่วนไหนมากที่สุดจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพและความเป็นธรรมได้มากที่สุด หากจัดตามกรอบการบริหารแบบราชการ

บ่อยครั้งที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ใช้วิธีของบพิเศษต่างหากเพื่อตามแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือสร้างโครงการใหม่เป็นเรื่องๆไป ซึ่งบางเรื่องอาจจะจำเป็นเร่งด่วนหรือเป็นประโยชน์จริง แต่บางเรื่องเป็นการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลแบบแล้วแต่ผู้บริหารจะได้ข้อมูลส่วนไหน หรือมีความเห็นส่วนตัวว่าอะไรสำคัญในขณะนั้น

5. ระบบการประเมินผลและการสอบแข่งขันเพื่อรับการคัดเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย (หรือระดับอื่นด้วย)ยังเป็นการสอบแบบปรนัย เพื่อวัดความสามารถในการจดจำข้อมูล ทำให้ขัดแย้งกับแนวคิดปฏิรูปการเรียนรู้แบบใหม่ที่เสนอว่าควรจะให้ผู้เรียนได้หัดคิดหัดวิเคราะห์เป็น แม้การสอบแบบปรนัยหากออกแบบให้ดีมากๆ ก็ยังช่วยส่งเสริมความเข้าใจการคิดวิเคราะห์ได้บ้าง แต่ก็ทำได้จำกัด ส่วนใหญ่การสอบคัดเลือกรวมทั้งการสอบไล่แต่ละชั้นปี การทดสอบระดับชาติ ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกนักเรียนมัธยมปลายเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังวัดเรื่องความสามารถในการจดจำข้อมูลเป็นด้านหลัก

ระบบการประเมินผลแบบนี้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการเรียนรู้แบบใหม่ที่ต้องการให้ผู้เรียนเก่ง ดี มีความสุข คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองครูอาจารย์ นักเรียน ต่างก็ห่วงแต่เรื่องการทำเกรดเพื่อการสอบแข่งขันในระบบการศึกษาแบบแพ้คัดออก คัดเลือกคนส่วนน้อยไปเรียนระดับสูง

ปัญหาที่เชื่อมโยงกันคือปัญหาสถาบันการศึกษามีคุณภาพแตกต่างกันมาก มหาวิทยาลัยของรัฐตั้งมานานกว่าและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐมาก ทำให้มีชื่อเสียงกว่า ผู้เรียนเสียค่าเล่าเรียนต่ำกว่ามหาวิทยาลัยเอกชน ทำให้นักเรียนต้องแข่งขันแย่งกันเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ใหญ่และมีชื่อเสียง เพื่อที่จะได้ปริญญา ไปแข่งขัน หางานทำ หาเงินให้มาก ภายใต้ระบบและนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการเพิ่มผลผลิตและการหากำไรสูงสุด

ทั้งการสอบแข่งขันคัดเลือกคนเรียนต่อ โครงสร้างของการจัดสรรงบประมาณ การจัดการศึกษา เพื่อคัดคนส่วนน้อยไปรับใช้ระบบเศรษฐกิจ ล้วนเป็นอุปสรรคโดยสิ้นเชิง ต่อการปฏิรูปการศึกษาชนิดที่จะทำให้ผู้เรียนเก่ง ดี มีสุข เพราะการเน้นความเก่งในการทำคะแนน ซึ่งอาจเป็นความเก่งแบบท่องจำเก่ง มากกว่าการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์นั้น ไม่ใช่ความก่งชนิดที่ผู้เรียนจะปรับตัวและต่อสู้ในโลกจริงได้ดี ส่วนการจะสร้างให้ผู้เรียนเป็นคนดีและมีความสุข ก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะระบบการศึกษาที่เน้นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก แบบต้องเอาชนะเพื่อน เอาชนะทุกคน เพื่อให้ได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งหมายถึงการมีโอกาสได้เรียนในคณะหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และต่อไปมีโอกาสทำเงินได้มากที่สุด เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเป็นคนดีมีคุณธรรมจริยธรรม รู้จักทำงานเป็นกลุ่ม คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม ทั้งการสอบแบบเน้นที่ท่องจำและแข่งขันแบบแพ้คัดออก ก็ทำให้ทั้งผู้เรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมทั้งครูต้องเคร่งเครียด หาความสุขจากการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ได้ยาก

6.2 ทางออกจากปัญหาคอขวดของการปฏิรูปการศึกษา

1. การลดขนาดและลดบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการลง ด้วยการส่งเสริมให้มีการจัดการศึกษาโดยองค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคธุรกิจเอกชน และองค์กรอื่นๆเป็นสัดส่วนสูงขึ้นแทน การวิจัยและการประเมินผลของสมศ.และหน่วยงานพบว่า นักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดโดยโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีผลสัมฤทธิ์การเรียนโดยโรงเรียนเอกชนเฉลี่ยสูงกว่านักเรียนของสถาบันการศึกษาของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐ และการวิจัยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นที่มีการพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจสูงกว่าไทยในหลายประเทศ ภาคเอกชนและการปกครองท้องถิ่นมีบทบาทการจัดการศึกษาเป็นสัดส่วนสูงกว่าของไทยมาก ของไทยภาครัฐจัดการศึกษาถึงราว 85 % เอกชนจัดเพียง 15 % ประเทศอื่นจะอยู่ระหว่างรัฐ 60 – 70 % เอกชน 30 – 40 %

ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาชนิดให้เอกชน องค์กรปกครองท้องถิ่น และองค์กรประชาชนแบบอื่น ๆ จัดการศึกษาได้เป็นสัดส่วนสูงขึ้น จะส่งเสริมให้มีการแข่งขันของสถานศึกษา และทำให้การปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนเป็นไปได้เร็วขึเน

วิธีการคือ ลดอำนาจและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการโดยเฉพาะที่ส่วนกลางลง กระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และสถาบันการศึกษาโดยตรงเพิ่มขึ้น ให้เสรีภาพองค์กรอื่นๆในการจัดตั้งสถาบันการศึกษา และใช้วิธีจัดตั้งสมาคมผู้บริหาร สมาคม ครูอาจารย์ สมาคมวิชาชีพด้านต่างๆ มาดูแลกันเอง และให้สถานศึกษากำหนดหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาตกระทรวงศึกษาฯ โดยให้สมศ.ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนเป็นผู้ประเมินและรับรองมาตรฐานของสถาบันการศึกษาและให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ

การที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ ควรเปลี่ยนจากการที่รัฐเคยจัดสรรงบประมาณไปให้ที่สถาบันการศึกษาของรัฐโดยตรงทั้งหมด มาเป็นจัดสรรบางส่วนอุดหนุนผู้เรียนโดยตรง โดยจ่ายเป็นคูปองการศึกษา ให้ผู้เรียนเลือกไปจ่ายให้สถานศึกษาแทน และควรมีคณะกรรมการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการศึกษา ที่จะดูแลภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้มีการวางแผนที่กระจายการลงทุนทางการศึกษาแก่ท้องถิ่นต่างๆอย่างทั่วถึง เป็นธรรม โดยควรชะลอการขยายตัวของสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในกรุงเทพและเมืองใหญ่ เพิ่มงบประมาณให้สถาบันการศึกษาขนาดกลางและขนาดเล็ก ในจังหวัดและอำเภอรอบนอก ส่งเสริมให้ครูอาจารย์มีแรงจูงใจในการไปทำงานในโรงเรียนรอบนอกเพิ่มขึ้น เพื่อยกระดับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่ นอกจากนี้แล้วต้องปฏิรูประบบงบประมาณให้รัฐสามารถจ่ายเงินอุดหนุนให้สถานศึกษาแบบอื่นๆได้อย่างยืดหยุ่นคล่องตัวด้วย

2. การหาคนนอกที่เข้าใจปัญหาการศึกษาอย่างถึงรากเหง้าเป็นระบบองค์รวมและมีภาวะผู้นำมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและผ่าตัดการปฏิรูปการบริหารของกระทรวง จัดลำดับความสำคัญให้การปฏิรูปครูอาจารย์ ผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษาอย่างจริงจังมีความสำคัญเป็นอันดับสูงสุด เพราะกระบวนการจัดการศึกษา การวัดผล และส่งต่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนต่อหรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับคุณภาพและประสิทธิภาพการทำงานของครูอาจารย์เป็นด้านหลัก

การจะปฏิรูปครูอาจารย์อย่างขนานใหญ่ อาจแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มครูเก่งครูดีอยู่แล้ว ควรเพิ่มแรงจูงใจเช่น ปรับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ ให้ทุนทำวิจัยและทำกิจกรรมเพื่อขยายบทบาทไปช่วยครูคนอื่นๆ และช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น 2. กลุ่มครูปานกลาง ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด ต้องมีโครงการฝึกอบรมให้การศึกษาใหม่อย่างจริงจัง โดยเน้นให้ครูใช้เวลาตอนเย็นและช่วงปิดเทอมเรียนรู้พัฒนาตนเอง ผ่านการศึกษาทางไกล และการจัดอบรมสัมนา เพื่อให้ครูเรียนรู้ที่จะเป็นครูแบบใหม่ ที่รักการอ่าน คิด วิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น และถ่ายทอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแรงจูงใจให้ทุนเรียน ให้งบสนับสนุนการซื้อหนังสือและการใช้อินเทอร์เน็ต ฯลฯ และควรปรับเงินเดือนวิทยฐานะหลังจากที่ครูผ่านการประเมินว่าได้มีการเรียนรู้และพัฒนาเพิ่มเติมได้ 3. กลุ่มครูหัวเก่าและครูแบบไม้ตายซาก ที่สอนแบบเก่าไปวันๆ ไม่สนใจอ่านหรือติดตามความรู้ใหม่ ไม่มีจิตใจเป็นครูที่ดี เปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ยาก ถึงจะให้โอกาสการจัดฝึกอบรมใหม่ ประเมินใหม่แล้ว ก็ยังไม่ได้ผล ควรถูกโยกย้ายไปทำงานธุรการและให้เกษียณก่อนกำหนด 4 กลุ่มครูรุ่นใหม่ ควรมีการคัดเลือก ให้ทุนคนมาเรียนครูแบบหาคนที่มีความคิดอุดมการณ์อยากเป็นครูและเป็นคนเรียนเก่งด้วย โดยมีแรงจูงใจหาตำแหน่งงานให้ และปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ท้าทาย มีคุณภาพประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ปรับเงินเดือนครูอาจารย์ให้สูงขึ้น เราจึงจะสามารถสร้างคนที่จะเป็นแกนนำไปปฏิรูปการเรียนการสอนแบบใหม่ได้

ประเด็นที่ควรให้ลำดับสำคัญไม่น้อยกว่าการปฏิรูปครูอาจารย์คือ การปฏิรูปที่เริ่มจากตัวผู้เรียน โดยเฉพาะวัยที่สำคัญที่สุดคือวัยอนุบาลหรือก่อนชั้นประถม เนื่องจากเป็นวัยที่สมองมีโอกาสพัฒนาได้มากที่สุด เร็วที่สุด ถ้าเราลงทุนปฏิรูปการศึกษาวัยอนุบาลทั่วประเทศให้มีคุณภาพ จัดการศึกษาแบบกระตุ้นส่งเสริมมีพัฒนาการรอบด้าน การเรียนรู้โดยสื่อหลายทางและโดยการลงมือปฏิบัติของผู้เรียน ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ของสมองอย่างจริงจัง จะเป็นการวางรากฐานที่เข้มแข็ง ช่วยให้นักเรียนของเราฉลาดขึ้น รักการเรียนรู้และพร้อมที่จะเรียนรู้ในระดับต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้น

สำหรับผู้เรียนวัยอื่นๆสิ่งที่ควรทำคือ กระตุ้นให้ผู้เรียนรักการอ่าน การเรียนรู้ด้วยตนเอง มีทักษะและกระบวนการคิดเช่น คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ คิดเชื่อมโยง ค้นคว้า ฝึกทำรายงาน โครงการต่างๆด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่มย่อยเพิ่มขึ้น ทั้งการศึกษาในหลักสูตรและกิจกรรมนอกหลักสูตร ทั้งในชั้นเรียน สถาบันการศึกษา และในชุมชน ในสังคมภายนอก ผ่านสื่อและการจัดกิจกรรมต่างๆ การทำให้เด็กเยาวชนเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเอง เป็นคนที่อยากอ่าน อยากค้นคว้า อยากรู้อยากเห็น กล้าซักถามพ่อแม่ครูอาจารย์ จะเป็นแรงผลักดันให้พ่อแม่และครูอาจารย์ ต้องสนใจการอ่าน การเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อจะได้ตอบคำถามนักเรียนนักศึกษาได้เพิ่มขึ้น

การที่ปัจจุบันนักเรียนนักศึกษาได้แต่นั่งฟัง และจดตามที่ครูอาจารย์สอนอย่างเงียบๆทำให้ ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ใช้แต่หนังสือเล่มเดิม สอนแบบเดิม ไม่ได้ไปอ่านเรียนรู้ค้นคว้าเพิ่มเติม แต่ถ้านักเรียนนักศึกษากล้าคิดกล้าถามมากขึ้น จะเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้จากล่างขึ้นบนที่สำคัญ คือจะเป็นแรงผลักดันให้ครูอาจารย์และต่อไปคือระดับผู้บริหารต้องปฏิรูปการเรียนรู้ของตนเองด้วย บทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองในการตรวจสอบดูแลให้ครูและสถาบันการศึกษา ต้องปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอน เพื่อจัดการศึกษาที่มีคุณภาพให้ลูกหลานของตน ก็เป็นบทบาทที่สำคัญที่ควรส่งเสริมเช่นเดียวกัน

3. การปฏิรูปครูอาจารย์ควรทำตามอย่างประสบการณ์ในประเทศอื่นที่พบว่า การรักษาครูดีครูเก่ง(รวมทั้งผู้บริหาร)ให้อยู่ต่อ (คือไม่ลาออกไปทำงานอื่น) และการสร้างและให้แรงจูงใจแก่ครูรุ่นใหม่ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลดีกว่า การที่จะพยายามพัฒนาครูอาจารย์เดิมที่คุณภาพค่อนข้างต่ำ ทั้งระบบอย่างไม่จำแนก โดยเฉพาะครูอาจารย์ที่มีทำตัวเป็นไม้แก่ดัดยาก ไม่ค่อยสนใจการเรียนรู้ ไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ ถึงจะมีการจัดฝึกอบรม ถึงจะมีการให้แรงจูงใจ เช่น ให้เงินประจำตำแหน่งวิทยฐานะเพิ่มขึ้น ก็อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงให้พวกเขาปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีสอนให้มีมีคุณภาพดีขึ้นได้มากนัก

การปฏิรูปครูอาจารย์ให้มีคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญมาก ต้องมีการประเมินครูอาจารย์อย่างเข้มงวด เอาจริงเอาจัง โดยระบบการประเมินต้องมีคุณภาพและยุติธรรม ผู้ที่ถูกประเมินไม่ผ่านในด้านการเป็นครูที่ดีและการเป็นครูที่สอนแบบใหม่เป็น ควรโยกย้ายให้ไปทำงานด้านธุรการและงานสนับสนุนการศึกษาซึ่งยังขาดแคลนอยู่ ครูอาจารย์คนไหนที่ได้รับการประเมินที่ต่ำมาก ควรให้เกษียณตั้งแต่อายุ 55 ปีได้โดยจ่ายเป็นบำเหน็จบำนาญให้ และหาครูแบบใหม่มาแทนซึ่งรวมถึงจูงใจให้คนที่มีความรู้มีประสบการณ์อยู่แล้วที่อยู่นอกออาชีพครูเข้ามาเป็นครูแบบใหม่ด้วย

ทั้งนี้จะต้องจัดให้มีโครงการคัดคนเรียนเก่งและอุปนิสัยที่ดีมาเรียนครูโดยให้ทุนและรับประกันการมีงานทำ เร่งปฏิรูปการฝึกหัดครูอาจารย์แบบใหม่ให้มีคุณภาพที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างแท้จริง รวมทั้งการรับผู้จบปริญญาตรี โท เอก สาขาต่างๆและผู้ทำงานในภาคอื่นๆที่มีความรู้ทางวิชาการค่อนข้างดี มาฝึกอบรมด้านจิตวิทยาการเรียนการสอนและการศึกษาเพื่อมาต่อยอดเป็นครูอาจารย์แบบใหม่ โดยปรับระบบเงินเดือนค่าตอบแทนให้สูงขึ้นและมีการคำนวณบวกประสบการณ์การทำงานให้แบบเดียวกับภาคธุรกิจเอกชน ถ้าทำหลายอย่างที่กล่าวมานี้ได้โดยการลงทุนด้านงบประมาณมากพอสมควร จะสามารถสร้างครูอาจารย์ที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้นในจำนวนที่พอเพียง โครงการที่ผ่านมา เช่น การสร้างครูอาจารย์สาขาขาดแคลนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ใช้เวลา 5 –6 ปี ผลิตครูได้ไม่กี่ร้อยคน แถมยังมีปัญหาขาดการวางแผนอย่างครบวงจร เช่น ผลิตครูสาขาขาดแคลนจบมาแล้วแต่ไม่มีอัตราจ้างครูอย่างเพียงพออีก

4. การปฏิรูประบบการจัดสรรและค่าใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น ต้องใช้นักเศรษฐศาสตร์การศึกษาเข้าไปช่วยวางแผนและติดตามการดำเนินงานในกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งต้องฝึกอบรมให้ผู้บริหารทุกระดับรวมทั้งระดับสถานศึกษา มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาและการบริหารจัดการ และมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม เอาใจใส่ดูแลการใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและชุมชนอย่างแท้จริง มีระบบการตรวจสอบประเมินผล รวมทั้งคำแนะนำการใช้จ่ายงบประมาณให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

รัฐสามารถเพิ่มงบประมาณการศึกษาได้หลายทาง เช่น การปฏิรูประบบภาษีอากรแบบเก็บจากทรัพย์สินของคนรวย ธุรกิจขนาดใหญ่ การบริโภคฟุ่มเฟือยต่างๆเพิ่มขึ้น การปฏิรูปการหารายได้จากทรัพย์สมบัติของชาติ เช่น คลื่นความถี่ วิทยุ โทรทัศน์ เพิ่มขึ้น การออกกฎหมายกำหนดให้วัดซึ่งหลายแห่งในกรุงเทพและเมืองใหญ่มีทรัพย์สินมากต้องใช้งบประมาณส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาและจัดการศึกษาในสถานศึกษาซึ่งเป็นโรงเรียนวัดเดิมหรือเป็นสถานศึกษาในชุมชน การให้รัฐและเทศบาลออกพันธบัตรเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้โดยตรงเหมือนในประเทศอื่น เพราะการศึกษาเป็นการลงทุนที่ให้ผลคุ้มค่าในระยะยาว และทั้งรัฐบาลและเทศบาลก็มีเครดิตดีพอที่จะกู้เงินจากภาคเอกชนในรูปพันธบัตรมาใช้เพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ เมื่อประชาชนมีการศึกษาดีขึ้น จะช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจดีขึ้น รัฐบาลและเทศบาลก็จะเก็บภาษีและหารายได้เพิ่มขึ้น พอที่จะนำมาใช้หนี้พันธบัตรได้ ปัจจุบันรัฐบาลได้แต่ออกพันธบัตรไปช่วยธนาคารสถาบันการเงินที่บริหารงานผิดพลาดจนขาดทุน ซึ่งเป็นการช่วยคนรวยส่วนน้อย มากกว่าการช่วยประชาชนส่วนใหญ่

5. การเปลี่ยนระบบการจัดสรรงบประมาณ การจัดการศึกษาและการประเมินผล/สอบคัดเลือกใหม่ จากการที่รัฐจัดสรรงบประมาณอุดหนุนสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยรัฐทั้งหมดเป็นเงินค่อนข้างมาก เป็นการให้คูปองการศึกษาแก่ผู้เรียนที่จะใช้ไปเลือกเรียนที่ไหนก็ได้ จัดสรรงบประมาณและกำลังคนให้สถานศึกษาในจังหวัดและอำเภอรอบนอกเพิ่มขึ้น ปฏิรูปการศึกษาอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น มีทุนการศึกษาและเงินกู้ยืมสำหรับผู้เรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น กำหนดคุณวุฒิวิชาชีพและอัตราเงินเดือนผู้จบอาชีวศึกษาให้สูงขึ้นและส่งเสริมให้มีการจ้างงาน เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเลือกเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น ไม่ต้องมุ่งแข่งขันแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนใครอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยภายหลังให้ทำได้ง่ายขึ้น เช่น คนทำงานแล้วมาสมัครเรียนตอนเย็น เสาร์อาทิตย์ เรียนทางไกล เรียนผ่านระบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตและการใช้สื่ออื่นๆ ได้อย่างสะดวกและมีคุณภาพ ถ้าทำเช่นนี้ได้นักเรียนชั้นมัธยมปลายก็จะได้ไม่ต้องเน้นการทำเกรดเพื่อแย่งกันเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากเกินไปและเพื่อจะได้เปลี่ยนแปลงการสร้างค่านิยมแข่งขันเห็นแก่ตัวด้วย

การประเมินผล/การสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับสูงขึ้น ควรประเมินผลในด้านการพัฒนาตนเอง ทั้งด้านปัญญา อารมณ์ คุณธรรมจริยธรรมหรือจิตสำนึกเพื่อสังคมอย่างรอบด้านด้วย ไม่ใช่พิจารณาจากการสอบแบบเน้นการท่องจำข้อมูลด้านเดียว การรับคนเข้าเรียนต่อระดับสูงต้องพิจารณาจากความถนัดความเหมาะสมของผู้เรียนด้วย เช่น การรับนักศึกษาแพทย์ในบางประเทศ กำหนดให้ผู้สมัครต้องไปเป็นอาสาสมัครทำงานเป็นผู้ช่วยให้บริการในโรงพยาบาลระยะหนึ่งก่อนจึงจะมาสมัครได้ เพื่อที่จะดูคะแนนความประพฤติ นิสัย ความอดทนและมีเมตตาธรรมระหว่างปฏิบัติงาน ประกอบกับคะแนนในชั้นมัธยมปลาย ไม่ใช่ดูแค่คะแนนอย่างเดียว การรับนักศึกษาสาขาอื่นๆก็ต้องพิจารณาจากการทำกิจกรรมเพื่อดูความประพฤติและอุปนิสัย ใจคอ ด้วย

การเปลี่ยนวิธีการวัดผล/การสอบคัดเลือกเป็นเรื่องสำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีการสอนการเรียน เปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรมของนักเรียนซึ่งจะนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ที่แท้จริงได้ เพราะจะทำให้นักเรียนตระหนักว่า การศึกษาหมายถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองในทุกด้าน คือทั้งปัญญา อารมณ์ จิตสำนึกเพื่อสังคม ไม่ใช่แค่สอบเพื่อเอาคะแนนและวุฒิบัตร/ปริญญาบัตรเท่านั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงจะทำให้เกิดการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มุ่งให้คน ทั้ง เก่ง ดี มีความสุขได้

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 5)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 4)


บทที่ 4

ปัญหาอุปสรรคของการบริหารและการจัดการศึกษา

บทนี้กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคของการจัดการศึกษา โดยอาศัยการสรุปและสังเคราะห์จากรายงานการประเมินผลใน 5 ด้าน คือด้านการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปการศึกษา ด้านการปฏิรูปการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งโดยภาพรวมและเขตพื้นที่การศึกษา ด้านการปฏิรูปการเรียนรู้และการประเมินคุณลักษณะของผู้เรียน รายงานประเมินผลเหล่านี้ จัดทำโดยทีมนักวิชาการชุดต่างๆภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้เขียนได้เลือกประเด็นข้อสรุปด้านปัญหาและอุปสรรคซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องตระหนักและพยายามปฏิรูปการศึกษาให้ดีขึ้น มาใช้เป็นแนวทางในการนำเสนอและขยายความสำหรับบทที่ 4 ดังต่อไปนี้คือ

4.1 การประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายปฏิรูปการศึกษา

สำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา สำนักเลขาธิการการศึกษาได้ทำรายงานผลการประเมินการบังคับใช้กฎหมายการศึกษาในรอบปี 254829 โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ และการจัดประชุมสัมมนา ได้ประเด็นสำคัญที่ผู้เขียนเห็นว่ายังใช้อธิบายสภาวะการจัดการศึกษาในช่วงปี 2549 – 2550 ได้อยู่ เนื่องจากระบบการศึกษาไทยขึ้นอยู่กับระบบราชการที่ใหญ่โตเทอะทะการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนั้นได้ช้ามาก

1.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

การจัดการศึกษาที่กฎหมายระบุว่ารัฐต้องจัดให้เปล่าอย่างมีคุณภาพ 12 ปีอย่างทั่วถึง กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 78.9 เห็นว่ายังดำเนินการไม่ทั่วถึง ผลการดำเนินงานมีคุณภาพร้อยละ 70.5 และในเรื่องอัตรากำลังครูอาจารย์ที่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลาง ตลอดจนคุณวุฒิครู พบว่าร้อยละ 92.62 เห็นว่าอัตรากำลังครูที่ได้รับการจัดสรรจากส่วนกลางนั้นยังไม่สอดคล้องกับปริมาณงาน จำนวนนักเรียนและชั้นเรียนที่ต้องรับผิดชอบ

ด้านการจัดบริการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายพบว่า ร้อยละ 36.8 ของกลุ่มตัวอย่างไม่พบการเก็บค่าใช้จ่าย และร้อยละ 63.2 พบว่ามีการเก็บค่าใช้จ่าย โดยเก็บเป็นค่าเรียนคอมพิวเตอร์ ภาษาอังกฤษ ค่าไฟฟ้าสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ และห้องปฏิบัติการภาษาอังกฤษ ค่าจ้างครูสอนพิเศษในวิชานอกเหนือจากหลักสูตรอื่นๆ ค่ากิจกรรมการเรียนการสอนพิเศษ ค่าอุปกรณ์กีฬา และค่าบำรุง

2.สิทธิและโอกาสในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานของผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่มีความสามารถพิเศษ

นโยบายการจัดการศึกษาให้แก่ผู้พิการได้ทั่วถึง พบว่าการดำเนินงานสามารถจัดได้อย่างทั่วถึงร้อยละ 65.8 ยังไม่ทั่วถึง 34.2 โรงเรียนส่วนใหญ่จัดการศึกษาให้ผู้พิการเฉพาะในระบบโรงเรียน ส่วนการจัดการศึกษาเพื่อให้เอื้อกับผู้เรียนที่ด้อยโอกาสเป็นพิเศษ ยังมีการดำเนินการน้อยมาก

3.การศึกษาภาคบังคับ

การแจ้งให้ผู้ปกครองให้ได้ทราบล่วงหน้าก่อนเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี พบว่ามีการดำเนินการแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ปกครองของเด็กทราบก่อนเข้าเรียนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี ร้อยละ 75.4 และไม่ได้แจ้ง 24.6 สาเหตุเนื่องจากการกำหนดเขตพื้นที่ความรับผิดชอบระหว่างสำนักงานพื้นที่การศึกษากับองค์กรปกครองท้องถิ่นเฉพาะโรงเรียนใหญ่ๆ ในพื้นที่เขตเมืองยังไม่ชัดเจน และเห็นว่าการแจ้งและไม่แจ้งมีผลไม่ต่างกัน การแจ้งเป็นภาระของเขตพื้นที่การศึกษา

4.การเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

กลุ่มตัวอย่างที่ตอบว่าสถานศึกษามีการจัดการการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุดมีร้อยละ 61.3 และร้อยละ 40.17 มีความเห็นว่าสถานศึกษาบางแห่งเท่านั้น ที่ยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด

โดยสรุปผลการดำเนินงานในหมวดซึ่งกำหนดให้มีการเรียนการสอนต้องยึดผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ทั้งทางด้านการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การส่งเสริม สนับสนุนสื่อเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้เต็มศักยภาพ ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนและกำกับในเขตพื้นที่การศึกษา ยังดำเนินการอยู่ในระดับร้อยละ 50-60 เท่านั้น

5.บทบาทอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพื้นที่การศึกษา

มีผู้เห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้เหมาะสมดีแล้ว ร้อยละ 70.5 และยังไม่เหมาะสมร้อยละ 29.5 อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่เห็นว่าควรสรรหาให้ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและกลุ่มวิชาชีพอย่างแท้จริง และการเลือกประธานกรรมการ ควรให้กรรมการเลือกกันเอง

คณะกรรมการพื้นที่การศึกษาที่ได้มักไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองโดยเฉพาะบทบาทในการพัฒนาการศึกษา และมักสรรหาได้จากกลุ่มข้าราชการด้วยกันเอง ผู้แทนกลุ่มต่างๆ มักมีลักษณะกระจุกไม่กระจาย ควรให้มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนได้ชัดเจน ขั้นตอนและวิธีการสรรหาควรโปร่งใส บริสุทธิ์ยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก

6.บทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษา

ร้อยละ 66.3 เห็นว่าหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการสถานศึกษาเหมาะสมดีแล้ว อย่างไรก็ตามการสรรหากรรมการสถานศึกษามักจะได้กรรมการที่ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการศึกษา และไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา หลายโรงเรียนสรรหาคณะกรรมการโดยการเชิญบุคคลมาสมัครเนื่องจากผู้แทนตามกฎหมายนั้นหายาก กรรมการบางโรงเรียนมีภารกิจส่วนตัวมากไม่มีเวลาให้กับการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียน การกำหนดคุณสมบัติกรรมการแบบเฉพาะเจาะจงเกินไปทำให้สรรหาได้ยาก

เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาโดยให้โรงเรียนมีส่วนร่วม และควรให้มีการฝึกอบรมกรรมการสถานศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ ให้เห็นความสำคัญและสามารถสละเวลามาปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ ควรจัดทำคู่มือแนวทางการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และครู/อาจารย์ในสถานศึกษา นอกจากนี้ กรรมการสถานศึกษา ควรได้รับการสนับสนุนค่าตอบแทนตามสมควร

7.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว

การดำเนินงานในเรื่องดังกล่าวอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ

8.การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถานประกอบการ

การดำเนินงานในเรื่องสิทธิการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถานประกอบการ เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการได้ระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ กล่าวคือ มีความพร้อมในด้านการอำนวยความสะดวกในระดับ 66.9 มีการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาโดยสถานประกอบการอยู่ในระดับร้อยละ 60.4

ในขณะที่พนักงาน/ลูกจ้าง ของสถานประกอบการมีความต้องการให้สถานประกอบการการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ในระดับร้อยละ47.60 และเห็นว่าสถานประกอบการมีความพร้อมในการจัดการศึกษาอยู่ในระดับร้อยละ 23.80 เท่านั้น

4.2การประเมินด้านการบริหารการจัดการศึกษา30

ปัญหาที่ยังคงอยู่คือ

1) ยังไม่มีการตระหนักถึงความสำคัญการเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กเล็กอย่างมีคุณภาพ ทั้งที่การศึกษาวัยนี้สำคัญที่สุด เพราะสมองของเด็กเล็กพัฒนามากที่สุด และเป็นการวางรากฐานที่จะช่วยให้เด็กในช่วงอายุต่อๆไปเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น การจัดการศึกษาระดับก่อนประถมศึกษาในช่วงปี 2549-2550 แม้จะสามารถจัดได้เป็นสัดส่วนต่อประชากรในวัยเดียวกันสูงขึ้นกว่าปี 2547 – 2548 แต่ก็มีปัญหาเรื่องครู/พี่เลี้ยงที่สอนระดับปฐมวัยส่วนใหญ่มักใช้ครูอัตราจ้างที่มีคุณวุฒิต่ำ ไม่ได้จบการศึกษาและหรือได้รับการฝึกอบรมเรื่องการจัดการเรียนการสอนระดับปฐมวัยมา รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษามักไม่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาก่อนประถมศึกษาเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้ว่าหลายแห่ง จัดครูที่มีคุณภาพต่ำสุดเท่าที่มีอยู่ เช่น สุขภาพไม่ดี สูงอายุ เบี่ยงเบนทางเพศ ครูอัตราจ้าง มาสอนเด็กอนุบาล เพราะครูประจำการไม่ชอบสอน เนื่องจากงานดูแลเด็กเล็กเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและความเอาใจใส่มาก และเพราะผู้บริหารครูส่วนหนึ่งคิดเอาง่ายๆว่าเด็กเล็กยังโง่อยู่ ให้ใครมาสอนก็ได้ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด และการใช้ครูที่มีความรู้และวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ จะมีผลกระทบต่อการวางรากฐานไปตลอดชีวิต

2) เด็กในวัยเรียนอายุ 6-14 ปี ยังไม่สามารถเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับได้ครบทุกคน ซึ่งสาเหตุแรกเนื่องจากผู้ปกครองบางคนละเลยไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียน และไม่มีการติดตามว่าเป็นเรื่องที่ทำผิดกฎหมายที่ว่าพ่อแม่ต้องส่งเด็กทุกคนให้เรียนการศึกษาภาคบังคับในฐานะพลเมืองของรัฐ สาเหตุต่อมาคือเกิดจากการออกกลางคันของเด็ก เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การย้ายตามครอบครัวไปประกอบอาชีพอื่นๆแล้วไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนได้ ระบบการส่งต่อเด็กระหว่างโรงเรียนยังไม่มีประสิทธิภาพ หรือมีระเบียบการรับนักเรียนที่ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีสาเหตุเนื่องจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนยังไม่ตอบสนองความต้องการของเด็กด้อยโอกาสและยากจน มีปัญหาเด็กเร่ร่อนที่ไม่ได้เข้าเรียน ฯลฯ

นอกจากกลุ่มเด็กวัยที่ควรได้เรียนภาคบังคับจะไม่ได้เรียนจำนวนมากพอสมควรแล้ว เด็กอายุ 15-17 ปี ที่ไม่ได้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือออกกลางคันก็ยังมีสัดส่วนสูงด้วยเช่นกัน

3) ผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายยังนิยมเรียนประเภทสามัญศึกษามากกว่าสายอาชีวศึกษาส่งผลให้สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาเพิ่มได้ไม่มาก ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานระดับกลางเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

4) ปัญหาสถานศึกษาอาชีวะส่วนใหญ่อยู่ในเมือง ไม่กระจายตัวไปในชนบท ทำให้เด็กในชนบทไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากการเดินทางเข้ามาเรียนในตัวเมืองทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง รวมทั้งสถานศึกษาอาชีวะเองก็ยังมีปัญหาภาพพจน์ว่า เด็กเกเร ชอบตีกัน ไม่ค่อยมีคุณภาพทำให้ผู้ปกครองที่มีค่านิยมอยากให้ลูกทำงานนั่งโต๊ะมากกว่างานช่างหรืองานแรงงานอยู่แล้วไม่นิยมส่งลูกเข้าเรียนในอาชีวศึกษา ทั้งหมดนี้ทำจำนวนและสัดส่วนของผู้เรียนอาชีวะเพิ่มได้น้อย

5) การส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทั้งเด็กมีปัญหา เด็กปัญญาเลิศ ยังดำเนินการได้ไม่มากเท่าที่ควร ถึงแม้ว่ารัฐจะเขียนไว้ในนโยบายว่าให้ความสำคัญมากขึ้นก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีองค์ความรู้และงบประมาณพอเพียง ไม่มีการสำรวจจำนวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างแท้จริง ขาดองค์ความรู้ในการจัดการ ขาดเครื่องมือในการคัดกรอง ขาดบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับหลักสูตรการสอน และการประสานเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน

6) การจัดทำกฎหมายเพื่อให้บุคคลและสถาบันทางสังคมต่างๆมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ ยังดำเนินการล่าช้า ไม่มีการรณรงค์เรื่องความสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาให้คนภายนอกสนใจ ทำให้การมีส่วนร่วมของบุคคลและสถาบันเหล่านี้ยังมีน้อย ทั้งเมื่อมีบุคคลภายนอกมาขออนุญาตจัดตั้งศูนย์การเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับหลักการการจัดการศึกษาและการจัดทำแผนการจัดการศึกษาโดยบุคคลภายนอก ทำให้การดำเนินการล่าช้า

7) การขยายการรับนักเรียนนักศึกษาระดับและสาขาต่างๆเป็นไปตามความประสงค์และความพร้อมของสถานศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนประถมศึกษาอยากขยายโอกาสในการรับนักเรียนชั้นประถมปลายเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมต้น สถาบันอาชีวะอยากขยายเป็นปวส.และปริญญาตรีสถาบันอุดมศึกษามีครูอาจารย์ด้านไหนมากหรือคิดว่าสาขาไหนมีคนนิยมเรียนมาก ก็จะขยายสาขานั้นๆ ไม่ได้มีการประชุมวางแผนร่วมกันเพื่อที่สถาบันแต่ละแห่งจะผลิตด้านที่ตนชำนาญให้มีคุณภาพมากกว่าจะเน้นปริมาณ สถาบันการศึกษาของรัฐไม่ควรขยายตัวทางปริมาณมากไป น่าจะเปิดทางให้สถาบันเอกชนบ้าง รวมทั้งควรมีการพิจารณาในระดับประเทศว่าควรขยายการรับนักเรียนนักศึกษาด้านที่ยังขาดแคลนด้านไหนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ

8) ยังขาดความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา สถานศึกษา ทั้งของรัฐและเอกชน ในทุกระดับการศึกษา

9) ยังขาดการปรับระบบการบริหารจัดการอาชีวะศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ

10) การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขาดการจัดระบบและจัดหมวดหมู่แหล่งเรียนรู้ และหน่วยงานที่ดำเนินการมีลักษณะต่างหน่วยงานต่างทำ ห้องสมุดในสถานศึกษาในระบบและสถาบันต่างๆยังไม่เปิดกว้างให้ประชาชนทั่วไปเข้ารับการบริการอย่างกว้างขวาง

11) สถานศึกษาในระบบยังไม่ได้รับการสนับสนุนและแรงจูงใจที่เพียงพอจากรัฐในการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ผู้บริหารและครูคิดอยู่ในกรอบการทำงานตามภาระหน้าที่ขั้นต่ำในระบบ มากกว่าจะคิดถึงเป้าหมายในวงกว้างว่าสถานศึกษาที่ดีอยู่แล้วอาจช่วยให้บริการประชาชนมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้นได้ เหตุผลหนึ่งคือภาระงานการศึกษาในระบบก็มีมากอยู่แล้ว แต่เหตุผลใหญ่คือผู้บริหารและครูคิดในกรอบข้าราชการมากกว่าคิดในแง่นักพัฒนา/นักปฏิรูปการศึกษาเพื่อคนทั้งหมด

12) การกำหนดกฎเกณฑ์ การดำเนินงานเทียบผลการศึกษาให้ผู้เรียนที่มีประสบการณ์เรียนนอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือย้ายมาจากที่อื่น เป็นไปค่อนข้างล่าช้า เพราะเป็นเรื่องใหม่และนักบริหารครูอาจารย์คิดอยู่ในกรอบเก่ามากเกินไป สถาบันบางแห่งรวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาไม่ประสงค์จะรับเทียบโอนให้ผู้เรียนที่มีประสบการณ์หรือย้ายมาจากที่อื่น เพราะต้องการให้ตั้งต้นลงทะเบียนเรียนใหม่ที่สถาบันของตนเอง ทำให้การจัดการศึกษาไม่คล่องตัวยืดหยุ่นในการส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

4.3 ปัญหาด้านการบริหารจัดการของเขตพื้นที่การศึกษา

แนวคิดในการปฏิรูปการศึกษาด้านบริหารจัดการแนวคิดหนึ่งที่ได้นำไปใช้แล้วคือ เปลี่ยนจากการบริหารแบบกระจายงานไปสู่สำนักงานประจำจังหวัดและอำเภอ (โดยแยกเป็นหน่วยที่ดูแลประถมและหน่วยที่ดูแลมัธยม) เป็นเขตการศึกษา 175 เขตที่ดูแลทั้งประถมมัธยมและการศึกษาอื่นๆแทน การเปลี่ยนแปลงแนวทางการบริหารดังกล่าว มีผลดีผลเสียอย่างไร น่าจะพิจารณาได้จาก การติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ที่มี 175 แห่งทั่วประเทศเมื่อสิ้นสุดปีงบประมาณ 2548 ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ทำไว้ ดังต่อไปนี้ 31

สำนักงาน สพท. ที่มีความพร้อมในการบริหารจัดการและช่วยเหลือให้บริการสถานศึกษาได้ในระดับที่พึงพอใจมี 81 เขต มีความพร้อมพอสมควร 64 เขต ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน 28 เขต และต้องมีการเปลี่ยนแปลง 2 เขต

ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารแบบเขตพื้นที่การศึกษาที่สำคัญคือ

    1. จำนวนบุคลากรในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) มีความแตกต่างกันมาก ทั้งที่ภารกิจเหมือนกัน บุคลากรจะนิยมไปอยู่ที่ สพท.เขต 1 ในตัวจังหวัด ทำให้เขต 1 มักมีบุคลากรเกินกรอบอัตราที่กำหนด ส่วนเขตอื่นๆจะมีจำนวนบุคลากรน้อย ไม่เพียงพอในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนศึกษานิเทศก์ที่สามารถนิเทศโรงเรียนมัธยมศึกษาได้ ทำให้สพท.เขตอื่นๆ นอกจากเขต 1 ดำเนินงานตามภารกิจได้ไม่สมบูรณ์
    2. ข้าราชการ กพ. ใน สพท. ขาดโอกาสในทุกเรื่อง และไม่ได้รับการพัฒนา ทำให้ขาดขวัญและกำลังใจในการทำงาน
    3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) 175 แห่ง มีบริบทที่ต่างกัน บางเขตมีโรงเรียนที่ต้องดูแลมาก ทำให้ดูแลได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลจากสำนักงานเขต ทำให้การประสานงานและการติดต่อสื่อสารล่าช้า ผู้บริหารและครูต้องเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายมาก (ปัญหานี้ได้มีผู้เสนอให้เพิ่มเขตพื้นที่การศึกษาเป็น 295 เขต)
    4. การแบ่งบทบาทอำนาจหน้าที่ระหว่างสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งหน่วยงานส่วนกลางยังขาดความชัดเจน โดยยังคงมีการบังคับบัญชาจากส่วนกลาง มีการสั่งการมาก ซึ่งขัดกับหลักการกระจายอำนาจ และหนังสือสั่งการส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือด่วนที่สุดจากส่วนกลางให้สพท.ส่งต่อ ไปให้โรงเรียน โดยที่ทั้งสพท.และโรงเรียนไม่มีโอกาสบริหารจัดการเอง
    5. การยุบเลิกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับจังหวัดและอำเภอและจัดตั้งเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้การเชื่อมโยงประสานงานกับหน่วยงานอื่นในระดับจังหวัดและอำเภอในการนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติค่อนข้างมีปัญหา
    6. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ใช่เขต 1 ที่อยู่นอกตัวจังหวัดมักไม่มีความพร้อมทั้งในเรื่องอาคารสถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และบุคลากร โดย เฉพาะในจังหวัดที่มี 3 เขตขึ้นไป ทำให้สำนักงานเขตนอกตัวจังหวัดปฏิบัติงานได้ไม่เต็มที่ และไม่สามารถให้บริการแก่สถานศึกษาและครูในพื้นที่อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
    7. วัฒนธรรมองค์กรเดิมซึ่งบุคลากรส่วนหนึ่งที่เคยอยู่กับกรมสามัญศึกษาและส่วนหนึ่งเคยอยู่สำนักงานประถมศึกษายังผูกติดกับผู้บริหาร สพท. ทำให้วัฒนธรรมองค์กรของแต่ละ สพท. ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน (เนื่องจากบุคลากรจากสำนักประถมมีมากกว่า จึงมักได้ตำแหน่งบริหารและทำให้บุลากรจากกรมสามัญศึกษาอึดอัดและเรียกร้องให้มีการเพิ่มเขตเพื่อดูและมัธยมศึกษาโดยตรง)
    8. กรรมการเขตพื้นที่การศึกษาไม่มีบทบาท เนื่องจากมีการประชุมน้อยมาก ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ซึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการเป็นผู้กำหนดการประชุม บางแห่งประธานกรรมการเขตพื้นที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา จึงเกิดปัญหาในทางปฏิบัติงาน คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทเป็นเสมือนที่ปรึกษาเท่านั้น การตัดสินใจอยู่ที่ผู้บริหาร คณะกรรมการบางท่านยังไม่เข้าในบทบาทของตนเอง ขาดความพร้อมและศักยภาพ
    9. กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ออกมาล่าช้า ระเบียบการปฏิบัติต่างๆ ก็ไม่ชัดเจน ทำให้เขตพื้นที่การศึกษาดำเนินงานตามภารกิจได้ไม่สมบูรณ์ เช่น เรื่องการสนับสนุนส่งเสริมสถานศึกษารูปแบบต่างๆ
    10. ผู้บริหารสถานศึกษามีความเห็นว่าการกระจายอำนาจให้สถานศึกษานั้นไม่ได้กระจายอำนาจอย่างแท้จริง สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการเรื่องวิชาการและบริหารทั่วไปเท่านั้น ส่วนเรื่องงบประมาณและการบริหารงานบุคลากรสถานศึกษาไม่มีอำนาจในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง การสรรหา การคัดเลือก การพิจารณาความดีความชอบบุคลากร การลงโทษข้าราชการที่มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ยังขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่การศึกษา โดยสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่ในการเสนอความต้องการหรือความเห็นขึ้นไป ส่วนการโอนโยกย้ายบุคลากรภายในเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งอยู่ในส่วนกลาง ทำให้บ่อยครั้งโรงเรียนไม่ได้บุคลากรตรงกับความต้องการของโรงเรียน
    • ด้านงบประมาณ ถึงจะมีกฎหมายเปิดโอกาสให้สถานศึกษาในการแสวงหารายได้เพื่อนำมาใช้จัดการศึกษาได้เอง และสถานศึกษามีอำนาจในการปกครองดูแล บำรุงรักษาใช้และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา แต่เนื่องจากสถานศึกษายังเป็นหน่วยงานราชการ จึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ คำสั่งของสำนักนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการคลัง รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่นเดียวกับหน่วยงานทางราชการอื่นๆ ทำให้ไม่มีความคล่องตัวในทางปฏิบัติ รวมทั้งผู้อำนวยการรู้สึกยุ่งยากและเสี่ยงที่จะดำเนินการแบบใหม่ที่ต่างไปจากแบบเดิม

    1. สถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็ก ขาดความพร้อมที่จะบริหารการเงินและบุคลากรได้ด้วยตนเอง เนื่องจากบุคลากรมีน้อย และมีความรู้ความเข้าใจยังไม่ชัดเจนเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆทั้งด้านการเงิน การพัสดุ การบัญชี และการดำเนินการทางกฎหมาย รวมทั้งผู้บริหารสถานศึกษาเองถึงแม้จะได้รับการถ่ายทอดความรู้มาบ้าง แต่ก็มีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบว่ามีอำนาจบริหารจัดการในเรื่องต่างๆได้มากน้อยเพียงใด

4.4 การประเมินด้านการปฏิรูปการเรียนรู้

การปฏิรูปการบริหารจัดการศึกษามีเป้าหมายจะให้ผู้บริหาร ครูอาจารย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยปฏิรูปการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีคุณภาพขึ้น ดังนั้นการประเมินด้านกระบวนการเรียนรู้และผลกระทบต่อผู้เรียน จึงเป็นเรื่องสำคัญ การติดตามประเมินผลด้านการปฏิรูปการเรียนรู้ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ32 ได้ข้อสรุปที่น่านำมาอธิบายขยายความต่อคือ

1.หลักสูตร

หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544 ที่ใช้เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษาและจัดทำหลักสูตรโดยสถานศึกษา มีปัญหาด้านครูไม่มั่นใจวิธีการการจัดทำหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่ ครูไม่เคยดำเนินการมาก่อน ประกอบกับวิทยากรที่ไปให้ความรู้แก่ครูมีหลากหลายแนวคิด ทำให้ครูเกิดความสับสนในการดำเนินการ การจัดทำสื่อการสอน เนื้อหาในกลุ่มสาระที่มีมากเกินไป ควรมีการดำเนินการแก้ไขให้มีพี่เลี้ยงที่มีความชำนาญและมีความเข้าใจกับการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาในแต่ละท้องถิ่นอย่างแท้จริง เป็นผู้ให้คำแนะนำและช่วยเหลือเพื่อให้ครูสามารถดำเนินการได้ และอาจระดมกำลังเพื่อร่วมกันทำหลักสูตรท้องถิ่นกันในระดับจังหวัด และภูมิภาค ไม่ใช่ให้แต่ละสถานศึกษาทำหลักสูตรเอง ซึ่งมักใช้วิธีลอกเลียนกัน

2.การจัดการเรียนการสอน

ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีปัญหาการขาดแคลนครู โรงเรียนมีครูไม่ครบชั้น ครูสอนไม่ตรงตามวุฒิ สาขาที่ขาดแคลนได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ หน่วยงานเขตพื้นที่การศึกษาควรมีการเกลี่ยครูจากโรงเรียนที่มีครูเกินไปช่วยสอน และอนุมัติให้จ้างครูช่วยสอน หรือขอความช่วยเหลือจากสถาบันอุดมศึกษาให้นักศึกษามาช่วยสอน โดยมีการเทียบโอนหน่วยกิตการเรียนได้ ส่วนในระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษา ยังขาดการเน้นให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ เป็นปัญหาในด้านความร่วมมือของสถานประกอบการ ซึ่งต้องเร่งขอความช่วยเหลือกันต่อไป

ควรมีโครงการที่มีการสนับสนุนด้านงบประมาณเพื่อส่งเสริมให้ให้มีการประสานความช่วยเหลือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก ในลักษณะของการส่งอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการแก่ครูในโรงเรียนอย่างทั่วถึง เนื่องจากโรงเรียนขนาดเล็กดำเนินงานปฏิรูปการเรียนรู้ได้น้อยกว่าโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ อันเนื่องจากข้อจำกัดด้านอัตรากำลัง และสถานที่ตั้งห่างไกล

3.การวัดประเมินผลผู้เรียนและรับเข้าเรียนต่อ

ปัญหาที่พบในทุกระดับและประเภทการศึกษา คือ การปรับเปลี่ยนวิธีการวัดประเมินผลผู้เรียนควรได้รับประเมินผลในหลายด้าน เช่น ความประพฤติ การทำกิจกรรม ควบคู่ไปกับการทดสอบความรู้ ซึ่งครูส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมเรื่องการประเมินผลแบบใหม่ไปแล้ว แต่ยังมีปัญหาในการนำไปปฏิบัติ ดังนั้น คงต้องสนับสนุนส่งเสริมครูในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและควรมีการติดตามผลการดำเนินงานเป็นระยะๆ นอกจากนี้ควรมีการทบทวนแบบฟอร์มต่างๆที่กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำรายละเอียดเพื่อเป็นเอกสารแสดงผลการเรียนของนักเรียนซึ่งมีมากเกินไป การส่งเสริมการประเมินผลผู้เรียนแบบใหม่ต้องทำควบคู่ไปกับการการประเมินผลเพื่อรับผู้เรียนไปเรียนต่อในระดับสูงขึ้น โดยควรพิจารณาจากการประเมินผลหลายด้านมากกว่าการวัดโดยคะแนนการสอบ ให้สอดคล้องกันกับการประเมินผลแนวใหม่

4.การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ICT เพื่อการเรียนรู้

นักเรียนในระดับประถมศึกษายังได้รับการพัฒนาด้านการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศน้อยกว่านักเรียนในระดับมัธยมและอุดมศึกษามาก จึงควรมีเร่งดำเนินการเพื่อให้นักเรียนประถมศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลได้รับโอกาสในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้เช่นเดียวกับนักเรียนในเมืองด้วย

5.การพัฒนาครูคณาจารย์ มีปัญหาทางด้านงบประมาณการสนับสนุนครู และการขาดการปฏิรูปหลักสูตรและกระบวนการผลิตครูทั้งในทางวิชาการและจิตวิทยาการสอน การขาดงบประมาณสำหรับส่งเสริมให้ครูได้ทำงานวิจัย และขาดการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และช่วยให้ครูอาจารย์มีโอกาสขอตำแหน่งทางวิชาการเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ

ควรเร่งพัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ว่าครูจะได้รับการอบรมบ่อยครั้ง แต่ครูจำนวนหนึ่งก็ยังปฏิบัติไม่ได้ และบางส่วนยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ ควรส่งเสริมและพัฒนาครูประจำการให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ รวมถึงวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับการเร่งพัฒนาครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีคุณภาพทดแทนครูเก่า ซึ่งที่ผ่านมาถึงจะมีโครงการโดยเฉพาะก็ยังผลิตครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ได้น้อยมาก

6.การขาดแคลนครูอาจารย์ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีปัญหาการขาดแคลนครูค่อนข้างมากทั้งที่ขาดอยู่แล้วและมีผู้เกษียณโดยทางราชการตัดอัตราการให้บรรจุข้าราชการใหม่และลูกจ้างทำให้มีครูใหม่มาทดแทนไม่เพียงพอ ส่วนในระดับอุดมศึกษา มีคณาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ รวมทั้งที่มีวุฒิปริญญาเอกเกษียณอายุเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ทุนการศึกษาต่อในระดับสูงมีค่อนข้างน้อย ดังนั้น จึงควรมีมาตรการทดแทนอัตรากำลังที่ขาดแคลนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น การจ้างครูอัตราจ้างในระยะสั้น ส่วนในระยะยาว ควรมีอัตรารองรับครูอาจารย์ในสาขาที่ขาดแคลน รวมทั้งมีการบรรจุครูอาจารย์ ทดแทนอัตราที่เกษียณหรือลาออกในแต่ละปีเป็นกรณีต่างหากจากระบบราชการโดยรวม ซึ่งปฏิบัติตามนโยบายมุ่งลดอัตรากำลังข้าราชการทั้งประเทศลง เพราะงานการศึกษาเป็นงานที่ต้องใช้บุคลากรโดยตรงและปัญหาครูอาจารย์ขาดแคลนเป็นปัญหาจริง ที่มีผลเสียหายร้ายแรงอย่างเห็นได้ชัดกว่างานราชการในกระทรวงอื่นๆที่อาจปรับตัวได้ดี

4.5 การประเมินคุณลักษณะของผู้เรียน

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ได้ทำรายงานการประเมินการปฏิรูปการเรียนรู้ดับขั้นพื้นฐาน ผลลัพธ์ผู้เรียน 33ที่ผู้เขียนเห็นว่ามีประเด็นที่ว่าสนใจนำมาสรุปไว้ในที่นี้เพื่อประโยชน์ของการเรียนรู้ร่วมกันดังต่อไปนี้

1) ด้านความรู้ด้านวิชาการ 5 วิชา

จากการวัดความรู้ของผู้เรียนในด้านวิชาการ 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ พบว่า ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษของผู้เรียนอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ30.51 และร้อยละ38.42 ตามลำดับ) วิชาภาษาไทย วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 47.09 และร้อยละ 47.53 ตามลำดับ) วิชาสังคมอยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.23)

ส่วนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าความสามารถของผู้เรียนในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 30.17, 19.02และ 30.55 ตามลำดับ) วิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 58.23)

2) การประเมินคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน 4 ด้าน

จากการวัดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ความรู้ วิชาการ ทักษะความคิด ทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน และคุณลักษณะการเป็นพลเมืองที่ดี พบว่าผู้เรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 คุณลักษณะเกือบทุกด้านอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 44.36 42.66 และ 49.67 ตามลำดับ) ยกเว้นด้านคุณลักษณะความเป็นพลเมืองดี ที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.75)

สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่าคุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านความรู้วิชาการอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ (ร้อยละ 39.14) ด้านทักษะการคิดและด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 48.82 และ 47.66 ตามลำดับ) ในด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีค่อนข้างสูง (ร้อยละ 58.02)

3) ผลการประเมินคุณภาพผู้เรียนตามวิชาพบว่า ผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.66-66.10) มีคุณภาพพอใช้ทุกรายวิชา แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษมีผู้เรียนที่ต้องปรับปรุงเป็นจำนวนมาก (33.02, 38.30 และ 34.44 ตามลำดับ)

ผลการประเมินในด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนพบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่ในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 (ร้อยละ 61.41-82.37) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ทุกด้าน ส่วนผลการประเมินอยู่ในระดับดีมีเพียงเล็กน้อย (ร้อยละ5.28-26.47) โดยด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดีมีมากที่สุด (ร้อยละ 26.47) อยู่ในระดับต่ำที่สุดคือด้านทักษะความคิด (ร้อยละ 5.28) และพบว่าผู้เรียนที่คุณลักษณะที่พึงประสงค์ต้องปรับปรุงอย่างมาก (ร้อยละ 24.95) ในด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน

สำหรับผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44.58 -62.11) ในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ มีคุณภาพอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุง ส่วนวิชาภาษาไทยและวิทยาศาสตร์ผู้เรียนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.68, 76.63) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้

การประเมินในด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่(ร้อยละ 51.30-69.85) มีคุณภาพอยู่ในระดับพอใช้ ทุกด้าน และอยู่ในระดับที่ดีมาก (ร้อยละ 46.02) ในด้านทักษะการคิด ส่วนด้านที่ต้องปรับปรุงที่มีสัดส่วนสูงคือด้านทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน (ร้อยละ 29.43)

ผลการประเมินงานวิจัยโดยรวม ผู้เรียนมีคุณภาพอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงถึงร้อยละ 40-60 ระดับพอใช้ 20-40 และระดับดีร้อยละ 5-20 ส่วนการประเมินของกรมวิชาการ ผู้เรียนที่มีคุณภาพต้องปรับปรุงร้อยละ 10-40 ระดับพอใช้ร้อยละ 50-70 ระดับดีร้อยละ 10-20

4) การประเมินระดับโรงเรียน

จากการประเมินคุณภาพระดับโรงเรียนพบว่า คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในด้านวิชาการความรู้ ทักษะการคิด ทักษะการแสวงหาความรู้และทักษะการทำงาน โรงเรียนส่วนใหญ่คุณภาพอยู่ระดับที่ต้องปรับปรุงร้อยละ 90.00-98.13 ในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และร้อยละ 91.94-99.19 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

มีเพียงด้านลักษณะความเป็นพลเมืองที่ดี ที่มีโรงเรียนอยู่ในระดับที่ต้องปรับปรุงและระดับพอใช้ ใกล้เคียงกัน คือ ร้อยละ 43.75, 49.38 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และร้อยละ 59.68, 36.29 ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3

กล่าวโดยสรุปก็คือ การปฏิรูปการศึกษายังประสบความสำเร็จในระดับจำกัด ไม่ว่าจะในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย การบริหารจัดการโดยรวม การบริหารจัดการของเขตพื้นที่การศึกษา การปฏิรูปการเรียนรู้และการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนและคุณลักษณะของผู้เรียน เพราะการปฏิรูปการศึกษาต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างรอบด้านและอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพของผู้บริหาร ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการปฏิรูประบบการเรียนรู้

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 3)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 2)


บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF

 

รายงานสภาวะการศึกษาไทย 2549/2550 (บทที่ 1)


บทที่ 1

เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ

บทนี้แบ่งเป็น 3 หัวข้อย่อย หัวข้อย่อยแรกเป็นการรายงานสภาพเศรษฐกิจการเมืองไทยที่มีความสำคัญทั้งในแง่เป็นผลกระทบต่อการจัดการศึกษา และเป็นผลลัพธ์ของการจัดการศึกษาในรอบหลายปีที่ผ่านมาด้วย หัวข้อที่ 2 –3 เป็นรายงานเปรียบเทียบสถานะของไทยและความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่น เพื่อที่จะได้เห็นภาพแบบองค์รวมของประเทศไทยในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจสังคมของโลก

1.1การเมืองและเศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2544-2550

เศรษฐกิจการเมืองไทยช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลไทยรักไทย นำโดยพันตำรวจโทดร.ทักษิณ ชินวัตร นโยบาย มาตรการและโครงการต่างๆของรัฐบาลชุดนี้ซึ่งลักษณะเฉพาะ เช่น เน้นการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ/ธุรกิจ ผ่านการเปิดเสรีการค้า การลงทุน การขยายการกู้เงินให้ประชาชนเพื่อเร่งรัดการลงทุนและการบริโภค การแสวงผลประโยชน์ทับซ้อน และการรวมศูนย์การผูกขาดความมั่งคั่งและอำนาจ มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองและการศึกษาในช่วงปี 2549-2550 อย่างสำคัญ

รัฐบาลไทยรักไทยเน้นนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ(เศรษฐกิจ/ธุรกิจ)ธุรกิจ มากกว่าการพัฒนาทางสังคม แม้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจะสนใจและให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาด้วย แต่เขาก็สนใจการศึกษาในแง่ของการพัฒนา “ทรัพยากรบุคคล” ให้มีความรู้ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพื่อไปช่วยเพิ่มความเจริญเติบโตของสินค้าและบริการในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโลกเป็นด้านหลัก มากกว่าเพื่อมุ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณธรรมจริยธรรมของประชาชนในฐานะพลเมือง

นักวิชาการกลุ่มองค์กรต่างๆเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการศึกษาและสื่อมวลชนต่อเนื่องมาจากปี 2540 ปีที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และปี 2542 ปีที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาใหม่ แต่กระแสของพวกเขาไม่มีพลังมากพอที่จะก่อให้เกิดมีผลกระทบต่อสังคมมากเท่ากับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจแบบเน้นการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวม (สินค้าและบริการ) ของรัฐบาลไทยรักไทย

ในด้านการศึกษา ในทำนองเดียวกับนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่น นายกรัฐมนตรีทักษิณมีแนวโน้มจะสนใจโครงการใหม่เพื่อการประชาสัมพันธ์สร้างภาพ และสนองความพึงพอใจของรัฐบาลว่าได้ทำอะไรใหม่ๆที่ต่างจากคนอื่นๆ เช่นโครงการโรงเรียนในฝัน โครงการหาคอมพิวเตอร์ราคาถูกให้นักเรียนใช้ โครงการใช้เงินผลกำไรจากการออกสลาก 2 ตัว 3 ตัวบนดินมาใช้เป็นทุนการศึกษาของนักเรียนยากจน และส่งนักเรียนอำเภอละ 1 คนไปเรียนต่างประเทศ โครงการสำนักงานบริหารพัฒนาองค์ความรู้ องค์การมหาชนที่มีหน่วยงานในเครือข่าย 8 องค์กรรวมทั้งการสร้างห้องสมุดที่ทันสมัย ในศูนย์การค้าในกรุงเทพ ฯลฯ แต่ก็ไม่ได้พิจารณาปัญหาการศึกษาถึงรากเหง้าอย่างเป็นระบบองค์รวม จึงไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างการจัดการศึกษาทั้งระบบอย่างจริงจัง

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณให้ความสำคัญกับการคัดสรรรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การจัดสรรงบประมาณและการดำเนินนโยบายทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ/ธุรกิจ มากกว่าด้านการศึกษา มีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการบ่อยกว่าทุกกระทรวง ในช่วงเวลา 4 ปีเศษตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 ถึง 3 สิงหาคม 2548 มีคนผลัดกันมาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการถึง 6 คน 2 คนแรกอยู่ในตำแหน่งคนละ 3-5เดือน 3 คนหลังอยู่ในตำแหน่งคนละ 1-1ปีเศษ คนแรกเป็นนักการศึกษา แต่ลาออกเพราะเบื่อหน่ายการแทรกแซงของนักการเมือง 4 คนต่อมาเป็นนักการเมืองและนักธุรกิจ ซึ่งไม่ได้ติดตามเรื่องการศึกษาอย่างใกล้ชิดมาก่อน คนที่ 6 นายจาตุรนต์ ฉายแสง (เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯตั้งแต่ 3 สิงหาคม 2548 – 19 กันยายน 2549 ) เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านสังคมรวมทั้งกระทรวงศึกษาฯ และมีความสนใจและความเข้าใจเรื่องการปฏิรูปการศึกษามากคนหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆ แต่ช่วงที่เขาได้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณและด้านอื่นๆจากรัฐบาลอย่างเข้มแข็งมากนักเมื่อเทียบกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจ/ธุรกิจ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษาฯได้เพียง 1 ปีเศษ ในยุคที่การเมืองไทยมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆสูงจนกลบกระแสการปฏิรูปการศึกษา

ในช่วง 4 ปีแรกของรัฐบาลทักษิณ รัฐบาลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมเติบโตขยายตัวได้ด้วยการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน หมุนเงินและเพิ่มปริมาณเงิน ขยายโครงการสินเชื่อและเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชนผ่านโครงการประชานิยมต่างๆ ทำให้ประชาชนระดับล่างในชุมชนชนบทและในเมืองที่ได้เงินจับจ่ายใช้สอย(รวมทั้งการกู้เงินหรือเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น) นิยมชมชอบรัฐบาล การเร่งรัดการเปิดการลงทุนและการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจและโครงการลงทุนต่างๆก็ช่วยทำให้ธุรกิจเศรษฐกิจของภาคอุตสาหกรรมการค้าและบริการเติบโตได้ ทำให้คนชั้นกลางพอใจรัฐบาลในระดับหนึ่ง แต่โครงการที่เรียกว่าประชานิยมส่วนใหญ่เป็นโครงการเร่งรัดการใช้จ่ายและเพิ่มการบริโภคมากกว่าการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจระบบการผลิตและการตลาด รวมทั้งการปฏิรูปคุณภาพ ประสิทธิภาพของคนอย่างจริงจัง นำไปสู่การเติบโตระยะสั้นแบบฉาบฉวย และทำให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สมดุลทั้งในด้านทรัพยากรสภาพแวดล้อมและในด้านฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของกลุ่มคนต่างๆเพิ่มขึ้น

การเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวมเริ่มชะลอตัวในช่วงปี 2548-2550 คือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของ 3 ปีนี้โตเฉลี่ยราว 4.6% ต่อปี ลดลงจากอัตราเฉลี่ยช่วงปี 2545-2547 ราว 1.5%1 ประเทศโดยรวมมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนต่างๆเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจการเมืองไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางระหว่างกลุ่มต่างๆเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยเฉพาะนับตั้งแต่รัฐบาลทักษิณได้เข้ามาเป็นรัฐบาลในวาระที่ 2 ในปี 2548 เป็นต้นมา

นับจากปี 2548 รัฐบาลทักษิณรวบอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มขึ้น ขยายการแสวงหาผลประโยชน์จากการคอรับชั่นและผลประโยชน์ทับซ้อนไปอย่างกว้างขวาง คุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและนักวิชาการ อย่างเห็นได้ชัดเพิ่มขึ้น กรณีที่เป็นชนวนให้เกิดการขยายตัวของการคัดค้านรัฐบาล คือกรณีที่อสมท.สถานีโทรทัศน์ภายใต้อาณัติของรัฐบาลปลดรายการการเมืองรายสัปดาห์ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์และนักธุรกิจด้านสื่อสารมวลชนในวันที่ 15 กันยายน 2548 นายสนธิและคณะได้ไปติดต่อเช่าหอประชุม เพื่อจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แทน รวมทั้งถ่ายทอดผ่านทางโทรทัศน์ AST ทีวี ซึ่งเป็นโทรทัศน์แบบใช้สัญญาณจากดาวเทียม โดยเพิ่มความเข้มข้นในการวิจารณ์นโยบายโครงการและพฤติกรรมรัฐบาลทักษิณมากขึ้น ปลายเดือนตุลาคม 2548 พวกเขาย้ายสถานที่ไปจัดทุกวันศุกร์เย็นที่หอประชุมสวนลุมพินี มีคนฟังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งคนที่รับชมผ่านทางจานดาวเทียมและเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และมีนักวิชาการและประชาชนกลุ่มต่างๆเข้ามาร่วมวิพากษ์รัฐบาล(โดยเฉพาะนายกฯทักษิณ)เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ

ตั้งแต่ปลายปี 2548 มีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีทักษิณเพิ่มขึ้นตามลำดับ ทั้งโดยนักการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มนักวิชาการ กลุ่มประชาชนที่เดือดร้อนเรื่องต่างๆ นักพัฒนาจากองค์กรพัฒนาเอกชน สมาคมวิชาชีพ และองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ ประเด็นสำคัญในการวิพากษ์คือการคอรัปชั่นและการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนของรัฐบาล การที่รัฐบาลแทรกแซงองค์กรอิสระเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และพฤติกรรมหมิ่นเหม่ต่อการจาบจ้วงหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพพระมหากษัตริย์ คนหลายกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่คือนักวิชาการ นักวิชาชีพ ผู้นำองค์กร ผู้นำชุมชน ได้เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทักษิณลาออก ตัวแทนของคนหลายกลุ่มได้เข้าไปร่วมมือกับนายสนธิ ลิ้มทองกุลจัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และจัดชุมนุมอภิปรายเปิดโปงและคัดค้านรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปี 2549 เป็นต้นมา

ช่วงปี 2549 การวิพากษ์วิจารณ์และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลทักษิณขยายตัวเป็นความขัดแย้งแบบ 2 ขั้วเพิ่มขึ้น วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 รัฐบาลทักษิณตัดสินใจยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่แบบรวบรัดภายใน 37 วัน คือใน วันที่ 2 เมษายน 2549 พรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นพรรคใหญ่ 3 พรรค คือ ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน ร่วมมือกันคว่ำบาตรไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งครั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการยุบสภาแบบมัดมือชกเพื่อหลีกเลี่ยงการอภิปรายในสภา และเป็นการจัดเลือกตั้งใหม่แบบรวบรัดเกินไป รวมทั้งยังมีสาเหตุมาจากการที่พรรคไทยรักไทยปฏิเสธการเข้าร่วมประชุมที่ 3 พรรคใหญ่เสนอให้ 4 พรรคมาประชุมร่วมกัน เพื่อเซ็นสัญญาที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้น

การคว่ำบาตรของพรรคใหญ่ 3 พรรค และกระแสการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีการศึกษาและรู้ข้อมูลข่าวสารดีในเมืองใหญ่ มีผลให้คนไปใช้สิทธิลงคะแนนในการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 น้อยลง และที่สำคัญคือ คนที่ไปใช้สิทธิและกาในช่องไม่เลือกใคร รวมทั้งจงใจทำบัตรเสียอีกรวมกันแล้วมากกว่า 40 % ของผู้ไปใช้สิทธิ แม้พรรคไทยรักไทยอ้างว่าได้คะแนนเสียงแบบบัญชีรายชื่อรวมทั้งประเทศมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ แต่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตในหลายเขต ที่ไม่มีผู้สมัครพรรคอื่นลงแข่ง ผู้สมัครไทยรักไทยได้คะแนนเสียงไม่ถึง 20% ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ สำหรับกรณีที่ผู้สมัครคนเดียวจะมีสิทธิได้เป็น สส. เป็นผลให้หลายเขตไม่มีใครได้เป็น สส. ต้องมีการจัดการเลือกตั้งซ่อมรอบ 2 รอบ 3 และพรรคไทยรักไทยได้จ้างวานผู้สมัครจากพรรคเล็กๆให้มาลงสมัครแข่งเพียงเพื่อช่วยให้ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยไม่ต้องติดเกณฑ์ที่ว่าการจะชนะได้เป็นสส. ผู้สมัครต้องได้เสียงอย่างน้อย 20% ของผู้มาลงคะแนน พฤติกรรมเช่นนี้ รวมทั้งการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีพฤติกรรมเข้าข้างพรรคไทยรักไทย ทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความไม่ชอบธรรม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ การฟ้องร้อง2 และภาวะอึมครึมเพิ่มขึ้นตามมา

สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสกับกลุ่มผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าในปลายเดือนเมษายน 2549 ว่า พวกเขาน่าจะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการแก้ไขวิกฤตของชาติได้ดีกว่านี้ วันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัย 8 ต่อ 6 เสียงให้เพิกถอนการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 รวมทั้งการเลือกตั้งครั้งถัดมา รัฐบาลรักษาการไทยรักไทยแก้สถานการณ์นี้ด้วยการร่วมกับกกต.เตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อีกในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 แต่วันที่ 15 กันยายน ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 กกต.ในความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลไทยรักไทยลดลงไปอีก และประชาชนยิ่งประท้วงรัฐบาลเพิ่มขึ้น

วันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 1 วัน กลุ่มนายทหารนำโดยพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลทักษิณ เลิกล้มรัฐธรรมนูญปี 2540 และประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 พร้อมกับสัญญาว่าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปลายปี 2550 คณะปฏิรูปเชิญพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ นายทหารนอกราชการที่เป็นองคมนตรีมาเป็นนายกรัฐมนตรีใน วันที่ 1 ตุลาคม 2549 และมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีในวันที่ 8 ตุลาคม 2549 รัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ และเป็นปลัดกระทรวงมาก่อน รวมทั้ง นายวิจิตร ศรีสะอ้าน รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ 3

คณะปฏิรูปการปกครองฯ ได้อ้างเหตุผลในการทำรัฐประหารยึดอำนาจในวันที่ 19 กันยายน 2549 ว่าเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาใหญ่ 4 ข้อที่สร้างโดยรัฐบาลทักษิณคือ 1) ทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝ่าย สลายความรู้รักสามัคคีของคนในชาติ 2) การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตประพฤติมิชอบอย่างกว้างขวาง 3) ครอบงำหน่วยงานอิสระ ทำให้ไม่สามารถสนองต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญได้ 4) หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ4

หลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนคาดหมายว่า คณะปฏิรูปการปกครองและคณะรัฐบาลชุดใหม่ น่าจะดำเนินการบริหารที่ต่างไปจากนโยบายรัฐบาลทักษิณ และปฏิรูปการเมืองการปกครองให้เป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลชุดที่มาจากการแต่งตั้งของคณะปฏิรูปการปกครองซึ่งมีองค์ประกอบเป็นนายทหารและข้าราชการอาวุโส ปฏิบัติงานคล้ายข้าราชการที่เป็นรัฐบาลรักษาการ คือทำงานประจำวันไปวันๆเท่านั้น ไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายหรือเสนอกฏหมายใหม่ ไม่ได้มีการแก้ไขปัญหาเก่าหรือสร้างโครงการใหม่ ที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมืองสังคมอย่างจริงจัง ทำให้ไม่เกิดบรรยากาศการปฏิรูปในด้านเศรษฐกิจการเมือง รวมทั้งเรื่องการศึกษาและสื่อมวลชนแต่อย่างใด มีแต่บรรยากาศของความไม่ค่อยพอใจและไม่แน่ใจในผลงานการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศของคณะปฏิรูปและรัฐบาลรวมทั้งนโยบายและทิศทางการบริหารประเทศที่ไม่ชัดเจน

ในปลายเดือนพฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคไม่ให้ลงสมัคร 5 ปี5 แต่กลุ่มสนับสนุนทักษิณก็ประท้วงก่อกวนและคัดค้านคณะปฏิรูปการปกครองอย่างไม่ยอมหยุด แม้จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเตรียมจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีการศึกษา ก็ไม่ค่อยมั่นใจว่า จะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมเพิ่มขึ้นได้ นอกจากการก่อกวนต่อต้านจากกลุ่มสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณแล้ว ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทบทั้งความมั่นคงของประเทศและการจัดการศึกษาในภูมิภาคนั้นอย่างรุนแรงมีการลอบเผาโรงเรียนและลอบสังหารครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนมาก

สภาพความขัดแย้งทางการเมืองที่ตึงเครียดในช่วงปี 2549 – 2590 ส่วนหนึ่งมาจากความล้มเหลวของการพัฒนาทางด้านการศึกษาและสื่อสารมวลชน ที่ไม่สามารถทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดวิเคราะห์เป็น มีความรู้และได้รับข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่มีคุณภาพมากพอที่จะเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยได้อย่างแข็งขัน และรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองที่มีทั้งอำนาจเงินและความรู้สูงกว่าได้ ขณะเดียวกันสภาพความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าว ก็มีผลกระทบทำให้กระแสการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งการศึกษาลดวูบลง ทั้งในสมัยรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลรักษาการหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน รัฐบาลรักษาการเป็นรัฐบาลของอดีตข้าราชการชั้นสูงที่คอยปกป้องตนเองในทางการเมือง แก้ไขปัญหาและทำงานประจำแบบต่างคนต่างทำไปวันๆ ไม่เห็นความเชื่อมโยงและหรือไม่ให้ความสำคัญว่า การปฏิรูปการศึกษาและสื่อสารมวลชนมีคุณภาพอย่างจริงจังนั้น จะมีส่วนช่วยให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองได้อย่างสำคัญ

ในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย จากรายงานติดตามเศรษฐกิจประเทศไทย ที่จัดทำโดยธนาคารโลกในปี 2550 รายงานว่าจุดอ่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมของไทย คือ

1. ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ไม่มีแรงจูงใจที่จะลงทุนด้านการวิจัยและการพัฒนา หรือการนำขบวนการนวัตกรรมในการผลิตและการทำงานมาใช้แทนการทำงานภาคปกติประจำวัน

2. โครงการของรัฐบาลจำนวนมากที่มุ่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การเรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยี ยังไม่ประสบความสำเร็จมากพอที่จะก่อให้เกิดผลตามที่ต้องการ

3. การผลิตคนงานที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตั้งแต่มัธยมปลายถึงในระดับอุดมศึกษา มีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศคู่แข่งที่สำคัญอย่างมาก และปัญหาที่รุนแรงกว่าคือ ปัญหาคุณภาพของการศึกษาชั้นมัธยมปลาย (ทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา)ของไทย อยู่ในเกณฑ์ต่ำ (เช่น ขาดความรู้เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาษาอังกฤษ)

4. คุณภาพของการศึกษาทั้งระดับมัธยมปลายและระดับอุดมศึกษาไม่ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานแรงงาน และไม่ส่งเสริมนวัตกรรมการคิดค้นอะไรใหม่

5. บริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยสนใจการวิจัยและการพัฒนา การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้พนักงานไทยน้อยมาก6

1.2 เปรียบเทียบสถานะของไทยกับประเทศอื่น

เนื่องจากไทยเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิดให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนและค้าขายอย่างเสรีทำให้ไทยต้องแข่งขันในทางเศรษฐกิจกับประเทศต่างๆมาก การเปรียบเทียบฐานะและความสามารถในการแข่งขันของไทยกับประเทศอื่น จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาเรื่องการพัฒนาด้านการศึกษา และการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมด้านอื่นได้ดีขึ้นทางหนึ่ง

เปรียบเทียบขนาดประชากร ประเทศไทยมีประชากรใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของประเทศทั่วโลก (สถิติปี 2546) โดยมีประชากรมากกว่าประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี เล็กน้อย7 ซึ่งแสดงว่าไทยเป็นประเทศขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่ ไม่ใช่ประเทศเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ

เปรียบเทียบขนาดของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) ซึ่งคำนวณด้วยการถ่วงน้ำหนักด้วยค่าครองชีพของประชาชน (PURCHASING POWER PARITY) โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไทยอยู่ในอันดับที่ 21 ในบรรดาประเทศ 179 ประเทศ ในปี 25488 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจขนาดปานกลางค่อนข้างใหญ่

แต่ถ้าเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์มวลรวมต่อหัวประชากร (GDP PER CAPITA) ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 72 ซึ่งแสดงว่าประชากรไทยโดยเฉลี่ยยังมีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ จึงจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือประเทศพัฒนาน้อยกว่า (เทียบกับญี่ปุ่นอยู่อันดับที่ 12 สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 22 ไต้หวันอันดับที่ 23 บรูไนอันดับที่ 27 เกาหลีใต้อันดับที่ 33 มาเลเซียอันดับที่ 62) 9

เปรียบเทียบดัชนีการพัฒนามนุษย์(HUMAN DEVELOPMENT INDEX) ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติUNDP ที่คำนวณรายได้ต่อหัวร่วมกับปัจจัยการพัฒนาด้านสังคมเช่น การศึกษา สาธารณะสุข การเมืองและอื่นๆด้วย ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 74 ในปี 2549 ซึ่งแสดงว่าประเทศไทยมีการกระจายทรัพย์สินรายได้และการพัฒนาทางสังคมที่ไม่เป็นธรรมสูง (เปรียบเทียบกับฮ่องกงอันดับที่ 22 สิงคโปร์อันดับที่ 25 สาธารณรัฐเกาหลีอันดับที่ 26 มาเลเซียอันดับที่ 61)10

เปรียบเทียบ ดัชนีปลอดการคอรัปชั่น โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ (INTERNATIONAL TRANSPARENCY ORGANIZATION) ซึ่งจัดอันดับจากประเทศที่มีปัญหาคอรัปชั่นน้อยที่สุดไปถึงประเทศที่มีภาพลักษณ์ปัญหาคอรัปชั่นมากที่สุดตามลำดับ ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ดัชนีปลอดการคอรัปชั่นลำดับที่ 59 อยู่ในระดับเดียวกับ คิวบา ตรินิแดดและโตเบโก โดยได้คะแนน 3.8 จากคะแนนเต็ม 10 ในปี 2548 ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีปัญหาคอรัปชั่นมากกว่าหกสิบประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ที่มีดัชนีปลอดการคอรัปชั่นอยู่ลำดับที่ 5 ฮ่องกงลำดับ 15 ญี่ปุ่นลำดับ 21 ไต้หวันลำดับ 32 มาเลเซีย ลำดับ 39 และเกาหลีใต้ลำดับที่ 40 ตามลำดับ11

เปรียบเทียบดัชนีเสรีภาพสื่อ โดยองค์กรผู้สื่อข่าวไม่มีพรมแดน(REPORTER WITHOUT BORDERS) ซึ่งเปรียบประเทศที่สื่อมวลชนโดนปิดข่าวจากทางรัฐบาล ในปี 2549 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 122 ตกจากปี 2548 ซึ่งอยู่อันดับ 10712 ซึ่งสะท้อนว่า สื่อมวลชนของประเทศไทยมีเสรีภาพในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นนับร้อยประเทศ นโยบายของรัฐบาลในเรื่องปิดข่าวสื่อมีผลต่อการทำให้ประชาชนไทยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและเรียนรู้จำกัด

1.3เปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของไทยเปรียบกับประเทศอื่น13

การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเขตทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังขยายตัว ที่จัดโดยสถาบันนานาชาติเพื่อการจัดการ(Institute for Management Development IMD) เป็นดัชนีชี้วัดที่ประเทศต่างๆให้ความ สนใจ เพราะสะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการ ตลอดความสามารถและทักษะความชำนาญต่างๆในการปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลก

เกณฑ์การจัดอันดับของสถาบัน IMD ประกอบด้วย 4 ปัจจัยหลัก คือ (1) เศรษฐกิจ (Economic Performance) (2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ (Government Efficiency) (3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) และ (4) โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ซึ่งรวมทั้งโครงสร้างพลังงาน การสื่อสาร คมนาคม การศึกษา และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

การจัดอันดับในปี 2549 ได้เลือกประเทศและเขตเศรษฐกิจต่างๆทั่วโลกรวม 61 แห่ง รวมทั้งไทย ประเทศหรือเขตเศรษฐกิจที่ได้รับการจัดอันดับให้มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุด 5 ลำดับแรกคือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์ ไอซ์แลนด์ และเดนมาร์ก ตามลำดับ (4อันดับแรกไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปี 2548) สำหรับประเทศกลุ่มอาเซียนจำนวน 5 ประเทศ นอกจากสิงคโปร์ที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่อันดับ 3 นั้น อีก 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย ไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ลำดับ 23, 32, 49 และ 60 ตามลำดับ

สถานภาพการแข่งขันของประเทศไทย

ปี 2549 ประเทศไทยถูกลดอันดับจากอันดับ 27 ในปี 2548 เป็นอันดับ 3214ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยหลัก 4 กลุ่มพบว่า 3 กลุ่มแรก คือ สมรรถนะเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐ ประสิทธิภาพธุรกิจประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ปานกลางพอใช้ได้ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น คือ 2 กลุ่มแรกในอันดับที่ 21 กลุ่มประสิทธิภาพธุรกิจ อยู่ในอันดับที่ 28 แต่อันดับในกลุ่มประสิทธิภาพภาครัฐ ลดลงจากปี 2548

แต่กลุ่มที่ 4 คือ โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการศึกษาด้วย เป็นจุดอ่อนและปัจจัยถ่วงความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาโดยตลอด ดัชนีเฉพาะกลุ่มนี้ ถูกปรับลดลงจากอันดับที่ 47 ในปี 2548 มาอยู่ที่อันดับ 48 ในปี 2549 ประเทศไทยจึงน่าจะเน้นการพัฒนาในกลุ่มนี้

โครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น ปัจจัยย่อยที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทย คือ เรื่องการบริโภคพลังงาน ความหนาแน่นของเครือข่ายถนนและรถไฟ การคมนาคมขนส่งทางน้ำ รวมทั้งจำนวนพื้นที่เพาะปลูกลดลง(จากอันดับ 22 เป็น 26) ปัจจัยที่ได้อันดับดีคือ พื้นที่ขนาดตลาด (จำนวนประชากร) อัตราค่าไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม การรักษาและพัฒนาโครงการพื้นฐาน ซึ่งมีการวางแผนและมีงบประมาณอย่างเพียงพอ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน คุณภาพการคมนาคมทางอากาศ ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ ความเป็นเมืองที่ไม่ได้ดูดทรัพยากรทางเศรษฐกิจไปจนหมด (จาก 44 เป็น 31) ประสิทธิภาพในการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน (จาก 40 เป็น 32)

โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ปัจจัยเด่นของประเทศคือ ต้นทุนการต่ออินเตอร์เน็ต ต้นทุนค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการส่งออกสินค้าประเภทไฮเทค ส่วนปัจจัยอื่นๆอยู่ในอันดับที่ต่ำและลดลงเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ การลงทุนในโครงการโทรคมนาคม ค่าบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำนวนผู้มีโทรศัพท์มือถือ การพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารให้ตรงความต้องการของธุรกิจ จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต จำนวนผู้มีบรอดแบรนด์ ทักษะด้านไอที ความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่างบริษัท การประยุกต์และพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการสนับสนุนจากระบบกฎหมาย

ทั้งนี้ปัจจัยที่มีการปรับตัวดีขึ้น ได้แก่จำนวนสายโทรศัพท์ สัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ในโลก จำนวนคอมพิวเตอร์ต่อหัว การสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยี กฎระเบียบทางเทคโนโลยี และการคำนึงถึงความปลอดภัยบนไซเบอร์ในบริษัท อย่างไรก็ดี โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีโดยรวมยังมีอันดับต่ำ และมีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด

โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ อยู่ในอันดับที่ต่ำมาก คือ 53 ปัจจัยที่ดีขึ้นกว่าปี 2548 คือ ความสนใจของเด็กต่อวิทยาศาสตร์ งานวิจัยพื้นฐาน และจำนวนสิทธิบัตรที่มีการบังคับใช้ จำนวนบทความด้านวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน สภาพแวดล้อมกฎหมายที่เอื้ออำนวยต่อการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และจำนวนนักวิจัยจาก 25,000 คน ในปี 2548 เป็น 42,380 คนในปี 2549 แม้ว่ายังต่ำจากค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นๆอยู่มาก ขณะที่จุดอ่อนของประเทศไทยอยู่ที่การใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะในภาคเอกชน จำนวนนักวิจัย จำนวนสิทธิบัตรที่ให้แก่คนในประเทศ จำนวนสิทธิบัตรที่ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ ผลิตภาพของสิทธิบัตร และการบังคับใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากไทยต้องการพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องลงทุนเรื่องการพัฒนาและการวิจัยมากขึ้น เพราะเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

สุขภาพและสิ่งแวดล้อม อันดับรวมลดจาก 46 ในปี 2548 เป็น 48 ในปี 2549 โดยปัจจัยหลายตัวมีคะแนนและอันดับลดลง ได้แก่ สัดส่วนการใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมดต่อ GDP สัดส่วนการใช้จ่ายของภาครัฐต่อการใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งหมด โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพเพื่อสนองความต้องการของสังคม การปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์ ลำดับความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในองค์กร และกฎหมายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอยู่บ้าง

นอกจากนี้ปัจจัยอีกหลายตัวซึ่งยังเป็นจุดอ่อนที่ต้องปรับปรุง ได้แก่ จำนวนคนไข้ต่อแพทย์และพยาบาล (อันดับ 57) อายุขัยเฉลี่ยเมื่อเกิด (อันดับ 53) อายุขัยเฉลี่ยของการมีสุขภาพดี (อันดับ 50) ดัชนีพัฒนาคน (อันดับ 50) ปัญหามลพิษ (อันดับ 45) และคุณภาพชีวิต (อันดับ 36) โดยจุดแข็งของไทยอยู่ที่รอยเท้าทางนิเวศ (Ecological Footprint: EF) ซึ่งเป็นดัชนีวัดปริมาณการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติ โดยไทยอยู่อันดับที่ 8 ทั้งนี้ปัจจัยเกี่ยวกับการรีไซเคิลกระดาษต่อการบริโภค และสัดส่วนต่อการบำบัดน้ำเสียต่อประชากรนั้น IMD ไม่มีข้อมูลที่จะนำไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นได้

การศึกษา อันดับรวมลดจาก 46 เป็น 48 ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อน ได้แก่ การใช้จ่ายภาครัฐด้านการศึกษาต่อ GDP (อันดับ 49) อัตราส่วนนักเรียนต่อครูทั้งในระดับประถมศึกษา (อันดับ 44) และระดับมัธยมศึกษา (อันดับ 53) อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา (อันดับ 49) ทักษะด้านภาษา (อันดับลดลงจาก 35 เป็น 47) จำนวนวิศวกร (อันดับ 46) และอัตราการอ่านออกเขียนได้ (อันดับ 46) นอกจากนี้การศึกษาด้านการเงินโดยรวม ความรู้ด้านเศรษฐกิจของประชาชน ระบบการศึกษาโดยรวมต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย ยังมีอันดับลดลง และต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนปัจจัยที่มีอันดับดีขึ้น ได้แก่ อัตราการสำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยต่อการตอบสนองความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุป ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงในประเด็นการบริโภคพลังงาน ความพอเพียงของถนนและรถไฟ การลงทุน จำนวนผู้ใช้ ทักษะ และกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร งบประมาณและบุคลากรในด้านวิจัยและพัฒนา สิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญา ค่าใช้จ่ายและบุคลากรทางการแพทย์ ปัญหามลพิษ กฎหมายสิ่งแวดล้อม การรีไซเคิลและบำบัดน้ำเสีย ดัชนีการพัฒนาคน อัตราการเรียน ทักษะ ระบบศึกษา และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างภาคเอกชนกับมหาวิทยาลัย

วิเคราะห์อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลงจากปี 2548 หลายอันดับในปี 2549 ส่วนหนึ่งมาจากการที่แนวนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นและปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ระดับราคาและค่าครองชีพสูงขึ้นตามไปด้วย ส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้จุดอ่อนที่สะสมมานานได้ เช่น ผลิตภาพ ทักษะของแรงงานและการวิจัยและพัฒนา อยู่ในระดับต่ำ การนำเข้าสินค้าที่มูลค่าสูง และโครงสร้างเศรษฐกิจที่มุ่งพัฒนาการส่งออกสินค้าเพียงบางอย่างขาดความยืดหยุ่น ขณะที่ปัจจัยสนับสนุน เช่นโครงสร้างพื้นฐาน ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น และประสิทธิภาพภาครัฐมีอันดับลดลง เพราะปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

หากประเทศไทยยังไม่เร่งแก้ปัญหาดังกล่าวแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของไทย ไม่เพียงแต่ลดลง แต่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมในประเทศโดยรวม เพราะความสามารถในการแข่งขัน หมายถึงโอกาสที่จะมีการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาหรือความมั่งคั่งสู่ประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตด้วย

นอกจากจุดอ่อนของปัจจัยภายในประเทศแล้ว ไทยซึ่งเป็นประเทศเปิดเสรีที่พึ่งพาการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศเช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ฯลฯ เป็นสัดส่วนสูง ยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ความต้องการวัตถุดิบจำนวนมากของอินเดียและจีน ซึ่งส่งผลให้ราคาวัตถุดิบ สินค้า และพลังงานสูงขึ้น ปัจจัยด้านการแข่งขันจากแรงงานฝีมือค่าจ้างต่ำของต่างประเทศ และการเกิดขึ้นของตลาดใหม่ๆในเอเชีย รัสเซียและประเทศในแถบลาตินอเมริกา รวมทั้งแอฟริกา ซึ่งเป็นทั้งคู่แข่งและคู่ค้า

ประเทศไทยต้องเผชิญความท้าทายอันได้แก่ การปฏิรูปโครงสร้างการส่งออกและนำเข้า การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม การพัฒนาคุณภาพแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบการปฏิบัติ เพื่อรักษาและพัฒนาอันดับความสามารถในการแข่งขัน ปัจจัยที่เป็นจุดอ่อนของประเทศไทยมาโดยตลอดที่ต้องให้ความสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกฎหมาย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และผลิตภาพของแรงงาน

นอกจากนี้แล้ว องค์กร World Economic Forum ซึ่งทำรายงานประเมินความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก 125 แห่ง ได้จัดอันดับให้ไทยอยู่ในลำดับปานกลางค่อนข้างต่ำคล้ายๆกับของสถาบัน IMD กล่าวคือจัดให้ไทยอยู่ลำดับ 33 ในปี 2548 และ อันดับที่ 35 ในปี 2549 ในขณะที่ในปี 2549 สิงคโปร์ อยู่ลำดับที่ 5 ญี่ปุ่นลำดับ 7 ไต้หวันลำดับที่ 13 เกาหลีใต้ลำดับที่ 24 และ มาเลเซีย ลำดับที่ 26 15

บทที่ 1 : เศรษฐกิจการเมืองไทยและความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ
บทที่ 2 : การจัดการศึกษาในปี 2549 – 2550
บทที่ 3 : การประเมิน การจัดสรรทรัพยากร ประสิทธิภาพ และความเสมอภาคในการจัดการศึกษา
บทที่ 4 : ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการการศึกษษ
บทที่ 5 : บทบาทของการศึกษาเพื่อตอบสนองการพัฒนาประเทศ
บทที่ 6 : ปัญหาคอขวดและทางออกในการดำเนินการปฏิรูปการศึกษา
บทที่ 7 : การศึกษาและการพัฒนาประเทศแบบองค์รวมเพื่อประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และความยั่งยืน

Download เอกสารเล่มเต็ม PDF