RSS

เหมือนอย่างไม่เคย : เรื่องสั้น

22 ก.พ.

โดย วิทยากร เชียงกูล

เหมือนอย่างไม่เคย พวกเขามากันในรถสีแสดคันใหญ่ แบบที่ทองม้วนไม่เคยเห็นมาก่อน มาพร้อมกับเสียงเพลงสูงๆต่ำๆ ซึ่งกระแทกกระทั้นราวกับเกิดจากการกระดอนของรถบน เส้นทางที่ขรุขระ “พวกเรามาพัฒนาการทำงานส่วนรวมของชาติ…” เขาร้องประโยคนั้นซ้ำกันไปซ้ำกันมาด้วยเสียงอันดัง ราวกับว่าจะเน้นให้โลกทั้งโลกได้รับรู้ ทองม้วนไม่เคยได้ยินท่วงทำนองของเพลงนี้มาก่อน แต่เธอก็รู้สึกเหมือนจะเป็นท่วงทำนองที่มักคุ้นและเกิดความดื่มด่ำโดยสัญชาตญาณว่า เพลงนี้น่าจะนำ มาซึ่งความรื่นรมย์และความเป็นมิตรมากกว่าอะไรอื่น เมื่อรถจอดสนิทดีแล้ว พวกเขาค่อยทยอยกันลงมา ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มสาว แต่งตัวด้วยกางเกงคล้ายๆ กัน และบางคนก็สวมหมวก เวลามองไกลๆ ทองม้วนไม่แน่ใจว่าคนไหนเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่ เธอขยับเดินเข้าไปเมียงมองกึ่งหวาดๆ กึ่งอยากรู้ และได้ เห็นพวกเขาทั้งหญิงและชายกำลังลงมาเดินยืดแข้งยืดขา พลางก็หันไปมองรอบๆ อย่างสนอกสนใจ ทองม้วนไม่เข้าใจเลยว่าเขามองดูอะไรกันนัก เพราะเมื่อ เธอหันมองตามก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากทุ่งนาอันแห้งแล้ง หมู่บ้านเก่าๆของพวกบ้านเธอ วัดเล็กๆ โรงเรียนไม้กระดานที่มีแต่พื้นกับหลังคาที่เห็นจนชินตา เธอ สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่งอุทานกับเพื่อนของเธอว่า “แหม อากาศที่นี่ดีจริงนะ” เป็นประโยคที่นำความแปลกใจมาสู่เธอไม่น้อย เธอไม่เคยได้ยิน ใครเขาพูดกันด้วยประโยคนี้มาก่อนเลยในหมู่บ้านที่เธออาศัยเติบโตมาเป็นเวลา 12-13 ปี

ผู้ใหญ่มีได้ออกไปหาคนเหล่านั้น มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งท่าทางคงเป็นหัวหน้าตรงเข้ามาทักทาย และเจรจากับผู้ใหญ่ ในสายตาของพวกเด็กขนาดเธอแต่ไรมา ผู้ใหญ่มีนั้นถือเสมือนเป็นคนที่น่านับถือที่สุดในหมู่บ้าน เพราะว่าหลวงท่านตั้งแกไว้เป็นหัวหน้า และทุกคนต้องเชื่อฟังแก แต่วันนี้ผู้ใหญ่มีไม่ได้มีลักษณะของ หัวหน้าเลย แกเข้าไปพูดจากับเด็กหนุ่มเหล่านั้นไม่ผิดอะไรกับที่แกเคยพูดกับเจ้านาย ทองม้วนชักหวาดขึ้นมาครามครัน ถ้าคนเหล่านี้ล้วนเป็นเจ้านาย เขามา กันทำไมพร้อมกันตั้ง 50-60 คน ถึงเธอจะเป็นเด็กเธอก็รู้ดีว่าเจ้านายเพียง 2-3 คน ก็อาจจะทำให้หมู่บ้านโกลาหลได้แล้ว และนี่เขามากันตั้งโขยงหนึ่ง

พวกนั้นเริ่มขนกระเป่าเสื้อผ้า เดินตามผู้ใหญ่มีไปที่โรงเรียน เป็นที่เข้าใจกันว่าพวกเขาจะไปพักนอนกันที่นั่น เธอสงสัยอยู่ไม่วายว่าคนเหล่านั้นเขาจะมาค้าง คืนที่นี่ทำไม ไม่มีเจ้านายคนไหนเขาทำกันมาก่อนและที่บ้านของเธอตอนกลางคืนก็ไม่เห็นจะมีอะไรนอกจากความมืดตื้อ เสียงจิ้งหรีดและเสียงลมพัดเท่านั้น ไม่มีใครในหมู่บ้านจะให้คำตอบแก่ดวงใจอันเต็มไปด้วยความอยากรู้ของเธอได้ พ่อนั้นไม่เคยว่างพอสำหรับคำถามใดๆทั้งสิ้น แม่ก็ไม่เคยจะใส่ใจอะไรมาก ไปกว่างานประจำวันอันน่าเหน็ดเหนื่อยแทน “ครูไ ก็ดุเกินกว่าที่จะมีใครกล้าไปยุ่งด้วย ผู้ใหญ่มีคนที่ควรจะรู้เรื่องดีนั้นเล่าก็มัวไปสาละวนจัดแจงต้อนรับหา ข้าวหาน้ำให้พวกเขากินกัน แต่อย่างไรก็ช่างเถอะ ทองม้วนคิด ถ้าหากพวกเขาจะยังคงอยู่ที่นี่กันต่อไป เธอก็คงจะพอหาคำตอบได้เองในไม่ช้า

เย็นวันนั้นผู้ใหญ่ก็ได้เคาะเกราะเรียกประชุม พวกที่มาในรถคันใหญ่ก็มากันด้วย ราวว่าเขาได้เข้ามาเป็นสมาชิกของหมู่บ้านแล้วด้วยฉะนั้น ทองม้วนวิ่งหลบแม่ ไปฟังเขาประชุมกัน เธอต้องการรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธออยากรู้และสงสัย

ผู้ใหญ่มีไม่ใช่คนที่พูดเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นเมื่อแกลุกขึ้นมาพูด แกก็ยังคงงกๆ เงิ่นๆ และพูดไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน ทองม้วนฟังได้ความเพียงเลาๆว่า คน เหล่านี้เป็นนักเรียนมาจากเมืองหลวง ระหว่างนี้พวกเขาหยุดเรียนกัน จึงได้เสียสละออกมาเพื่อช่วยสร้างฐานะความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดีขึ้น เธอไม่ค่อย เข้าใจนักว่าทำไมพวกเขาถึงมาช่วย และจะมาช่วยทำอะไร แต่เธอก็ดีใจที่ได้รู้ว่าอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ใช่เจ้านาย

ต่อจากนั้นคนที่เป็นหัวหน้าฝ่ายเขาก็ลุกขึ้นพูดบ้าง เขาพูดได้เก่งกว่าผู้ใหญ่เยอะ และพูดอะไรเสียยืดยาวจนพวกชาวบ้านทำท่าเหมือนกับว่าจะหลับไปหลายคน ทองม้วนรู้สึกทึ่งในท่าทางและคำพูดของเขายิ่งนัก แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจถ้อยคำทั้งหมดที่เขาพูดมา เนื่องจากเขาใช้คำบางคำซึ่งเธอไม่เคยได้ยินมาก่อน และบางครั้งก็เป็นภาษาฝรั่งปนมาด้วย เธอรู้แต่เพียงว่าพวกเขากำลังพยายามจะอธิบายให้พวกชาวบ้านเข้าใจว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ยอมเสียสละมาทำงานโดยไม่ ได้รับสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญเท่านั้น เวลาเขาพูดถึงประเทศชาติ เขาพูดด้วยเสียงอันดังและทำมือทำไม้ขึงขัง พวกชาวบ้านได้แต่ผงกหัวขึ้นดูด้วยความฉงนและสนุก นอกจากผู้ใหญ่บ้านกับครูแล้วก็คงจะไม่มีใครรู้เรื่องชาติกันเท่าใดนัก แม้แต่นักเรียนชั้นประถมสี่อย่าง ทองม้วนเองก็ยังยากที่จะเข้าใจ ถึงแม้ว่าครูจะเคยพยายามชี้ให้เธอเห็นภาพของชาติสักเท่าไร เธอก็นึกไม่ออก เพราะสิ่งที่เธอเห็นอยู่ก็มีแต่หมู่บ้าน ทุ่งนา ควาย และเด็กเลี้ยงควายเท่านั้น ชาติจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรหนอ ถ้ามันใหญ่กว่าทั้งหมู่บ้านและทุ่งนารวมกัน

วันรุ่งขึ้นพวกเขาก็เริ่มตั้งต้นทำงานตามที่เขาพูดไว้ พวกผู้หญิงเป็นฝ่ายช่วยขนดิน ขนไม้ ไสกบ ขณะที่พวกผู้ชายบางกลุ่มเริ่มขุดหลุมฝังเสา บางกลุ่มบากหัว เสาและบางกลุ่มก็เลื่อยไม้ พวกเขาทำงานกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและร่าเริง คุยกันไปด้วยเย้าแหย่กันไปด้วยอย่างน่าสนุกสนาน ทองม้วนไม่เคยเห็นการทำงาน เช่นนี้มาก่อน ที่บ้านของเธอเวลาใครจะปลูกบ้านสักหลังจะไปตามช่างไม้มา 2-3 คนก็พอแล้ว จากนั้นเขาก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างจริงจัง จนแทบ ไม่ค่อยได้พูดจากันมากนัก แต่ที่นี่มีคนตั้ง 50-60 คนสำหรับสร้างบ้านหลังเดียว อ้อ ไม่ใช่บ้านหรอก พวกเขาเรียกมันว่า “ศาลาประชาคม” หรืออะไรนี่แหละ ทองม้วนไม่ค่อยเข้าใจชัดนักว่าศาลาประชาคมจะต่างกับศาลาวัดที่เธอมีอยู่แล้วอย่างไร เห็นแต่พวกเขาอธิบายกันว่าจะได้ไว้เป็นที่พบปะหย่อนใจของชาว บ้าน เป็นการส่งเสริมสันทนาการหรืออะไรทำนองนั้น ไอ้คำหลังนี่เธอยิ่งไม่รู้เรื่องเลยว่ามันหมายถึงอะไรกัน เธอไม่ได้นึกมาก่อนด้วยซ้ำว่าจะมีคำนี้อยู่ในโลก แต่อย่างไรก็ดี เธอคิดว่าอย่างน้อยมันก็คงจะต้องเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไม่งั้นพวกเขาตั้งหกสิบคนก็คงไม่อุตส่าห์เดินทางไกลมาทำกัน แล้วพวกเขาก็เป็นนัก เรียนชั้นสูงมากมายกว่าเธอหลายเท่าด้วย เขาต้องฉลาดกว่าทุกคนในหมู่บ้านแน่ๆ

ตกเที่ยงเธอก็ได้ยินเสียงนกหวีด และเห็นพวกเขาวางมือจากงาน เดินกลับที่พักกันเป็นกลุ่มๆ ทองม้วนชอบแม้แต่วิธีการเดินของพวกเขา เขาเดินกระจายกัน ตามสบาย และตะโกนคุยกันได้อย่างน่าสนุกสนาน ที่โรงเรียนนั้นก็มีพวกเขาอีกกลุ่มหนึ่งทั้งหญิงและชายเป็นฝ่ายจัดทำอาหารเตรียมไว้ พวกเขานั่งล้อมวงกิน กันด้วยท่าทางอันน่าเอร็ดอร่อย และพอบ่ายพวกเขาก็เริ่มทำงานกันต่อ

ตอนเย์นเธอได้ยินเสียงนกหวีดอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาต่างพากันมาอาบน้ำอาบท่า และนั่งคุยกันแถวหน้าสนามโรงเรียน มีใครเอาเครื่องดนตรีรูปร่างแปลกชนิด หนึ่งขึ้นมาเล่น แล้วพวกเขาร้องเพลงกันด้วยภาษาซึ่งทองม้วนไม่อาจที่จะเข้าใจได้เลย พอตกค่ำพวกเขาก็จุดตะเกียงเจ้าพายุขึ้นราวกับจะมีงานพิธีอะไรกัน ถึงตอนนี้พวกเด็กชักกล้าขึ้นมาบ้างแล้ว จึงเข้าไปเมียงมองใกล้กว่าแต่ก่อน พวกหญิงสาวแต่งตัวสวยงามเหล่านั้นเห็นเข้าก็มาเรียกให้พวกเธอไปนั่งด้วย แต่ ไม่มีใครกล้า ทองม้วนยืนแอบอยู่ตรงมุมมืดๆแห่งหนึ่ง เธอรู้สึกอายเสื้อผ้าปุปะของเธอ อายว่าถ้าถูกถามเธอจะพูดอะไรตะกุกตะกัก คนเหล่านั้นล้วนแต่งตัว ด้วยเสื้อผ้าดีกว่าของเธอมากนัก และเขาก็พูดกันเก่งเสียเหลือเกิน พวกเขาจับกลุ่มกันร้องเพลงและมีการละเล่นต่างๆ ล้วนแต่เป็นการละเล่นที่แปลกสำหรับ เธอไปเสียทั้งสิ้น และไม่ว่าเขาจะเล่นอะไรกันก็ตาม มักจะมีใครคนหนึ่งทำผิดเสมอ เขาต้องถูกลงโทษให้ทำอะไรแล้วแต่คนอื่นจะสั่ง ทองม้วนได้เห็นเขาเล่น กันพิเรนๆ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกทึ่ง เด็กหนุ่มคนหนึ่งถูกสั่งให้ไปคุกเข่าขอความรักจากหญิงสาวต่อหน้าคนมากมาย แล้วพวกเขาก็หัวเราะกัน เธอไม่เคยเห็นใครทำ ท่าทางกันแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต

หลังจากที่เขาได้หาวิธีการเล่นแปลกๆ จนไม่มีอะไรจะเล่นกันต่อไปอีกแล้ว หัวหน้าก็ลุกขึ้นมาพูดอีก ดูเขาช่างเป็นคนชอบพูดเสียจริงๆ เขาพูดสรุปผลงานที่ ได้ทำไปว่าดีอย่างโน้นวิเศษอย่างนี้ และก็ไม่ลืมที่จะพูดถึงประเทศชาติด้วยความภาคภูมิใจเหมือนกับทุกครั้ง เสร็จแล้วเขาก็เปิดโอกาสให้คนอื่นๆขึ้นพูดบ้าง มีเด็กหนุ่มท่าทางเอาจริงเอาจังอีกคนหนึ่งลุกขึ้นพูด เสียงของเขาไม่ดีเท่าหัวหน้า แต่ก็ดังและหนักแน่น เขาพูดว่าเรา (หมายถึงพวกเขา) มัวแต่มาจับกลุ่มกัน เองเกินไป ไม่ได้ทำตัวให้เข้ากับชาวบ้าน แม้แต่การแต่งตัวก็ผิดแปลกแล้ว เขาร้องขอให้ทุกคนพยายามช่วยกันหาทางแก้ไขข้อบกพร่องอันนี้ พอเขาพูดจบ ก็ได้รับการสนับสนุนด้วยการตบมือกราวใหญ่ หัวหน้าลุกขึ้นมาพูดว่า เขาก็คิดๆไว้เหมือนกัน แต่เห็นว่าเป็นวันแรกๆ เลยปล่อยไปก่อน ต่อไปเราก็ควร พยายามทำตัวให้เข้ากับชาวบ้านมากขึ้น หัวหน้าก็เลยได้รับการตบมือด้วยเหมือนกัน

เมื่อกลับไปบ้าน ทองม้วนใช้เวลานานกว่าปกติกว่าจะหลับลงได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูช่างตื่นเต้นสำหรับเธอผู้ไม่เคยออกไปนอกหมู่บ้านเลย หลับแล้วเธอก็ยัง ฝันต่ออีก เธอฝันเห็นว่าเธอได้เข้าไปรวมอยู่ในกลุ่มพวกเขาเหล่านั้น และกำลังช่วยเขาสร้างบ้านหลังนั้นอยู่ด้วยความสนุกสนาน บ้านที่มีความสำคัญกว่า บ้านทุกหลังที่เธอเคยรู้จัก เพราะเป็นบ้านที่มีความหมายต่อความเจริญของประเทศชาติ เธอยังได้ฝันต่อไปอีกว่า เธอได้เดินทางกลับไปเรียนหนังสือต่อที่ เมืองหลวงกับพวกเขาเหล่านั้น เธอไม่ต้องถูกแม่ดุอีกต่อไป และไม่ต้องมานั่งเฝ้าเลี้ยงควายที่บ้านอีกต่อไป ได้แต่นั่งคุยกันอย่างสนุกสนานเหมือนอย่างที่เธอ เคยเห็นในภาพพจน์แห่งความเป็นจริง

เมื่อเธอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น เธอรู้สึกเสียใจที่มันเป็นเพียงความฝัน ในขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งใจด้วยที่ไม่ต้องจากบ้านพ่อแม่พี่น้องไปจริงๆ เธอจะเอา อะไรไปคุยกับเขาได้ ทองม้วนคิด แล้วอยู่โน่นถ้าไม่มีควายให้เลี้ยงเธอจะไปเลี้ยงอะไรแทนกัน

วันนี้พวกเขาก็คงทำงานกันไปเหมือนวันวาน มีที่พิเศษมาก็คือ ตกเย็นพวกเขาส่วนมากแต่งตัวผิดกว่าเก่า พวกผู้ชายใส่เสื้อคอกลมสีหม่นๆ มีเชือกผูกแทน กระดุม เป็นเสื้อชนิดที่เธอไม่เคยเห็นใครในหมู่บ้านเขาใส่กัน บางคนก็เอาผ้าขาวม้ามาเคียนเอว ซึ่งก็ทำให้ดูแปลกออกไปอีก พวกผู้หญิงใส่เสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่นไหม เป็นเครื่องแต่งตัวชนิดไม่มีใครในหมู่บ้านจะมีปัญญามีอีกเหมือนกัน พวกเขาพากันยิ้มย่องแล้วร้องทักกันว่า เป็นไงฉันเหมือนชาวบ้านเปี๊ยบเลยใช่ ไหม ทองม้วนอยากหัวเราะ แต่เธอก็หัวเราะไม่ออก เธอไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึวเป็นเช่นนั้น บางทีอาจจะเป็นด้วยความเห็นใจที่มีหลงอยู่ในใจอันอ่อนโยน ของเธอก็ได้

อย่างไรก็ตามที พวกเขาก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า พวกเขาหาใช่เป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเหมือนอย่างชาวบ้านที่ชอบเย้ยหยันบางคนคาดกันไว้ไม่ เขาจะทำงาน กันทั้งวันอย่างแข็งขัน มิใยที่แดดจะกล้าหรือฝนจะพรำ ไม่ช้าวัน ศาลาประชาคมก็เป็นรูปร่างขึ้นมา เวลาเย็นพวกเขาบางคนจะเข้ามาถึงลานบ้านอย่างสนิท สนม ชวนคุยถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้จิปาถะ หรือไม่ก็เอาพวกเสื้อผ้าและหนังสือเล่มเล็กๆมาแจก พวกพ่อแม่มักจะพอใจกับเสื้อผ้า ในขระที่เด้กนักเรียนขนาดเธอ สนใจอยู่กับรูปภาพประกอบในหนังสือ เป็นหนังสือที่แนะนำวิธีป้องกันโรคสารพัดชนิด ทองม้วนไม่เข้าใจอย่างเดียวก็คือว่า กระดาษไม่กี่แผ่นแค่นี้จะช่วย ป้องกันโรคที่น่ากลัวนั้นได้อย่างไร แต่เธอก็ไม่เคยถาม เธอไม่กล้าถาม เธอรู้สึกเหมือนว่าการถามอาจจะกลายเป็นการทำลายความไว้วางใจต่อกันที่ต่าง ฝ่ายต่างพยายามรักษาไว้เสียก็ได้ เธอจึงได้แต่เงียบและพอใจต่อทุกสิ่งทุกอย่าง

ตอนกลางคืนพวกเขาก็คงเล่นสนุกสนานกันอย่างเดิมโดยไม่รู้จักเบื่อหน่าย พวกเด็กๆ มักจะไปคอยดูด้วยหวังว่าจะมีอะไรสนุกๆ เช่น ลิเกหรือลำตัด มาให้ดูบ้าง แต่พวกเขาไม่เคยได้พบเลย พวกนักศึกษาเหล่านั้นถนัดแต่การร้องเพลงฝรั่งและเล่นสนุกตลกโปกฮา ซึ่งเด็กๆไม่เคยเข้าใจ ในบรรดาการละเล่นทั้งหมดมีอยู่ อย่างเดียวที่เขาสามารถจะทำความเข้าใจร่วมกันได้ สิ่งนั้นก็คือรำวง ทองม้วนมักชอบไปดูตอนที่เขารำวง เพราะมันทำให้เธอพอใจกับความรู้สึกทำนองที่ว่า พวกเขาไม่ได้อยู่ห่างไกลเธอจนเกินไปนัก

เวลาผ่านไป ผ่านไป จนคนทั้งหลายในหมู่บ้านเริ่มรู้สึกเหมือนว่านักศึกษาพวกนั้นได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านเช่นเดียวกับพวกเขา เช่นเดียวกับวัว ควาย และทองม้วนเองก็เริ่มรู้สึกเหมือนว่าเสียงนกหวีดนั้นได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเธอ ทุกเช้าที่เธอได้ยินมัน เธอรู้ว่าพวกเขาเริ่มจะทำ งานกันอีกแล้ว และเธอก็จะกระวีกระวาดเข้าไปช่วยแม่ทำงานบ้าง ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกว่างานนั้นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายเสียยิ่งนัก แต่เมื่อเธอได้เห็นคนเหล่า นั้นทำงานกันด้วยความสนุกสนาน เธอก็รู้สึกอายตัวเองขึ้นมาในทันทีทันใด

แต่แล้ววันสุดท้ายก็มาถึงเข้าจนได้ วันหนึ่งศาลาประชมคมเสร็จเรียบร้อย มันยืนตระหง่านอยู่กลางทุ่งเหมือนกับสัตว์มหึมา เป็นอาคารโปร่งๆ มีแต่หลังคาไม่ มีฝา ฟื้นลาดปูนซีเมนต์ตลอด ปลายสุดด้านหนึ่งมียกพื้นขึ้นมาเหมือนกับเวทีลิเก พวกนักศึกษาต่างมีท่าทางภูมิอกภูมิใจและมองมันแล้วมองมันอีกอย่างชื่น ชม เขาเอากล้องถ่ายรูปมาถ่ายกันใหญ่และใครต่อใครที่ใหญ่ๆโตๆ ก็มาชมเชยกัน มีทั้งนายอำเภอ เจ้านายทั้งหลาย และแม้กระทั่งข้าหลวงเองก็ยังแวะมา หน่อยหนึ่ง นับเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษสุดในมู่บ้านของเธอเลยทีเดียว เพราะนอกจากผู้ใหญ่มีแล้วก็ไม่มีใครในหมู่บ้านเลยที่เคยได้เห็นหน้าข้าหลวงมาก่อน และก็ไม่มีใครเห็นนายอำเภอยิ้มเหมือนวันนี้อีกเช่นกัน

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: